เรื่อง นิยาย สตอรี่ Twin lover สุดสับสน รักลุ้นๆ กับคุณฝาแฝด (จะลบเนื้อเรื่องเหลือแค่ 3 ตอนแรก 3 มิ.ย.55 นี้ค่ะ)

เนื้อเรื่อง ตอน ล่าสุด เรื่อง นิยาย นิยายมาใหม่

พันทิวา หรือ วา


 “ยัยพันหนึ่งทิวาราตรี!!!!”
 

     เสียงตะโกนดังขึ้นที่หน้าประตูห้องเรียน ก่อนที่ร่างเพรียวบางปราดเปรียวของหญิงสาววัยสิบแปดปี หน้าตาสวยเฉี่ยว ผิวขาวจั๊วะอย่างคนมีเชื้อสายจีน ไว้ผมซอยสั้นในชุดยูนิฟอร์มของนักเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่หก อันประกอบไปด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวเข้ารูปแขนยาวแล้วสวมทับด้วยเสื้อกั๊กเข้ารูปสีฟ้าอ่อน และสวมกระโปรงจีบรอบตัวลายสก็อตสีขาวสลับฟ้าสั้นเหนือเข่าเล็กน้อย จะก้าวเข้ามาในห้องเรียน

     “เธอจะตะโกนเรียกฉันหาสวรรค์วิมานอะไรที่หน้าห้องยะยัยคุณหนูเนฟ? แล้วฉันก็ชื่อพันทิวาเฉยๆ นะ เธอไม่ต้องกรุณาเติมให้มันเป็นพันหนึ่งทิวาราตรีได้มั๊ย? ฟังแล้วฉันนึกถึงนิทานอาหรับทุกทีเลย”

     หญิงสาวหน้าตาสวยน่ารัก ผิวขาวนวล ไว้ผมยาวผูกรวบเป็นหางม้ายกสูงไว้ทางด้านหลัง ในชุดยูนิฟอร์มนักเรียนชั้นมัธยมปลายแบบเดียวกัน ที่กำลังนั่งอ่านหนังสือเรียนวิชาภาษาอังกฤษอยู่เงยหน้าขึ้นว่า พลางค้อนเพื่อนสาวอย่างเคืองๆ แต่อีกฝ่ายกลับยักไหล่ แล้วทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ข้างๆ พลางพูดหน้าตาเฉยว่า

     “ก็พ่อแม่เธอตั้งใจตั้งชื่อให้เธอตามนิทานอาหรับอยู่แล้วนี่นา”

     “แล้วเธอจะมาย้ำทำไมมิทราบคะ คุณหนูอัปสรเทวี?...”

     “อ๊าย!!! ยัยวา เธออย่ามาเรียกชื่อฉันเต็มยศได้มะ ฟังแล้วขนลุกชะมัด นึกว่ากำลังอยู่ในโรงลิเก”

     คราวนี้เป็นคนที่เปลี่ยนชื่อให้คนอื่นก่อนเดือดร้อนเสียเอง พันทิวาหัวเราะคิกคัก เมื่อเห็นเพื่อนรักทำหน้าสยอง ก่อนจะพูดต่อไปอีกว่า

     “อะไรกัน? นั่นน่ะชื่อที่อาม่าเธออุตส่าห์ตั้งให้เชียวนะ แล้วนางอัปสรก็เป็นถึงนางฟ้านางสวรรค์ด้วย อย่ามาทำท่าไม่ชอบชื่อตัวเองหน่อยเลยน่ายัยเนฟ”

     “เออ...นางอัปสรน่ะเป็นนางฟ้า แต่ฉันนะนางมารร้ายนะยะ แถวยังหน้าหมวยด้วย ไม่รู้อาม่ากินอะไรผิด
สำแดงเข้าไปถึงได้นึกชื่อเลิศเลอ วิลิศมาหรา หวานหยดย้อยอย่างนี้ขึ้นมาให้ฉันได้ ไม่ได้เข้ากับหน้าฉันเล้ย ให้ตายสิ!!!”

     อัปสรเทวีทำหน้าตาเหมือนอยากจะตายให้ได้จริงๆ

     “เอาน่าๆ ชื่อที่ปู่ย่าตายาย พ่อแม่ตั้งให้ก็เป็นสิริมงคลทั้งนั้นแหละ แถมเธอก็หน้าตาสวยสมชื่อด้วย อย่าคิดมากเลย” พันทิวาปลอบเพื่อนยิ้มๆ

     “รู้แล้วล่ะย่ะ ฉันถึงได้จำใจใช้ชื่อนี้ไม่ยอมเปลี่ยนอยู่นี่ไง”

     อัปสรเทวีพูดพลางทำหน้ามุ่ย ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อถามว่า

     “ว่าแต่การบ้านวิชาภาษาอังกฤษของเธอเสร็จรึยัง? ขอฉันลอกมั่งสิ...ฉันลืมทำน่ะ”

     “โอ้โห! เธอนี่ประจำเลยนะยัยเนฟ ฉันไม่เคยเห็นเธอทำการบ้านวิชาภาษาอังกฤษเสร็จเลยซักครั้ง ทำไมขี้เกียจอย่างงี้นะ”

     พันทิวาบ่นเพื่อนสาว หากแต่ก็ยอมส่งสมุดการบ้านของตนเองให้เพื่อนลอก (เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี เด็กๆ ห้ามลอกเลียนแบบนะคะ)

     “แหม...ก็อาจารย์เล่นให้การบ้านมาตั้งสิบห้าหน้า ใครจะไปทำเสร็จได้ล่ะ ภาษาอังกฤษไม่ใช่ภาษาประจำชาติไทยนะยะ”

     อัปสรเทวีเถียงข้างๆ คู พลางรีบลงมือลอกการบ้านอย่างรวดเร็ว

     “แล้วมันเป็นภาษาประจำชาติของฉันหรือไง ทำไมฉันถึงทำมาให้เธอลอกได้เป็นประจำเลย?”

