เนื้อเรื่อง ตอน ล่าสุด เรื่อง นิยาย นิยายมาใหม่



44…....       ศึกคนชนคน

                         สงครามบนพื้นพิภพราหู บริเวณทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระหว่างไทย-กัมพูชา กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกที

                         กองทัพกัมพูชา ส่งกำลังทหาร 2 กองพลใหญ่ บุกเข้ายึดปราสาทเขาพระวิหารกลับคืนไปได้ ชักธงเขมรขึ้นโบกสะบัดบนยอดเสาได้อีกครั้ง  แล้วยังยึดพื้นที่บางส่วนของอำเภอ กันทรลักษ์ ทั้งผามออีแดง กับ น้ำตกขุนศรีไว้ด้วย ทหารไทยผู้ปกป้องพื้นที่บริเวณเหล่านี้  พยายามต่อสู้ต้านทานจนสุดความสามารถ แต่มีกำลังพลน้อยกว่าศัตรูมาก จึงถูกสังหารหมู่ เสียชีวิตเกือบทั้งหมด

                   กองทัพไทย โต้ตอบอย่างรุนแรงทันที ด้วยการส่งฝูงบินเอ็ฟ 16  จากกองบินที่ 1 นครราชสีมา  บินข้ามพรมแดน เข้าไปถล่มเมืองศรีโสภณของเขมรซะพินาศย่อยยับ แทบจะราบเป็นหน้ากลอง  ด้วยจรวดมิซซาย ของขวัญปีใหม่ล่วงหน้า ซึ่งเครื่องบินรบไทยทั้ง 58 ลำ บรรทุกเอามาฝากเป็นพิเศษเต็มอันตราศึก  แล้วส่งหน่วยยานเกราะพร้อมทหารราบอีก 2 กองพลจากกองกำลังสุรนารี ตามเข้าไปยึดพื้นที่บริเวณศรีโสภณเอาไว้ เพื่อเป็นฐานทัพในการโจมตี และเข้ายึดครอง เสียมราฐ กับ พระตะบอง ต่อไป

                       ปฏิบัติการในครั้งนี้ของทหารไทย ทำให้ทหาร และประชาชนชาวกัมพูชา บาดเจ็บล้มตายหลายหมื่นคน  กลายเป็นข่าวดังอันดับหนึ่ง  ที่ประชาคมโลกเฝ้าจับตามอง และ ให้ความสนใจมากที่สุด กลบกระแสข่าว มนุษย์ต่างดาวมาเยือนรัสเซียเมื่อวานนี้  ที่กำลังฮือฮาไปในบัดดล

                            3 ชั่วโมง หลังจากทหารไทย เข้ายึดศรีโสภณ  ในกรุงพนมเปญก็เกิดการจลาจล ชาวเขมรพากันออกมาเดินขบวนตามท้องถนน  ช่วยกันเผาทำลายสถานทูตไทย และ อาคารร้านค้ากิจการทุกอย่าง ที่มีเจ้าของเป็นคนไทยด้วยความโกรธแค้น  ไล่เข่นฆ่าทำร้ายคนไทยทุกคน  ที่พวกเขาพบเห็นอย่างบ้าคลั่ง ทำให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในกรุงพนมเปญ ต้องล้มตายไปหลายสิบคน และ บาดเจ็บอีกเป็นร้อย

                         พอคนไทยรู้ข่าวนี้ ก็พากันเคียดแค้น ไล่กระทืบพวกแรงงานเขมร ที่เข้ามาทำงานในเมืองไทย ทั้งที่ถูกต้อง และหลบหนีกันเป็นการใหญ่  ล่อซะบาดเจ็บล้มตายไปมากมาย  ที่รอดตายก็ถูกจับส่งไปอยู่ในค่ายกักกัน

