ค้นหา
รวมเรื่องสั้น แบ่งกันอ่าน
 ปลาเค็ม หนึ่งในอาหารประเภทหมักดองที่ผู้คนชื่นชอบ แม้ว่าจะมีกลิ่นที่รุนแรง แต่พอทอดสุกมาแล้ว ยากที่จะหาใครปฏิเสธ ไม่เดินตามกลิ่นมาเพื่อลองลิ้มชิมรสได้ยาก เป็นความหอมในความเหม็นที่ลึกลับและทรงพลัง ! แน่นอนปัญหาในเรื่องการเก็บรักษาปลาเค็มย่อมต้องอยู่ที่กลิ่น ! ของมัน... มีวิธีการเก็บรักษาปลาเค็มหลากหลายรูปแบบที่แนะนำให้ทำกันเป้าหมายหลักอยู่ที่การยืดอายุการเก็บรักษาบางชนิดก็อาจจะพอกันกลิ่นได้บ้างแต่จุดประสงค์เน้นเรื่องการยืดอายุการเก็บเป็นหลัก เช่น การเก็บในน้ำมันพืช ซึ่งสามารถเก็บรักษาสภาพของปลาเค็มทั้งรสและกลิ่นไว้ได้นาน เพียงแต่อาจจะมีปัญหาในเรื่องกลิ่นเหม็นหืน เมื่อเก็บไว้นานๆ เนื่องมาจากกลิ่นเหม็นหืนนั้นเกิดจากการทำปฏิกิริยาของน้ำมันกับอากาศ หรือพูดให้ชัดๆ เลยก็คือ การทำปฏิกิริยากันระหว่าง กรดไขมันไม่อิ่มตัวในอาหารกับออกซิเจนในอากาศ ทำให้เกิดสารเพอร์ออกไซด์ในอาหาร ซึ่งสารชนิดนี้เองเป็นตัวการทำให้เกิดกลิ่นเหม็นหืน ดังนั้นการเก็บในน้ำมันก็เสี่ยงต่อการเกิดกลิ่นเหม็นหืนที่ไม่พึงประสงค์ได้ วิธีต่อมาเป็นการแนะนำให้เก็บปลาเค็มไว้ในกระดาษห่อให้มิดชิดแล้วแช่ในตู้เย็นเอาไว้ กระดาษจะคอยดูดความชื้นรักษาสภาพของปลาเค็มเอาไว้ ทำให้เก็บได้นาน... วิธีนี้ดูเหมือนดี แต่... กระดาษห่อไฟไม่ได้ฉันใดก็กันกลิ่นปลาเค็มไม่ได้เช่นกัน ! กลิ่นของปลาเค็มในห่อกระดาษจะออกมารังควาญอาหารชนิดอื่นๆ ในตู้ไปหมด ซึ่งไม่เหมาะแน่ หากเราเปิดตู้เย็นทุกครั้งต้องมีกลิ่นปลาเค็มออกมาทักทาย... สำหรับปัญหาเรื่องการเก็บรักษาเพื่อยืดอายุและรักษาสภาพ รวมถึงป้องกันกลิ่นให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น ต้องยกให้ เครื่องซีลถุงสูญญากาศ จัดการให้กับเรา ! วิธีการในการเก็บปลาเค็มด้วย เครื่องซีลสูญญากาศ ทำได้อย่างง่ายดาย เพียงแค่นำปลาเค็มที่เราซื้อมาไปหั่นเป็นชิ้น จะเก็บเป็นชิ้นใหญ่ๆ หรือจะแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อหยิบมาใช้ให้พอต่อการทำอาหารหนึ่งครั้งก็แล้วแต่สะดวก จากนั้นก็นำไปใส่ในถุงพลาสติกพิเศษแล้วนำไปเข้าเครื่องให้ทำการดูดเอาอากาศภายในออกก่อนจะซีลปิดปากถุงให้เราด้วยความร้อน เพียงเท่านี้ก็จะไม่มีปัญหาการรบกวนจากกลิ่นของปลาเค็มไปรุกรานอาหารอื่นๆ ในตู้แล้ว และด้วยการเก็บในระบบสูญญากาศ จะทำให้ปลาเค็มไม่ถูกรบกวนจากสิ่งต่างๆ ภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการปนเปื้อนเชื้อโรคเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และยิ่งในอาหารที่เราจะเก็บไว้นานๆ ย่อมกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคนานาชนิดได้หากไม่มีการจัดการเก็บรักษาที่ดีพอ หรือหากเก็บโดยการแขวนหรือวางไว้ทั่วไป แน่นอนว่ามีปัญหาเรื่องสัตว์และแมลงรบกวนแน่ๆ ดังนั้นการเก็บรักษาปลาเค็มด้วย  เครื่องแพ็คถุงสูญญากาศ จะช่วยยืดอายุในการเก็บ รักษาคุณภาพของปลาเค็มให้คงอยู่ได้นานภายในตู้เย็น และป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นรบกวนอาหารอื่นๆ นับเป็นทางเลือกในการเก็บปลาเค็มที่ดีมากที่สุดวิธีหนึ่ง เครื่องซีลสูญญากาศ
อ่าน 39 / ตอบ 0 คน [ 9 ก.ย. 2557, 20:03 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 สวัสดีคะเพื่อนๆชาวพันทิป  ก่อนอื่นต้องขอแนะนำตัวก่อนเลยนะคะ ชื่อมดคะ อายุ 17ปี พอดีชอบหาข้อมูลเกี่ยวกับงานในเน็ตที่มันฟรีๆอะคะ เพื่อจะได้เงินกับเขาบ้าง (ความคิดแบบเด็กๆ) แล้วพอดีเปิดไปเจออยู่เวปหนึ่ง thaiadmail.com เป็นเวปเกี่ยวกับการคลิกโฆษณาการอ่านเมลล์นี่แหละคะ ก็เลยสมัครเข้าไปดู (สมัครฟรีนะคะ) เห็นว่าไม่มีอะไรเสียหายอะไร มดก็ไปทำตามเขาอยู่อาทิตย์หนึ่ง เงินก็ได้ประมาณ103บาท เขาก็เริ่มปรับปรุงเวปของเขา แล้วก็เริ่มมีเพคเกจ ตอนนั้นมีแต่เขาให้แค่เวลาสามวัน ตอนนั้นมดก็มัวแต่กลัว ก็เลยไม่ได้สมัคร พวกที่สมัครก็ดีไป เพราะว่าตอนนั้นมันถูกกว่ากันเยอะ ประมาณ 150บาทต่อคลิก ตลอดไปด้วยไม่มีวันหมดอายุ ทีนี้เขาก็เริ่มมีแพคเกจใหม่แต่กำหนดคลิกเช่น 150 คลิก250 บาท คลิกละ10บาทอะไรงี้  มดก็เลยลองเสี่ยงดู ก็เลยซื้อ2500 บาท ทำไปได้ 1 หนึ่ง เงินก็ครบจำนวนเบิกได้ ก็เลยเบิกออกมา ใช้เวลาไม่ถึงสามวันเงินก็เข้า ตอนนั้นเบิกประมาณ1790 แต่แพคเกจของเรายังไม่หมดนะ ยังคลิกได้อยู่  แล้วต่อมาอีกประมาณ 1 อาทิตย์ เขาก็มีการประกาศรับสมัครหุ้น ของผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักของเขาเอง มดก็พอมีเงินบ้าง ก็เลยสมัคร 5 หุ้น หุ้นละ 500 รวมเป็นเงิน 2500 บาท ( ต้องเป็นคนที่มีอายุ 18ขึ้นนะคะถึงจะสมัครได้ ซึ่งมดเอาของแม่สมัครคะ)  เงินมันจะออกเดือนที่สองไม่เกินวันที่ 30-31ของเดือน (ซึ่งตอนนี้เขาเปิดรับเพียงจำนวน1000 หุ้น ถึงวันที่ 30 กันยายน 2557 นี่คะ) ใช้เวลา63วัน และแล้วเงินก้อนแรกก็ออก เป็นจำนวน 12000(บวกกับค่าคลิกโฆษณา) มดก็เลยอยากแนะนำให้คนที่อยากมีรายได้และอยากทำงานง่ายๆลองทำดูคะ  แนะนำว่าควรสมัครไว้ก่อนนะคะไม่ต้องเสียเงินก็ได้ เพราะถ้าเราสมัครแล้วมันจะมีข่าวสารให้เราติดตามคะเพราะมันจะมีกลุ่มของเขา ตอนนี้พึ่งเริ่มเปิดใหม่ มีโปรโมชั่นดีๆมากมายคะ และตอนนี้กำลังจะมีอีก  สมัครที่ลิงนี้ได้เลยคะ http://thaiadmail.com/?id=auma  หรือจะเข้าไปที่เพจของมดก็ได้ไปศึกษาลายละเอียดคะ https://www.facebook.com/thaiadmail Id line: modlove321  Id instagram : tunyaluk25 เฟสส่วนตัว : https://www.facebook.com/tunyaluk.yosrungruang ปล. มดไม่ได้โพสอะไรแบบนี้ลงในเฟสส่วนตัว ไลน์ และอินสตาแกรม นะคะ ไม่ต้องแปลกใจที่ไม่เห็น จะมีก็แต่ในเพจคะ หรืออีกช่องทางหนึ่งก็จะเป็นอินสตาแกรมของป้า ที่ป้าเขาลงโฆษณาให้คะ @tunwalay ปล2. มดมีตัวตนจริงๆคะ เฟสก็เล่นมาเป็นเวลากว่า5 ปีและ ไม่มีการเมคขึ้นมาคะ  มีปัญหาอะไรสอบถามได้ตลอดคะ ทุกช่องทางที่ติดต่อได้ และถ้ามดมีอะไรคืบหน้า สถาณการณ์เป็นยังไงก็จะมาเล่าให้ฟังทางเพจ ทางพันทิป ตลอดนะคะ ส่วนใครที่กำลังทำอยู่สามารถมาแชร์กันได้นะคะ       **** มดไม่ได้มีเจตนาจะหลอกลวงใคร และชักชวนให้ใครเชื่อนะคะ แค่มาแชร์ประสบการที่ตอนนี้ตัวเองกำลังทำให้ทุกคนคะ โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจคะ****
อ่าน 97 / ตอบ 0 คน [ 7 ก.ย. 2557, 17:45 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 ข้าวสารมีแมลงเข้าไปกัดกิน เป็นปัญหาที่พบได้ทุกบ้าน ซึ่งไม่ว่าเราจะเก็บในถังในตู้อย่างไร ก็ยังพบว่ามีเจ้าตัวแมลงกินข้าวสารแอบบอยู่ในถุงได้เสมอ เวลาจะเอาข้าวมารับประทานบางทีก็ต้องเสียเวลาเสียอารมณ์ไปกับการเก็บเอาเจ้าแมลงเล็กๆ เหล่านี้ออกไปให้หมดก่อนที่จะสามารถนำมาทำการหุงหารับประทานได้ โดยเฉพาะร้านที่ขายอาหาร การปล่อยให้มีแมลงปนลงไปในจานข้าวที่หุงสุกตอนเสิร์ฟลูกค้า เห็นจะเป็นเรื่องไม่เหมาะแน่ๆ ดังนั้นต้องหาทางกำจัดแมลง และหาวิธีในการเก็บรักษาข้าวสารให้ปลอดจากเจ้าแมลงรบกวนชนิดนี้ให้จงได้ ! ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ เรามีวิธีการจัดการง่ายๆ แต่ได้ผล ที่จะกำจัดแมลงในข้าวสารออกไป และป้องกันไม่ให้มันกลับมารบกวนเราได้อีก ด้วยการใช้ เครื่องซีลสูญญากาศ อุปกรณ์ที่เราสามารถหาซื้อมาใช้งานได้ในบ้านเพื่อช่วยในการเก็บรักษาอาหารและสิ่งของ วิธีการในการจัดการกับข้าวสารเพื่อให้ปลอดจากมอดแมลงกินข้าวแบ่งออกได้เป็น 3 ขั้นตอน และปรับได้ตามระดับการรุกรานของแมลงหรือมอดในข้าวสาร คือ กรณีที่มีมอดแมลงเข้ามากินข้าวสารแล้ว วิธีนี้ขั้นแรกเราต้องไล่เจ้ามอดแมลงออกไปจากข้าวสารของเราเสียก่อน วิธีการง่ายๆ และปลอดภัยก็คือ การใช้ใบมะกรูดเอาไปใส่ไว้ในข้าวสาร กลิ่นจากสารธรรมชาติในใบมะกรูดจะไล่เจ้าแมลงกินข้าวสารหรือมอดออกไปจนหมด ใบมะกรูดเราใส่ลงไปได้เลยทั้งก้าน วิธีนี้เหมาะที่จะใช้กับข้าวสารที่มีปริมาณมากๆ หรือเราเก็บไว้ในถุง หรือถังใบใหญ่ เปิดฝาทิ้งไว้ในช่วงกลางวันแมลงจะออกไปจนหมด จัดการแบ่งข้าวสารออกเป็นถุงเล็กๆ หากยังไม่มั่นใจว่าหลังจากไล่ไปแล้วมันยังมีการวางไข่ฝากเผ่าพันธุ์เอาไว้ในข้าวหรือไม่ แล้วนำถุงข้าวสารที่มัดจนแน่นไปใส่ช่องแช่แข็งเอาไว้สัก 2 วัน เท่านี้ก็มั่นใจได้ว่าแมลงในข้าว หรือไข่ที่มีอยู่ตายหมด ก็จะไม่มีการเกิดขึ้นของมอดในข้าวได้อีก นำเอาข้าวสารมาใส่เข้าไปในเครื่อง เครื่องดูดสูญญากาศ เครื่องจะทำการดูดเอาอากาศออกไปจากถุงจนหมด แล้วทำการซีลปิดถุงอีกรอบด้วยการใช้ความร้อนในเครื่องละลายบริเวณปากถุงทั้งสองด้านให้ติดเป็นเนื้อเดียวกัน ก็จะไม่มีอะไรเข้าไปรบกวนข้าวสารของเราได้อีก อย่าว่าแต่แมลงอย่างมอดเลย แม้แต่อากาศก็เข้าไปไม่ได้ ทำให้เรามั่นใจได้ว่าต่อไปนี้ข้าวสารของเราจะไม่ต้องเผชิญกับปัญหาแมลงมอดเข้ามากินข้าวให้ต้องรำคาญในการเก็บออกก่อนการนำไปหุงรับประทานอีกต่อไป สำหรับเครื่องที่เรานำมาใช้ในงานเพื่อทำสูญญากาศ หากเป็นบ้านเรือนธรรมดาทั่วไป เราสามารถหาซื้อ เครื่องซีลสูญญากาศขนาดเล็ก มาไว้ใช้งานได้ในราคาที่ไม่แพง แต่มีประสิทธิภาพที่จะสามารถช่วยในการเก็บรักษาข้าวสาร และอาหารรวมถึงสิ่งของอื่นๆ ที่เราต้องการจัดเก็บได้เป็นอย่างดี เป็นเครื่องมืออีกชนิดที่ควรมีไว้ใช้งานในบ้าน เครื่องซีลสูญญากาศ
อ่าน 96 / ตอบ 0 คน [ 2 ก.ย. 2557, 23:12 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 “โอ้ยยยยยย”โรสถูกอะไรบางอย่างตีที่ท้ายทอยอย่างแรงจนหมดสติไปรอยสักที่มือขวาคือสิ่งสุดท้ายที่เธอเห็น “ขอโทษที่ต้องใช้วิธีนี้”เขาพูดด้วยเสียงแผ่วเบา “จะให้พาเธอไปที่ไหนครับนาย” “พาเธอไปที่คอนโดฉันขังเธอเอาไว้ในห้องนอนฉัน”ชายเจ้าของรอยสักสั่งก่อนจะเดินไปขึ้นรถที่มีคนขับรออยู่แล้วพอชายเจ้าของรอยสักขึ้นไปนั่งเรียบร้อยแล้วรถก็เคลื่อนตัวออกไปทันที  ระหว่างทางไปที่หมายชายเจ้าของรอยสักก็คิดถึงสาเหตุที่ทำให้เขาต้องใช้วิธีนี้ลักพาตัวเธอมา เขาและเธอเป็นเพื่อนสนิทกันมากนอกจากเธอแล้วเขามีเพื่อนสนิทอีกคน พวกเขารู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก เรียนจบมาด้วยกัน จนวันหนึ่งเขาได้รู้ว่าเพื่อนสนิทของเขาอีกคนชอบเธอเหมือนกันเขาได้ตัดสินใจบอกเพื่อนคนนั้นว่าเขาก็ชอบเธอเหมือนกัน  เพื่อนสนิทอีกคนของเขาชื่อเลโอ  ในตอนนั้นที่เขารู้ว่าเลโอก็ชอบเธอเหมือนกันเขารู้สึกเหมือนจะพูดอะไรไม่ออกกลัวว่ามิตรภาพของพวกเขาจะเปลี่ยนไป...เลโอและเขามีทุกอย่างเหมือนกันไม่ว่าจะเงินทอง  ชื่อเสียง  หรือ  อำนาจ  เขามั่นใจว่าเขามีทุกอย่างเทียบเท่าเลโอแต่เพราะเลโอเป็นเพื่อนรักเขา เพราะงั้นเขาถึงรู้สึกเจ็บ ...แต่เพื่อคนที่เขารัก...เขายอมได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ทำใจไม่ได้ที่จะสูญเสียเธอไปให้ใคร ดังนั้นเขาจึงได้ตัดสินใจลักพาตัวเธอมา เพื่อที่เขาจะได้คุยกับเธอให้รู้เรื่องไม่ปล่อยให้เธอหันหลังจากเขาไป   เขารู้ว่าวิธีนี้มันผิด...ถ้าเธอรู้เธอคงไม่มีวันให้อภัยเขา แต่ว่ามีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้เขาได้ในคำตอบที่เขาต้องการ เอียดดดดดดดดดด....... เสียงรถจอดทำให้เขาหลุดออกจากความคิดของตัวเองตอนนี้เขาได้มาถึงสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่นี่คือที่แห่งความทรงจำของพวกเขาทั้ง3คนและวันนี้เขาได้นัดเลโอมาหาเขาที่นี้   เขาคิดจะพูดกับเลโอให้เข้าใจก่อนเพื่อที่จะรักษามิตรภาพของพวกเขาไว้  ไม่ว่าเลโอจะคิดอย่างไรกับเรื่องนี้ก็ตามผลลัพธ์ของเรื่องนี้ก็ไม่เปลี่ยนไปเขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้ว “เฮ้!! คลีน”เขาหันไปตามเสียงที่เรียกชื่อเขา… เขาก็พบกับเลโอ “ไงเลโอ”เขาทักทายเลโอ “นายเรียกฉันมามีอะไรรึป่าว”เลโอถามเขา  แล้วเขาก็เล่าเรื่องที่เขาคิดและทำทั้งหมด พอเขาเล่าจบ ผลัวะ  ผลัวะ....เขาโดนเลโอชกไปสองที “ฉัน...