     พันทิวาถามอย่างฉุนๆ แต่อัปสรเทวีกลับเงยหน้าขึ้นมองคนถาม แล้วยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะตอบว่า

     “ก็ไม่ใช่เหมือนกัน แต่ว่าเธอมีติวเตอร์ดี เป็นถึงหนุ่มลูกครึ่งไทยอังกฤษรูปหล่อ พ่อรวย เรียนเก่งที่
ชื่อธินยวัฒน์ ซึ่งมีบ้านอยู่ในซอยเดียวกันดังนั้น เธอก็ต้องทำการบ้านเสร็จอยู่แล้ว ไม่เห็นจะแปลกเลย”

     “พี่ธินย์เค้าช่วยอธิบายตรงจุดที่ฉันไม่เข้าใจต่างหาก โดยมากฉันก็ทำเองนะยะ ไม่ได้ให้พี่เค้าทำให้ทั้งหมด”

     “ฉันก็ไม่ได้บอกว่าอย่างนั้นซะหน่อย แต่การไปถามการบ้านพี่ธินย์น่ะ เป็นข้ออ้างที่ดีเลยนะ ที่จะได้ใกล้ชิดกับเจ้าชายในฝัน ที่เธอแอบปลื้มมานานถึงสองปีแล้ว ตั้งแต่เรียนอยู่ม.สี่แน่ะ โอ๊ย!!! เธอมาตีฉันทำไมยัยวา? เจ็บนะยะ ดูสิแดงเถือกเลย”

     อัปสรเทวีร้องเสียงหลงในตอนท้าย เมื่อโดนพันทิวาเอาฝ่ามือฟาดเข้าที่แขนอย่างไม่ปรานี จนขึ้นรอยแดงเป็นแถบ

     “ก็ที่เธอพูดน่ะฉันเสียหายนะยะ เรื่องอะไรเธอมาหาว่าฉัน เอาการบ้านมาบังหน้า เพื่อใกล้ชิดกับพี่ธินย์
เดี๋ยวไม่ให้ลอกซะเลย”

     “อ้าว! ได้ไงล่ะ? อย่าทำเป็นโมโหกลบเกลื่อนความอายหน่อยเลยน่า กิ๊วๆๆ แอบชอบพี่เค้ายังไม่ยอมรับอีก”

     อัปสรเทวีทำสีหน้าและน้ำเสียงล้อเลียนอย่างสนุกสนาน พันทิวาได้แต่ค้อนเพื่อนสาวจอมเฮี้ยว
อย่างไม่รู้จะทำยังไงดี เพราะสิ่งที่อัปสรเทวีกำลังล้อเธออยู่มันคือความจริงทั้งนั้น

 

 

     เมื่อสองปีที่แล้ว...
 

     วันนั้นตอนเย็นหลังเลิกเรียน ซึ่งเป็นวันเปิดภาคเรียนที่สองวันแรกของนักเรียนทุกชั้นปี ในโรงเรียนเอกชนแห่งนี้ ซึ่งเป็นโรงเรียนในเครือของมหาวิทยาลัยเอกชนนานาชาติอาเธียน่า พันทิวาซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมปลายปีที่สี่ กำลังเดินกลับบ้านด้วยอาการไม่สบาย เพราะโดนไข้หวัดเล่นงานอย่างหนัก เนื่องจากเธอเดินออกไปซื้อของหน้าปากซอยทางเข้าบ้านเมื่อสองวันก่อน แล้วอยู่ๆ ระหว่างทางที่เดินกลับบ้านฝนก็ตกลงมาอย่างหนักทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งเค้ามาก่อน ดังนั้นเธอจึงถูกฝนเปียกไปทั้งตัว และตามด้วยการโดนไข้หวัดเล่นงานจนงอมแงมจนกระทั่งถึงวันเปิดเทอม

     ความจริงตอนเช้ามารดาก็บอกแล้วล่ะว่าไม่อยากให้เธอมาโรงเรียน เพราะยังเห็นว่าอาการไข้
หวัดของเธอไม่ดีขึ้นเลย ขืนมานั่งเรียนในห้องซึ่งเปิดเครื่องปรับอากาศจะยิ่งแย่ แต่พันทิวาก็ไม่อยากจะเสียประวัติขาดเรียนตั้งแต่วันแรกที่เปิดเทอม ดังนั้นเธอจึงหอบสังขารของตนเองมาโรงเรียนจนได้ แล้วผลก็เป็นอย่างที่เห็น คือตกเย็นเธอมีอาการไข้เพียบหนักกว่าเดิม แถมยังปวดหัวแทบจะระเบิดและมึนงงจนตาลาย ความจริงอัปสรเทวีก็อาสาจะมาส่งพันทิวาที่บ้านเหมือนกัน แต่เธอก็เกรงใจเพื่อนรักซึ่งต้องรีบไปทำธุระให้ทางบ้าน ขืนเพื่อนสาวต้องพาเธอมาส่งบ้านแล้ววนกลับไปทำธุระก็คงจะเสียเวลามากกว่าเดิม ดังนั้นพันทิวาจึงปฏิเสธเพื่อนรัก และยืนยันว่าเธอกลับบ้านเองได้ ในสภาพที่เดินเซไปเซมาไร้เรี่ยวแรง ตาลายและเบลอไปหมด แล้วในที่สุดหญิงสาวก็หมดเรี่ยวแรงที่จะเดินต่อไปได้ เมื่อรู้สึกว่าโลกเริ่มหมุนคว้าง ก่อนที่ร่างโปร่งบางจะทรุดลงไปกองกับพื้นถนน และได้ยินเสียงร้องอย่างตกใจของใครบางคนดังขึ้นใกล้ๆ

     “เฮ้ย! เธอ นี่เป็นอะไรน่ะ เป็นลมรึไง?”