                                   สงครามทางทะเลเกิดขึ้นหลายครั้ง  ยุทธนาวีครั้งใหญ่เกิดขึ้น ใกล้ๆ เกาะเว้กลางอ่าวไทย  เรือรบไทย 25 ลำ สามารถเอาชนะกองเรือรบผสมของกัมพูชา กับเวียดนาม 36 ลำได้อย่างงดงาม ทำลายเรือรบข้าศึกได้ถึง 20 ลำ โดยที่สูญเสียเพียง 8 ลำ เท่านั้น  และเกือบจะจมเรือศัตรูได้ทั้งหมดด้วยซ้ำ เพราะ ตอนหลังเครื่องบินเอฟ 5 อี 15 ลำ จากกองบินนาวีที่อู่ตะเภา บินมาสมทบแล้ว  แต่กองเรือรบสหรัฐ กับกองเรือรบจีน เข้ามาขวางเอาไว้ก่อน  ทำให้กองเรือรบผสมเขมร – ญวนเดนตายที่เหลือ หลบหนีไปได้อย่างหวุดหวิด

               กองเรือรบ กับฝูงบินนาวีของไทย เห็นแก่หน้ามหาอำนาจทั้ง 2  เลยยอมปล่อยไปซักครั้ง  แล้วลูกนาวี กับลูกทัพฟ้าไทย ก็รีบกรีฑาทัพเดินทางต่อ  ไปสมทบกับกองเรือรบไทยอีก 23 ลำ ที่กำลังร่วมกับฝูงบินเอฟ 16.จากกองบินที่ 1 โคราช โจมตีกำปงโสม เมืองท่าติดทะเลทางตะวันตกเฉียงใต้ ของประเทศกัมพูชาอยู่อย่างดุเดือด

                                 แต่กองทัพกัมพูชา ก็ต้านทางเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยได้รับการสนับสนุนทางอากาศ จากเครื่องบินรบ 25 ลำ ซึ่งกองทัพเวียดนามส่งมาช่วย

                          เช้าตรู่วันนี้ รัฐบาลกัมพูชาแอบให้การสนับสนุนกองโจรเขมรราว 3 พันคน บุกข้ามพรมแดน เข้ายึดที่ว่าการอำเภอคลองใหญ่ และ พื้นที่บางส่วนของ อ.คลองใหญ่   ตั้งแต่หาดพระต่ำหนักไปจรดแหลมสารพัดพิษ แล้วยังจับตัวนายอำเภอ ผู้กำกับการตำรวจภูธร พร้อมครอบครัวไว้เป็น ตัวประกันด้วย  ก่อนจะบุกปล้นฆ่าชาวบ้าน อ.คลองใหญ่อย่างอำมหิต  ชาวบ้านบาดเจ็บล้มตายไปนับไม่ถ้วน  คนที่รอดตาย ก็ต้องหนีออกจากพื้นที่กันอย่างทุลักทุเล

                          ในเวลาไล่เลี่ยกัน ณ.แนวรบอีกด้าน ทหารไทยสามารถบุกตะลุยเข้าขับไล่ข้าศึก ช่วงชิงผามออีแดง กับ น้ำตกขุนศรี และบริเวณพื้นที่ทับซ้อน 4.6 กิโลเมตร รอบเขาพระวิหาร กลับคืนมาได้ทั้งหมด เหลือแต่ตัวปราสาทเท่านั้น   เพราะทหารเขมร บนยอดเขาพระวิหาร ต่อสู้ต้านทานอย่างดุเดือด  สู้รบกันอยู่นานหลายชั่วโมง ทหารไทยที่บุกขึ้นเขา ต้องพลีชีพอย่างกล้าหาญ ณ.สมรภูมิแห่งนี้ไปเป็นจำนวนไม่น้อย

                         ท่านนายพล พิชิต พิฆาตราชศัตรู แม่ทัพไทยด้านนี้ เป็นคนมุทะลุดุดัน เลยตัดสินใจ  สั่งให้ใช้ปืนใหญ่สนาม 20 กว่ากระบอก  ยิงถล่มใส่ค่ายทหารเขมรบนยอดเขาไปเบาะๆราว 50-60 นัด  เสียงดังสนั่นหวั่นไหว สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งปฐพี ราวกับฟ้าถล่มดินทะลาย

