เนื้อเรื่อง ตอน ล่าสุด เรื่อง นิยาย นิยายมาใหม่

บทที่14

 

Beelzebub : เบลเซบัพ

 

Richard Soar : ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่สิ่งที่อยู่ข้างนอก ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดก็คือใจของเราเอง

 

 

            ถ้าคิดช่วยคน ก็หยิบดาบขึ้นมา ริชาร์ด โซอาร์พูดขึ้น ก่อนที่จะกลืนหายไปในความมืดมิดราวกับวิญญาณภูติพราย

                อาเธอร์ใช้ดวงตาสีเขียวเรืองรองเหม่อมองไปยังดาบรูปทรงไฮเทคที่ปักอยู่บนพื้นดิน  ลำแสงพลังงานสีฟ้าที่สว่างจ้าออกมาจากสันดาบยาวขึ้นไปถึงปลายแหลมทำให้พื้นดินบริเวณนั้นเริ่มเกิดการหลอมละลาย เสียงกรีดร้องทรมานของหญิงสาวเรียกสติเขากลับมาอีกครั้ง อาเธอร์ไม่รอช้ารีบดึงดาบออกจากพื้นแล้วพุ่งเข้าไปช่วยเธอทันที

                Cut Mode Of เสียงสังเคราะห์คอมพิวเตอร์ดังขึ้นจากตัวดาบ พร้อมกับการสลายไปของพลังแสงสีฟ้าที่สันดาบ

            เปรี้ยง!

อาเธอร์ใช้ดาบกวาดเหล่าผู้ทำพิธีกระเด็นหายไปจำนวนหนึ่ง เขารู้สึกถึงพละกำลังที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเมื่ออยู่ในร่างเกราะเหล็กนี้  เหล่าผู้ทำพิธีที่เหลือหยุดการปล่อยหมอกควันสีม่วงแดงทำให้ร่างของหญิงสาวตกลงมากลิ้งกับพื้น  พวกเขาหันมามองทางอาเธอร์ ทุกคนต่างมีของเหลวสีดำไหลวนอยู่ภายในดวงตา กล้ามเนื้อทุกส่วนทั่วร่างกายกำลังจะขยายตัวขึ้น ชุดสีดำที่ใส่อยู่เริ่มฉีกขาด

                ร....รีบ จัดการเร็ว......หญิงสาวที่นอนอยู่บนพื้นพยายามร้องบอกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงก่อนจะหมดสติไป ทำให้อาเธอร์มัวแต่ลังเลตัดสินใจว่าจะพาเธอหนีหรือสู้กับพวกมันดี

                ขณะที่มัวแต่ลังเลอยู่ เหล่าผู้ทำพิธีก็พุ่งมากระโดดเกาะตัวเขาอย่างรวดเร็ว จากคนหนึ่งที่เกาะติดไม่ยอมปล่อยเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ อาเธอร์พยายามสะบัดให้หลุดแต่พวกมันกลับใช้กล้ามเนื้อที่แข็งแรงผิดมนุษย์กอดรัดตัวเขาเอาไว้ ดาบในมือขวาของเขาสะบัดฟาดฟันพวกที่พุ่งเข้ามาให้กระเด็นออกไป

ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อแม้แต่คมดาบก็ไม่อาจระคายผิวหนังของมันได้ เขาพยายามใช้ปีกสะบัดโจมตีใส่พวกมัน แต่มันก็สามารถวิ่งกลับเข้ามาจู่โจมใส่เขาได้ทุกครั้ง

            ทันใดนั้นเหล่าผู้ทำพิธีชุดดำก็ปลิวกระเด็นหลุดออกจากร่างเกราะเหล็กของอาเธอร์ เหมือนมีพลังอำนาจบางอย่างผลักพวกมันออกไปอย่างรุนแรง อาเธอร์ตัดสินใจอุ้มร่างหญิงสาวขึ้นมาแล้วบินหนีขึ้นฟ้าไปในทันที เหล่าผู้ทำพิธีต่างกรีดร้องราวกับสัตว์ร้ายถูกแย่งชิงเหยื่อชิ้นสำคัญไป