     พันทิวาพยายามปรือตาขึ้นมองคนที่กำลังถามเธออยู่ใกล้ๆ อย่างยากเย็น สาวน้อยเริ่มรับรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ชาย เขานั่งคุกเข่าข้างหนึ่งลงบนพื้นถนนแล้วโอบประคองร่างเธอขึ้นมา ให้พิงอยู่กับแผ่นอกกว้างของเขา แต่เพราะพิษไข้ทำให้เธอตาลายจนมองเห็นใบหน้าของคนที่ช่วยเธอได้ไม่ถนัดนัก

     “พระเจ้า! เธอตัวร้อนจี๋เลยนี่”

     เสียงทุ้มนุ่มของคนที่ประคองเธออยู่อุทานเบาๆ เมื่อเขาใช้หลังมือของเขาแตะลงบนหน้าผากของเธอ ก่อนที่จะเลื่อนไปแตะที่แก้มของเธออย่างแผ่วเบาเช่นกัน

     “หือ...ชุดนักเรียนนั่น เด็กคนนี้อยู่โรงเรียนเดียวกับเรานี่”

     พันทิวาได้ยินเสียงทุ้มนุ่มคล้ายกับเสียงของคนที่กำลังประคองเธออยู่พูดขึ้น แต่อยู่ในระยะไกลกว่าเดิม เธอพยายามปรือตาขึ้นมองอีกครั้ง แล้วก็เห็นอย่างเลือนรางว่ามีผู้ชายอีกคนกำลังยืนชะโงกหน้าข้ามไหล่ผู้ชายคนที่นั่งประคองเธออยู่มามองดูเธอ

     “นี่เธอ...บ้านอยู่ไหนน่ะ? เดี๋ยวฉันพาไปส่ง”

     พันทิวาได้ยินเสียงของคนที่กำลังประคองเธออยู่ถามขึ้นมาอีกครั้ง สาวน้อยจึงพยายามเปล่งเสียงพูดบอกอีกฝ่ายไปเต็มเสียงในความรู้สึกของตนเอง แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเพียงเสียงพึมพำขมุบขมิบที่ฟังไม่ได้สรรพสำหรับคนฟังเท่านั้น เพราะเธอได้ยินเสียงเขาถามกลับมาว่า

     “เธอพูดว่าอะไรนะ ฉันไม่ได้ยินเลย พูดดังๆ หน่อยได้มั๊ย?”

     “เธอคงไม่มีแรงพูดหรอกมั๊ง ไข้ขึ้นจนหน้าแดงขนาดนั้นน่ะ”

     พันทิวาได้ยินเสียงของคนที่ยืนอยู่บอกเขาแว่วๆ ก่อนจะได้ยินผู้ชายคนนั้นออกความเห็นต่อไปอีกว่า

     “พาไปส่งโรงพยาบาลเลยดีมั๊ย เดี๋ยวพอเค้ารู้สึกตัว ก็คงจะติดต่อญาติได้”

     “ไม่ต้องหรอก ฉันว่าบ้านเด็กคนนี้คงอยู่ในซอยนี้แหละ เอางี้แล้วกันอุ้มเธอไปบ้านเราก่อน พา
ไปพักที่บ้านสักครู่ ให้แม่เช็ดตัวลดไข้ให้ก็คงจะดีขึ้นบ้าง พอเธอรู้สึกตัวเราค่อยพาไปส่งที่บ้านก็ได้”

     เสียงคนที่กำลังนั่งประคองเธออยู่บอก

     “เอางั้นเหรอ?” เสียงคนที่ยืนอยู่ถามอย่างไม่แน่ใจนัก

     “อืมม์...นายช่วยถือกระเป๋าเด็กคนนี้ที เดี๋ยวฉันจะอุ้มเด็กคนนี้ไปที่บ้านเราเอง”

     สิ้นเสียงทุ้มนุ่ม พันทิวาก็รู้สึกว่าร่างของเธอถูกช้อนลอยขึ้นมาจากพื้นทันที เขาอุ้มเธอก้าวเดิน
ไปข้างหน้าช้าๆ ใบหน้าของพันทิวาซุกซบอยู่กับแผ่นอกกว้างของเขา เธอพยายามจะปรือตาขึ้นแหงนหน้ามองใบหน้าของคนที่มีน้ำใจช่วยเหลือเธอให้ชัดเจน แต่ก็จนปัญญาเพราะไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ดังนั้นสิ่งที่เธอพอจะมองเห็นได้ชัดเจนที่สุดก็คือชื่อของเขา ซึ่งปักอยู่บนอกด้านซ้ายของเสื้อสูทสีฟ้าอ่อน ซึ่งเป็นชุดยูนิฟอร์มของนักเรียนชายโรงเรียนเธอเอง เขาชื่อว่า ธินยวัฒน์ อัครวัฒนะโยธิน
 

 