                 พอสิ้นเสียงปืนใหญ่คำราม ทหารเขมร 1 กองพล บนยอดเขาพระวิหาร ก็แขน ขา คอขาด ร่างกายแหลกเหลว ตายเกลี้ยงไม่เหลือซักคน   สิ่งปลูกสร้างต่างๆ รวมทั้งตัวปราสาท ที่สร้างปัญหาให้คนไทยปวดหัวมาหลายสิบปี ก็โดนลูกหลง ถูกกระสุนปืนใหญ่ไทยทำลายพินาศสิ้น กลายเป็นเศษก้อนอิฐกระจัดกระจายไปทั่ว แล้วทหารไทยก็เดินผิวปากลอยนวลขึ้นไปยึดพื้นที่บนยอดเขา คืนจากซากศพทหารเขมรได้อย่างสบายอารมณ์

                           รัฐบาลเขมรโกรธแค้นมาก รีบแจ้นไปฟ้องศาลโลก , มรดกโลก เชื้อโรค เอ๊ย ไม่ใช่ ฟ้องชาวโลก ผ่านองค์กรสหประชาชาติ และขอร้องให้ประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย ลงโทษรุมบอยคอตประเทศไทย อ้างว่า ไทยละเมิดคำสั่ง ให้ถอนทหารของศาลโลก อย่างไม่เคารพยำเกรงต่ออำนาจศาล  หนำซ้ำยังเหิมเกริมเข้ายึดพื้นที่ ที่ศาลโลกได้ตัดสินชี้ขาดแล้วว่าเป็นของกัมพูชา ยิ่งกว่านั้นยังทำลายปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นโบราณสถาน และ มรดกโลก จนแหลกลาญพังพินาศหมดสิ้น

                          นาย บัน คี มุน เลขาธิการ องค์การสหประชาชาติ เดินทางมากรุงเทพด้วยตัวเอง แล้วเข้าพบนายกรัฐมนตรีหญิงของไทย เพื่อขอคำชี้แจ้ง และพยายามไกล่เกลี่ยให้ยุติการสู้รบ เขาทั้งปลอบทั้งขู่แต่ก็ไม่เกิดผล รัฐบาลไทยยืนกราน ว่าจะหยุดรบก็ต่อเมื่อ รัฐบาลกัมพูชายอมแพ้โดยไม่มีเงื่อนไข และยอมเซ็นสัญญาสงบศึก กับ ยอมชดใช้ค่าปฏิกรรมสงคราม ในจำนวนที่รัฐบาลไทยเรียกร้องเท่านั้น

                                  5 ชั่วโมงต่อมา นาย บันคีมุน ก็ไปขึ้นเครื่องที่สุวรรณภูมิ  เขาจะเดินทางต่อไปยังกรุงพนมเปญ เพื่อพบปะเจรจา กับ นายกรัฐมนตรีกัมพูชาด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทพยายาม ที่จะยุติสงครามครั้งนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด

                         ตี 2 กว่าๆ

                             แสงจันทร์ส่องพื้นทะเล ริมชายหาดบริเวณวัดคลองมะขาม อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ให้พอมองเห็นเรือยางหลายลำ แล่นฝ่าความมืดจากกลางทะเล เข้ามาเกยชายหาดอย่างเงียบกริบ  มีชายในเครื่องแบบนาวิกโยธินไทยสีดำ อาวุธครบมือหลายสิบคน  ทยอยกันกระโดดลงมาบนชายหาด แล้วต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติภารกิจตามแผนการ ที่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาอย่างไม่รีรอ

                             นาวิกโยธินไทย 1 กองร้อยนี้ ได้รับคำสั่งให้ขึ้นฝั่ง มาปฏิบัติภารกิจสำคัญ คือ ช่วยเหลือตัวท่านนายอำเภอ กับ ท่านผู้กำกับ และ ครอบครัว ที่ถูกจับคุมขังเป็นตัวประกัน ให้ออกไปจากพื้นที่อย่างปลอดภัยก่อนรุ่งเช้า เพราะกองทัพไทย ทั้งบกเรืออากาศ จะเข้าโจมตีที่นี่พร้อมกัน ตอน 7 นาฬิกา  เพื่อยึดอำเภอคลองใหญ่ คืนจากกองโจรเขมร นักรบรับจ้างใจโหด ของรัฐบาลกัมพูชาให้จงได้