                เขาไปแล้วค่ะเสียงอ่อนหวานของหญิงสาวดังขึ้นในความมืด บนต้นไม้ที่สูงใหญ่แพทริเซียยืนหอบหายใจในอ้อมอกของริชาร์ด เธอมีท่าทางเหนื่อยล้าจากการใช้อำนาจจิตช่วยเหลืออาเธอร์

                เราจะช่วยพวกเขาได้รึเปล่าริชาร์ดมองไปยังกลุ่มคนชุดดำที่เริ่มกลับคืนสู่สภาพมนุษย์ เสื้อผ้าของพวกเขาฉีกขาดทั้งชายหญิง ต่างคนต่างมีสภาพที่ไม่น่าดู แววตาทุกคนกลับคืนสู่ความหม่นหมองไร้ประกายดังเดิม

                พวกเขาถูกครอบงำโดยสมบูรณ์แล้วค่ะ เราเกือบจะไม่มีวิธีช่วยพวกเขาได้เลย ริชาร์ดหันหน้ามามองหญิงสาวผู้ยืนแอบอิงอยู่ในอ้อมแขนของเขา เธอดูมีอาการอ่อนเพลียเป็นอย่างมาก

ทันใดนั้นริชาร์ดก็เกิดความรู้สึกตื่นตัวขึ้น เมื่อเขามองลงไปด้านล่างก็ต้องตกตะลึง เมื่อริชาร์ดได้เห็นชายสวมหน้ากากตัวตลกในชุดทักซิโดขาวคนหนึ่งยืนถือหมวกโค้งคำนับให้แก่เขา

            สวัสดีครับ คุณสุภาพบุรุษ และสุภาพสตรีผู้อยู่เหนือความคาดหมาย

มันสวมหมวกทรงสูงกลับคืนไป ยืนมองดูพวกริชาร์ดอย่างพินิจพิจารณา แม้ว่าภายนอกจะมีท่าทีสุภาพดูเป็นมิตรแต่ในความรู้สึกของคนทั้งคู่ ชายใส่หน้ากากตัวตลกดูน่ากลัวเกินกว่าจะเป็นไปได้

                โอ๊ะโอ๋! คุณไม่ใช่มนุษย์บนโลกนี้นี่ครับ...และก็ยินดีที่ได้เจอกันอีกครั้งนะครับ คุณร่างต้นแบบ” ชายสวมหน้ากากพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวล แพทริเซียจ้องมองเขาด้วยดวงตาที่ส่องประกายสีม่วงเรืองรอง

เขาไม่ใช่มนุษย์!‘ ทันทีที่ได้ยินริชาร์ดก็รีบสะบัดชุดคลุมขึ้นมาบังทั้งคู่ไว้

                ปัง! ~~~ เสียงปืนดังขึ้น ชายสวมหน้ากากผงะล้มลงตามแรงกระสุนทันที บนหน้ากากตัวตลกเพิ่มรูกระสุนขึ้นที่กลางหน้าผาก เลือดสีเขียวไหลรินไปตามรอยแตกร้าว

                 ‘..........หึหึเสียงหัวเราะดังขึ้นภายใต้หน้ากากตัวตลก ร่างที่ล้มลงนอนอยู่กับพื้นค่อยๆ ลอยขึ้นมายืนดังเดิม เมื่อเขามองกลับขึ้นไปบนต้นไม้อีกครั้งคนทั้งสองก็หายสาบสูญไปแล้ว

                ช่างเป็นบุคคลที่อยู่เหนือความคาดหมายจริงๆ เลยนะครับเนี่ยเขาหยิบหมวกทรงสูงขึ้นสวมอีกครั้งก่อนจะล้วงกระป๋องสเปรย์ออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วเดินตรงไปยังซากร่างของบาทหลวงปีเตอร์

           

…………………………………………………………

 

การทำสมาธิเป็นเรื่องง่าย เพียงแค่คุณตั้งใจ และผ่อนคลาย....แล้วคุณจะพบกับความสงบ

 

เสียงเพลง Canon in D และเสียงพูดของสกอต แมคโดนัล เดอแฮมเบิร์ก ดังประสานกันเป็นจังหวะลงตัวอย่างมหัศจรรย์ เบื้องหน้าของเขาเต็มไปด้วยผู้คนนั่งเรียงรายเป็นแถวอย่างมีระเบียบ ทุกคนต่างนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่ภายในศาลาพื้นวงกลมอันกว้างขวาง ด้านนอกศาลามีต้นไม้ต้นหญ้านานาพันธุ์สีสันเขียวขจี ทำให้บรรยากาศดูสบายเป็นธรรมชาติ