     “หือ...เด็กคนนี้น่าตาน่ารักน่าเอ็นดูเชียว ยังกะตุ๊กตาบาร์บี้แน่ะ”
 

     พันทิวาซึ่งเพิ่งจะเริ่มรู้สึกตัว ได้ยินเสียงแผ่วหวานของผู้หญิงคนหนึ่งพูดอยู่ใกล้ๆ ก่อนที่เสียงทุ้มนุ่มที่เธอรู้สึกคุ้นๆ จะแย้งขึ้นว่า

     “ไม่เห็นจะเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้เลยแม่ ผมว่าเหมือนตุ๊กตากระเบื้องมากกว่า ไหนดูซิชื่ออะไร?
ชื่อพันหนึ่งทิวาราตรี”

     “เฮ้ย! นายธันย์ เค้าชื่อพันทิวา นายไปเปลี่ยนชื่อเค้าทำไม?”

     เสียงทุ้มคุ้นหูอีกเสียงขัดขึ้น แต่เสียงคนที่ถูกขัดแย้งขึ้นว่า

     “ฉันว่าพ่อแม่เค้าก็คงจะตั้งใจตั้งชื่อตามนิทานอาหรับเรื่องนั้นแหละน่า...”

     เออ...นายคนนี้ความคิดเดียวกับยัยอัปสรเทวีเพื่อนรักของเธอเลยแฮะ พันทิวาบอกตัวเอง
พลางเริ่มขยับตัว
 

     “อ๊ะ! นั่น เด็กคนนั้นรู้สึกตัวแล้วล่ะ เธอขยับตัวแล้ว”
 

     เสียงทุ้มนุ่มพูดขึ้น เมื่อเห็นพันทิวาเริ่มขยับตัว ก่อนจะค่อยๆ ปรือตาขึ้นอย่างช้าๆ แล้วภาพแรกที่เธอเห็น ก็คือเพดานห้องสีเหลืองนวลตา ตามด้วยผนังห้องซึ่งติดวอลเปเปอร์ลวดลายดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋มงดงาม ก่อนที่จะเห็นใบหน้าของหญิงสาวใหญ่หน้าตาสวยคมคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เตียงทางด้านซ้ายมือของเธอ ผู้หญิงคนนี้มีเรือนผมสีน้ำตาลอ่อนและมีนัยน์ตาสีน้ำเงินสดใส ริมฝีปากสวยได้รูปกำลังส่งยิ้มมาให้พันทิวาอย่างอ่อนโยน
 

     และเมื่อเธอหันมองไปทางขวามือของตนเอง ก็พบกับร่างสูงของชายหนุ่มสองคนยืนอยู่ข้างๆ เตียง พวกเขาทั้งสองคนมีใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มมีส่วนละม้ายคล้ายกับหญิงสาวใหญ่คนสวย ทั้งสองคนไว้ผมรากไทรยาวระต้นคอ สีผมของพวกเขาเป็นสีน้ำตาลอ่อนเหมือนกับสีผมของหญิงสาวใหญ่ใจดีคนนั้น และนัยน์ตาเป็นสีน้ำเงินสดใสเช่นกัน ซึ่งบ่งบอกว่าเขาทั้งคู่เป็นลูกครึ่งอย่างแน่นอน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้ชายทั้งสองคนนี้หน้าตาเหมือนกันราวกับแกะ ถ้าหากว่าเขาไม่สวมเสื้อยืดคนล่ะสี พันทิวาคงนึกว่าตัวเองกำลังเบลอจนเห็นภาพซ้อนเสียแล้ว
 

     “เป็นยังไงบ้างครับสาวน้อย?”
 

     เสียงชายหนุ่มคนที่สวมเสื้อยืดคอวีสีน้ำเงินสดถามยิ้มๆ
 

     “เอ่อ...ยังรู้สึกมึนๆ หนักๆ หัวอยู่ค่ะ” พันทิวาตอบพลางนิ่วหน้า
 

     “ก็น่าหรอกนะ ไข้เธอขึ้นสูงมากเลย”
 

     เสียงชายหนุ่มคนที่สวมเสื้อยืดคอวีสีน้ำตาลอ่อนพูดขึ้นบ้าง 
 

     “เอ่อ...ที่นี่ที่ไหนคะ?”

     “บ้านของพวกเราเองจ้ะ น้าชื่อธัญญ่าพอดีลูกชายน้าไปพบหนูนอนไม่ได้สติอยู่กลางถนน ไม่รู้ว่าบ้านของหนูอยู่ที่ไหน ก็เลยพาหนูกลับมาที่นี่ก่อน หนูตัวร้อนมากเพราะไข้ขึ้นสูง น้าเลยต้องเช็ดตัวลดไข้ให้ ตอนนี้ไข้ก็ลดลงไปพอสมควรแล้วล่ะจ้ะ” เสียงหญิงสาวใหญ่ใจดี ตอบคำถามของพันทิวา

     “ขอบคุณมากเลยนะคะที่ช่วยเหลือหนู”

     เธอพนมมือไหว้คุณน้าธัญญ่าผู้แสนจะใจดี และหันไปยิ้มให้ชายหนุ่มทั้งสองคน พลางพูดกับพวกเขาว่า
 

     “ขอบคุณมากนะคะ”

     “ไม่เป็นไรหรอกเราอยู่โรงเรียนเดียวกันอยู่แล้ว ผมชื่อธินยวัฒน์ ส่วนนายนี่ชื่อธันยวิทย์ ไม่บอกก็คงจะรู้นะว่าเราเป็นฝาแฝดกัน ผมเป็นพี่หมอนี่เป็นน้อง  เราเพิ่งจะย้ายมาอยู่ม.หกที่นี่เทอมนี้เอง แล้วเธอล่ะพันทิวาสินะ เรียนอยู่ชั้นไหนครับสาวน้อย?” ชายหนุ่มที่สวมเสื้อสีน้ำเงินสดพูดขึ้น