                            โจรเขมรเหล่านี้ก่อคดีปล้นฆ่า พ่อค้าไทยอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนแถบนี้มานาน แถมบางคนยังมีญาติพี่น้อง เข้ามาทำมาหากินลงหลักปักฐาน ที่ อ.คลองใหญ่อีกด้วย ทำให้พวกมันคุ้นเคยชัยภูมิพื้นที่ และ สถานที่สำคัญต่างๆ ของทางราชการไทยเป็นอย่างดี ถึงแม้จะมีกำลังคนแค่ราวๆ 3 พันคน แต่ก็สามารถเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ และจับกุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยได้อย่างง่ายดาย แล้วใช้คนเหล่านี้เป็นตัวประกันข่มขู่  ทำให้กองพลทหารราบที่ 18   ซึ่งทำหน้าที่ปกป้องชายแดนที่นี่  จำต้องถอนกำลังออกไป  จากพื้นที่เป็นการด่วน เพื่อรักษาชีวิตตัวประกันเอาไว้ก่อน

                             หลังจากเจ้าหน้าที่ระดับสูง ชั้นหัวกะทิของกองทัพไทย ได้ประชุมสุมหัวกันแล้ว ก็ตัดสินใจใช้ปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกัน โดยการคัดเลือกนายทหาร ฝีมือดีจากทุกเหล่าทัพ  มาทำงานร่วมกับหน่วยนาวิกโยธินจอมทรหดของกองทัพเรือ จำนวนหนึ่งกองร้อย

                         พอตกตอนค่ำ ก็มีคำสั่งด่วนลับสุดยอด ให้หน่วยจู่โจมพิเศษนี้ ขึ้นเรือรบหลวงสิมิลันไปที่กลางทะเล ระหว่างเกาะกูด กับ อ.คลองใหญ่ แล้วลงเรือยางพายเข้าฝั่ง แอบลอบเข้าไปช่วยตัวประกันทั้งหมด พากลับไปที่เรือรบสิมิลัน อย่างปลอดภัยก่อนสว่าง

                             ผู้บังคับกองร้อย หัวหน้าหน่วยคนนี้ คัดเลือกมาจากนายทหารฝีมือเยี่ยม เก่งทั้งบุ๋น ทั้งบู๊ จากกองทัพเรือ เขาคือ ชายหนุ่มรูปหล่อ เทรนด์เกาหลี วัย 28 ปีชื่อ เรือเอก อชิระ อินทรโยธิน หรือ ผู้กองเสือ

                              ผู้กองเสือวิ่งฝ่าความมืด นำหน้าพาเหล่านาวิกโยธินไทย ลัดเลาะตามดงต้นมะพร้าวริมชายหาด ขึ้นไปทางทิศเหนือ มุ่งหน้าสู่สถานีตำรวจภูธร อ. คลองใหญ่  ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นซ่องโจรเขมรไปแล้ว

                              ห้องขังบนโรงพัก ก็ถูกใช้เป็นที่ขังตัวประกัน กับครอบครัว และพวกตำรวจไทย ที่รอดชีวิตจากการปล้นโรงพักของพวกโจรเขมร

                               วิ่งๆเดินๆมาซักพัก ผู้กองเสือก็หยุดยืน แอบหลังต้นมะพร้าวต้นนึง เขาหันไปส่งสัญญาณมือ  ให้ทุกคนกระจายกันไปแอบอยู่ในดงต้นมะพร้าว

                               เบื้องหลังเป็นชายหาด เบื้องหน้าเป็นถนนคอนกรีตขนาด 4 เลน นานๆจะมีรถวิ่งผ่านมาซักคัน  ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นรถกระบะตราโล่ของพวกตำรวจ ที่พวกโจรเขมรยึดแล้วเอามาใช้  ขับตรวจตราลาดตระเวนพื้นที่ยึดครองของพวกมัน

                             ผู้กองเสือยกกล้องส่องทางไกลอินฟราเรต ขึ้นส่องสำรวจรอบๆ  เขาเห็นสนามหญ้า รอบสถานีตำรวจ ถูกพวกโจรเขมร ขนกระสอบทราย มาวางซ้อนทับกันหลายชั้น เรียงเป็นบังเกอร์แนวป้องกันรอบด้าน โดยเฉพาะตรงมุมทั้ง 4 ด้าน กระสอบทรายจะซ้อนกันสูง และ แน่นหนาเป็นพิเศษ เพราะ เป็นที่ตั้งของรังปืนกลหนัก มีพวกโจรเขมรประจำการอยู่มุมละ 5 คน