                นาตาลีเองก็นั่งอยู่ที่นี่ด้วย วันนี้เธอสวมชุดปกปิดมิดชิดแต่หลวมสบายเพื่อให้การสะดวกแก่การทำสมาธิ ผู้คนมากมายที่นั่งรายรอบเธอดูมีสีหน้าสดใสอิ่มเอิบ

แต่หลังจากที่นั่งสมาธิไปได้พักหนึ่งนาตาลีก็ต้องลืมตาขึ้นมาเพราะมีภาพบางอย่างเข้ามารบกวนจิตใจของเธอ....มันไม่สงบตามที่ชายชราพูดเลย ยิ่งพยายามนั่งหลับตาภาพนิมิตก็ยิ่งไหลเข้ามาในหัว เธอมองเห็นตัวเองวิ่งเล่นอยู่ภายในสวนดอกไม้ มองเห็นต้นไม้พูดได้ แต่ภาพทั้งหมดก็ยังไม่ชัดเจนนัก

 

                คุณนาตาลี มีปัญหาอะไรรึเปล่าครับสกอตเดินเข้ามาถามนาตาลี หลังจากเห็นเธอนั่งกระสับกระส่ายอยู่เพียงคนเดียว คุณมองเห็นอะไรรึเปล่าครับ อย่างเช่นภาพนิมิตน่ะ

                นาตาลีเงยหน้าขึ้นสบตากับชายชราทันที คุณรู้ได้ยังไง!‘

                สกอต แมคโดนัล เดอแฮมเบิร์ก ยิ้มเล็กน้อย มองนาตาลีด้วยแววตาเป็นประกาย ผมรู้สึกได้ตั้งแต่แรกพบ คุณมีพรสวรรค์ทางด้านนี้นาตาลีเขามองตาเธออย่างลึกซึ้งก่อนจะเดินจากไป

 

…………………………………………………………

 

            มีเรื่องเหลือเชื่อเรื่องหนึ่งที่ผลักดันให้ฟิลิปต้องการตรวจสอบโรงเรียนนี้อีกครั้ง โรงเรียนมัธยมปลายยิ้มแฉ่ง มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ปรากฏตัวขึ้นในกล้องวีดิโอวงจรปิดของสถานีรถไฟกลาง จากในภาพเธอน่าจะตายไปแล้วด้วยซ้ำ แต่เหตุการณ์เพิ่งผ่านไปเพียงไม่กี่วันเธอก็สามารถกลับมาเข้าเรียนได้ตามปกติ

ฟิลิปก้าวเท้าออกจากรถ หยิบแว่นตากันแดดจากกระเป๋าสูทขาวมาใส่ก่อนที่จะเดินเข้าไปภายในตัวโรงเรียน

ฟิลิป โซอาร์ กองสืบสวนคดีฆาตกรรมพิศวง ขอพบจูดี้ บิกโน๊ส และ บัดดี้ ดูโอ ทวิน ครับ

ฟิลิปบอกจุดประสงค์ในการมาทันทีเมื่อพบหน้าอาจารย์ชายคนหนึ่ง อาจารย์ชายคนนั้นเชิญให้ฟิลิปไปนั่งรออยู่ภายในห้องรับแขก ทำให้ฟิลิปมีเวลานั่งคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมา ทั้งเรื่องของนาตาลีที่มาปรากฏตัวอีกครั้งในสถานีรถไฟกลาง พร้อมกับเดมอนอีกตัวที่ดูเหมือนจะพยายามช่วยเหลือฝ่ายมนุษย์มากกว่า และยังมีเรื่องของจูดี้

                ฟิลิปหยิบตุ๊กตาผลึกรูปช้างออกมาจากกระเป๋าด้านในเสื้อสูท...มันตามเขามาอีกแล้ว ไม่ว่าจะเอามันไปทิ้งที่ไหน มันก็สามารถกลับมาหาตัวเขาได้......แล้วทำไมถึงต้องเป็นเฉพาะตัวนี้ด้วย เขาใช้นิ้วชี้ดุนแว่นตากันแดดให้เข้าที่