ขอโทษ”เขาพูดหลังจากที่เช็ดเลือดออก “แกไม่ต้องขอโทษฉัน..คนที่แกควรขอโทษคือโรส”เลโอพูดพร้อมทั้งยังจ้องตาอีกฝ่าย “ฉันคิดจะขอโทษโรสอยู่แล้ว....แกไม่โกรธฉันหรอ”เขาพูดเสียงแผ่วเบาในตอนแรกแล้วถามเลโอด้วยความสงสัย “ฉันเข้าใจในสิ่งที่แกทำ  เพราะงั้นแกควรไปหาโรสแล้วปล่อยตัวเธอ”เลโอบอกเขาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ฉันทำไม่ได้”เขาพูดแล้วหลบสายตา “แต่แกต้องทำ”เลโอพูดเสียงแข็ง “ฉันจะปล่อยโรสหลังจากที่เธอตอบคำถามของฉัน”เขาบอกเลโอก่อนหันหลังจะเดินไปขึ้นรถแต่ก่อนที่เขาจะขึ้นรถ “เดี๋ยว!!คลีน”เขาหันหลังกับไปตามที่เลโอเรียก “ฉันไปด้วย”เลโอบอกเขา “ไปไหน”เขาถามด้วยความสงสัย “ไปหาโรสกับแกไง”เลโอบอกด้วยรอยยิ้ม “แล้วแกจะไปด้วยทำไม”เขายังสงสัย “ฉันก็มีบางอย่างจะถามโรสเหมือนกัน”เลโอบอกเขา “แกจะถามอะไร”เขาคิดว่าสิ่งที่เลโอจะถามก็คงเหมือนกันกับเขา “ก็เหมือนแกนั่นแหละ”และก็เป็นอย่างที่เขาคิด “ก็ได้...แต่..ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไรแกสัญญาได้รึป่าวว่าพวกเราจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป”เขาพูดด้วยความลังเล “อืม..ฉันสัญญา”เลโอพูดพร้อมกับตบไหลเขา แล้วเขากับเลโอก็ขึ้นรถไปด้วยกัน 10  นาทีต่อมาก็มาถึงคอนโดของเขา “โรสล่ะ”เขาถามลูกน้องเขาทันทีที่เข้าไปในห้อง “ฟื้นแล้วครับ”ลูกน้องเขาตอบแล้วเขาก็เปิดประตูเข้าไป “นายจับตัวฉันมาทำไม”โรสถามทันทีที่เขาเปิดประตูเข้าไป “ฉันขอโทษ....ฉันกับเลโอมีบางอย่างจะถามเธอ”เขาพูดพร้อมกับหันไปมองเลโอ “พวกนายจะถามอะไร”เธอพูดด้วยความสงสัย “ฉันชอบเธอ..เธอรักฉันรึป่าว”เขากับเลโอพูดพร้อมกัน “ฉันก็ชอบพวกนายสองคน”โรสบอกเขาและเลโอ “ไม่ได้หมายถึงชอบแบบเพื่อน พวกเราหมายถึงชอบแบบผู้ชายคนหนึ่งรักผู้หญิงคนหนึ่ง”เลโอบอกโรส “ระหว่างฉันกับเลโอเธอจะเลือกใคร”เขาถามโรส “ฉันไม่เลือกใครทั้งนั้น”โรสพูดพร้อมมองเขาและเลโอสลับกัน     เขาจ้องเข้าในตาของเธอที่ไม่มีความลังเลเลยแม้แต่น้อย “ทำไม”เลโอถามโรสด้วยเสียงแผ่วเบา “เพราะฉันคิดกับพวกนายแค่เพื่อน..พวกเราเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมไม่ได้หรอ...ฉันไม่ต้องการทำร้ายพวกนายสองคน.ฉันว่าซักวันพวกนายจะต้องเจอคนที่พวกนายรักไม่ใช่แค่ความรักแบบเพื่อนที่พวกนายกำลังเข้าใจผิด”โรสบอกเขาและเลโอ “งั้นหรอ”เลโอพูดด้วยรอยยิ้มหลังจากที่คิดตามที่เธอพูดและเขาก็จะเข้าสาเหตุที่เลโอยิ้มแล้ว   เพราะเขาและเลโอก็คงบังเอิญคิดอะไรเหมือนกันอีกแล้ว “ถ้าเป็นความต้องการของเธอ...พวกเรามาเป็นเพื่อนกันตลอดไปเถอะ”เขาพูดด้วยรอยยิ้ม “อืม”โรสและเลโอตอบรับเขา “พวกเราสามคนจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป”นั้นคือคำสัญญาของพวกเขาสามคนที่จะคงอยู่ตลอดไป หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้นตอนนี้ก็ผ่านมา ห้า ปีแล้ว ตอนนี้เขากำลังยืนอยู่ในงานแต่งงานของโรสกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาดีใจที่วันนั้นเขาคิดได้ก่อนที่จะสายเกินไปและเขาก็คิดถูกแล้วที่นัดเลโอไปคุยด้วย และตอนนี้เขาดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของคนที่เขารัก แล้วตอนนี้เขาก็มีผู้หญิงที่เขารักเคียงข้างแล้วเหมือนกัน  เช่นเดียวกับเลโอที่แต่งงานไปเมื่อ1เดือนก่อน และ ตอนนี้เขากำลังจะมีหลานแล้วด้วย ในเดือนหน้าเขาก็กำลังจะแต่งงานเหมือนกันกับผู้หญิงที่กำลังยืนอยู่ข้างเขาในตอนนี้ ......เขาไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่เขาทำในวันนั้นเลยเพราะเรื่องในวันนั้นทำให้เขาคิดได้...มิตรภาพของพวกเขาจะคงอยู่ตลอดไปตามคำสัญญาของพวกเขา…. ...เส้นทางที่อยู่ข้างหน้าเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นไม่ใช่จุดจบของเรื่องราว..มิตรภาพของพวกเขาทั้งสามคนและความรักของพวกเขาทั้งหกคนพึ่งจะเริ่มขึ้น..เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นนับจากนี้จะทำให้มิตรภาพและความรักของพวกเขายืนยาวไปอีกนานแสนนานตราบจนลมหายใจสุดท้ายของพวกเขา...
อ่าน 215 / ตอบ 0 คน [ 29 ส.ค. 2557, 21:44 ]  เขียนโดย StarDark StarDark
 เธอ จำได้ไหม เรารู้จักกันได้อย่างไร เธอรู้บ้างไหมว่าทำไมฉันถึงจด จำเรื่องของเธอได้ตั้งมากมาย เธอไม่แปลกใจบ้างหรอ ว่าทำไมฉันจดจำได้ทุกรายละเอียดของเธอได้อย่างแม่นยำ วันนี้ฉันจะมาบอก... บอกความในใจออกไป         เธอรู้ไหมว่ามันทรมานนะ.... มันทรมานที่ฉันไม่มีเธอ เหมือนโชคชะตากำหนดมาแล้ว ทำให้ฉันเจอกับเธอด้วยเหตุผลงี่เง่า แต่หารู้ไม่ว่าด้วยเหตุผลนั้น ทำให้ฉันรักเธอ มันเหมือนกับฝันเลยนะ เวลาเราได้คุยกันได้สนิทกัน วันแรกที่เราเจอกันมันนานแล้วเนาะ นานจนเราทั้งสองจำไม่ได้ แต่วันแรกที่เราคุยกันนี่สิ   เหมือนกับว่ามันพึ่งผ่านมา ความงงงวยบังเกิดขึ้นจากข้อความบางข้อความที่ขึ้นมา ความรู้าึกหลากหลายก่อขึ้น จากคนไม่รู้จักกันกลายมาเป็นสนิทกัน จากที่ไม่เคยคุยกันกลายมาเป็นคุยกันทุกวัน เธอรู้ไหมฉันมีเธอเป็นที่ปรึกษาในทุกเรื่องคุยกับเธอแล้วสบายใจจัง รู้อะไรไหม ไม่ว่าฉันจะอยู่ในสถานะอะไร... ขอแค่เธอมีความสุขฉันก็พอใจ ฉันรู้ว่าเธอชอบใคร.. ฉันก็เป็นที่ปรึกษาของเธอนี่น่า ฉันรู้ว่าเธอไม่ชอบอะไร เธอแพ้ฝุ่น แต่ก็ยังไม่ยอมทำความสะอาด เธอปวดหัวแต่เธอไม่ยอมกินยาแต่เธอมาครวญครางให้ฉันฟังรู้ไหม...ฉันดีใจนะที่ อย่างน้อยฉันยังได้มีบทบาทในชีวิตเธอ   เธอชอบดูการ์ตูน...ใช่ฉันก็ชอบเหมือนกัน เธอชอบเล่นเกมเธอก็ชอบเล่นเกม บางครั้งฉันทำในสิ่งที่เธอไม่ชอบ..ทำในสิ่งที่เธอไม่อยากทำ..เล่นในสิ่งที่เธอไม่อยากเล่น แต่สุดท้ายเธอก็ยอมทำสิ่งที่เธอไม่ชอบทั้งหลายเพื่อนฉัน เรามีรหัสหลายๆอย่างซึ่งกันและกัน รหัสที่ไม่มีใครรู้ ของส่วนตัวที่มีฉันมัสิทธิได้เล่นคนเดียว ฉันดีใจนะ.. เราฟังเพลงเกือบจะแนวเดียวกันแต่ก็แตกต่างกันอยู่มาก ฉันกลายเป็นดีเจส่วนตัวของเธอตั่งแต่เมื่อไหร่นะ ไม่สิเธอก็เป็นดีเจส่วนตัวของฉันเช่นกัน ขอบคุณนะที่ดึงฉันออกมาจากความเศร้าเหล่านั้น ถึงแม้บางอย่างที่เธอเกลียดมากเธอก็ยังไม่หนีหายไปไหน... ขอบคุณนะ ความรู้สึกที่ฉันมันมีมากมายเหลือเกิน...ยังมีอีกหลายเรื่องที่มันมากมายมากมายซะยังไงก็พูดไม่หมด SOMETHING ' BOUT LOVE เพลงนี้เธอยังจำมันได้ไหม ฉันรู้นะว่าเธอไม่ได้เพิ่งนึกมันออกแต่เธอตั่งใจหามันมาให้ฉันฟัง.... ขอบคุณนะ หนังสือประจำกลุ่มของนายที่ทีแต่คนในเท่านั้นที่ได้อ่านมัน แต่ฉันกลับมีสิทธิครอบครองมันตั่ง2อาทิตย์แหนะ ของที่ฉันให้เธอไป... ไม่รู้ว่าเธอจะยังเก็บมันไว้อยู่ไหมนะ ช่วงที่ฉันหายไป เพื่อนฉันบอกว่าเธอถามถึงฉันด้วย ฉันดีใจมากเลย แล้วฉันก็ไมคิดเลยว่านายยังจำเพื่อนของฉันที่ฉันเอาเฟสนายไปเกรียนได้ ขอโทษนะ....ขอโทษที่ไปไหนไม่ได้บอกเธอ ขอโทษจริงๆ พอฉันกลับมาเราก็ห่างกันสักระยะนึงแล้วเนาะ แต่ฉันก็ยังดีใจนะที่รหัสของเธอยังเหมือนเดิม เธอยังอยากให้ฉันเกรียนเธอต่อ แต่ที่แย่หนะสิปกติเราจะได้เจอกันทุกวัน แต่ตอนนี้เราอยู่กันคนละที่นี่หน้าแล้วเราจะเจอกันได้อย่างไร ทั้งฉันและเธอต่างมีเรื่องยุ่งเวลาที่คุยกันของเราก็ลดลง เธอยังคอยสไกด์หาฉันเสมอ.. บางทีฉันก็อยากทักเธอไปก่อนนะไม่สิทุกครั้งที่ออนเลยด้วยซ้ำ แต่ฉันกลัว... กลัวเธอจะรำคาน มันผิดที่ฉันเองนี่แหละที่เหมือนจะทำตัวห่างเหินจากเธอ มาแล้วสินะวันนั้นที่มาถึงฉันยังจำมันได้ดี... เธอทักฉันมารู้ไหมฉันดีใจขนาดไหน แต่ตัวอักษรที่เด้งขึ้นมาทำใฟ้ฉับแทบบ้า เธอขอเธอขอลบฉัน เหตุผลง่ายๆ... เราห่างกันเกินไปอย่าลืมนะว่าเราเจอกันเพราะอะไร ใช่ฉันไม่เคยลืมว่าเราเจอกันได้อย่างไร...ฉันไม่เคยลืม ทุกตัวอักษรที่ขึ้นมามันคล้ายกับความหมายที่ว่าฉันสำคัญ... แต่ก็นะถ้าฉันสำคัญเธอจะตัดทำไม นับจากวันนั้นเราไม่ได้พบไม่ได้คุยกันนานเลยนะ... ฉันรู้ตัวดีว่าฉันไม่ได้สำคัญอะไร.... แต่เธอรู้ตัวบ้างไหมว่าสำหรับฉันแล้วเธอหนะสำคัญขนาดไหน แต่ในเมื่ออะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด.. ไม่สิเรื่องมันผ่านไปแล้วนี่หน้า เธอรู้ไหมฉันพยายามตัดใจตัดใจจากเธอได้ แต่ก็นะเคยได้ยินไหมพยายามมากเท่าไหร่พอเห็นแค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ.... ทุกสิ่งกลับกลายเป็นเหมือนเดิม....เราเจอกันด้วยความบังเอิญจริงๆ เธอรู้ไหมที่ฉันตีหน้านิ่งใส่เธอหนะพอเราเดินจากกันไปน้ำตาฉันร่วงเลยนะ มันมีทั้งความดีใจกับความเศร้าแปลกๆแต่ก็ดีนะอย่างน้อยฉันได้เจอเธอ ทุกสิ่งผ่านไปไวเหมือนโกหกฉันยังเข้าไปดูเธออยู่เป็นประจำ ฉันไม่กล้าเข้ารหัสของเธอ ฉันกลัวกลัวจริงๆนะกลัวว่าตัวเองจะยอมรับความจริงไม่ได้ ผ่านมาสักระยะฉันเริ่มลืมเธอได้ประวัติศาสตร์ก็ซ้ำรอย ฉันสมควรจะกลับได้ตั่งนานแล้ว ฉันสมควรที่จะไปซื้อชาที่น้านประจำของฉัน... แต่มันดันปิดไง ฉันต้องเดินไปอีกร้านนึงที่ไม่ไกลนัก... ฉันบอกลาเพื่อน แต่ทำไมมันรู้สึกเสียวๆจังนะ ใจก็เต้นแปลกๆพอฉันเงยหน้าขึ้น กลับเห็นเธออยู่ตรงหน้า... เหมือนเธอยิ้มเลยนะแต่ฉันไม่มีสติที่จะดูเธอต่อไปหน่ะสิ เราต่างเดินไปคนละทีแต่ฉันเห็นนะฉันเห็นเธอหันมามองฉัน ฉันอยากเปิดเผยความรู้สึกที่มีออกไป อยากพูดมันออกไปให้เธอได้รู้เธอจะรู้สึกอย่างไรกับฉันฉันไม่รู้หรอก ฉันไม่ได้หวังด้วยซ้ำว่าเธอจะสนใจฉัน ฉันขอแค่เราหันมาคุยกันเหมือนเดิมได้ไหม ฉันไม่เข้าใจเธอเลย ไม่เข้าใจจริงๆ หากฉันมีพรวิเศษสักข้อ ฉันขอได้ไหม ขอให้เรื่องนี้มันยุติ ให้เธอกับฉันมาคุยกันเหมือนเดิม ไม่ต้องมากเท่าเดิมก็ได้ ฉันอยากให้เธอรับรู้ความในใจของฉัน แต่ฉันไม่กล้าพูดมันออกไป ฉันยังเดินผ่านทึกวันยังยิ้มให้มันทุกวัน ทุกสถานที่ทุกสิ่ง เพลงที่เราฟังด้วยกัน เธอจำได้ไหมที่เธอให้ฉันเปลี่ยนแนวฟังเพลง เปลี่ยนมาเป็นเพลงที่เธอชอบหน่ะเธอรู้ไหม ฉันฟังมันทุกวันเลยนะ.. ไม่สิทุกเวลาบางครั้งฉันไม่ไก้เปิดเสียงไม่ได้ใส่หูฟัง.. แต่เพลงนั้นมันก็ยังเล่นอยู่ มันเล่นอยู่ในสมองฉัน... มันอยู่ในหัวใจเสมอ... เหมือนเธอไงเธอก็จะอยู่ในใจฉันเสมอ ขอแค่เธอนั้นมีความสุข ฉันก็พอใจ
อ่าน 232 / ตอบ 4 คน [ 28 ส.ค. 2557, 20:06 ]  เขียนโดย SaSa SaSa