                       เขาส่องกล้องมองไปที่ ที่ว่าการอำเภอ  ซึ่งเป็นอาคารคอนกรีต 4 ชั้น อยู่ใกล้ๆสถานีตำรวจ เขาเห็นเต้นผ้าใบกางอยู่หลายหลัง จนเต็มพื้นที่สนามหญ้าอันใหญ่โตกว้างขวางหน้าอาคารที่ว่าการ พวกโจรเขมรส่วนใหญ่ กำลังนอนหลับสบายอยู่ในเต็นท์เหล่านี้ เขามองเห็นยามติดอาวุธ คอยเดินไปเดินมา แถวหน้าอาคาร กับเสาธง นับดูแล้ว มีอยู่ไม่เกิน 10 คน

                               ผู้กองเสือหันมาสั่งหนุ่มหน้าคมไว้หนวดเฟิ้ม

          “ผู้หมวดจักรกฤษ คุณพาทีมสไนเปอร์ของเรา แอบย่องขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกที่ว่าการ พอพวกผมบุกเข้าโจมตี คุณคอยคุ้มกันจากข้างบนให้ด้วย”

                              ร้อยโทจักรกฤษนายทหารราบ ที่ยิงปืนแม่นที่สุดในกองทัพบก รับคำแข็งแรง แล้วพาทหารหน่วยแม่นปืน 5 นาย วิ่งลัดเลาะตามแนวดงต้นมะพร้าว แอบเข้าไปทางด้านหลังอาคารที่ว่าการอำเภออย่างเงียบกริบ

                               ผู้กองหนุ่มรูปหล่อเรียกนายทหารรูปร่างล่ำสันคนนึงเข้ามา

          “ผู้หมวดปรีชา คุณพาทหารไป 1 หมวด เข้าไปเก็บพวกยาม ที่เฝ้าอาคาร ยึดอาวุธพวกที่นอนในเต้นท์มาให้หมด แล้วคุมตัวพวกมันเอาไว้ อย่าให้ใครลุกขึ้นมาช่วยพวกมันที่อยู่ในสถานีตำรวจได้ เข้าใจมั้ย”

                               เรือโทปรีชานายทหารเรือ ที่รบเก่งที่สุดในหน่วยนาวิกโยธินรับคำอย่างมั่นใจ แล้ววิ่งนำหน้าพานาวิกโยธิน 1 หมวดไปปฏิบัติตามคำสั่ง

                               ผู้กองเสือเรียกจ่า 4 คน เข้ามาหา

          “จ่าบิ๊ก , จ่ารุ่ง , จ่าชิด , จ่าดำ พาทหารไปคนละหมู่ เก็บพวกยามที่อยู่ในรังปืนกลให้หมด แล้วใช้ปืนกลหนักของพวกมัน คอยคุ้มกันพวกเรา กับ ตัวประกันทั้งหมดด้วย”

                                จ่านาวิกโยธินทั้ง 4 คน รับคำพร้อมกัน แล้วแยกย้ายกันไปทำงาน

                      ผู้กองหนุ่มยกกล้องส่องทางไกลอินฟราเรต มองผ่านความมืดไปที่ดาดฟ้าอาคารที่ว่าการ เห็นหน่วยสไนเปอร์เข้าประจำที่ตั้งปืนไรเฟิล ติดกล้องเล็งติดเลเซอร์ส่องเป้า เตรียมพร้อมเรียบร้อย

                       เขาก็ส่องกล้องไปที่รังปืนกลทั้ง 4 มุม พอเห็นว่าพวกลูกน้องลงมือเชือดคอพวกยามทั้งหมด และเข้ายึดรังปืนกลทั้ง 4 ไว้ได้แล้ว

                        ผู้กองเสือก็ส่งสัญญาณบุก พร้อมกับวิ่งนำหน้าพาลูกน้องที่เหลือ ข้ามถนนผ่านแนวกีดขวาง แล้วบุกขึ้นบันได เข้าไปในโรงพักทันที