แกร๊ก

            เสียงลูกบิดประตูดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของชายหนุ่มหญิงสาวหนึ่งคู่ บัดดี้ ดูโอ ทวิน และจูดี้ บิกโน๊ส เด็กสาวดูมีสีหน้าเรียบเฉยผิดกับที่เขาพบเธอครั้งแรกในวันที่ ผอ.คนเก่าถูกฆาตกรรม ส่วนทางด้านเด็กชายดูมีท่าทางหวาดๆ มองดูจูดี้สลับกับมองดูเขาด้วยทีท่าไม่ชอบมาพากล

                สวัสดีครับผมร้อยตำรวจตรีฟิลิป โซอาร์ ที่เรียกพวกคุณมาเพื่อ..

                ‘คุณฟิลิป ไปกับพวกเราได้มั้ยครับเด็กชายบัดดี้พูดโพล่งขึ้นมา

ไปกับพวกเรา...ที่วัดจิตสงบ

เหงื่อเย็นยะเยียบไหลซึมออกมาเมื่อฟิลิปได้ยินชื่อวัดจิตสงบ เกิดอะไรขึ้นทำไมถึงต้องไปที่วัดร้างนั้นด้วยหรือเด็กพวกนี้รู้เรื่องที่เขาทำไว้กับริชาร์ดแล้ว

ไม่...ไม่น่าจะเป็นไปได้ ฟิลิปใช้นิ้วชี้ดุนแว่นตากันแดดให้เข้าที่ มองสำรวจเด็กสาวเจ้าเนื้อจูดี้ที่นั่งแววตาเลื่อนลอยมาทางเขา จนฟิลิปอดรู้สึกขนลุกขนพองไม่ได้        

                ได้โปรดเถอะนะครับ คุณฟิลิป ไปกับพวกเราในตอนนี้เลย ไปที่วัดจิตสงบบัดดี้บอกกับเขาด้วยท่าทีร้อนรนพลางชำเลืองมองไปยังเด็กสาวจูดี้ด้วยสีหน้าหวาดหวั่น...ไม่ใช่แล้ว!  คงจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับเด็กชายหญิงคู่นี้มากกว่าความลับของตัวเขา

                ตกลง เดี๋ยวผมจะขออนุญาตอาจารย์ของพวกคุณให้ฟิลิปเลื่อนแว่นตากันแดดให้เข้าที่

แกร๊ก

                เสียงลูกบิดประตูดังขึ้นอีกครั้งพร้อมกับการปรากฏตัวของอาจารย์ชายวัยกลางคนผู้ที่นำฟิลิปเข้ามาในห้อง

                ขอโทษที่รบกวนนะครับ ผม เอลแกน แมคแคนดี้ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของนักเรียนสองคนนี้....เอ๊ะ ทำไมมองหน้าผมแปลกๆ กันอย่างนั้นล่ะ? ‘

 

…………………………………………………………

 

            ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นมนุษย์มาก่อน

                ......ค่ะ

                ‘ทำไมเปลี่ยนแปลงไปได้ขนาดนั้น...ถ้าเดาไม่ผิด คงเป็นนาโนเทคโนโลยีของพวกเกรย์สินะ

หญิงสาวผู้ถูกถามหันหน้ามาตามเสียง ดวงตาสีม่วงคู่สวยมีประกายเศร้าสร้อยอยู่ภายใน ชายหนุ่มในชุดคลุมดำยาว เที่ยวเดินหยิบจับหาอาวุธที่ต้องการในห้องที่เต็มไปด้วยเครื่องมือไฮเทคแห่งนี้

                เพราะพวกเขายึดมั่น เชื่อมั่นในทางที่เขาเหล่านั้นศรัทธาชายหนุ่มชุดคลุมดำวางปืนรูปร่างประหลาดลง ก่อนที่จะหันไปมองหน้าหญิงสาว