 หิ่งห้อยร้อยจันทร์     “พอได้มั้ย ขอโทษทีที่เอาของไม่ถนัดมือมาให้ใช้” วัตถุหนึ่งเป็นที่สนใจอยู่กับคนทั้งสอง คนหนึ่งเป็นผู้นำมันมาให้ ส่วนอีกคนกำลังพินิจดู และตรวจสอบของสิ่งนั้น      “ไม่เป็นไรครับผู้พัน ผมเข้าใจ ฝึกซ้อมสักสามสี่วันก็คงชิน” นั่นคือคำตอบของเขา สายตาละจากของตรงหน้า มองไปยังคู่สนทนา ดูเป็นมารยาทที่ดี       เป็นจริงตามที่พูด เขารู้สึกคุ้นเคยกับมันดีขึ้น เมื่อได้ฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง อันที่จริงเป็นเพราะพื้นเพเดิมของความสามารถที่เคยได้รับการฝึกฝนมาด้วยเป็นหลัก มันยังคงแนบติดอยู่กับกายเขาราวกับเป็นคู่รักยามอยู่ในภวังค์หวาน หากแต่เสียงคำรามนั้น ดูเหมือนว่าจะกลบเกลื่อนทุกความรู้สึกดีๆไปเสียหมด สนามซ้อมส่วนตัวในที่ลับ มีคนแค่สามคนอยู่ในลานกว้าง ยามค่ำมืด ทำให้ยิ่งดูลึกลับมากกว่าเก่า        “พรุ่งนี้ก็ออกเดินทางแล้วนะ” ผู้พันชวนคุย เมื่อเห็นว่าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากำลังเก็บอุปกรณ์การฝึกซ้อมต่างๆแล้ว        “ดรากูนอฟ... ผมขอถามหน่อยได้มั้ยครับ.. ท่านไปหามันมาจากไหน” ดรากูนอฟ นั่นคือชื่อเรียกของสิ่งที่เขาถือไว้อยู่ มันเป็นวัตถุที่ประกอบด้วยไม้ และโลหะ มีความยาวพอตัว ทีแรกผู้ถือรู้สึกไม่อบหลายๆอย่างในตัวมัน แต่ก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าขณะนี้ เขาคุ้นเคยกับมันไปมากเสียอย่าง ก็เหมือนที่ใครๆต่างว่า’ปืนก็คือปืน’         “คุณไม่จำเป็นต้องรู้ รู้แค่ว่าที่คุณจำเป็นต้องใช้มัน เพราะปฏิบัติการจะเกิดขึ้นระหว่างชายแดน เป็นรอยต่อของรัฐ จะให้ลูกปืนที่มีเกรียวกระสุน หรือปลอกกระสุนที่มีรอยเข็มแทงชนวนตรงกับปืนของราชการกระบอกใดตกอยู่ในพื้นที่ตรงนั้นไม่ได้ อันที่จริง เราใช้ปืนประเภทเดียวกับปืนที่ใช้ในทางการทหารของรัฐไม่ได้เลยด้วยซ้ำ..” และนั่นคือคำอธิบายของเขา        “ครับผม ผมทราบดีครับ” ไม่มีคำถามใดๆต่อ กลายเป็นเช่นเดียวกับบุคคลอีกคนหนึ่งที่นิ่งเงียบมาโดยตลอด เขาเองก็ถือปืนที่มีรูปทรงคล้ายคลึงกับของผู้พูด ทั้งสามคนเรียกมันว่าอาก้า         “ดีมาก พายัพเดี๋ยวคุณกลับที่พักได้ เตรียมรายงานตัวตามสถานที่ที่นัดหมายในเวลาที่แจ้งไปแล้ว คุณด้วยศิลา อาวุธให้ฝากไว้ที่ผมก่อน รับตอนปฏิบัติภารกิจ          “ครับผม!!” ทั้งสองตอบอย่างพร้อมเพรียง ราวกับเตรียมกันมาก่อนก็ไม่ปาน           รถตู้วิ่งชลอความเร็วลง เพื่อจอด มันคงจะถึงที่หมายแล้ว นอกจากคนขับแล้ว บุคคลทั้งสามยังคงเป็นหน้าเดิม แตกต่างแค่เครื่องแต่งกาย คนหนุ่มทั้งสองใส่ชุดพร้อมออกเดินป่า รองเท้าคอมแบ็ตถูกขัดจนมัน หากแต่ไม่ใช่เครื่องแบบแสดงสถานะแต่อย่างใด ด้านหลังของทั้งคี่กระเป๋าใบใหญ่สะพานอยู่ ส่วนผู้ที่มีอายุใส่เพียงเสื้อเชิ้ตเรียบร้อย            “ขึ้นรถฮัมวี่ต่อไปอีกครึ่งชั่วโมง เดินเท้าไปตามแผนที่ต่ออีกประมาณสองชั่วโมง..” ทั้งสองไม่มีใครคัดค้านหรือถามสิ่งใดต่อ สีหน้าตั้งมั่น พวกเขารับรู้ทุกอย่างแล้ว ทบทวนทุกขั้นตอนตามแผนอย่างขึ้นใจ       “พร้อมหรือยัง” เมื่อเห็นว่าผู้ทำหน้าที่ปฏิบัติการเข้าใจทุกสิ่งอย่าง โดยไม่มีข้อสงสัยแล้ว ชายสูงวัยจึงถาม      “ครับผม!!”      “โชคดีทหาร”      “ครับ!!” ประตูเลื่อนของรถตู้ถูกเปิดออก ชายทั้งสองพาตัวเองขึ้นสู่ยานพาหนะอีกคันอย่างรวดเร็ว รถฮัมวี่เองก็ขับออกไปทันทีเช่นกัน พาสองร่างจางลับไป เช่นเดียวกับตะวันบนขอบฟ้า ที่หลบเลื้อมราวไหลสู่นิทรา ในห้วงเวลาที่ดูช่างเจือจางในอารมณ์         “หิ่งห้อย” คนขับฮัมวี่กล่าว เป็นชายผิวคล้ำวัยกลางคนในชุดลายพราง เขาพาศิลา และพายัพมาถึงที่หมายในที่สุด กล่าวคำเดิม คำที่กล่าวกับคนทั้งสองตั้งแต่ตอนที่พวกเขาขึ้นรถมาแล้ว          “ร้อยจันทร์” พายัพกล่าว ศิลาไม่ได้พูดอะไร ทำท่าทีว่ารู้กัน ความจริงเขาไม่ใช่คนที่ชอบพูดเท่าไหร่ รถฮัมวี่ขับออกไปจากบริเวณ มันเป็นป่าเขาดีๆนี่เอง ใช่แล้ว ‘หิ่งห้อยร้อยจันทร์’ เป็นชื่อของปฏิบัติการลับ ภารกิจคือ การคุ้มกัน และสังหาร จะมีรถขนส่งอาวุธสงครามผิดกฎหมายเข้ามาในรัฐ มีสายลับของทางการแฝงตัวอยู่ในกลุ่มด้วย จำเป็นต้องให้เดินทางเข้ามาในเขตพื้นที่ของรัฐก่อน จากนั้นเจ้าหน้าที่ของรัฐจึงจะสามารถจับกุมได้โดยสะดวก หากแต่ระยะทางช่วงรอยต่อชายแดนนั้น ทางสายลับรายงานมาว่า เต็มไปด้วยกองกำลังติดอาวุธ ทั้งทหารับจ้าง ก่อนการร้าย ชนเผ่า รวมถึงผู้ตัดไม้เถื่อน ค้ายา และอื่นๆอีกมาก และอาวุธสงครามที่จะขนส่งมาโดยผิดกฎหมายนี้ เป็นสิ่งที่พวกมันต้องการเป็นที่สุด!!         “อีกประมาณสิบนาทีเราน่าจะไปถึงบริเวณที่เหมาะเป็นจุดซุ่มยิงครับพี่” ศิลากล่าว ตาดูแผนที่และเข็มทิศในมือ เขามีอายุน้อยกว่าพายัพ ผู้เป็นพี่พยักหน้ารับ ทั้งคู่เดินลัดเลาะตัดป่าเขามาต่อเนื่องโดยมิได้หยุดพัก มีเพียงศิลาที่ถือปืนไรเฟิลจู่โจม ประเภทปืนอาก้า แต่พายัพถือเพียงปืนสั้นสีดำ ดรากูนอฟคงกำลังหลับใหลอยู่ในกระเป๋าสะพายหลังใบใหญ่นั่น           ‘กริ๊ก!!’ ชิ้นส่วนสุดท้ายถูกประกอบเข้าด้วยกัน จนปืนเป็นรูปเป็นร่าง ซองกระสุนเองก็เช่นกัน ถูกบรรจุเข้ากับตัวปืน ขึ้นลำ พร้อมยิงได้ทันที            “ทำไมถึงต้องเป็นหิ่งห้อยร้อยจันทร์ครับพี่”ศิลาถามขึ้น เพื่อทำลายความเงียบ กลางป่าเขาในเวลาฟ้ามืด แม้กระนั้นก็ไม่ได้หายไป เพราะเสียงที่เขาพูดก็เบาราวกับกระซิบ ทว่าผู้ฟังกลับได้ยินครบทุกคำทั้งประโยค             “ไม่รู้หวะ อารมณ์สุนทรียะแบบศิลปินของพวกผู้ใหญ่หรือเปล่า”              “หึหึ ผมก็ว่าอย่างนั้นครับ”               “ชู่วว” เป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่าให้เงียบเสียงลง ผู้เป็นรุ่นน้องตื่นตัวทันที พร้อมใช้กล้องส่องทางไกลส่องดูภาพตรงหน้า ซึ่งเป็นตัวการทำให้ผู้เป็นพี่ต้องกระชับปืนแน่นขณะนี้               “มาแล้ว ก่อนเวลาหน่อย”                “ครับผม” เสียงพูดที่เบาอยู่แล้วกลับเบาได้อีก หรือเป็นเพราะมันถูกกลบจากเสียงของเครื่องยนต์รถฮัมวี่ และรถกระบะพวกนั้นกันนะ ในป่าที่มืดมาก แม้จะเป็นคืนเดือนเพ็ญ ไฟหน้ารถจึงจำเป็นต้องเปิดไว้ให้สว่าง แม้ผู้ดำเนินการผิดกฎหมายจะไม่ต้องการก็ตามที เพราะทางค่อนข้างอันตราย และก็เป็นเพราะแสงจากไฟสูง และเสียงของเครื่องยนต์ที่ดังกระหึ่มเพราะแรงม้า พายัพเห็นมันชัดเจน ศิลาก็เห็นมันชัดเจน แต่พวกมันไม่มีทางรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่นี่                 “นี่ไงล่ะ หิ่งห้อย” ชายที่อยู่ด้านหลังดรากูนอฟพูดเพียงเท่านั้น แต่ผู้ฟังก็รู้ว่าหมายถึงอะไร ความจริงเขาไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ ที่จะต้องมาทำงานที่คล้ายๆกับคุ้มกันพวกโจรเหล่านี้ แต่เพื่อไม่ให้มันถูกกบถูกเขียนกินไปเสียก่อน และบินผ่านพวกเขาไปสู่กองไฟในที่สุด มันก็คุ้มที่จะรับใช้อย่างเป็นเกียรติ                   ไฟสูงของยานยนต์เหล่านั้นเคลื่อนไหว ขึ้นและลง ซ้ายและขวา แกว่งไกลไปมาตามทางในเขาชันที่ไม่ได้ราบเรียบเหมือนถนนในเมือง แน่นอน หิ่งห้อยมีแสง เช่นเดียวกับไฟส่องสว่างของรถ แน่นอน พวกแมลงมีเสียง หึ่งๆ เช่นเดียวกับเสียงท่อไอเสียที่คำราม และแน่ที่สุด พวกแมลง.. ชอบบินเล่นไฟ..                    “เฮ่ยเดี๋ยว!!” นับว่าเป็นเสียงอุทานที่แผ่วเบามากๆ ที่เอ่ยขึ้นเช่นนั้นเพราะประหลาดใจกับภาพตรงหน้า อยู่ดีๆรถทุกคันก็หยุด และจอด อย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย หยุดคือหยุดจริงๆ ทั้งเสียงเครื่องยนต์และไฟที่ส่องสว่าง ดับวูปลงทันที ทิ้งป่าให้เงียบเช่นเดิม อะไรกัน!!  นี่ไม่ได้อยู่ในแผน!! พวกมันรู้ตัวหรือ ก็ไม่น่าจะใช่ โดนโจมตีจากพวกทหารรับจ้าง หรือพวกชนเผ่าหรือ ก็ไม่ใช่ ก่อนที่จะแตกตื่น ทหารทั้งสองด้วยประสบการณ์ รวบรวมสติ และความคิดให้กลับมาตามเดิม และเฝ้าสังเกตการณ์                   “ลงมากันหมดเลยพี่ อาวุธครบมือ” ดูเหมือนสายตาของศิลาจะปรับรับกับความมืดได้ดีกว่า                   “ปัญหาไม่ได้มีแค่นั้นแล้ว” พายัพเองก็ใช่ย่อย เขากระชับปืนขึ้งส่องเล็งผ่านกล้องของไรเฟิล แต่ทิศทางไม่ใช่ทางเดียวกันกับกองกำลังที่เพิ่งลงมาจากรถกระบะและฮัมวี่ หากแต่สูงขึ้นไปบนยอดเนินอีกฝั่ง ณ ที่ตรงนั้น มีบางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว                   “สองคนครับพี่ น่าจะเป็นพวกทหารรับจ้าง ดักซุ่มยิงตามที่คิดไว้” เมื่อเห็นทุกอย่างครบถ้วน เขาวางกล้องส่องทางไกลลง และเตรียมปืนอาก้าให้พร้อมยิง                   “สงสัยมันจะรู้ตัวว่าโดนไอ้พวกนี้ดัก ไม่เป็นไรไอ้สัตว์ มึงรอไปตายข้างหน้า ด่านนี้เดี๋ยวกูเคลียร์ให้มึงเอง”                    “เปรี้ยง เปรี้ยง !!” เสียงปืนสองนัดดังสนั่นป่าเป็นการเปิดโรงพื้นที่สงคราม มีสองชีวิตสิ้นสุดลงทันที ผู้ฆ่าไม่ได้ปราณี และไม่ลังเล ในขณะที่ชีวิตอื่นๆเริ่มไหวตัว และกระจายกำลังกันออก                     “ปังๆๆๆๆๆๆๆ !!”  พวกกลุ่มขนอาวุธเถื่อนเองก็เปิดฉากยิงเช่นกัน แต่ไม่ใช่ทางนายทหารทั้งสอง ทั้งคู่จับจ้องไปทางที่พวกมันลั่นกระสุนทันที อีกแล้ว พลซุ่มของพวกโจรปล้นโจรสังเวยชีวิตอีก แสดงว่ามันไม่ได้มาแค่สองคนเป็นแน่                                        “ทางขวาตรงต้นไม้สามต้นนั้น สองคนครับพี่” ศิลารายงาน                    “เปรี้ยง เปรี้ยง!!” เสียงตอบรับจากพายัพคือกระสุนที่ลั่นใส่ศัตรูที่ถูกชี้เป้า                     “พี่ มันกระจายกันล่าไอ้พวกห่านี่แล้ว เราอาจถูกเจอ แต่จะยิงมันก็ไม่ได้”                      “นิ่งๆไว้ก่อน เปรี้ยง!!” และอีกนัด ร่วงไปอีกร่าง                       “ครึ้มมม !!” คราวนี้ไม่ใช่แค่ปืนไรเฟิล แต่เป็นจรวดอาพีจี และที่สำคัญ ยิงมาทางนายทหารทั้งสองคน!!                               “เฮ่ยย!! ตูมมม!!” เสียงดังสั่นหวั่นไหว พายัพกระโดดฉากออกมาทันอย่างฉิวเฉียด นอกจากหูที่อื้อไปหมด ร่างกายทุกส่วนยังปกติดี เนินดินสูงที่เขาใช้เป็นที่ซุ่มยิงชั้นดี มีแมกไม้บดบังอำพรางร่าง ทำไมพวกมันถึงรู้ หรือว่าเพราะยิงมั่วมาถูก!! แต่นั่นยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สมควรวิตก นอกจากตัวของเขาแล้ว ปืนล่ะ!! ศิลาล่ะ!!                        “โอ้ยยย พี่!!” เสียงดังมาจากด้านหลัง เขาหันกลับไปดูทันที ในความมืด เผยให้เห็นร่างหนึ่งตะคุ่มๆ เนินดินเป็นที่กำบังร่างของเขาได้อย่างดีจากแรงระเบิด แต่ไม่รู้ว่าน้องของเขาโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่ ร่างไม่แหลกสลาย เพราะสิ่งกำบังดังกล่าวช่วยไว้เช่นกัน แต่ขานี่!!                       “อดทนไว้ กดแผลไว้ก่อน ปืนล่ะ ปืนกูอยู่ไหน” ศิลาพูด พยายามข่มใจให้เย็นลง คว้ามือของรุ่นน้องมากดไว้ที่ปากแผลของมันเอง ในขณะทีเขาใช้สองมือควานหาปืนไปทั่วพื้นโดยรอบ ที่ต้นขา สะเก็ดระเบิดฉีกผิวหนังและเนื้อส่วนนอกออก เลือดไหลออกมาไม่หยุด ไม่ว่าจะกดห้ามเลือดอย่างไรก็ตาม                      “เจอแล้วๆ ไปๆ ไปกัน!!” ทหารหนุ่มฉวยวัตถุที่เพิ่งควานหาจนพบขึ้นสะพาย รู้สึกคุ้นเคยกับรูปทรงที่มีน้ำหนัก ทว่าอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องประคองติดไปด้วย หนักกว่ามากนัก แต่จะทิ้งไม่ได้เด็ดขาด ชีวิตคนทั้งคน เช่นเดียวกับปืนหนักและยาวที่สะพาย เพราะว่ามันก็ไม่ต่างจากอุปกรณ์รักษาชีวิตของเขาดีๆนี่เอง แม้จะเป็นเครื่องมือฆ่าผู้อื่นด้วยก็ตามที                    “สัตว์เอ้ย มันรู้ตำแหน่งเราได้ยังไงวะ!!” เสียงสบถถูกกล่าวขึ้นอีก แต่เบากว่าเดิมมาก สะท้อนถึงสติของผู้พูดที่คืนกลับมา ร่างของผู้พูดแนบติดกับอีกร่างที่เริ่มจะเย็นเฉียบ แม้จะมองไม่เห็นเพราะความมืด แต่เขาจินตนาการสีหน้าของศิลาได้ดี ทหารผู้อายุน้องกว่าเสียเลือดไปมากจากบาดแผล และมีความเจ็บปวดที่เพิ่มขึ้นมาแทนจากการฉีกขาดเพราะเคลื่อนไหว แต่คงได้พักแล้ว พวกเขาพากันมาจนถึงที่ซุ่มยิงใหม่ เปลี่ยนตำแหน่ง และโชคดีที่ได้ตำแหน่งที่ดีมาก ดีกว่าตำแหน่งเดิมด้วยซ้ำ พวกมันไม่อาจหาเจอ                   “แกร๊บ!!” เสียงหนึ่งดังแว่ว ผู้ฟังเกิดซึ่งปฏิกิริยาตอบโต้ทันที ดรากูนอฟประทับเล็งหันปากกระบอกไปทางต้น เสียง โดยมีพลซุ่มยิงคนเดิมคอยควบคุม แม้คนชี้เป้าขณะนี้จะมีสภาพเป็นตามครึ่งๆจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้ก็ตาม                    “เปรี้ยง!!” พายัพตัดสินใจยิง!!                    “ตุบ!!” ถูกเป้า!! จากเสียงวิญญาณที่ทิ้งกายให้ตกกระทบพื้น แต่ไม่น่ายินดีเท่าไหร่ เพราะอะไรนะหรือ เพราะแสดงว่ามันตามมาพบพวกเขาอีกแล้วนะสิ ทำไม!! เพราะอะไรกัน!!                     “ไปพี่” เสียงหนึ่งพูดแผ่วเบา ศิลาเริ่มได้สติ แม้ท่าทีจะดูฝืนๆ                     “จะบ้าหรือ ให้กูทิ้งมึงได้ไง!!”                     “ไป!! ผมไม่รดแล้ว ตายคนเดียวดีกว่าตายสองคน เอาระเบิดมาให้ผม!!” เสียงนั้นเริ่มดังจนกึ่งตะโกน แต่ด้วยสภาพการณ์ตอนนี้ คงไม่ทำให้เสียเปรียบไปมากกว่าเดิมแล้ว เพราะพวกมันดูจะรู้เสมอถึงตำแหน่งของพวกเขา และตามล่าจนทันตลอด!!                       “ไอ้เหี้ยเอ้ยย!!” พายัพสบถ พวกเขาไม่ได้มีลูกระเบิด ทหารหนุ่มรู้ดี แต่ที่ศิลากล่าวไปอย่างนั้น คงเป็นเพราะต้องการขู่พวกมัน ว่าอีกนัยหนึ่งเขารอพลีชีพอยู่ เพื่อให้คนรุ่นพี่ซึ่งมีโอกาสหนีรอดได้มากกว่าหลุดพ้นไปได้                       “ตายอย่างทหารกล้า!!” ศิลาฮึดเสียงข่มความเจ็บปวดพูดขึ้น โยนปืนยอาก้าให้ทหารกล้าอีกคนที่ร่างกายยังสมบูรณ์เต็มร้อยกว่าตน จากนั้นชักปืนพกที่ซองข้างเอวออกมาถือไว้                       “ตายอย่างทหารกล้า ไอ้น้องรัก!!” คนรุ่นพี่ตอบ รับปืนของทหารอีกคนหนึ่งไว้ ใช้มือบีบที่บ่าของเจ้าตัวเบาๆ ไม่มีเวลาจะบอกลาได้ดีกว่านี้แล้ว จากนั้นแบกปืนทั้งสองกระบอก รุดหน้าไป เปลี่ยนตำแหน่งครั้งที่สาม!!                        “ปั่งๆๆๆๆ เปรี้ยง!!” ไม่กี่อึดใจจริงๆ เขายังออกมาจากบริเวณที่ศิลาอย่างไม่มากนักเลย เสียงปืนสั้นดังขึ้น เป็นปืนของผู้เสียสละไม่ผิดแน่ หากแต่เสียงปืนกลที่ดังต่อมา และเสียงปืนสั้นที่เงียบหายไป มุกหลอกลวงเรื่องระเบิดมือใช้ไม่ได้ผลกับไอ้พวกห่านี่ แต่ไม่มีเวลาจะมาอ่อนไหวแล้ว ต้องมุ่งหน้าเอาตัวรอดต่อไป!!                         ‘เอาวะ!!’ ศิลาคิดในใจ ยกปืนขึ้นเล็งอีกครั้งเพียงคนเดียว วางปืนอาก้าไว้ข้างกายก่อน แม้จะเป็นปืนตระกูลเดียวกัน แต่วันที่ผ่านๆมาเขาได้จับแต่ดรากูนอฟ จนชินกับรูปทรงที่ด้ามจับปืนติดกับพานท้ายปืนเป็นอัดเดียวกันแล้ว มากกว่าจับพวกปืนไรเฟิลจู่โจมที่พานท้ายปืนไม่ติดกับด้ามจับ                        ‘เฮ่ยย เดี๋ยวก่อน!!’ เขาเอะใจอะไรบางอย่าง วางดรากูนอฟลง ลูปสัมผัสไปบนพานท้าย ไม้ที่เป้นวัสดุหนึ่งในการประกอบปืนประเภทอาก้า ราบเรียบติดผิว จนในที่สุด บริเวณข้างใต้พานท้ายปืน พายัพสัมผัสได้ถึงร่องรอยความขรุขระ และเป็นหลุดช่องผิดปกติ คล้ายกับว่าไม้ถูกเจาะออก เขากางมีดพับที่พกติดตัวอยู่ตลอดเวลา แทงมีดเข้าไปในช้องพานท้ายปืน เนื้อไม้ปุ๋มลงไป คว้านมีดออกมาด้านข้าง วัตถุหนึ่งตกลงสู่พื้น                         ‘ไอ้ระยำ อะไรวะเนี่ย!!’ มันเป็นวัตถุทรงกลม ขนาดเท่าเหรียญบาท มีไฟสีแดงกระพริบปริบๆอยู่ ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก้ตาม เขาพกพามันติดตัวไว้ไม่ได้ แสงสว่าง และเสียง จะทำให้ศัตรูรู้ตำแหน่งได้ ในการรบบริเวณที่มืดเช่นนี้ ศิลาบีบมันจนแตกคามือ มองซ้ายแลขวา หาบริเวณที่จะขว้างสิ้งของชิ้นนี้ทิ้งไปทิ้ง ทันใดนั้น ดรากูนอฟประทับป่าขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็วทว่า ในที่สุด ก็ลดต่ำลง มันคือศพ ศพของพลซุ่มยิง และคนชี้เปาที่เขายิงตายไป ที่แท้เขาหนีจนวนมาเจอไอ้พวกทหารรับจ้าง หรือไอ้พวกนักรบชนเผ่าพวกนี้นี่เอง                        ‘หืมม!!’ เขาอุทาน ต้องการทราบอะไรบางสิ่ง คลานต่ำอย่างระมัดระวังไปที่ร่างไร้วิญญาณทั้งสองร่างนั้น เมื่อขึ้นประชิดตัวได้ รู้สึกคุ้นเคยกับรูปลักษณ์ของศพทั้งสอง อีกทั้งอาวุธที่มันใช้ด้วย ตัดสินใจสองไฟฉาย ไหนๆก็ไหนๆแล้วจะได้รู้กันไป ทันทีที่เห็นใบหน้า ที่แม้จะพังเสียหายไปเพราะกระสุนไรเฟิล แต่มันเป็นแววตาที่คุ้นเคยมาโดยตลอด พายัพถึงกับใจหาย ชาไปทั้งกาย เมื่อมองเห็นทั้งสองร่างอย่างได้อย่างชัดเจน ไอ้เชต กับไอ้อันดร!!                         ตอนนี้รู้สึกสับสนไปหมด คนตายสองคนนี้คือเพื่อนของเขาเอง มันเป็นทหารอย่างถูกต้องของรัฐ ทำไมกัน หรือว่ามันทรยศ มารับงานให้พวกทหารรับจ้างผิดกฎหมาย ไม่ใช่ ไม่ใช่เด็ดขาด!! เขารู้จักพวกมันดี ถ้าจะมีทหารฝีมือดีที่ไว้ใจได้มากที่สุด หรือซื่อสัตย์จริงใจมากที่สุด รองจากพวกเขา ศิลา และพายัพ ก็ไม่พ้นไอ้สองคนนี้แน่ แล้วมันเพราะอะไร!! ไม่จำเป็นต้องหาคำตอบต่อไป อาวุธที่ไอ้สองคนนี้ใช้ ดรากูนอฟ กับอาก้า เหมือนกันเลย แบบเดียวกับพวกเขา พายัพคว้าเข้าที่พานท้ายของดรากูนอฟอีกอันหนึ่ง สัมผัสไปทั่ว จนถึงบริเวณที่เดิม ใช่!! ใช่จริงๆ!!                            “สวบๆ!!” เสียงแหวกพงดงไม้ดังแว่ว พายัพออกเคลื่อนไหวต่อ ทิ้งที่ซุ่มยิงชั้นดีซึ่งเพิ่งจะค้นพบเป็นที่ที่สามไว้อย่างไม่ลังเล และที่สำคัญ ทิ้งปืนทุกกระบอกไว้ที่บริเวณนั้น พาไปแต่กายเปล่า สู่ความมืด หลบหนี พาตนเองให้หายไปในกลุ่มเงา ณ เวลานี้คงจะดีกว่ายิงต่อสู้กลับ ดีกว่าในทีนี้คือมีโอกาสรอดตายมากกว่า เมื่อศัตรูสามารถรู้ตำแหน่งของพวกเขาได้อยู่แล้ว                             “หัวหน้าครับ” เสียงหนึ่งพูดอย่างนอบน้อม บริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยกองกำลังคนติดอาวุธ และยานยนต์ทรหด  ทั้งสองสิ่งไม่น่าจะอยู่ในป่าเขาในค่ำคืนเช่นนี้ได้                           “เป็นยังไงบ้าง”                            “ปืนมีครบสิบสองกระบอกครับ.. แต่ว่าศพ”                             “ศพทำไม!!”                             “มีแค่สิบเอ็ดครับ คู่อื่นไม่มีปัญหา ครบ แต่เฉพาะไอ้คู่ศิลาพายัพนั่น ขาดไปคนหนึ่ง แต่มันทิ้งปืนไว้ คงรู้ทันว่าโดนติดเครื่องบ่งชี้ตำแหน่งติดตามตัวไว้ที่ปืน เพราะเครื่องส่งสัญญาณถูกงัดออกมา ”                            “ใครรอดไปได้ ชี้เป้า หรือซุ่มยิง”                            “ซุ่มยิงครับ..” …………………                          บ้านหลังน้อยแสนอบอุ่น อย่างน้อยก็เคยเป็น จนกระทั่งหนึ่งในชิ้นส่วนประกอบขาดหายไป ทิ้งชิ้นส่วนอื่นไว้ให้ยึดติดกันโดยไม่มีเงื่อนประติดประต่อ ไฟทุกดวงถูกปิดลง บ้านเงียบสนิท ราวกับไม่มีใครอยู่ ถึงแม้จะเป็นเวลาที่สมควรแล้วกับการหลับฝันก็ตาม ทว่าเงียบและดุเหงาเศร้ามากกว่าหลังอื่นๆ                         “ครึก!!” เสียงหนึ่งดังผงาดจากความวังเวง แต่เป็นเพียงแค่เสียงที่โผล่งขึ้นทีเดียว หลังจากนั้นไม่ได้ยินสิ่งใดอีก มีก็แต่เพียงภาพ ภาพที่ไม่ชัดเจน สลัวมัวครึ้ม เช่นเดียวกับบรรยากาศของบ้าน ห้องครัวอยู่ด้านหลัง นั่นเป็นที่ซึ่งหน้าต่างบานใหญ่เพิ่งชำรุดเมื่อครู่ บุคคลที่ปรากฏกายเคลื่อนไหวไปราวกับคุ้นเคยกับสถานที่ แม้ไม่มีดวงไฟคอยนำทางก็ตาม สู่ห้องบริเวณส่วนกลางของบ้าน                        “กริ๊ก!! หยุด อย่าขยับ” คำสั่งเด็ดขาด ถูกพูดสื่อสารผ่านเสียงเล็กหวาน ร่างของเธอก็มือดำสลัวเหมือนกัน เพราะถูกราตรีที่ไร้แสงใดกลืนเข้าไป                       “จะยิงผม ด้วยปืนของผมจริงๆเหรอ” เขาพูดค่อยๆหันมาช้าๆอย่างระวัง จนในที่สุดก็ประจันหน้ากับผู้ที่ถืออาวุธ อย่างไรก็ตาม ท่าทีข่มขู่เดิมเหือดหายไปเสียสนิท มีเพียงน้ำตาและเสียงสะอึกสะอื้นที่สาดเทเข้ามาจนเอ่อล้น                      “มานี่มา คนสวยของผม” ร่างหนึ่งขยับเข้าหา อย่างๆไม่เกรงกลัวอาวุธที่เธอถืออยู่ อันที่จริง ตอนนี้ปากกระบอกปืนไรเฟิล Winchester 88 .308 ไม่ได้ชี้ไปทางเป้าหมายแล้ว แต่ต่ำลงดิน และหลุดล่วงลงไปในที่สุด เหมือนกับหมดล้าซึ่งเรี่ยวแรง เช่นเดียวกับร่างผอมบางที่จับถือมันอยู่ จะหมดซึ่งกำลังล้มลงไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถ้าหากไม่มีอีกร่างกอดประคองไว้อย่างแน่นหนาขณะนี้                       “ไปอยู่ที่ไหนมา ทิ้งครอบครัวไปแบบนี้ ทำไมพวกเขาบอกว่าคุณตายแล้วในภารกิจ ไปอยู่ไหนมา..”  เธอสับสน สับสนเป็นอย่างมาก ดูได้จากประโยคที่กล่าววนไปวนมา ด้วยเสียงสะอึกสะอื้น ไม่ตรง ไม่มั่นคง เว้นก็แต่กอดนั้น ที่แน่นหนาเหลือเกิน กอดไว้.. ราวกับจะไม่ให้ไปที่แห่งไหนอีกแล้วตลอดไป..                     “บอกไม่ได้ มาสกับลูกจะเป็นอันตราย ความจริงเราไม่น่าจะเจอกัน ผมแค่จะแวะมาเอาของ และจากไป” เขาพูด พยายามละร่างบอบบางที่รัดติดแน่นกับกายออก แต่ไม่เป็นผล ทั้งๆที่เป็นเพศชายที่แข็งแรง แต่กลับสู้แรงของร่างของสตรีผู้นี้ไม่ได้เลย                      “ยัพจะไปไหน อยู่กับมาสกับลูกเถอะ อย่าไปที่ไหนเลย ลูกกำลังหลับอยู่ข้างบนห้อง ขึ้นไปกอดลูกกันเถอะ..” ชายหนุ่มไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่กอดเธอไว้เช่นนั้น นานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้แค่ไม่อยากให้ผ่านเลยไป                       “อยู่ไม่ได้ ถ้าผมยังอยู่ มาสกับลูกอาจจะต้อง.. มาสอยากให้เป็นอย่างนั้นเหรอ ผมรู้.. ว่าผมเลือกคนไม่ผิด เลือกจะใช้ชีวิตกับผู้หญิงคนนี้ ที่พร้อมจะปกป้องหนึ่งชีวิตที่ประกอบไปด้วยความรักของเรา” สิ้นประโยค ร่างที่กอดรัดแน่นก็คลาย ผู้พูดใช้สองมือปาดน้ำตาที่นองเต็มใบหน้าของผู้ฟัง ซึ่งไม่กล่าวอะไรตอบ มีเพียงแค่เสียงสะอึกสะอื้นนั้น                      “ดูแลลูกของเราให้ดี รู้มั้ย เขาเป็นเด็กที่เก่ง แต่ต้องให้เป็นคนดีด้วย แล้วก็ขอโทษนะ ผมคงไปดูไอ้ตัวยุ่งแสดงดนตรีไม่ได้แล้ว”                    “ค่ะ..” เธอพูดทั้งๆที่ยังประคองจิตใจที่สั่นไหวไว้ไม่อยู่                    “หลังจบเรื่องราว ให้มาสกับลูกย้ายไปอยู่ที่ที่อยู่นี้สักพักก่อน จำไว้ให้ดี แล้วรีบทำลายมันทิ้ง” ชายหนุ่มยื่นกระดาษแผ่นเล็กให้เธอ เธอรับมันไว้ แต่ไม่ได้สนใจใดๆกับของที่อยู่ในมือ ชายหนุ่มใช้มือที่เพิ่งว่างหยิบปืนไรเฟิลที่ตกอยู่บนพื้นขึ้น                   “อย่าให้ลูกเป็นเหมือนหิ่งห้อย อย่าให้เป็นเหมือนพ่อมันที่ไร้แสง ที่มีเพียงนิดก็ได้แค่สะท้อนให้คนอื่นเห็นได้ แล้วก็มอดดับไปในที่สุด” ชายหนุ่มพูด ประทับรอยจูบลงที่หน้าผากกว้าง แม้จะไม่ได้มองเห็นกัน แต่กลิ่นรักนี้ยังคุ้นเคยไม่เปลี่ยนแปลง                  “ลาก่อน ผมรักคุณนะ” เธอพยายามคิดว่านั่นจะไม่ใช่ประโยคสุดท้าย เพราะเธอเคยคิดมาแล้วครึ่งหนึ่ง ที่ได้รับแจ้งข่าวว่าชายผู้เป็นที่รักเสียชีวิตในการปฏิบัติภารกิจสำคัญ ไม่สามารถนำศพกลับมาได้ ด้วยข้อจำกัดทางพื้นที่ปฏิบัติการ ไม่รู้ว่าเป็นนรกหรือสวรรค์ เธอนั่งอยู่เช่นนั้น ตรงโซฟาที่เคยอยู่ด้วยกันสามคนถึงเช้า จนอีกหนึ่งชีวิตพาร่างกายมาสู่อ้อมกอด เธอกอดร่างเล็กนั้นไว้แน่น หวังว่าสักวันจะเติบใหญ่ และเข้มแข็งได้ เช่นอีกชายที่เธอรักที่สุดในหัวใจ.. ……………………..                     “เด็กชายทินกร ห้องป.4/2 กับบทเพลง ใต้แสงจันทร์ ประพันธ์โดย พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ค่ะ” เสียงตบมือในหอประชุมดังสนั่น หลังจากจบบทพูดของพิธีกร เด็กชายในชุดสูทใสเอี้ยมสีดำปรากฏกายด้านหลังเปียนโนสีดำที่รูปทรงดูใหญ่กว่าตัวผู้เล่นมาก เด็กชายค่อนข้างจะตื่นเต้น แม้จะมีแค่คุณแม่ที่มาดูก็ตาม เพราะหอประชุมที่บรรจุคนดูเยอะตั้งเท่านี้ ทำเขาประหม่า                   “อยู่นิ่งๆนะครับ อย่าขยับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากเก้าอี้ด้านหลัง เธอไม่แปลกใจนักที่ได้ยิน และทำตามที่มันกล่าว กล่องใบหนึ่งถูกวางลงบนตักเธอ บนหนังสือพิมพ์ซึ่งว่างอยู่บนตักอยู่แล้ว มีเนื้อหาพาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง เกี่ยวกับข่าวนักการเมือง และผู้มีอิทธิพล รวมถึงทหารหลายคนซึ่งถูกสังหารด้วยกระสุนปืน ขนาด.308 ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน โดยแขนยาวที่เอื้อมมาจากบริเวณตามเสียงนั้น เมื่อวางมันลงก็ถูกดึงกลับไป จากนั้นทิ้งประโยคสุดท้ายไว้ ก่อนจะจากลา                   “เรารู้ว่าคุณกับลูกไม่ทราบอะไร และท่านยังมีเมตตา แต่ถ้าขืนทำอะไรไม่เข้าท่าล่ะก็.. ตาย.. ”                   ดนตรีเริ่มบรรเลง เด็กน้อยขับร้องและเล่นได้อย่างประทับใจ จนผู้คนปรบมือให้กันเกรียว ผู้เป็นแม่เปิดกล่องไม้นั่นดู หลังจากที่เด็กน้อยจบซึ่งบทเพลงบรรเลง และหายลับไปหลังเวที ในกล่องมีแหวนอยู่หนึ่งวง เป็นแหวนหมั่นของทั้งคู่ ซึ่งต่างก็ใส่ไว้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ห่างกันสักเพียงไหน เธอปิดกล่องลง หวนคำนึงถึงบทเพลงที่เพิ่งจบไป มันมาจากหนึ่งชายที่เธอรัก จากนั้นจินตนาถึงถ้อยคำต่างๆที่เขาเคยพูดฝากฝังให้ได้ยินไว้ ราวกับรู้เหตุการณ์ว่าตนจะต้องจากไป อีกหนึ่งชายที่เธอรัก ห้วงคำนึงนั้นเริ่มหวั่นไหว และเพ้อไป..                 ‘ในคืนนี้มีจันทร์ สวยเย็นเด่นฟ้า โอ้จันทร์จ๋า จันทรา พารักลอยไป หนใดแห่งไหน นะจันทร์ จันทร์บอกที..’                                                   ‘ไอ้แมลงพวกนี้นี่มันอะไรกันนะ!! แข่งกันหรืออย่างไร ตัวไหนบินได้ใกล้กว่าแล้วไม่ถูกเผาตายจะเป็นผู้ชนะหรือ นั่นๆ ตัวอื่นไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่นี่มันอะไร แสงที่มีมันไม่พอหรือไง ถึงบินเข้าไปให้ไฟมอดปีกไหม้แลกกับวิญญาณแบบนี้..’