                             บนโรงพัก มีพวกโจรเขมรถือปืนอาก้า เฝ้ายามอยู่ราว 10 คน  พอเห็นทหารไทยบุกขึ้นมา ก็เอะอะโวยวายยกปืนขึ้นยิง สาดกระสุนเข้าใส่ราวกับห่าฝน เสียงสนั่นหวั่นไหว  กระสุนแหวกอากาศดังเฟี้ยวฟ้าว ทะลุร่างเหล่าทหารไทย เลือดกระฉูด ล้มกลิ้งสละชีพเพื่อชาติไปหลายคน

                      หัวกระสุนหลายนัด เฉี่ยวร่างของผู้กองเสือไปอย่างหวุดหวิด  เขาพุ่งตัวลงหมอบ แล้วกลิ้งตัวไปตามพื้น พร้อมกับใช้เอ็ม 4 ยิงสวน กราดไปที่หน้าแข้งของพวกโจรเขมรอย่างแม่นยำ หัวกระสุนแหลมเปี๊ยบคมกริบ พุ่งเข้าฉีกเนื้อจนเอ็นกระจุยกระดูกหน้าแข้งแตกละเอียด บางคนถึงขั้นขาขาดกระเด็น ล้มลงไปนอนกองร้องกันระงม ถูกถล่มซ้ำด้วยห่ากระสุนเอ็ม 4 ในมือของเหล่านาวิกโยธินไทยอีกชุดใหญ่ จนร่างกายพวกมันทะลุปรุพรุน เลือดพุ่งราวกับน้ำพุฉีดสาดกระเซ็นเต็มฝาผนัง ชักดิ้นชักงอ ขาดใจตายเกลี้ยง เดี้ยงไปตามๆกัน  พริบตาเดียวพวกยามบนโรงพักก็ถูกส่งลงนรกทั้งหมด  โดยทหารไทยพลีชีพไปแค่ 3

                        ผู้กองหนุ่มรูปหล่อสั่งลูกน้องให้ค้นตัวศพพวกโจร  เพื่อหากุญแจห้องขัง อีกไม่นาน ก็ค้นพบจากศพๆนึง

                        ผู้กองเสือรีบคว้าเอามาไขประตูลูกกรงใหญ่ด้านนอก แล้วพาทุกคนเดินเข้าไปข้างใน ที่แบ่งออกเป็น 2 ฟาก มีทางเดินตรงกลางแต่ละฟากจะมีห้องขัง 2 ห้อง

                        ด้านขวาห้องแรกขังท่านนายอำเภอกับครอบครัว  ห้องที่ 2 ขัง ท่านผู้กำกับการตำรวจภูธรกับครอบครัว   อีก2 ห้องด้านซ้าย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ของโรงพักนี้ถูกขังอยู่ห้องละ   4-5 นาย

                          ผู้กองหนุ่มรูปหล่อ แห่งราชนาวีไทย รีบไขประตูห้องขังทุกห้อง  ปล่อยตัวประกัน และเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกคนออกมา ท่ามกลางความตื่นเต้นยินดี ของผู้ถูกคุมขังทุกคน  พวกเขาพากันขอบอกขอบใจสรรเสริญเยินยอ ผู้กองเสือ กับเหล่าทหารไทย ที่มาช่วยพวกเขากันยกใหญ่

                       ในขณะที่ทุกคน กำลังยินดีปรีดากันอยู่นั้น  เสียงยิงรัวถี่ยิบ ของปืนกลทั้งหนัก – เบา  กับเสียงระเบิดตูมตาม ก็ดังขึ้นมาอย่างสนั่นหวั่นไหว  ระคนปนเป กับเสียงคนหลายคน แหกปากร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เสียงเหล่านี้ดังขึ้นรอบบริเวณ

                           ทหารไทยรูปร่างเล็กคนนึง วิ่งตึงตังโครมครามขึ้นบันไดโรงพัก แล้วตรงเข้ามารายงานผู้กองเสือ ด้วยเสียงกระหืดกระหอบ