                ศรัทธาโดยขาดปัญญาชี้นำ นั่นคือหลงเชื่องมงายเขาหันหน้ากลับไปสำรวจอาวุธแปลกประหลาดชิ้นใหม่ หญิงสาวเหม่อมองลงที่พื้นห้อง ชุดกระโปรงยาวสีชมพูสวยสดใสที่เธอสวมใส่ ดูตรงข้ามกับใบหน้าที่หมองเศร้า

                นั่นเป็นอีกด้านหนึ่งของวิทยาการที่ถูกลืมค่ะ องค์กรอิลูมินาติเป็นผู้ได้สิทธิครอบครองความรู้ในส่วนนั้นไปเธอพูดเสียงสั่น

                มีวิธีแก้ไหมชายหนุ่มลูบคลำคมดาบของดาบใหญ่หนาหนักสีดำมะเมื่อมเล่มหนึ่ง

หนัก…พวกเธอใช้มันได้เหรอ

                ‘ES - 0 beta GrandBlade ค่ะ เป็นรุ่นต้นแบบเราทำมันขึ้นมาเพื่อทดสอบพลังงานเธอเดินไปหยุดยืนเคียงข้างชายหนุ่ม

                ดาบไร้คมที่สามารถหยุดสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้...วัตถุดิบที่สามารถรองรับตัวจ่ายพลังสองชนิดที่แตกต่างกันได้ มีไม่มากนักเราจึงใช้มันในการวิจัยพลังงานเท่านั้นค่ะ

                มีวิธีที่ไม่ต้องฆ่ามนุษย์ไหม?‘  ริชาร์ด โซอาร์ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยฉา พลางยื่นปลายดาบไปข้างหน้า แพทริเซียเอื้อมมือไปกดสวิตซ์บนโกร่งดาบรูปทรงไฮเทค

                คมดาบซีกนึงเริ่มเปลี่ยนจากสีดำสนิทเป็นสีแดง ไอความร้อนแผ่พุ่งจากรูระบายอากาศบนตัวดาบอีกด้าน คมดาบซีกที่แดงร้อน เริ่มเปลี่ยนสีเป็นสีสว่างจ้าขึ้น เสียงสังเคราะห์คอมพิวเตอร์กำลังเริ่มนับถอยหลัง

                Three   -  -  Two  -  -   One  กลิ่นเหม็นไหม้เริ่มลอยออกมาจากโกร่งดาบ คมดาบจากสีแดงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสว่างสุกใส

       ShockMode Ready กระแสไฟฟ้าไหลวิ่งออกมาตามเส้นพลังงานสีเหลืองที่คมดาบ

น้ำหนักมาก ใช้เวลาชาร์ตกระแสพลังงานนานกว่า และมีความคมน้อยกว่า ES - 9 BlueBlade ที่คุณเคยใช้ค่ะเธออธิบายประสิทธิภาพของดาบยักษ์สีดำทะมึน โดยไม่มองหน้าริชาร์ดเลย

แต่ เพราะมีตัวจ่ายพลังงานถึงสองตัวจึงใช้ได้ในเวลาที่จำกัด

                ‘ดาบเหล็กไหล...แค่นี้ก็พอแล้ว

 

…………………………………………………………

 

            ฝนตก...ทั้งที่อยู่ในฤดูหนาว  สภาพอากาศเริ่มเกิดการวิปริตแปรปรวน  เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นในหลายประเทศ ฟิลิปเปิดที่ปัดน้ำฝนแล้วขับรถต่อไป ผู้โดยสารทั้งสองคนต่างนั่งเงียบไม่พูดจา โลกเราเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมากมายแต่มนุษย์ส่วนใหญ่ยังคงหลงระเริงอยู่กับกิเลส ตัณหาของตัวเอง ที่ปัดน้ำฝนยังคงทำหน้าที่ของมันไปตามปกติ แต่ฝนที่ตกมาอย่างผิดปกติก็ยังคงตกต่อไป และมีทีท่าว่าจะตกหนักขึ้นอีก

เอี๊ยดดด!