อ่าน 179 / ตอบ 0 คน [ 24 ส.ค. 2557, 17:27 ]  เขียนโดย วง วง
 เข็มขัด หนึ่งในเครื่องแต่งกายที่มีความจำเป็น แต่นอกจากมันจะช่วยรัดกางเกงหรือกระโปรงให้เข้าที่อยู่เสมอแล้ว มันยังเป็นหนึ่งในเครื่องประดับบนร่างกายที่ได้รับความนิยมอีกด้วย และด้วยความนิยมแบบนั้นนั่นเองที่ทำให้ใครหลายๆ คน พอเห็นเข็มขัดสวยๆ แปลกๆ ก็จะรีบหยิบขึ้นมาดูและซื้อหามันเอามาเป็นเจ้าของ ที่นี้พอเจอสวยๆ บ่อยเข้าก็เริ่มมีหลายเส้น มากขึ้นๆ บางทีก็อาจจะลืมไปว่า เรามีเอวแค่อันเดียว ใช้เข็มขัดได้ครั้งละเส้น แต่มีเข็มขัดในครอบครองเป็นสิบๆ สาย ! ก็เริ่มมีปัญหาในเรื่องการเก็บรักษาเข็มขัดตามมา ในเรื่องการเก็บรักษาสิ่งของภายในบ้าน เราสามารถเลือกใช้ เครื่องซีลสูญญากาศขนาดเล็ก ในการช่วยเราเก็บรักษาสิ่งของเอาไว้ให้คงสภาพได้เป็นอย่างดี จริงๆ การเก็บเข็มขัดก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก เพียงแต่ว่าหากเราวางทิ้งไว้มันมักมีฝุ่นมาจับเกาะ ยิ่งคนที่มีหลายเส้น บางทีบางเส้นซื้อมาตั้งแพง แต่ลืมไม่ค่อยได้ใช้ วางเอาไว้นานจนฝุ่นเกาะ ทีนี้เวลานึกขึ้นได้อยากจะเอามาใช้ มันก็ไม่น่าใช้เสียแล้ว ใครจะอยากใช้เข็มขัดที่เปื้อนฝุ่น จะลงมือทำความสะอาดก็เสียเวลาสู้หยิบเส้นอื่นไปใช้ก่อนดีกว่า... และมันก็เป็นแบบนี้เรื่อยๆ ไป เข็มขัดที่ไม่ถูกนำมาใช้ก็เลยกลายเป็นของเก่าเก็บไร้ค่า ถ้าเป็นเข็มขัดหนังเผลอๆ ก็เกิดราขึ้นที่เข็ดขัด การเกิดเชื้อราที่เข็มขัดหนังนี้ ต่อให้เราเก็บในตู้หรือในถุงก็ยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ เพราะในอากาศมีความชื้น และในอากาศก็มีเชื้อรา ซึ่งนอกจากจะทำลายสภาพของหนังแล้วซ้ำร้ายยังกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อแบคทีเรียทำลายสุขภาพตัวเองและคนในครอบครัวไปอีก ฉากสุดท้าย... เข็มขัดเส้นนั้นก็โดนโยนทิ้งไป... และอาจจะมีอีกหลายๆ เส้นที่กำลังรอการทิ้งตามไปอีก ! เป็นเรื่องสิ้นเปลืองและน่าเสียดายมากๆ ที่ใช้ได้ไม่คุ้มค่า การเก็บรักษาเข็มขัดหนัง ด้วย เครื่องซีลสูญญากาศ จะช่วยให้เราสามารถรักษาความสะอาดและคุณภาพของเข็มขัดหนังเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เพราะแทนที่จะเก็บแบบวางหรือแขวนไว้ธรรมดา ที่มีโอกาสเจอทั้งฝุ่นผงและความชื้นที่มีอยู่ทั่วไปในอากาศ เราเปลี่ยนเป็นเก็บมันในระบบปิด ไร้อากาศ ซึ่งภายในไม่มีอากาศเลย เชื้อราและฝุ่นไม่มีทางเข้าไปทำอะไรเข็มขัดของเราได้ วิธีการเก็บเข็มขัดหนัง ก่อนเก็บให้ทาครีมสำหรับรักษาหนังบางก่อนเพื่อรักษาความชุ่มชื้น อาจจะเป็นครีมที่ทำจากไขปลาวาฬที่มีขายทั่วไปก็ได้ ทางบางๆ ก็พอ เสร็จแล้วม้วนเข็มขัดใส่เข้าไปในถุงพลาสติกแล้วนำเข้าเครื่อง ก็จะทำหน้าที่ดูดอากาศออกจากถุงจนหมดแล้วซีลปิดกันอากาศไหลย้อนกลับเข้าไป เท่านี้เราก็มั่นใจได้แล้ว่าเข็มขัดหนังของเราจะยังใหม่อยู่เสมอ เมื่อเราต้องการหยิบมันมาใช้งาน ด้วยความช่วยเหลือของ เครื่องปิดผนึกสูญญากาศ เครื่องแพ็คสูญญากาศ
อ่าน 83 / ตอบ 3 คน [ 22 ส.ค. 2557, 22:42 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
          คุณเคยเห็นคนโดนหลอกจากโลกโซเชี่ยวมาก-น้อย แค่ไหน                             การหลอกมีหลายรูปแบบ ทั้งเงิน ทั้งสิ่งของ และการล่อลวงอาณาจาร                                                  แล้วถ้าเป็น ความรู้สึก ล่ะ? ... เคยโดนกันบ้างมั้ยนะ?   เด็กผู้หญิงร่างสูงโปร่ง ดูแล้วออกจะเป็น สาวมั่นและห้าว รวมๆกัน เธอแต่งตัวด้วยชุดนักเรียน ม.ต้น กำลังเดินกลับบ้าน ในมือถือโทรศัพท์มือถือที่กำลังแชทกับเพื่อนของเธออย่างเมามันส์ ...                 “แจส...แจส!”                   “หือ?”เด็กหญิงหันตามเสียงเรียก พบสาวเพื่อนรักเพื่อนสนิทกำลังแหกปากเรียกเธออย่างบ้าคลั่งและลากชายหนุ่มคนนึงเดินตามมาที่ดูแล้วท่าทางจะเป็นรุ่นพี่...   “มาเร็วๆ พี่ แจสๆ นี่พี่ไทด์ เอ่อ ... แฟนเราเอง -///-”   “อาฮะ สวัสดีค่ะ”เด็กสาวยกมือไหว้อย่างไว   “ไม่ต้องยอกมือไหว้พี่ดิ พี่ยังไม่อยากแก่เร็วนะน้อง”ชายหนุ่มแหย่เด็กสาวเล่น   “พี่ไทด์ค่ะ นี่แจส แจสปาร์ เพื่อนมินเอง”   “อ๋ออ คนนี้นี่เองที่มินชอบเล่าให้พี่ฟัง”   “แหะๆ แกเผากันหรอว่ะ”แจสปาร์หันไปถามอย่างเอาเรื่อง มินได้แต่ยิ้มแห้งๆส่งมาให้ แจสปาร์ยิ้มอ่อนๆกลับไป   “เออ แกไปไหนต่อ”   “กลับบ้านว่ะ รีบ เลยเวลาแล้ว...”   “หือ” มินยกนาฬิกาขึ้นมาดู “เออว่ะ รีบไปเถอะ เดี๋ยวเค้ารอนะเว้ย”   “เออ ไปก่อนนะ มิน พี่ไทด์”   “จ้าๆ กลับบ้านดีๆนะ” มินบอกพร้อมโบกมือลา   “มิน ... แจสเค้ารีบไปไหนหรอ?”   “ไปคุยเฟซบุ๊คกับแฟนค่ะ คิคิๆ”                   แจสปาร์รีบตรงกลับบ้านและเดินที่ห้องของตัวเองอย่างไวพร้อมกับเปิดเครื่องคอมและระหว่างรอคอมเปิดมา เธอได้เดินไปจัดการกระเป๋าและตระกูลรองเท้าถุงเท้าและของกินไว้เรียบร้อย เธอรีบเข้าเฟซบุ๊คโดยทันที พร้อมกดรหัสอย่างไวเข้าเฟซบุ๊คเธอจ้องมองเพื่อนที่ออนไลน์และข่าวเล็กน้อย ก่อนจะมีเสียงแชทของเฟซบุ๊คดังข้นมา   V R’ : วันนี้แอบเที่ยวไหนเนี่ยยย ทำไมออนช้า P’ Jas Pal : แค่ 10 นาทีเนี่ยนะ V R’ : ไม่ได้หรอก พี่เป็นคนตรงต่อเวลา หุหุ >< P’Jas Pal : ไม่ถงไม่ถามเรื่องสุขภาพแจสสักคำนะ พี่วี = =” V R’ : แล้วทำการบ้านยัง? P’ Jas Pal : ขอทำทีหลังเถอะนะครวด นะครัช V R’ : เช้ามานั่ง ปั่นพี่จะขำให้หัวเราะร่วงเลยคอยดู P’Jas Pal : ระดับไหนแล้ว ดูก่อนเถอะ พี่วี                   แจสปาร์คุยกับชายหนุ่มจังหวัดอื่นคือชลบุรี ซึ่งเธออยู่กรุงเทพฯ เขาอายุห่างจากเธอสามปีเท่านั้น เธอคุยกับเขาไปเรื่อยๆ เรื่องคุยมีเพียบ ทั้งวีรกรรมต่างๆ ทั้งการบ่นเรื่องเรียนต่อของวี เพราะการเรียนต่อของวีทำให้เขาหายไปในบางช่วงเพื่ออ่านหนังสือสอบเข้ามหาลัย ในขณะเดียวกัน แจสปาร์ที่อยากจะเข้าสายอาชีพเป็นช่างยนต์เพื่อต่อกิจการของที่บ้านต่อ จึงทำให้ทั้งสองเงียบหายไป หนึ่งปีถัดมา V R’ : โย่วๆๆๆ สาวช่างยนต์ P’ Jas Pal : ว่าจ๋ะใด๋ หนุ่มวิศวะยานยนต์ V R’ : เป็นไงมั้ง เรียนยากมั้ย P’Jas Pal : สบายๆ ชิลๆ ในห้องมีผู้หญิง 2 คน อีกคนดันเป็นทอม = =” V R’ : ของพี่ผู้ชายล้วนว่ะ = = ไม่มีอาหารตาเลยยยย P’ Jas Pal : เหมือนกันนะพี่ชาย TT^TT นึกว่าจะมีหล่อๆ มีแต่เถื่อนๆ ชิชะกะหล่ำปลีมากกก V R’ : เออ แจสปาร์ พี่ขอเบอร์หน่อยดิ P’Jas Pal : จะเอาไปสมัครสมาชิกอะไรป่ะเนี่ย = = V R’ : เออ ว่าจะเอาไปใช้สมัคร SMS  ที่มันเสียตังค์เล่นอะนะ #ถุย! P’ Jas Pal : ตัวละ 10 บาทนะเออ V R’ : ติดไว้ก่อนได้มั้ย P’Jas Pal : ได้ๆ เห็นว่าเป็นพี่นะเนี่ยยย 08-XXX-XXXX V R’ : บางทีพี่ก็ไม่ได้อยากเป็นพี่ชาย P’ Jas Pal : อยากเป็นพ่อ?? V R’ : อยากเป็นแฟน P’Jas Pal : เสี่ยวว่ะเฮียวี = =” V R’ : พูดเรื่องจริง คบกันป่ะ                   ประโยคสุดท้ายทำเอาหญิงห้าวถึงกับหน้าแดงเป็นลูกตำลึง แจสปาร์ถึงกับเงียบ และไม่ตอบพร้อมกับออกจากระบบเฟซฯไปเลย แต่เธอคงลืมไป ... ว่าเธอให้เบอร์เขาไป                 ~ She got ticket to own show                 But nobody a want to go … ~   เสียงโทรศัพท์ของเธอดังขึ้นพร้อมกับเบอร์แปลกดังขึ้น เธอหยิบโทรศัพท์ที่กำลังสั่น พยายามคิดว่าคงไม่ใช่เขาคนนั้น และตัดสินใจกดรับ “ฮัลโหล”   (ค่า สวัสดีค่ะ โทรมาจากบริษัท ดีเฟด จำกัดนะค่ะ หมายเลขของคุณได้รับสิทธิพิเศษ ....)   ติ๊ด!                 เธอตัดสินใจวางสายอย่างเร็ว เธอวางโทรศัพท์เอาไว้ที่เดิมพร้อมกับคว้าผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำทันที เมื่อเธอสงบสติอารมณ์ได้แล้ว ถึงได้เดินออกมาพร้อมกับผมที่เปียกหลังจากการสระผมอย่างดี เธอใช้ผ้าขนหูซับน้ำจากผมอยู่ ขณะที่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง เธอก็ต้องสะดุ้งกับเสียงโทรศัพท์ของเธออีกรอบ ~ She got ticket to own show                 But nobody a want to go …~ “ฮัลโหล”   (อย่าอ่านข้อความพี่แล้วเงียบสิ แจส)   “ใครอ่ะ”   (มีหน้ามาถาม ทำร้ายจิตใจอันบริสุทธิของพี่แล้วย่ำยี่แบบนี้งั้นหรอ ฮืออ)   “ไม่บอกวางค่ะ!”   (เดี๋ยวๆ พี่วีไง)   “แล้ว? ...” เมื่อนึกถึงพี่วีในเฟซบุ๊คนั่น ทำให้เธอหน้าร้อนทันที   (คบกันนะ)   “หลอนอะไรว่ะ”   (หลอนเพราะรัก อร๊ายยย ><)   “พี่ชอบแจสรึไง มาบอกขอคบเนี่ย ได้ข่าวว่าสาวๆมหาลัยติดพี่ตรึมไม่ใช่หรอ”   (เออ พี่ชอบเรา ชอบตั้งแต่เริ่มคุยล่ะ ว่าไง) ประโยคของวีทำเอาแจสปาร์หน้าเหวอพร้อมกับเขินจนหน้าร้อนผ่าว   “จีบดิพี่ มาขอคบเฉยๆได้ไง”   (ถ้าติดล่ะ คบกันพี่นะ)   “ก็ได้นี่ ไม่เสียหาย” เธอตกลงกับเขาโดยไว้ใจเขาในระดับนึงแล้ว   แจสปาร์คุยโทรศัพท์กับวีตลอด ทุกวันๆ และเริ่มรู้เรื่องของวีขึ้นเรื่อยๆๆ จนกระทั่งเธอตกลงคบกันเขา เขาทั้งเทคแคร์ ทั้งคอยเป็นห่วง พวกเขาทั้งสองขึ้นสถานะในเฟซบุ๊คและคอยกัดกันเล่นๆที่หน้าวอล์ของเธอ แต่การคุยโทรศัพท์กันทุกๆวันมันหวานหยดจนมดอยากไต่ขึ้นมา   5 เดือนถัดมา   (แจส พี่ว่าช่วงนี้พี่จะไม่ค่อยโทรหาเราแล้วนะ)   “ทำงานหรอ?”   (อื้ม แต่พี่จะพยายามหาเวลามาโทรหานะ ไม่ก็อาจจะทักเฟสบุ๊คด้วย)   “อื้ม สู้ๆนะพี่วี”   (จ้าๆ ฝันดีครับ)   ติ๊ด~                 เธอวางสายพร้อมกับเตรียมอ่านหนังสือ เมื่อรู้ว่าอีกไม่นานเธอต้องสอบปลายภาคแล้ว เธออ่านหนังสืออย่างหนัก   ส่วนวีเงียบหายไปมีติดต่อมาบ้าง อาทิตย์ล่ะครั้งถึงสองครั้ง สถานะในเฟซยังขึ้นอยู่ ทำให้เธอโล่งใจได้นิดหน่อย แต่ก็คิดหนักเหมือนกัน ช่วงปิดเทอมใหญ่ปี 2 เธอต้องเข้าโครงการเตรียมฝึกงาน เธอต้องฝึกงานในช่วงปีสามของโรงเรียน เพราะการอบรมทำให้เธอหายคิดและเครียดไปได้บ้าง เธอตัดสินใจโทรหาวี แต่ไม่รับ เธอโทรไป สองสามสาย พบว่าวีไม่รับ จนกระทั่งสายที่สี่ “ฮัลโหล พี่...”   (สวัสดีค่ะ)เสียงหญิงสาวพูดขึ้นทำให้แจสปาร์หน้าชาขึ้นทันที   “เอ่อ...พี่วีอยู่ไหนค่ะ”   (อ๋อ วีอาบน้ำอยู่ค่ะ)   “อ๋อ พี่เป็นใครค่ะ”เธอถามออกไป พยายามเรียกสติเต็มที่   (เป็นแฟนวีค่ะ)   “เอ่อ ช่วยตะโกนบอกเขาทีค่ะว่า แจสปาร์โทรมา”เธอพูดออกไปอย่างไว   (น้องมีเรื่องด่วนหรอค่ะ)   “นิดหน่อยค่ะ”   (ค่ะๆ แปปนึงน้า //วี! วี!! น้องแจสปาร์โทรมา //บอกไปว่า วีไม่มีอะไรจะคุย) เสียงทุ้มดังเข้ามาในโทรศัพท์ แจสปาร์กำมือแน่น   “พี่ค่ะ พี่”   (ขอโทษนะค่ะ พอดีวีพึ่งสร่างน่ะค่ะ)   “อ๋อ ไม่เป็นไรค่ะ ยังไงรบกวนพี่ช่วยบอกเขาด้วยนะค่ะว่าให้โทรกลับด้วย”   (ค่ะ)   แจสปาร์วางสาย น้ำตาที่กลั้นตั้งแต่เริ่มที่ผู้หญิงรับ เธอก็น้ำตาคลอแล้วทีเดียว เวลาไม่กี่เดือนทำให้เธอรักเขาได้จริงๆ เธอโทรหาเพื่อนภายในห้องของเธอทันที (ว่าไง สาวน้อย)   “ไอ้พีท ว่างป่ะว่ะ” พีทเป็นคนเดียวที่เรียกแจสปาร์ว่าสาวน้อย แรกๆก็อยากกระโดดถีบอยู่ แต่หลังๆชักชิน   (ไม่ว่างแดกเหล้าอยู่)   “ใครอยู่มั้งว่ะ”   (ง่ายๆ ขาดมึงกับไอ้บีท)   “เดี๋ยวกูไป บ้านมึงใช่มั้ย”   (เออ ให้ไว เอาอีบีทมาด้วย กูจะมอมเหล้ามัน อุว่ะ ฮะๆ ขับรถดีๆนะมึง น้ำเสียงไม่ดีเลย)   “เออน่า เรื่องของกู มึงเตรียมชงเหล้าหนักๆให้กูได้เลย”   (เออๆ ถ้าเมามากก็นอนบ้านกูก่อนก็ได้ นอนห้องแม่กูอ่ะ บอกพ่อบอกแม่มึงด้วย)   “เออ” การกินเหล้ากับผู้ชายไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่ แต่ตอนนี้เหล้าเป็นยาย้อมใจที่เป็นแผลของเธอได้อย่างดีเยี่ยม เธอขับมอไซด์ไปรับเพื่อนทอมที่ชื่อบีทมาและขับไปยังบ้านพีท   “วู้ววว นับรวมทั้งห้องเว้ยย”   “เออ ก่อนฝึกงานเว้ยยย” แจสปาร์พูดตาม   “มาๆ ไอ้แจส มานั่งกับกูนี่” พีทพูดขึ้น   “เรื่องดิไอ้พีท แจสต้องนั่งกับกู” บีทพูดขึ้น   “เออๆ ไอ้คู่ทอมดี้”   “ดี้พ่อง! ไอ้แจสมีแฟนแล้วป่ะว่ะ” บีทพูดขึ้น ซึ่งมันสะกิดต่อมเธอขึ้นมา น้ำใสๆค่อยๆหยดลงพื้นทำให้เสียงรอบข้างเงียบกริบ   “ไอ้เห้- บีท มึงทำสาวน้อยกูร้องไห้!”   “เฮ้ย กูเปล่านะ แจสเป็นอะไร แจส!”   “พวกมึงจี้ต่อมกู TT^TT”   “มีเรื่องอะไร เล่าดิ๊”เสียงของเพื่อนร่วมห้องดังขึ้น แจสปาร์ตัดสินใจเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นให้เพื่อนทั้งห้องร่วมกันฟัง ถึงจะบอกว่าเพื่อนทั้งห้องก็เถอะ ทั้งห้องเธอมีอยู่แค่ 25 คนเท่านั้นเอง   “ช่างแม่ง ผู้ชายห่วยๆ มาๆ แดกเหล้าเพื่อนกู”บอลเพื่อนในห้องพูดขึ้น   “สนใจผู้ชายเถื่อนๆอย่างกูมั้ย สาวน้อย” พีทพูดขึ้น   “อย่าไปเศร้า ผู้ชายมีเยอะแยะ เบื่อผู้ชายมาหาทอมเลยมึงๆ”   “กูแค่อยากรู้ว่าทำไมถึงไม่อยากคุยกับกูเท่านั้นเอง”   “ถ้าแม่งอยู่แถวบ้านเรานะ กูวิ่งไปกระทืบแม่งแล้ว จริงๆ” เบสเพื่อนในห้องพูดต่อ   “กูด้วย” เพื่อนเกือบทั้งห้องพูดพร้อมกัน เพราะมีอยู่แค่ 25 คน การรักกัน พยายามลากกันเรียน ลากกันทำงาน จึงเป็นอะไรที่เพื่อนห้องที่คนเยอะๆไม่ค่อยมีกัน ทั้งห้องยกเหล้าขึ้นดื่มกัน แจสปาร์เลิกร้องไห้เพราะการเขียนพุงของเพื่อนร่วมห้อง และสุดท้ายก็ต้องนอนบ้านพีทกันหมด แจสปาร์และบีทนอนกับแม่ของพีท แต่ตื่นเช้ามา บีทที่นอนข้างๆหายไป เมื่อลงไปด้านล่างครัวก็ไม่พบกับบีท ทำให้แจสปาร์คิดว่าคงกลับไปแล้ว แต่แม่ของพีทบอกยังไม่มีใครตื่นลงมาเลยสักคน ... เรื่องยังคงเป็นปริศนา... :]   ปีต่อมา ...   แจสปาร์เลิกเฮิร์ดแล้ว เพราะได้เพื่อนทั้งห้องคอยช่วยเหลือ แรกๆก็กินเหล้าแทนน้ำ หลังจากการกินเหล้าบ้านพีททำให้บีทและพีทมองหน้ากันไม่ติดพีทเดินมาหาแจสปาร์เพื่อคุยเรื่องงาน บีทเดินหนีและหายไปจนเข้าเรียน เมื่อถามว่าไปไหนมาก็บอกว่าไปเล็งสาวๆ พีทท่าได้ยินถึงกับทำหน้าเครียด .... เรื่องยังคงเป็นปริศนา :x   ปีสามนี่เป็นปีของการฝึกงาน แจสปาร์เริ่มฝึกงานกับที่บ้านตัวเองที่เป็นอู่ซ่อมรถ ทำให้การทำงานของแจสปาร์เรียบง่าย สบายๆ หลายๆคนเรียกเธอเจ๊ เพราะเป็นลูกสาวเจ้านายและลงมาทำงานด้วยตัวเอง   “เอ่อ! ... เจ๊ครับ!!!!”เสียงตะโกน.ดังขึ้นที่หน้าบ้านของแจสปาร์ แจสปาร์ที่กำลังมุดอยู่ใต้ท้องด้านบนรถยนต์ถึงกับขมวดคิ้ว   “ใครมาเรียกว่ะ!” เมื่อมองไปทางด้านล่าง ก็พบกับรองเท้ากับกางเกงยีนส์ แจสปาร์ต้องวางเครื่องมืออย่างเซ็งๆ เมื่อกำลังไฟติด ใครมาขัดเธอก็ของขึ้นหมด! เธอลุกขึ้นและเดินไปที่หน้าบ้าน ก่อนจะพบผู้ชายร่างสูง นัยน์ตาขี้เล่นและท่าทางขี้เล่น เขาสูงกว่าเธอไม่กี่เซนต์ หน้าตาถือว่าผ่าน!   “มีอะไรค่ะ!!!”เธอตะคอกกลับไปอย่างเซ็ง เธอปัดฝุ่นตามเสื้อช็อปออกเล็กน้อย เธอต้องใส่ชุดสีดำทั้งหมด ซึ่งมันตัดกับสีผิวเธออย่างมาก ผมยาวตรงถูกมันรวบไปหมด   “เอ่อ ... นี่ เจ๊ของอู่นี่หรอครับ”   “มีอะไรค่ะ!!!”   “ไอ้แจส! พูดกับลูกค้าดีๆ!!!”เสียงตะคอกของพ่อดังขึ้น ทำให้เธอรีบปรับสีหน้าและยิ้มขึ้น ถ้าให้เลือก ยอมยิ้มให้ดีกว่าโดนพ่อตบ   “มีอะไรค่ะ ^_^”   “เอ่อ... ผมมาฝึกงานครับ”   “ฮะ!! …  พ่อ พ่อ ... พ่อมึงเว้ยยย มีเด็กฝึกงานมาใหม่!!” พูดจบแจสปาร์ก็เดินหนีเข้าไปใต้ท้องรถต่อ และทำการซ่อมรถไปเรื่อยๆ พ่อของเธอก็คุยกับเด็กฝึกงานคนใหม่   “แจส มาแนะนำของที่วางอะไหล่ให้พี่เขาหน่อย”   “จ้าๆ” เพราะเป็นคำสั่งพ่อ เธอจึงทำอะไรไม่ได้ เธอเดินไปหาเด็กฝึกงานคนนั้นพร้อมกับมองอย่างมึน งง   “เอ่อ ... พี่ชื่อ วี นะ” แจสปาร์ชะงัก แต่ก็พยายามไม่คิด อะไรเพราะคนชื่อวีมีเยอะไป   “แจสปาร์”   “ชื่อเดียวกับแฟนพี่เลย”   “หรอ แล้วแฟนพี่ไปไหนซะแล้วล่ะ ... อันนั้นที่ใส่แฟ็บนะ ไว้ล้างมือ”เธอพูดขึ้นขณะที่เดินรอบบ้านเพื่อบอกว่ามีอะไรอยู่ตรงไหนบ้าง   “อยู่ๆเขาก็หายไป แถมเปลี่ยนเบอร์”แจสปาร์นิ่ง เพราะเริ่มรู้สึกตัวว่ามันคือเธอ    “หรอ พี่ทำอะไรให้เขาหายไปล่ะ”เธอยังถามต่อ   “พี่ไม่รู้..”   “หรอ งั้นก็คงสมควร”   “เจ๊แจส กินข้าวไร!”เด็กแถวบ้านที่ไม่มีงานทำ พ่อจ้างให้เขาคอยมาถามเรื่องกับข้าวเพื่อให้เป็นค่าเลี้ยงชีพ เพราะเด็กชายคนนั้นมีแค่ยายกับมันแค่สองคน พ่อจึงขอจ้างให้มันมาคอยซื้อข้าว กลางวัน – เย็น โดยให้ไว้ วันล่ะหนึ่งพันบาทเพื่อให้ซื้อข้าวสำหรับแจสปาร์ พ่อ อา และมันกับยาย ได้ไม่เปลืองค่ากินค่าอยู่ของมัน ปัจจุบันมันไม่เรียนแต่เอาหนังสือของแจสปาร์มานั่งอ่านเอง ไม่เข้าใจมันก็จะเดินมาถาม   “กูเอา ปลาผัดขึ้นฉ่าย ไอ้ดรีม มึงเข้าไปถามพ่อกับอากูด้วย แล้วก็เอาร่มไป มันร้อน”   “ครับ!”เด็กที่ชื่อดรีมวิ่งเข้าไปในห้องออฟฟิศและหยิบร่มเดินออกไป   “แล้วพี่กินข้าวได้ที่ไหนล่ะ”   “ก็ไปหาเอาแถวนั้น มีมอไซด์ให้ยืมตอนไปกินข้าว”   “อ๋อ แล้วทำไมถึงเป็นเจ๊ล่ะ?”   “ก็เจ๊เป็นลูกสาวของเฮียที่นี่ไง” พี่เอกลูกน้องพ่อเดินผ่านจึงตอบแทน   “ใช่ๆ บางทีก็โหดยิ่งกว่าเจ้าของกิจการอีก”พี่บอยต่อ   “บางที พี่ยังกลัวเลย อ้อ พี่ชื่อเอกนะ เป็นหัวหน้าคนงาน เราล่ะชื่ออะไร”   “ผมชื่อวีครับ”   “พี่เอก รับต่อ หนูจะไปซ่อมรถของพี่ตุ้กต่อแล้ว”แจสปาร์ตรงไปที่รถสปอร์ตสีแดงสดที่ซ่อมค้างไว้ สมองของเธอพยายามตัดสินใจว่ายังไงก็คือ พี่วี ของเธอ แต่เธอพยายามที่จะไม่ยอมรับมัน   “พ่อครับ! ผมชื่อวี นายวีรยุทธ พีรยุทธเพราะไพศาล ผมเคยทำให้ลูกสาวของพ่อร้องไห้ครับ”   “ฮะ!!!!!!!” เสียงทั้งอู่ดังขึ้น และเสียงเครื่องมือจากแจสปาร์ร่วงทันที เธอตัดสินใจรูดซิปกรเป๋าเสื้อช๊อปที่เธอเป็นคนทำขึ้นมาเองเพื่อกันเวลาก้มลงทำงานแล้วโทรศัพท์ตกและคว้าไอโฟนมาเสียบหูฟังสีดำที่หาซื้อได้ตามท้องตลาด ใส่และเปิดเพลงดังๆ เพื่อกลบเสียงตะโกนของชายที่ชื่อ วี แค่ประโยคนั้นออกมา ทำให้แจสปาร์รับรู้ทันทีว่านั่นคือพี่วี   “แจสปาร์! พี่ขอโทษ!!!!!!!”   “...”   “พี่ขอโทษ”   “มีอะไรอีก?”แจสปาร์ถีบตัวออกจากใต้ท้องรถ   “พี่อธิบายได้ เหตุการณ์นั้นพี่เมา พี่ขาดสติ” เหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นออกมาจากปากของคนๆนั้นจนได้ ถ้าเมาแล้วทำไมต้องไปตามผู้หญิง มันปัญญาอ่อน แจสปาร์ก็เมาบ่อย แต่เธอเมาแต่ไม่เรื้อน   “สาวน้อยของผม ไม่ต้องการผู้ชายเลวๆนะครับ รบกวนกลับไปด้วย ^_^” เสียงทุ้มๆและอ้อมกอดที่โดนกอดจากด้านหลังทำให้แจสปาร์รู้ทันทีว่าที่คนที่กำลังกอดนั่นคือใคร   “นายเป็นใคร”   “ใครไม่สำคัญ ไม่ระยำแบบคนแถวนี้แล้วกัน”   “ไม่เอาน่าพีท อย่าพูดแบบนี้สิ”แจสปาร์พูดขึ้น พร้อมแกะมือของพีทออก แจสปาร์ไม่ถือตัว แต่ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะถือตัวเพราะไม่รู้จักและไม่สนิท พีทฝึกงานที่เดียวกับแจสปาร์เพราะไม่มีที่ไป   “ทำไมล่ะ อยากกลับไปหาคนชั่วๆแบบนั้นหรอสาวน้อย”   “เปล่าเลย คนที่ทิ้งเราไปได้แล้วครั้งแรก เค้าสามารถทิ้งเราได้ต่อในอีกหลายๆรอบ”   “แน่นอนล่ะ เพราะงั้นอย่าไปไว้ใจ”   “แจสปาร์ นี่หรอคนที่ทำให้ลูกพ่อเหลวถึงขนาดนั้น” เสียงของพ่อแจสปาร์ดังขึ้น ตามมาด้วยกลิ่นบุหรี่อ่อนๆจากพวกพี่ที่เป็นลุกน้องของพ่อ ในสภาพเตรียมรบเต็มที่   “ก็...”   “ใช่ครับพ่อ ทำให้สาวน้อยของผมถึงขั้นเสียน้ำตา”   “พ่อหนุ่ม โทษทีนะ แต่เด็กฝึกงานมันเต็มแล้ว ไปหาที่ฝึกเองแล้วกัน”ว่าจบพ่อก็ปาเอกสารรับฝึกงานใส่หน้าของวีทันที ทำให้วีอึ้ง   “เอ่อ คือว่าผม ...”   “ลองกับใครไม่ลอง ลองกับแจสปาร์”พี่บอยพูดขึ้น   “พีท พีทได้กลิ่นอะไรมั้งมั้ย?”   “ได้นะ ได้เหม็นเหมือนกลิ่น หมาที่ชอบมั่วตัวเมีย”   “แหม พวกพี่ก็ได้กลิ่นเหมือนกัน ทำยังไงดีนะ”   “เฮ้ย! พีเทล กูรู้มึงอยู่ข้างบน สาดน้ำลงมาข้างล่างทีดิ๊ กูเหม็นสาบเว้ย!”   “เอาเลยแจส ถ้ามันทำให้แจสหายโกรธพี่ และกลับมาหาพี่” วีนั่งคุกเข่า   “ขอโทษนะครับ ตอนนี้ลูกสาวผมได้แฟนคนใหม่ ดีกว่าเยอะ นั่นไง ... มานั่นแล้ว” วีหันไปมองผู้ชายร่างสูงกำยำหุ่นนักกีฬา หน้าตาหล่อเหลา ที่กำลังลงจากรถสปอร์ตสีเงิน ดูแล้วน่าจะอายุเท่ากับเขา   “พ่อสวัสดีครับ พี่ๆ สวัสดีครับ”   “สวัสดีๆ เอาของไปวางก่อนไปลูก หนักใช่มั้ย”   “ครับ แจสปาร์ ... มีอะไรหรือเปล่า?”   “เปล่าค่ะ พี่เก็ทซื้ออะไรมาให้แจสบ้างอ่ะ?”   “นี่ ชิฟฟ่อนเค้ก ร้านโปรดแจสปาร์ไงค่ะ พี่ๆก็กินได้นะครับ ผมซื้อมาเยอะ เผื่อทุกคนเลย เราด้วยนะพีท ถ้าเย็นพี่ไม่เห็นว่ามันลดไปนะ พี่จะยัดใส่กระเป๋าทุกคน”   “ฮ่าๆ พี่บอยไปไหน!!”   “หนี! เจ้าเก็ทมันใส่ทีโคตรหนักเลย!” สิ้นเสียงของพี่บอยทำให้บรรยากาศตึงเครียดหายไปและทุกคนเดินไปที่ห้องครัวของบ้านทันที   การสนทนาต่างๆนาๆ ทำให้ทุกคนไม่สนใจวี วีได้แต่ทำหน้าหงอยๆ และทำได้แต่ก้มหน้างุด และเดินออกจากอู่ซ่อมรถของแจสปาร์ ตอนนั้นเค้าขาดสติจริงๆ และที่บอกว่าไม่อยากคุยเพราะยังไม่พร้อม เขาน่าจะบอกให้ผู้หญิงคนนั้นไม่ต้องยุ่งกับของๆเขา มันเป็นเวลาเพียงชั่วข้ามคืน การให้อภัยคงเป็นไปได้ยาก แต่ไม่นึกว่ามันจะยากถึงขนาดนี้ และยิ่งแจสปาร์มีคนใหม่ยิ่งทำให้เขาหมดสิทธิ์ที่จะขอคืนดี     ทางด้านแจสปาร์ เก็ทคือคนที่เป็นลูกชายของเสี่ยที่ซ่อมรถของเราบ่อยๆ เขาชอบมาหาแจสปาร์เพราะรู้ว่าแจสปาร์ไม่ค่อยดี สีหน้าเครียดและท่าทางต่างๆทำให้เขารู้ได้เลยว่าแจสปาร์กำลังมีปัญหาและก็ถูกต้องตามที่เขาคิดเป๊ะๆ แจสปาร์เริ่มคุยกับเก็ทมากขึ้น เก็ทเล่าประสบการณ์ชีวิตให้กับแจสปาร์ฟังและเรื่องมันคล้ายๆกัน ทั้งสองคอยไปเที่ยว ห่วงใย ซื้อของเข้าบ้านและทางบ้านยังยินดีกับการที่ทั้งสองคนนี้คบกัน เก็ทคอยไปมาหาสู่กับบ้านของแจสปาร์ ซึ่งมันเป็นการที่ทำให้ผู้ใหญ่ยอมรับกันง่ายดายและไม่รังเกลียด ทั้งสองศึกษาดูใจกันอยู่พักใหญ่ๆ และเป็นเก็ทเองที่ขอคบด้วย     “ถ้าอกหัก ก็ทำตัวให้ดูดีขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่ดีเข้ามาหาเรา ดีกว่าคนเลวๆที่ทิ้งเราไป”
อ่าน 167 / ตอบ 1 คน [ 22 ส.ค. 2557, 19:03 ]  เขียนโดย YourEyes YourEyes
               [Special SF.BTS]: VKook นอกสถานที่                       “เอาล่ะ งานเสร็จแล้วก็ไปพักผ่อนกันซะนะ วันนี้ทำได้ดีมาก พรุ่งนี้จะพาไปเที่ยว”                 “คร้าบบ ขอบคุณคร้าบบบ”                 “แทฮยอง อย่าเพิ่งไป”                 “มีอะไรเหรอครับ??”                 “วันนี้นายตื่นสาย คืนนี้ไปขัดลานบินก่อน ส่วนคนอื่นพักผ่อนได้”                 ห๊ะ!!                 แทฮยองทำหน้าเหลอหราในขณะที่คนอื่นพากันส่งยิ้มมาให้ด้วยความสงสาร(แอบแฝงไปด้วยความสะใจ) แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะอำนาจสิทธิ์ขาดทั้งหมดเป็นของฝรั่งจอมโหดพวกนี้ อะไรกันวะ เมื่อเช้าแค่ตื่นสายนิดเดียวเอง แม่งเอ๊ย!!                 “สู้ๆเว้ย เดี๋ยวทางนี้ฉันจัดการให้เอง”                 “จัดการอะไรวะจีมิน”                 “เอาน่าไปทำงานไป เลิกดึกอดเล่นเกมส์นะเฟ้ย คืนนี้ลีดเดอร์ของเรามีอะไรสนุกๆให้ทำด้วยแหล่ะ”ไอ้หมูอ้วน ปาร์จีมินก้มหน้าลงมากระซิบกับเขาเบาๆแล้วเดินจากไป นัยน์ตาคมมองตามหลังเมมเบอร์ไปแล้วถอนหายใจอย่างหนักหน่วง นี่ต้องไปขัดลานบินคนเดียวจริงๆเหรอเนี่ย?? ถึงจะบ่นอย่างนั้นแต่มือก็ถือถังน้ำกับไม้ถูมาที่ลานบินโล่งๆ                 แล้วนี่ต้องขัดถึงไหนอ่ะ ไอ้ลานนี่โคตรจะกว้างเลย                 “เฮ้ยยยยย ทำไมแม่งเงียบอย่างนี้วะ”หลังจากเดินถูไปถูมาประมาณครึ่งชั่วโมง ความอดทดก็เริ่มหมดลง ที่นี่แม่งโคตรเงียบเลยเหอะ แทแทเกลียดความเงียบไม่มีใครรู้เลยเหรอออออ                 “ถ้ามีคนตอบฮยองจะตกใจมั้ยล่ะ”                 “เฮ้ยยยยย จะ จองกุก”                 ร่างสูง(??)กระโดดถอยหลังออกมาสองก้าว เมื่อเห็นคนตัวเล็ก(??)