     “เรียนอยู่ชั้นม.สี่ค่ะ”

     “อ้าว! งั้นเธอก็เป็นรุ่นน้องพวกเราสองปีน่ะสิ ต้องเรียกพวกเราว่ารุ่นพี่นะ”

     ชายหนุ่มคนที่สวมเสื้อยืดสีน้ำตาลอ่อนบอกยิ้มๆ

     “เอ่อ...ค่ะ พี่ธินยวัฒน์ พี่ธันยวิทย์”

      “เรียกพี่ธินย์กับพี่ธันย์ก็พอแล้ว แล้วน้องชื่อเล่นว่าอะไรล่ะครับ?”

     ธินยวิทย์ซึ่งพันทิวาจำได้แล้วว่าเขาสวมเสื้อสีน้ำเงินสดถามขึ้น

     “ชื่อวาค่ะ”

     “หือ...ชื่อเล่นว่าสี่ศอกเนี่ยนะ พิลึกชะมัด” ธันยวิทย์พูดขึ้นบ้าง

     “สี่ศอกอะไรของนาย?” ธินยวัฒน์หันกลับมาถามคู่แฝดของตนเองอย่างไม่เข้าใจ

     “นั่นสิ สี่ศอกอะไรกันธันย์ น้องเค้าชื่อวานะ?”

     มารดาของสองหนุ่มแฝดถามขึ้นบ้าง ในขณะที่พันทิวาก็เริ่มขมวดคิ้วมุ่น เมื่อโดนหนุ่มรุ่นพี่
เปลี่ยนชื่อเล่นให้อีกรอบ ธันยวิทย์ยักไหล่ ก่อนจะเฉลยให้ทุกคนหายข้องใจว่า
 

     “ก็สี่ศอกเท่ากับหนึ่งวาไงล่ะครับแม่...”

     “ต๊าย! ลูกคนนี้นี่ คิดได้ยังไง เรานั่นแหละพิลึกคนจริงๆ เลย หนูวาอย่าถือสาลูกชายน้าเลยนะ
จ๊ะ”
 

     คุณน้าธัญญ่าแสนสวยหันมาพูดกับพันทิวา เธอจึงได้แต่พยักหน้าและพูดยิ้มๆ ว่า
 

     “ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณน้า”

     “งั้นพี่ขออนุญาตเรียกว่าวาเฉยๆ แล้วกันนะ” ธินยวิทย์สรุปยิ้มๆ

     “ค่ะ”

     “แต่พี่ขอเรียกว่าสี่ศอกนะ ไม่ซ้ำใครดี โอ๊ย!!!”

     ธันยวิทย์บอกพลางทำหน้าทะเล้น ก่อนจะร้องเสียงดังลั่น เมื่อโดนคู่แฝดของตัวเองยกมือขึ้นฟาดที่ศีรษะ
ด้านหลังหนึ่งผั๊วะ จนเจ้าตัวหน้าคะมำ ท่ามกลางสีหน้าสมน้ำหน้าของธินยวัฒน์ เสียงหัวเราะของคุณน้าธัญญ่าผู้เป็นมารดาของสองหนุ่ม และพันทิวาซึ่งได้แต่กลั้นหัวเราะชายหนุ่มรุ่นพี่ 
 

     “เฮ้! เรื่องอะไรนายมาตีหัวฉันเนี่ย?” 
 

     “ก็น้องเค้าชื่อวาน่ารักดีอยู่แล้ว นายจะไปเรียกว่าสี่ศอกได้ยังไง?”
 

     “ก็ฉันจะเอาไว้เรียกคนเดียวนี่ ไม่ได้ให้นายเรียกด้วยซะหน่อย”ธันยวิทย์เถียง
 

    “แล้วใครเค้าจะไปชอบล่ะ ไอ้ชื่อประหลาดที่นายเรียกน่ะ”
 

     “ก็ยังไม่เห็นน้องสี่ศอกว่าอะไรนี่”
 

     “เอ๊ะ! นายนี่ ทำไมชอบแกล้งคนนักนะ...”

     “อืมม์ เอาล่ะๆ สองหนุ่มสุดที่รัก เลิกเถียงกันได้แล้ว น่ารำคาญออก แล้วเราน่ะเป็นรุ่นพี่ มายืนทะเลาะกันเป็นเด็กๆ ไม่อายรุ่นน้องบ้างหรือไง แม่ล่ะอายแทนเลย เอ่อ...หนูวาจ้ะ หนูทานข้าวต้มก่อนดีมั๊ยจ๊ะ? น้าสั่งให้แม่บ้านทำไว้แล้ว เสร็จแล้วหนูค่อยกลับบ้านก็ได้ เดี๋ยวน้าให้สองคนนี้ขับรถไปส่งที่บ้านเอง”

     คำพูดมารดาของสองหนุ่มรุ่นพี่ ทำให้พันทิวานึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ทันที
 

     “ตายแล้ว! นี่กี่โมงแล้วคะ?”
 

     พันทิวาลุกพรวดพราดขึ้นนั่งทันที ท่ามกลางความตกใจของสามแม่ลูก พลางรีบยกนาฬิกาข้อมือของตนเองขึ้นมาดู แล้วเธอก็ต้องเบิกตากว้าง เมื่อเห็นเข็มนาฬิกาข้อมือชี้บอกเวลาเกือบสองทุ่มครึ่งแล้ว
 

     “จะสองทุ่มครึ่งแล้ว!” 
 