          “แย่แล้วครับผู้กอง ไอ้พวกโจรเขมร มันแห่มาจากไหนก็ไม่รู้ตั้งหลายคันรถ  รวมๆแล้ว ไม่ต่ำกว่า 4 – 5 ร้อยคน พวกมันใช้จรวดอาร์พีจี ยิงถล่มทหารของเราในรังปืนกลทั้ง 4 ทิศตายเกลี้ยง  ตอนนี้พวกมันฝ่าแนวป้องกัน บุกเข้ามาล้อมโรงพักเอาไว้แล้วครับผม”

                             ทุกคนตกใจยืนตะลึงไปชั่วขณะ  ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นเป็นภาษาไทยสำเนียงแปร่งๆ

           “ใครวะเป็นหัวหน้าทหารไทย โผล่หัวออกมาหน่อยซิ  อย่ามัวหดหัวเป็นเต่าอยู่ รีบออกมายอมแพ้ซะดีๆ แล้วกูจะไว้ชีวิต แต่ถ้ามึงดื้อดึงต่อสู้ หรือ เงียบเพื่อถ่วงเวลา กูจะให้ลูกน้องกูถล่มพวกมึงด้วยจรวดอาร์พีจี ให้พวกมึงตายโหงตายห่า แหลกเหลวละเอียดเละเป็นขี้หมาไปเลย...มึงได้ยินมั้ย กูจะนับแค่ 1-3 เท่านั้น 1..2..”

                              ผู้กองเสือ เดินนำหน้าเหล่านาวิกโยธินไทย ออกมายืนที่หัวบันไดโรงพักอย่างองอาจ แล้วตะโกนเสียงดุดัน

             “กูนี่แหละ หัวหน้า..กูชื่อ เรือเอก อชิระ อินทรโยธิน ที่ใครๆ ก็เรียกกูว่า ผู้กองเสือ เมื่อกี้เสียงหมาตัวไหน มันเห่าหอน คุยโวโอ้อวดข่มขู่ให้กูยอมแพ้วะ ไหนพูดชัดๆอีกทีซิ กูจะได้เอาเอ็ม 4 ยิงกรอกปากแม่งซะเลย”

                           ชายเขมรวัยกลางคนดั้งหักร่างเตี้ย เจ้าของเสียงที่ตะโกนเมื่อกี้  โกรธจนตัวสั่น มันคือ นักคุ้ม หัวหน้าโจรเขมรกลุ่มนี้

        “วาจาสามหาวนักนะมึง...ไอ้หน้าอ่อน.. หนอย..ไอ้ลูกหมา.. ดันชื่อเสือซะด้วย ถุย ! เสือกระบาก สากกระเบือหรือเปล่าวะ...กูนี่แหละคนเห่า ...เอ๊ย... ไม่ใช่ คนตะโกน กูคือ นักคุ้มหัวหน้าใหญ่ ของกลุ่มนักรบอิสระ ซี.ซี.เค...ไอ้หนูน้อย กูต่างหากที่จะยิงกรอกปากมึง...ไอ้คนไทยปากหมา...  ตายห่าซะเถอะมึง...”

                        แล้วมันก็ยกปืนอาก้าในมือขึ้นมา ทำท่าจะเป่าผู้กองเสือให้ดิ้น

                            แต่ก่อนที่มันจะเหนี่ยวไก แค่เสี้ยววินาที

                       เสียงปืนไรเฟิลนัดหนึ่ง ก็ดังก้องกังวานขึ้น จากยอดอาคารที่ว่าการอำเภอ หัวกระสุนความเร็วสูง พุ่งระเบิดกะโหลก ของไอ้นักคุ้มหัวหน้าโจร  ทะลุออกเป็นรูกว้างตรงท้ายทอยขนาดกำปั้นยัดได้

                          มันสมองหัวหน้าโจรเขมรแตกกระจาย สาดกระเด็น ออกมาพร้อมๆกับเลือดข้นคลักสีแดงเข้ม พุ่งใส่หน้าไอ้ตาเดียว ลูกน้องมือขวาคนสนิทของมัน ที่ยืนอยู่ข้างๆเต็มๆ   จนหัวหูเลอะเทอะเหนียวเหนอะเหม็นคาวคลุ้งไปหมด