            เสียงล้อรถเสียดสีพื้นถนนดังขึ้น เนื่องจากมีชายคนหนึ่งวิ่งตัดหน้ารถไป ฟิลิปมองสำรวจผู้โดยสารทั้งสองคนพบว่าเด็กชายบัดดี้ยกมือกุมศีรษะท่าทางเจ็บปวด ส่วนเด็กสาวที่นั่งข้างหลังกลับไม่มีท่าทีเปลี่ยนไปจากเดิมเท่าไหร่

            ไม่เป็นอะไรมากนะ แย่จริงเชียว คนบ้านี่นึกยังไงมาวิ่งตัดหน้ารถฟิลิปทุบพวงมาลัยรถระบายอารมณ์

                ถ ถึงแล้วครับบัดดี้สลัดทิ้งอาการเจ็บปวดเปิดประตูรถเดินลงไปเป็นคนแรก ฟิลิปลงจากรถตามเด็กชาย สายฝนที่ตกลงปรอยๆ และท้องฟ้าที่ถูกเมฆฝนครอบคลุม ทำให้คนทั้งสองรู้สึกถึงความหนาวเย็นของอากาศ ฟิลิปมองดูประตูวัดที่ยังคงสภาพเดิมเหมือนหลายสิบปีก่อน

                ตามเข้ามาเลยครับ

บัดดี้พูดพลางเดินนำเข้าไปในประตูวัดที่เก่าแก่ทรุดโทรม ฟิลิปกับจูดี้ได้แต่เดินตามเข้าไป แสงไฟสีส้มสว่างลอดออกมาจากหน้าต่างกุฏิหลังวัด บัดดี้พาทุกคนเดินขึ้นไปบนบันไดกุฏิ ทันใดนั้นประตูกุฏิก็เปิดออกเหมือนมีคนผลักจากภายใน ฟิลิปตกใจเล็กน้อยกับประตูที่เปิดออกได้เอง หลังจากนั้นบัดดี้ก็เดินนำทุกคนเข้าไปนั่งในกุฏิ

                พระภิกษุชรารูปหนึ่งนั่งหลับตาทำสมาธิ อยู่เบื้องหน้าคนทั้งสาม บัดดี้กราบทำความเคารพท่านก่อนจะเริ่มต้นพูดขึ้น

หลวงพ่อครับ ผมพาทั้งสองคนมาแล้ว

หลวงพ่อเมื่อได้ยินแล้วก็ลืมตาขึ้นมามองสำรวจฟิลิป ก่อนที่สายตาของท่านก็มาหยุดลงที่จูดี้ หลวงพ่อหันหลังไปยกขันน้ำขันหนึ่งมาวางตรงหน้าเธอ

                ดื่มซะหลวงพ่อพูดกับจูดี้ด้วยความเมตตา

                ไม่เธอตอบด้วยท่าทีแข็งขืน หลวงพ่อจึงจ้องตาเธอพักนึง จากนั้นคอเธอก็พับตกลงทั้งที่ยังนั่งอยู่เหมือนเดิม

                คุณบัดดี้ ยกให้เธอดื่มซะ เร็วเข้าหมดขันเลยนะบัดดี้รีบยกขันน้ำป้อนเข้าในปากของจูดี้ ฟิลิปมองดูคนทั้งหมดด้วยความสงสัยมึนงง

                คุณฟิลิปเขาตกใจทันทีเมื่อได้ยินหลวงพ่อเรียกหา หลวงพ่อรู้จักชื่อของเขาได้อย่างไร

ตุ๊กตาผลึกนั่นน่ะ ครั้งแรกอาจจะใช้ลำบาก แต่ต้องตั้งสติให้ดีนะฟิลิปได้ยินที่หลวงพ่อพูดยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงใบพัดเฮลิคอปเตอร์ดังใกล้เข้ามา

            เสียงต้นไม้หักโค่นดังมาจากด้านนอกกุฏิ บัดดี้ที่กำลังกรอกน้ำเข้าปากจูดี้เผลอตกใจทำขันหลุดมือหล่น หลวงพ่อมองลงไปยังขันที่คว่ำอยู่กับพื้นกุฏิอย่างมีความหมาย ฟิลิปได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้ว!

                ไปซะ รีบพาทุกคนหนีไปคุณฟิลิปทุกคนต่างตกใจในคำพูดของหลวงพ่อ จูดี้ที่ตอนนี้เริ่มได้สติกลับคืนมา มองสำรวจไปรอบๆ เหมือนคนกำลังตื่นนอน บัดดี้ก็ตกใจจนมือไม้ปั่นป่วน