     ตายแน่ๆ ป่านนี้มารดาคงจะกำลังเป็นห่วงอยู่แน่ๆ พันทิวาไม่เคยกลับบ้านผิดเวลา ถ้าหากว่ามีกิจกรรมที่โรงเรียนจนต้องกลับดึกก็จะต้องโทรศัพท์ไปบอกมารดาก่อนทุกครั้ง คิดได้ดังนั้นเธอก็รีบขยับก้าวลงจากเตียงทันที  พลางรีบพูดว่า

     “ขอบคุณคุณน้ามากนะคะ แต่หนูคงจะทานข้าวต้มไม่ได้แล้วล่ะค่ะ นี่ดึกมากแล้ว ป่านนี้แม่หนูคงเป็นห่วงมากแล้ว หนูต้องรีบกลับบ้านแล้วค่ะ”

     “เอ...เอาอย่างนี้ดีกว่ามั๊ยจะหนูวา ท่าทางหนูคงจะไม่เคยกลับบ้านผิดเวลาแบบนี้ น้าว่าหนูน่าจะโทรศัพท์ไปที่บ้านก่อน น้าจะคุยกับคุณแม่ของหนูเอง”

     ดังนั้นพันทิวาจึงโทรศัพท์กลับไปที่บ้าน โดยมารดาของสองหนุ่มรุ่นพี่ช่วยอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้มารดาของเธอฟังจนเข้าใจ ก่อนที่จะให้ลูกชายทั้งสองคนเดินมาส่งเธอถึงหน้าบ้าน เมื่อรู้ว่าบ้านของเธออยู่ถัดจากคฤหาสน์หลังใหญ่นี้เข้าไปในซอยอีกเพียงห้าหลังเท่านั้นเอง

     ในระหว่างที่คฤหาสน์หลังนี้กำลังก่อสร้างอยู่ พันทิวาก็เคยหยุดมองทุกครั้งที่เดินผ่าน และยังนึกจินตนาการอยู่ตลอดเวลาว่าข้างนอกยังสวยขนาดนี้ ถ้าหากว่าก่อสร้างเสร็จแล้วไม่รู้ว่าข้างในจะสวยขนาดไหน ใครจะไปนึกว่าวันนี้เธอจะมีโอกาสได้เข้าไปนอนพักอยู่ในคฤหาสน์หลังนั้นตั้งหลายชั่วโมง

     หลังจากวันนั้นครอบครัวของพันทิวา ก็ถือว่าเป็นเพื่อนบ้านที่ค่อนข้างสนิทสนมกับครอบครัวของสองหนุ่มรุ่นพี่ฝาแฝดมาก เพราะมักจะไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้พันทิวาแอบชอบธินยวัฒน์ เพราะประทับใจที่เขาช่วยเหลือเธอในวันนั้นนั่นเอง

 

 

     “วา...วา...ยัยวาวา!!!”

     “โอ๊ย! อะไรกันยัยเนฟ เธอจะมาตะโกนเรียกฉันทำไมเนี่ย นั่งอยู่ใกล้กันแค่นี้เอง? แล้วเธอก็เปลี่ยนชื่อเล่นให้ฉันอีกแล้วนะ”

     พันทิวาโวยวาย พลางหันไปมองเพื่อนสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ขณะนี้ทั้งสองสาวกำลังนั่งเล่นอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนใต้ร่มไม้ใหญ่ ในช่วงเวลาพักกลางวัน หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยแล้ว

     “ก็ฉันเรียกเธอตั้งชาตินึงแล้ว เธอไม่หือไม่อือเลยนี่ ฉันก็ต้องตะโกนสิยะ ไม่รู้ว่าเธอกำลังนั่งคิดถึงใครอยู่ ใช่หนึ่งในสองหนุ่มหล่อลูกครึ่งที่กำลังเดินมาทางนี้รึเปล่า?”

     “หา!”

     พันทิวาหันขวับกลับไปมองข้างหลังตามสายตาของเพื่อนสาวทันที แล้วก็เห็นร่างสูงของชายหนุ่มฝาแฝดรุ่นพี่กำลังเดินข้ามจากฝั่งเขตมหาวิทยาลัย เข้ามาในเขตโรงเรียนมัธยมพอดี ท่ามกลางสายตาของสาวๆ ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง และรุ่นเดียวกันที่พากันมองตาปรอยมาตลอดทาง เพราะความหล่อลากกระชากใจของทั้งสองหนุ่ม
 

     “พี่ธินย์ พี่ธันย์ทางนี้ค่ะ”
 

     แล้วอัปสรเทวี นางฟ้านางสวรรค์ผู้แสนแสบก็ตะโกนเรียกชื่อ พลางโบกไม้โบกมือให้สองหนุ่มรุ่นพี่ทันทีอย่างสนิทสนมทันที โดยไม่สนใจกับสายตาขุ่นขวางปนอิจฉานับสิบๆ คู่ที่กำลังเขม่นมองมาเลยซักนิด
 

     “อ้าว! นึกว่าสาวที่ไหนเรียก ที่แท้ก็สาวแสนสวยทั้งสองคนนี่เอง”
 

     ธินยวัฒน์ทักขึ้นยิ้มๆ อย่างคุ้นเคย เมื่อเดินเข้ามาถึงโต๊ะม้าหินอ่อนที่สองสาวนั่งอยู่
 

     “หวัดดีน้องเนฟ ว่าไงจ๊ะสี่ศอก?” 
 