                       ไอ้นักคุ้มยืนแอ่นหน้าแอ่นหลังอยู่ซักพัก ก่อนจะล้มฟาดชักกระตุกอีก 2 – 3 ที แล้วแน่นิ่งตายสนิท ท่ามกลางความตื่นตะลึงของพวกโจรทุกคน

                           ผู้กองเสือได้ทีกราดยิงพวกโจรเขมรด้วยเอ็ม 4 ปืนไรเฟิลจู่โจมประจำกายอย่างดุเดือด  ปากก็ตะโกนสั่ง เร่งให้ลูกน้องคุ้มกันตัวประกัน พาวิ่งลงบันไดไปที่ชายหาด

                    เขายิงจนกระสุนหมด ก็รีบปลดแมกกาซีนกระสุนอันเก่าที่ว่างเปล่าทิ้ง  แล้วเสียบอันใหม่ที่มีกระสุนอยู่เต็มเข้าไปแทน กระชากลูกเลื่อนป้อนกระสุนแรกเข้าไปในรังเพลิง ก่อนจะกราดยิงไปวิ่งไป  ตามคอยช่วยคุ้มกันด้านหลังให้ลูกน้อง อย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว   พวกโจรหลายคนถูกยิงล้มตายเป็นใบไม้ร่วง  เพราะมัวแต่ช็อก กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนไม่มีกะจิตกะใจจะต่อสู้

                       ผู้หมวดจักรกฤษ กับพวกหน่วยสไนเปอร์ไทยบนดาดฟ้าตึกที่ว่าการ  ต่างก็ใช้ปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัต เอส.อาร์.25 ติดกล้องเล็ง ช่วยระดมยิงคุ้มกัน อย่างหนาแน่น  เพื่อพยายามเปิดทางให้ ทหารไทย กับตัวประกัน

                       พอผู้กองเสือใช้เอ็ม 203 เครื่องยิงระเบิด ที่ติดอยู่ใต้ปืนเอ็ม 4 ของเขา ยิงถล่มใส่พวกโจรเขมร จน คอขาด แขนขาขาด เนื้อตัวแหลกเหลวไปหลายสิบคน วงล้อมของพวกมันก็แตกกระเจิง เปิดโอกาสให้ผู้กองเสือกับทหารไทย พาตัวประกันทั้งหมด หนีข้ามถนนหายเข้าไปในดงต้นมะพร้าว แล้วมุ่งหน้าสู่ชายหาด

                        ผู้กองเสือสั่งจ่าร่างอ้วนเตี้ย เจ้าหน้าที่สื่อสารของหน่วยรีบส่งวิทยุ ติดต่อเรือสิมิลัน ให้ส่ง ฮ. มารับตัวประกัน ที่ชายหาดจุดนัดพบด่วน และ ขอกำลังเสริมด้วย เพราะสถานการณ์ค่อนข้างคับขัน

                         รองหัวหน้าโจรเขมร ชายฉกรรจ์ วัย 40 ปี รูปร่างสูงใหญ่ตาบอดข้างนึง มีที่ปิดตาหนังสีดำคาดปิดไว้ หน้าตาดุดันไว้หนวดเครารุงรัง เห็นเหล่าลูกสมุนปั่นป่วนอลเวงกันไปหมดด้วยความตื่นตระหนก  ที่เห็นนายของพวกมันถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตา ก็ออกอาการโมโหโกรธาจนหนวดกระดิก รีบเข้าควบคุมสถานการณ์  ด้วยการยิงปืนขึ้นฟ้าหลายนัด จนพวกลูกสมุนทั้งหลาย ตกใจสะดุ้งเฮือกหันมามองเป็นตาเดียว

                          ไอ้ตาเดียว ประกาศตัวเป็นหัวหน้าใหญ่แทน อย่างไม่ลังเล  ซึ่งพวกลูกสมุนถึงจะไม่เห็นด้วยซักเท่าไหร่  แต่ก็ไม่มีใครกล้าคัดค้าน

                          ไอ้ตาเดียวสั่งให้พวกสมุนโจร 20 คน ขึ้นไปจัดการทหารไทยบนดาดฟ้าตึก ส่วนตัวมันพาลูกสมุนราว 2