     ธันยวิทย์ทักทายอัปสรเทวี แล้วก็หันมาทักทายพันทิวาด้วยชื่อเล่นอันแสนประหลาดที่เขาตั้งให้เธอมาตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน แล้วก็ยังคงเรียกอยู่อย่างนั้น แม้ว่าทั้งธินยวัฒน์และบิดามารดาของเขาจะว่าอย่างไรก็ตาม แต่ธันยวิทย์ก็ยังคงเรียกอยู่เช่นเดิม
 

     “เชอะ! ทียัยเนฟเรียกน้องเนฟ แต่ทีเราเรียกสี่ศอก”
 

     พันทิวาบ่น พลางย่นจมูกใส่ธันยวิทย์ เขาหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยกมือขึ้นมาขยี้ศีรษะของเธอเบาๆ  พลางพูดว่า
 

     “ทำไมล่ะ ชื่อนี้พี่อุตส่าห์เก็บไว้เรียกเราคนเดียวนะ”
 

     พันทิวายกมือขึ้นปัดมือชายหนุ่มรุ่นพี่ออกจากศีรษะของตนเอง ก่อนจะพูดว่า
 

     “น่าภูมิใจตายล่ะ ถ้าใครได้ชื่อนั้น”
 

     “เอ๊ะ! หรือจะให้พี่เปลี่ยนใหม่เป็นสองวาดี?” ธันยวิทย์ถามยิ้มๆ
 

     “ไม่ต้องเลยค่ะ ขอบคุณมากเลยคุณพี่ชาย เก็บไว้ตั้งชื่อลูกตัวเองเถอะ”

     “ลูกพี่ไม่ได้มีแม่ชื่อแบบเรานี่ จะตั้งชื่ออย่างงั้นได้ยังไง หรือว่าสี่ศอกจะช่วยสงเคราะห์เป็นแม่ของลูกพี่ล่ะ?”

     คำพูดทีเล่นทีจริงของธันยวิทย์ก่อให้คนฟังทั้งสามมีอาการเหวอไปตามๆ กันทันที

     “เฮ้ย! นายธันย์!” เสียงธินยวัฒน์ย์ร้อง

     “หา! แม่ของลูก!” อัปสรเทวีเบิกตากว้าง

     ส่วนพันทิวาได้แต่นั่งนิ่งอึ้งตาเบิกกว้าง อ้าปากค้าง เถียงไม่ออก ใบ้รับประทานไปในบัดดล ธันยวิทย์หัวเราะลั่นทันทีเมื่อเห็นอาการของทั้งสามคน ก่อนจะพูดว่า
 

     “ล้อเล่นน่า ทำไมต้องทำท่าตกใจกันขนาดนั้นด้วย?”

     “ไม่ขำเลยนะนายธันย์ นายไปพูดเล่นแบบนั้นกับวาได้ยังไง? เดี๋ยวใครมาได้ยินเข้า วาจะเสียหายนะ”

     ธินยวัฒน์ตำหนิคู่แฝด

     “นั่นสิ เมื่อกี้เหมือนพี่ธันย์ขอเป็นแฟนกับยัยวาเลยนะ” อัปสรเทวีเสริม

     “เฮ้ย! ยัยเนฟ พูดอะไรของเธอน่ะ? พี่ธันย์ก็บอกแล้วไงว่าพูดเล่น”

     พันทิวาหันไปว่าเพื่อนสาวทันที ก่อนจะหันไปมองธันยวิทย์ แล้วพูดต่อไปอีกว่า

     “แล้วก็พี่ธันย์น่ะหักอกสาวๆ เป็นว่าเล่นแทบทุกวัน ฉันไม่เอาด้วยหรอกนะถ้าต้องเป็นแฟนกับคนเจ้าชู้น่ะ โอ๊ย! เรื่องอะไรมาเขกหัวคนอื่นแบบนี้ล่ะพี่ธันย์?”

     พันทิวาร้อง พลางถามธันยวิทย์อย่างเคืองๆ เมื่อเขายกมือขึ้นเคาะศีรษะเธอทีนึง

    “ก็เราว่าพี่เจ้าชู้ทำไม ทีนายธินย์ทำไมไม่เห็นว่ามั่งล่ะ?”

     “อ้าว! เฮ้ย! ทำไมอยู่ดีๆ ฉันโดนด้วยเนี่ย?” ธินยวัฒน์ถามงงๆ

     “ก็พี่ธินย์ไม่เจ้าชู้นี่ ไม่เหมือนพี่ธันย์หรอก จีบสาวแล้วก็หักอกเค้ารายวันทุกวัน”

     พันทิวาลอยหน้าลอยตาพูดยิ้มๆ

     “พี่ไม่ได้จีบใครซะหน่อย ก็ผู้หญิงพวกนั้นมาบอกว่าชอบ แล้วก็อยากเป็นแฟนกับพี่เอง แต่พี่ไม่อยากเป็นด้วยนี่ พี่ก็เลยปฏิเสธไป มันผิดตรงไหนล่ะ?”

     “น่าสงสารผู้หญิงพวกนั้นจัง ไม่น่าหลงผิดมาชอบพี่ธันย์เล้ย แล้วเมื่อไหร่คุณพี่จะตอบตกลงเป็นแฟนกับใครซะทีล่ะคะ พวกสาวๆ เค้าจะได้เลิกมีความหวังซะที พวกรุ่นพี่สวยๆ ก็มีตั้งเยอะ ทำไมไม่เลือกใครเป็นแฟนซักคนล่ะคะคุณพี่ชาย?...”

     คำพูดของพันทิวา ทำให้ธันยวิทย์ยืนจ้องมองใบหน้าของคนถามนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียง
เรียบๆ ว่า
 

     “พี่ยังไม่ชอบใครนี่ เพราะฉะนั้นพี่จะไม่ตอบตกลงเป็นแฟนกับผู้หญิงที่พี่ไม่ได้ชอบเด็ดขาด...”

     “ว้าว!!! เป็นความคิดที่ดีค่ะพี่ธันย์ อยู่เป็นความหวังของสาวๆ ต่อไปเถอะค่ะ เพราะเนฟก็แอบๆ หวังอยู่เหมือนกัน ฮิๆๆ”

     อัปสรเทวีพูดพลางหัวเราะชอบใจ พันทิวาทนหมั่นไส้เพื่อนสาวไม่ไหว จึงหันไปขัดคออีกฝ่ายขึ้นว่า
 

     “แล้วเธอเอานายเทพอนันต์ แฟนเธอไปไว้ที่ไหนย่ะ ยัยอัปสรเทวี?”
 

     “ฝากธนาคารไว้มั๊ง?” อัปสรเทวีกวนกลับมา

     “ปวดประสาทชะมัด ยัยเนฟกับพี่ธันย์นี่น่าจะเป็นแฟนกันจริงๆ นะ พี่ธินย์ว่ามั๊ยคะ? กวนประสาทพอกันเลย? ”

     พันทิวาหันไปขอความเห็นชายหนุ่มรุ่นพี่คนที่เธอแอบชอบอยู่ ธินยวัฒน์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบว่า

     “ไม่รู้สิ พี่ว่าบางทีนายธันย์อาจจะไม่ชอบคนที่กวนประสาทเหมือนกันก็ได้นะ รึนายว่าไงธันย์?”

     “พูดมากน่า...ไปเหอะธินย์ นายบอกว่าจะรีบไปตามหาอาจารย์ทรงศักดิ์ไม่ใช่เหรอ ใกล้จะถึงเวลาเข้าเรียนภาคบ่ายแล้วด้วย ไปนะเนฟ สี่ศอก...”

     อยู่ๆ ธันยวิทย์ก็พูดขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนที่ธินยวิฒน์จะพูดจบประโยค พลางยกแขนขึ้นล็อคคอคู่แฝดลากให้เดินตามไปทันที ธินยวัฒน์เลยได้แต่ยกมือโบกให้สองสาวรุ่นน้องเป็นการอำลา เพราะไม่สามารถพูดได้เนื่องจากถูกล็อคคออยู่ สองสาวจึงพากันยกมือขึ้นโบกให้ชายหนุ่มรุ่นพี่ยิ้มๆ

     “ถามจริงๆ เหอะ เธอสนิทกับพวกพี่เค้ามาตั้งสองปีแล้ว เธอแยกออกมั๊ยว่าคนไหนพี่ธินย์ คนไหนพี่ธันย์?”
 

     อัปสรเทวีหันมาถามพันทิวา เมื่อลับร่างของสองหนุ่มรุ่นพี่ฝาแฝดรูปหล่อ หญิงสาวส่ายหน้าทันที ก่อนจะตอบว่า
 

     “ไม่ออก”
 

     “อ้าว! นี่เธอก็ยังแยกไม่ออกเลยเหรอว่าใครเป็นใคร ขนาดรูจักสนิทสนมกับพวกพี่เค้ามาตั้งสองปีแล้วเนี่ยนะ?”

     “แยกไม่ออกหรอก ฉันอาศัยดูชื่อบนอกเสื้อสูทเอา”

     “แล้วถ้าไม่ใส่เสื้อสูทล่ะ เธอจะแยกออกได้ยังไง? เหมือนกันอย่างกับแกะเลย ทั้งหน้าตา ทั้งเสียงพูด ที่ฉันคุยด้วยเมื่อกี้ ฉันยังต้องคอยมองชื่อตลอดเลยนะ กลัวเรียกชื่อผิดคน”
 

     “ก็ง่ายๆ เลยนะ พี่ธินย์จะพูดจาสุภาพอ่อนโยน ส่วนพี่ธันย์ชอบพูดจากวนประสาทเป็นประจำ”
 

     “ฮะ?!!! เธอคิดง่ายๆ แบบนี้เลยเหรอยัยวา?”
 

     “อืมม์...ก็จะไปคิดให้มันยากทำไมล่ะ? ยังไงนิสัยพี่ธินย์กับพี่ธันย์ก็ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ขึ้นห้องเรียนกันเถอะอีกสิบห้านาทีจะได้เวลาเข้าเรียนแล้ว”
 

     พันทิวาสรุป ก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อเตรียมตัวเดินกลับขึ้นห้องเรียน

 

แก้วแสงจันทร
นามปากกา แก้วแสงจันทร
ชื่อ แก้วแสงจันทร
ลายเซ็น เรารักในหลวง
ลำดับชื่อตอนupdateอ่านคอมเม้นต์

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

ชอบเรื่องนี้มอบ Cool ให้เลย

ข้อความทีท่านได้อ่านจาก เว็บเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และ เผยแพร่โดยอัตโนมัติ ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ ไม่ได้เห็นด้วย และไม่ขอรับผิดชอบ ต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นผู้อ่านทุกท่าน โปรดใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตนเอง และ ถ้าหากท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมาย และ ศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@NiYay.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ


สงวนลิขสิทธิ์ © 2014 NIYAY.COM