เดินออกมาจากเงามืดของเครื่องบินลำใหญ่ วันนี้จองกุกดูแปลกตากว่าทุกทีอาจจะเป็นเพราะเด็กน้อยอยู่ในชุดนอนสีชมพูหวานๆล่ะมั้ง แลดูน่ารักน่าเอ็นดูที่สุดเลย ><                 “ทำไมมองผมอย่างนั้น”                 “ชุดนอนน่ารักดีนะ”                 “ก็ใครมันซื้อให้ล่ะ”                 “ก็แล้วใส่ทำไมล่ะ คิดจะเอาใจกันเหรอ”                 ก็แซวเล่นขำๆ แต่ไม่คิดว่าคนตัวเล็กจะเขินจริง ใบหน้าเนียนใสแดงก่ำ เห็นแล้วมันน่าฟัดสุดๆไปเลย แล้วเขาก็ทนไม่ไหวจริงๆจึงทิ้งไม้ถูแล้วเดินเข้าไปคว้าตัวเด็กน้อยมากอดซึ่งอีกฝ่ายก็ไม่ได้ว่าอะไร แทฮยองเลยถือโอกาสกดจมูกลงบนแก้มเนียนด้วยเป็นของแถมซะเลย หลังจากกอดรัดฟัดเหวี่ยงจองกุกอยู่นานสองนานก็ต้องยอมปล่อยให้อีกฝ่ายเป็นอิสระเพราะเด็กน้อยเริ่มทำหน้าบูด                 “ฮยอง”                 “ว่าไงครับ”                 “ถ้าพวกเขารู้เรื่องของเรา เขายังจะรักเราอยู่มั้ย”                 “อาร์มี่ไม่มีทางทิ้งเราหรอก ดีซะอีกเขาจะได้จิ้นกันเต็มที่หน่อย วีกุก วีกุก”                 “ฮยองอ่ะ นี่ซีเรียสนะ”                 “ก็ซีเรียสเหมือนกัน เราสองคนรักกัน มันก็ไม่ได้ผิดสักหน่อยนี่”                 “แต่ว่า…”                 “เชื่อพี่สิ พวกเขาต้องเข้าใจ อย่าคิดมากนะครับเด็กดี”จองกุกเงยหน้าขึ้นมามองอย่างไม่แน่ใจท่าทางเป็นกังวลทำให้เขาคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้เด็กน้อยเลิกคิดเรื่องนี้สักที                         “ฮยองอ๊ะ”                 เสียงหวานๆดังขึ้นแปบนึงก่อนจะเงียบหายไปเมื่อริมฝีปากบางถูกปิดทับตัวริมฝีปากของคนที่ตัวใหญ่กว่า จองกุกเงยหน้าขึ้นรับสัมผัสแสนหวานจากคนรักของตัวเอง คิมแทฮยองเป็นผู้ชายที่รู้ดีเสมอว่าอะไรที่จะทำให้จอนจองกุกเลิกคิดมากได้                 เมื่อเวลาผ่านไปหลายนาทีความหวานในช่วงแรกก็เริ่มจะหนักหน่วงขึ้นทุกที แทฮยองลากมือจากแก้มขาวลงมาที่เอวบางแล้วค่อยๆไล่ไปตามชายเสื้อ จองกุกสะดุ้งเล็กน้อยในจังหวะที่มือร้อนเริ่มรุกล้ำเข้าไปสัมผัสผิวกายภายในเนื้อผ้า                 “ฮยอง…พอก่อนมั้ย”                 “พออะไรล่ะ ตั้งแต่มาแอลเอนี่เราไม่เคยให้พี่แตะตัวเลยนะ”                 “มีเวลาที่ไหนกันล่ะ”                 “ก็ตอนนี้ไง”                 “แต่นี่มัน อื้ออออ”แทฮยองไม่รอให้เด็กน้อยปฏิเสธ เขาจัดการปิดปากของคนช่างเจรจาด้วยริมฝีปากของตัวเองจนจองกุกแทบจะขาดอากาศหายใจ คนตัวเล็กหอบหายใจแรงๆเมื่อถูกปล่อยตัวให้เป็นอิสระ ใบหน้าใสใสร้อนวูบวาบเมื่อมือหนาลูบไล้ไปตามสะโพกกลมมนแถมด้วยเสียงแหบพร่าที่กระซิบอยู่ข้างหู                 “จองกุกพี่อยาก ขอพี่เถอะนะคนดี”                 จองกุกกัดริมฝีปากตัวเองแน่นทั้งสายตาและน้ำเสียงที่ส่งมาบ่งบอกว่าให้รู้ว่าคนตรงหน้ามีความต้องการมากแค่ไหน แต่ว่า….                 “อ๊ะ ฮยอง!!”                 “คิดช้า ทนไม่ไหวแล้ว”                 “เดี๋ยวฮะ ผมว่าเรามาเล่นเกมส์กันดีกว่า”                 “เกมอะไร?”                 “วิ่งไล่จับ”                 “ถ้าพี่ชนะแล้วจะได้อะไรล่ะ”                 “ถ้าฮยองจับได้ ผมจะยอมฮยองทุกอย่างเลย”                 “ถึงพี่จับไม่ได้ เราก็ต้องยอมพี่อยู่ดีนั่นแหล่ะ”แทฮยองยิ้มกริ่มเมื่อเห็นแก้มใสแดงเรื่อ จองกุกกัดฟันข่มความเขินก่อนจะกลั้นใจเงยหน้ามองใบหน้าหล่อเหลา                 “ถ้าอย่างนั้นเปลี่ยนของรางวัลก็ได้ฮะ”                 “เปลี่ยนเป็นอะไรล่ะ”                 “ถ้าฮยองจับผมได้…”                 “…”                 “ผมจะ…ontop”                 !!!                 แทฮยองเบิกตากว้างกับของรางวัล รู้สึกได้ถึงความต้องการที่พลุ่งพล่านอยู่ภายใน ยิ่งเห็นรอยยิ้มซุกซนที่อยู่บนใบหน้าแดงๆก็ยิ่งอยากจะจับคนตัวเล็กแก้ผ้าแล้วกระแทกซะตรงนี้เลย                 “ว่าไงฮะฮยอง กล้าหรือเปล่า”                 “วิ่งไปเลยนะจองกุก วิ่งไปให้ไกลๆเลย เพราะถ้าพี่จับได้เมื่อไหร่ เราโดนหนักแน่!!!”                         ไม่เห็นมีใครเคยบอกว่าจอนจองกุกเล่นซ่อนหาเก่ง…                 ไปไหนของเขานะ ชักจะเก่งใหญ่แล้ว ถ้าจับได้เมื่อไหร่ล่ะน่าดู!!                 สบถอยู่ในใจคนเดียวท่ามกลางความเงียบ แทฮยองมองซ้ายมองขวาแล้วถอนหายใจอย่างหงุดหงิด นี่เขาเดินวนไปวนมาเกือบสิบรอบได้แล้วมั้ง แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของเด็กน้อยเลย จากความหื่นจึงเริ่มกลายเป็นความห่วง จะเป็นอะไรหรือเปล่าหายไปแบบผิดปกติ นี่ก็หาทุกที่แล้วนะ                 “ไปไหนของเขาวะ หรือว่า…”                 แทฮยองเงยหน้ามองเครื่องบินลำใหญ่ที่ทอดเงาพาดผ่านตัวเขาไปอย่างครุ่นคิดก่อนจะตัดสินใจเดินขึ้นไปเพราะมันเป็นที่สุดท้ายที่เหลืออยู่แล้ว นัยน์ตาคมกวาดตามองสภาพภายในตัวเครื่องแล้วพยายามมองหาที่ที่ร่างบางๆของใครบ้างคนพอจะซ่อนตัวได้แต่ก็ว่างเปล่า หรือจะหนีกลับห้องไปแล้ว?? ในขณะที่กำลังจะถอดใจ สายตาก็เหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างผ่านกระจก  แทฮยองแสยะยิ้มเมื่อเห็นเป้าหมายที่เขากำลังตามหา                 “เจอตัวซะทีนะเด็กแสบ”                   จองกุกขยับตัวออกมาจากบริเวณที่เคยยืนอยู่ ตอนนี้เขายืนอยู่ตรงบริเวณส่วนปีกของเครื่องบินลำใหญ่ที่เป็นเหมือนที่หลบภัยจากวีฮยอง แต่ก็คงจะหลบได้ไปนานหรอกเพราะเมื่อกี้เขาเห็นร่างสูงของคนรักกำลังเดินขึ้นมาบนนี้                 “คงอีกสักห้านาทีล่ะมั้ง”                 “ห้าวินาทีต่างหาก”                 จองกุกห่อไหล่ขึ้นเมื่อรับรู้ได้ถึงลมหายใจร้อนที่รดรินอยู่ข้างแก้มกับอ้อมกอดที่แสนจะคุ้นเคย เด็กน้อยพลิกตัวเข้ามากอดเอวคนที่ยืนซ้อนหลังไว้แล้วเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาที่ทำเอาแทฮยองแทบจะหยุดหายใจ                 เซ็กซี่เป็นบ้า ใครสั่งใครสอนให้ทำสายตาแบบนี้                 “หาเจอไวจังเลยนะฮะ”                 “ไวที่ไหน นี่เดินวนเป็นสิบรอบ แล้วนี่ออกมาได้ยังไง อันตรายนะรู้มั้ยอุ๊บ”                 เสียงบ่นเงียบหายไปเพราะจองกุกขยับตัวเข้าไปหาแลใช้ริมฝีปากตัวเองปิดปากคนที่กำลังบ่น แทฮยองมีท่าทีไม่พอใจนิดหน่อยเพราะยังอยากจะบ่นต่อแต่สุดท้ายก็แพ้ให้กับสัมผัสหวานๆของจองกุกจนได้ มือหนาประคองใบหน้าของคนที่กล้าหาญเป็นฝ่ายรุกเอาไว้แน่นแล้วกดจูบลงไปให้มากยิ่งขึ้นจากสัมผัสหวานๆจึงเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นร้อนแรง จองกุกครางออกมาอย่างขัดใจเมื่อแทฮยองถอนริมฝีปากออกไป                 “เป็นอะไร ทำแบบนี้อยากโดนกดตรงนี้หรือไง”                 “ถ้าผมบอกว่าใช่ล่ะ”                 “หื้ม??”                 “ก็นอกสถานที่ไงฮะ”                 พูดจบก็เขย่งตัวขึ้นไปจูบอีก แต่ก็โดนแค่มุมปากเพราะแทฮยองหันหน้าหนี มือหนาออกแรงดึงคนตัวเล็กเข้ามาจนเกือบจะถึงทางเข้าไปในตัวเครื่องเสร็จแล้วก็เหวี่ยงร่างบางไปแนบกับกระจกก่อนจะเอาแขนกั้นไว้อีกรอบ นัยน์ตาคมมองใบหน้าหวานๆอย่างจับผิด                 “ไม่ได้โดนใครทำอะไรมาใช่มั้ย”                 “ทำไมถามอย่างนั้นล่ะฮะ ถ้าไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำสิ!! ปล่อยเลย”                                                                                         “มันไม่ใช่อย่างนั้น ก็แค่ถามให้แน่ใจ ไม่อยากทำอะไรตอนที่จองกุกไม่รู้ตัว อยากให้ทำด้วยความเต็มใจมากกว่า อย่าเพิ่งงอนนะครับคนดี”                 “ผมรู้ตัวดี”                 “งั้นถ้าพี่ทำแล้ว หยุดไม่ได้แล้วนะ”                 “ผมก็ไม่เคยขอให้ฮยองหยุดนี่”                 จองกุกหลุบตาลงนิดหน่อยเพราะเริ่มเขินแล้ว แต่ก็ได้แค่แปบเดียวเพราะมือหนาแตะที่ปลายคางแล้วดันให้เงยหน้าขึ้น ริมฝีปากร้อนและสัมผัสหวานที่คุ้นเคยกลับมาอีกครั้ง เด็กน้อยเริ่มหายใจสะดุดเมื่อแทฮยองลากไล้มือเข้าไปในเสื้อนอนอย่างช้าๆ                 “อื้ออออ”                 เสียงหวานครางอยู่ในลำคอเมื่อแทฮยองลากนิ้ววนรอบยอดอกไปมาอย่างหยอกเย้า สะกิดบ้างเป็นบางครั้งให้ร่างบางสะดุ้งเฮือกเป็นจังหวะ                 “อื้ม ยะ อย่าแกล้งกันสิ  อ๊าาาา”                 จองกุกร้องออกมาเสียงดังพลางบิดตัวไปมาด้วยความเสียวซ่านเมื่อคนขี้แกล้งบดขยี้ปลายนิ้วลงบนยอดอกอย่างสนุกสนาน แทฮยองละริมฝีปากออกมาเพราะอยากจะได้ยินเสียงครางหวานแบบชัดๆ ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงไปสูดความหอมจากซอกคอขาว ในขณะที่มือข้างที่ว่างจากการปรนเปรอความสุขให้กับคนรักก็ค่อยๆปลดกระดุมชุดนอนออกไปด้วย ในไม่ช้าแผ่นอกเปลือยเปล่าของจองกุกก็ปรากฏอยู่ตรงหน้า  แสงไฟที่ส่องลงมาทำให้ผิวที่ขาวอยู่แล้วของเด็กน้อยยิ่งสว่างมากขึ้นซึ่งมันก็ตัดกับยอดอกสีชมพูระเรื่อที่ผ่านการปลุกปั้นมาแล้วเป็นอย่างดี                 น่ากินชะมัด                 “ฮะ ฮยอง จะมองอะไรนักหนาล่ะฮะ”                 “ก็เราน่ากินขนาดนี้ ไม่ให้พี่มองได้ยังไงล่ะ”                 “ถ้าผมน่ากินนัก ก็กินเลยสิฮะ”                 มีใครเอาอะไรให้เคะตัวน้อยของเขากินหรือเปล่า บอกมาซะดีๆนะ                 ให้ตายสิ ทำไมถึงได้ยั่วกันขนาดนี้!!                 แทฮยองขยับตัวเข้าไปประชิดร่างบางอีกครั้ง ใช้ริมฝีปากดูดชิมความหวานจากกลีบปากบางไล้ไปตามแก้มเนียนและลำคอขาวฝากรอยแดงไว้เป็นจุดๆตามรายทาง จองกุกเริ่มหายใจติดขัดเมื่อความร้อนเริ่มลงไปเรื่อยๆ คนตัวเล็กแทบทรุดเมื่อลิ้นร้อนไล่เลียตุ่มไตที่อยู่บนแผ่นอก                 “อ๊าาาา ฮะ ฮยอง”                 เสียงหวานครางลั่นพลางร้องเรียกคนรักเสียงสั่นเมื่อแทฮยองเริ่มดูดดุนยอดอกอิ่มด้วยความกระหายทั้งซ้ายเละขวาสลับกันไปมา มือหนาทั้งสองข้างก็ไม่ได้ปล่อยให้ว่างงานแต่อย่างใด ลูบไล้ไปตามสะโพกกลมมนเลยไปถึงก้อนเนื้อนุ่มนิ่มทางด้านหลัง                 “มีความสุขมั้ยเด็กน้อย”                 “อื้ออออออ”                 กระซิบถามขณะที่ละจากแผ่นอกมาที่ใบหน้าหวานแทน แทฮยองประกบริมฝีปากลงไปมอบความหวานให้คนรัก จองกุกมัวแต่เคลิบเคลิ้มกับสัมผัสที่ได้รับจนเมื่อรู้ตัวอีกที ร่างกายของเขาก็เปลือยเปล่าเสียแล้ว                 “ฮยอง ผมหนาว”                 “เดี๋ยวพี่จะทำให้อุ่นเอง”                 พูดจบก็ทรุดตัวลงตรงหน้าร่างเล็ก จองกุกขยับตัวถอยหลังแต่ก็ไม่พ้นมือหนาที่คว้าขาเรียวข้างหนึ่งขึ้นมาพาดบ่าเอาไว้ ลิ้นร้อนฉกเข้าชิมความหวานบริเวณแก่นกลางลำตัวเรียกเสียงครางหวาน ใบหน้าใสใสเชิดขึ้นเพราะความเสียวซ่าน มือเรียวขยำเส้นผมนุ่มของคนที่กำลังปรนเปรอความสุขให้ตัวเองเพื่อใช้เป็นที่ระบายอารมณ์                 “ฮยอง อ๊าาาาา”                 แทฮยองไล่เลียไปตามแท่งขนมหวานจนทั่ว เน้นหนักบริเวณส่วนปลายดูดดุนจนคนที่โดนกระทำครางจนเสียงแหบแห้ง นัยน์ตาคมเหลือบมองใบหน้าที่กำลังแสดงออกว่ามีความสุขขนาดไหนแล้วค่อยๆถอนริมฝีปากออกมาช้าๆ จองกุกขมวดคิ้วเข้าหากันก่อนจะแทบทรุดลงไปกองกับพื้นเมื่อมือหนากอบกุมเข้าที่ส่วนอ่อนไหวโดยไม่บอกไม่กล่าวแถมยังรูดขึ้นลงในจังหวะที่ทำเอาคนตัวเล็กแทบจะขาดใจ                 “อื้อออ ผมเสียว”                 “เสียวก็ร้องดังๆเลยนะ”                 “ฮยอง อื้อออ ผม มะ ไม่ไหวแล้วนะ อ๊าาาาาา”                 จองกุกกรีดร้องออกมาดังลั่นพร้อมกับความสุขที่ล้นทะลักออกมาเต็มมือของคนที่กำลังทรุดตัวนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา เด็กน้อยสะดุ้งเฮือกเมื่อคนรักจัดการทำความสะอาดคราบแห่งความสุขของตัวเอง ภาพปลายลิ้นที่ไล่เลียน้ำสีขาวขุ่นที่อยู่บริเวณแก่นกายทำให้คนมองหน้าแดงก่ำ                 “ยังไม่ชินอีกเหรอครับ”                 จองกุกส่ายหน้าช้าๆแล้วหลบสายตาไปเพราะความเขิน แทฮยองขยับตัวขึ้นยืนเอื้อมมือไปเชยคางให้เด็กน้อยหันมาสบตาแล้วประกบริมฝีปากลงไปอย่างอ่อนโยน  รสสัมผัสหวานๆดำเนินต่อไปเรื่อยๆก่อนจะต้องสะดุดลงเมื่อมือเล็กเริ่มซุกซนลูบไล้ไปตามลำตัวของร่างสูง มือหนาคว้ามือเล็กที่ลูบไล้อยู่บริเวณหน้าท้องขึ้นมาจับก่อนจะกดจูบลงบนหลังมืออย่างหมั่นเขี้ยว                 “ซนจริงนะเรา”                 “ฮยองฮะ ให้ผมช่วยมั้ย”                 “หืม??”                 “ผมอยากทำให้ฮยองมีความสุขบ้าง”                 “แค่มีเราอยู่ตรงนี้พี่ก็มีความสุขแล้วล่ะ”                 “แต่ผมอยากช่วยนี่ นะ ให้ผมทำเถอะนะ”                 สายตาออดอ้อนและท่าทางกัดปากเหมือนเด็กน้อยของจองกุกทำให้แทฮยองต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ จริงๆก็อยากจะบอกอยู่หรอกนะว่าไม่ต้องช่วยหรอก ตอนนี้อ่ะพร้อมใส่เต็มที่แล้ว แต่เพราะท่าทางแบบนั้นเลยทำให้ต้องกลืนน้ำลายลงคอแล้วพยักหน้าให้เด็กน้อยทำตามความต้องการของตัวเอง                 จองกุกขยับตัวเข้าไปคลอเคลียเหมือนลูกแมวขี้อ้อน ริมฝีปากอิ่มพรมจูบที่แก้ม ขบเม้มใบหูเบาๆอย่างหยอกล้อแล้วค่อยๆลากลงมาที่ลำคออย่างช้าๆ แทฮยองส่งเสียงในลำคอเมื่อมือเล็กปลดกระดุกเสื้อออกแล้วล้วงเข้าไปสัมผัสผิวกายภายในเสื้อยิ่งในจังหวะที่นิ้วเรียวสะกิดเข้าที่ยอดอกมันทำให้ความอดทนของเขาแทบจะแตก                 อยากจับมากดให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!!                 “จองกุก อย่าทำแบบนี้”                 กัดฟันพูดสุดชีวิตเมื่อลิ้นเล็กไล่วนไปรอบๆแผ่นอกเฉียดยอดอกไปมาให้เขาทรมานเล่นซะอย่างนั้น จองกุกหัวเราะขำเมื่อรู้ว่าการกระทำของตัวเองมีผลมากแค่ไหน ลิ้นเล็กและเล็มดูดดุนยอดอกจนมันขึ้นสีชมพูระเรื่อ หูก็ฟังเสียงครางต่ำๆของคนรักอย่างสุขใจ                 “พี่ไม่ไหวแล้วจองกุก ช่วยพี่ซะทีเถอะ”                 คราวนี้ไม่ต้องออกแรงทำอะไรเลย เพราะร่างสูงจัดการถอดเข็มขัดพร้อมกับกางเกงลงให้เรียบร้อยทั้งชั้นนอกและชั้นใน จองกุกทรุดตัวลงนั่ง นัยน์ตากลมมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้าแล้วเหลือบตาขึ้นมาคนที่ยืนหอบหายใจเพราะอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน                 “จัดการมันทีสิ ช่วยพี่หน่อยนะเด็กน้อย”                 มือเล็กเข้ากอบกุมส่วนอ่อนไหวแล้วรูดขึ้นลงช้าๆก่อนจะค่อยๆเร็วขึ้นจนเมื่อคนโดนกระทำเริ่มหอบหายใจถี่จึงส่งริมฝีปากเข้าครอบครองแท่งขนมหวานนั้นไว้                 “อ๊า จองกุก เร็วขึ้นอีกหน่อยสิ อ๊ะ”                 จองกุกเร่งจังหวะขึ้นตามที่อีกคนบอก แทฮยองกัดฟันแน่นเมื่อริมฝีปากบางดูดดุนตรงส่วนปลาย มือทั้งสองข้างก็ไม่ได้ว่างเว้นทั้งรูดรั้งในจังหวะที่ทำให้เขาแทบบ้า                 มันเสียวจนเหมือนจะขาดใจ                 “จองกุก พี่ไม่ไหวแล้ว อ๊าาาา”                 เสียงครางต่ำๆดังมาพร้อมกับน้ำสีขาวขุ่นที่สาดกระจาย แทฮยองกระชากร่างบางที่นั่งคุกเขาอยู่ที่พื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยไม่รอให้คนตัวเล็กทำความสะอาดคราบที่เลอะอยู่เลย จองกุกกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาด้านในของเครื่องบินตามแรงดึงจากคนข้างหน้าก่อนที่จะโดนเหวี่ยงลงไปนอนบนเบาะพร้อมกับร่างสูงที่ตามมาคร่อมทับทันที ริมฝีปากร้อนพรมจูบไปทั่วร่างกายขาวๆ มือหนาก็คอยปรนเปรอส่วนอ่อนไหวในขณะที่อีกคนก็ไม่น้อยหน้ากันเท่าไหร่นัก มือเล็กรูดรั้งแก่นกายจนคนที่อยู่ด้านบนร้องซี้ดซ้าดแล้วพอได้จังหวะก็พลิกตัวขึ้นมาเป็นฝ่ายรุกแทน                 “จองกุก”                 แทฮยองมองคนที่ขึ้นมานั่งทับอยู่บนตัวเขาอย่างสงสัย จองกุกไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่โน้มตัวลงไปประทับริมฝีปากเบาๆ สัมผัสอ่อนหวานแต่ดูยั่วยวนอย่างบอกไม่ถูกเริ่มทำให้แทฮยองเคลิ้ม ร่างสูงปล่อยตัวไปตามความต้องการและการกระทำของเด็กน้อย นัยน์ตาคมหลับพริ้มรับความสุขนั้นแต่เพียงไม่นานก้องลืมขึ้นมาใหม่เพราะเสียงเล็กๆที่กระซิบอยู่ข้างหู                 “ก็ผมบอกแล้วไงฮะว่าถ้าจับได้ ผมจะให้รางวัล”                 “เอาจริงเหรอ”                 “ก็คอยดูเอาสิ”                 นัยน์ตาคมเบิกกว้างเมื่อจองกุกขยับมือเขาจับส่วนอ่อนไหวของเขาไปจ่อกับช่องทางด้านหลังของตัวเอง แทฮยองกัดฟันแน่นเมื่อคนตัวเล็กทิ้งตัวลงมาแรงๆแก่นกายอันใหญ่โตถูกกลืนหายเข้าไปจนหมด                 “ไหวมั้ย”                 “วะ ไหวฮะ”                 ตอบกลับมาเสียงสั่นๆ ใบหน้าหวานๆเหยเกจนดูออกว่ากำลังรู้สึกยังไง ถึงมันจะไม่ใช่ครั้งแรก แต่เขากับจองกุกก็ไม่ได้ทำเรื่องแบบนี้กันมาตั้งนานแล้ว อีกอย่างนี่เป็นครั้งแรกที่จองกุกเป็นฝ่ายรุกเขาแบบนี้ แทฮยองขยับตัวลุกขึ้นนั่งช้าๆก่อนจะเอื้อมมือไปดึงเด็กน้อยมากอด  เสียงทุ้มกระซิบเบาๆที่ข้างหูเพื่อให้อีกคนผ่อนคลายมากขึ้น                 “หายใจเข้าลึกๆนะ ผ่อนคลายก่อนแล้วค่อยขยับตัวนะครับ”                 “วะ วีฮยอง”                 “อื้ม อย่างนั้นแหล่ะ อ๊า”                 จองกุกขยับตัวขึ้นลงช้าๆตามจังหวะที่คนด้านล่างนำพา มือเล็กจิกลงบนไหล่กว้างเพื่อระบายความเสียวซ่านในขณะมือหนาก็เคล้นคลึงสะโพกกลมมนไปมาอย่างสนุกมือ                 “โอเคหรือยัง ไม่เจ็บแล้วใช่มั้ย”                 “อื้อออออ”                 สิ่งที่ตอบรับกลับมามีเพียงเสียงร้องในลำคอและร่างกายที่เริ่มขยับเร็วขึ้นตามความต้องการที่มีมากขึ้น เสียงครางหวานดังสลับกับเสียงทุ้มต่ำในลำคอ ยิ่งแทฮยองเด้งสะโพกสวนขึ้นมาในจังหวะที่จองกุกกระแทกตัวลงไปเสียงกรีดร้องก็ยิ่งดังมากขึ้น                 “อ๊าาา วีฮยอง ผมไม่ไหวแล้วนะ”                 “อย่าเพิ่งนะจองกุก อย่าเพิ่งเสร็จ อ๊า”                 “แต่ผมไม่ไหวแล้ว อ๊ะ ฮยองจะทำอะไรฮะ!?!”จองกุกชะงักไปทันทีเมื่ออยู่ดีๆมือหนาก็ดันร่างของเขาให้ออกห่างจากตัวทั้งๆที่กำลังจะใกล้ถึงสวรรค์เต็มทน                 แทฮยองเหวี่ยงร่างเล็กลงไปอยู่ด้านล่างแล้วพลิกตัวกลับมาขึ้นคร่อม นิ้วเรียวล้วงลึกเข้ามาในช่องทางด้านหลังอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว เสียงหวานร้องลั่นในจังหวะที่คนข้างบนกระแทกนิ้วเข้าที่จุดกระสันแรงๆจนน้ำสีขาวขุ่นสาดกระจายเต็มเบาะ เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ตรงไหนที่โดนแล้วจองกุกรู้สึกดี เขาจำได้หมดนั่นแหล่ะ จองกุกที่นอนหอบหายใจอยู่สะดุ้งขึ้นมาทันทีที่นิ้วเรียวเปลี่ยนจากสองนิ้วเป็นสามนิ้ว แทฮยองกวาดนิ้วไปรอบๆเพื่อเปิดทางอย่างลวกๆ เอาจริงๆคือตอนนี้ไม่ไหวแล้ว อยากต่อจะแย่อยู่แล้ว                 “จองกุกพี่ขอโทษนะ”                 “ดะ เดี๋ยวสิฮะ”                 ไม่มีการพูดพร่ำทำเพลงใดใดอีกมือหนาจัดการจับขาเรียวขึ้นพาดบ่าแล้วสอดแก่นกายเข้ามาจนมิด ร่างบางกระตุกวูบเพราะไม่ทันได้ตั้งตัว จองกุกเชิดหน้าขึ้นแล้วร้องเสียงดังลั่นมือบางจิกลงบนเบาะจนมันแทบจะขาดเพราะคนข้างบนกระแทกกระทั้นเข้ามาชนิดที่ว่าไม่มีปรานีกันเลยสักนิด แทฮยองกระแทกกายถี่ๆตามความต้องการที่แทบจะระเบิดของตัวเอง                 “อ๊าาาา ช้าๆหน่อยสิฮะ อ๊ะ”                 “อื้มม ขอโทษ แต่พี่ไม่ไหวแล้ว อ๊า”                 “ผะ ผมรักวีฮยองนะ อ๊ะ อื้มมม”                 “พี่ก็รักจองกุกเหมือนกันนะ”                 “เสียว ฮะ ฮยอง ผมไม่ไหวแล้วนะ อ๊าาาาา”                 “พี่ก็ไม่ไหวแล้วเหมือนกัน”                 “อื้ม อ๊ะ อ๊าาาาา”                 สองเสียงประสานกันพร้อมกับความสุขที่ล้นทะลักออกมา จองกุกนอนหอบหายใจอย่างเหนื่อยล้า  แทฮยองกดจูบลงบนหน้าผากมนลากลงมาที่แก้มนิ่มแรงๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มให้โดยที่ยังไม่ยอมถอนกายออกไป                 “หายหนาวมั้ยครับ”                 “หะ หายแล้ว ตะ ตอนนี้ร้อน ฮยองไม่คิดจะลุกออกไปเหรอ”                 เสียงหวานพูดออกมาอย่างตะกุกตะกักเพราะยังหายใจไม่ทัน แทฮยองมองใบหน้าใสใสที่เต็มไปด้วยเหงื่ออย่างเอ็นดูก่อนจะก้มลงไปชิมความหวานจากริมฝากสีแดงสดที่ช่างล่อตาล่อใจและกว่าจะถอนริมฝีปากออกไปจองกุกก็แทบจะหมดลมหายใจอีกรอบ                 “ไม่ลุกไปไหนหรอก เพราะเดี๋ยวก็จะต่ออีกรอบแล้ว”                 !!!                 จองกุกยกมือเตรียมผลักร่างที่อยู่ข้างบนออกจากตัว แต่ก็ต้องบอกว่าช้าไปเพราะอีกฝ่ายดันขยับส่วนล่างเข้าสู้ สุดท้ายจากที่คิดจะวีนโวยวายก็กลายเป็นร้องครางใต้ร่างเขาไปซะเฉยๆ ไม่ต้องสงสัย คืนนี้ยังไงก็ไม่ปล่อยให้เด็กน้อยได้นอนหรอกครับ                           ส่งท้าย                 “ไง เมื่อคืนสนุกมั้ย”                 “ก็งั้นๆ ไปขัดลานนะเว้ยไม่ได้ไปสวนสนุก”                 “อ้าวเหรอ ก็นึกว่าไปเล่นรถไฟเหาะมา”                 “??”                 “ก็เห็นไปเสียวบนที่สูง”                 !!!                 แทฮยองเบิกตากว้างเมื่อเจอประโยคเด็ดของปาร์คจีมินเข้าไป มือหนาตวัดรัดคอเพื่อนแล้วลากเข้าไปเคลียร์กันในห้องอย่างไว                 “จะฆ่ากันเหรอวะ”                 “นายเห็นอะไรจีมิน”                 “ก็เห็นทุกอย่าง”                 “เห็นได้ไงวะ อย่าบอกนะว่านายตามจองกุกไป คิดอะไรกับแฟนฉันหรือเปล่า”                 “เฮ้ย!! เปล่าเว้ย แค่ตามไปดูผลงานการสอนของตัวเองเท่านั้น”                 “สอน?? สอนอะไร”                 “เอิ่ม ฉันหิวข้าววะ ไปกินข้าวก่อนนะ”                 แทฮยองหรี่ตาลงในขณะที่จีมินทำหน้าตาเหลอหรา แต่ก่อนที่ร่างอวบๆจะชิ่งออกไปจากห้องก็โดนคว้าคอเสื้อเอาไว้ซะก่อน นัยน์ตาคมจ้องมองเพื่อนที่สนิทที่สุดอย่างข่มขู่ประมาณว่าถ้าไม่บอกเอ็งตายแน่ จนในที่สุดจำเลยก็ต้องยอมเปิดปาก                                               “เออๆ เล่าก็ได้ จองกุกมาขอให้ฉันสอนเทคนิคนิดหน่อย”                 “เทคนิคอะไร เล่ามาดิ อย่าลีลา”                 “เทคนิคยั่วฮยอง”                 “ยั่ว?? ยั่วไปทำไม” ปกติก็อยากจับกดแทบทุกวันยังจะมายั่วอะไรกันอีก                 “นายไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าตั้งแต่มาอยู่นี่นายเอาแต่เต๊าะสาวตาน้ำข้าว”                 “ฉันเนี่ยนะ?? ไปเต๊าะตอนไหน ไม่เคยอ่ะ ก็มีแค่พวกแดนเซอร์…”                 “ก็นั่นแหล่ะ แฟนตัวเองเป็นคนคิดมากก็รู้นี่หว่า”                 “สรุปว่าที่จองกุกมาขอให้นายสอนเทคนิคยั่วฉันเพราะคิดมากที่ฉันไปคุยกับแดนเซอร์เหรอ??”                 “ไม่โง่ก็น่าจะคิดได้นะ โอ๊ย!!”                 “พูดมากดีนัก”                 “เจ็บนะเว้ย ทำคุณบูชาโทษแท้ๆ คิดว่าถ้าไม่มีฉันนายจะได้ไปปั้มปาดีด๊าดากันบนนั้นมั้ยห๊ะ!!”                 เสียงจีมินตะโกนดังไล่หลังมาแต่แทฮยองไม่ได้สนใจเพราะตอนนี้สายตาของเขากำลังจับจ้องไปที่ใครบางคนอยู่ ร่างสูงกระโจนพรวดเข้าไปกอดเอวบางเอาไว้อย่างรวดเร็วโดยไม่สนใจแดนเซอร์สาวๆที่หันมามองอย่างตกใจ                 “ทำอะไรฮะวีฮยอง คนอยู่เยอะแยะ”                 “ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่ พี่รักนายนะจองกุก”                 “ฮะ??”                 จองกุกทำหน้างง แต่แทฮยองกลับยิ้มกริ่ม คนตัวสูงกดจมูกลงบนแก้มเนียนหนึ่งฟอดใหญ่แล้วหันไปยิ้มหวานให้กับแดนเซอร์สาวๆที่มองกันตาค้าง                   “Hey girl!! he’s my girlfriend”         **เฮลโลววววว  นี่เป็นการเเต่งเอ็นซีครั้งแรก พิมพ์ผิดภาษาไม่สวยขออภัย ไม่รู้จะทำยังไงจริงๆ มือมันสั่น เขินนนนน T/////T  **เเต่ก็ตัดสินใจไปแล้วง่ะ ถือว่าชดเชยที่ไม่อัพฟิคหลักนานชาติ U__U ติชมกันได้นะคะ ใครเล่นทวิตก็ฝากสกรีมหน่อย #ปีกเครื่องบิน เน้ออออ ขอบคุณฮับ                          
อ่าน 324 / ตอบ 0 คน [ 21 ส.ค. 2557, 22:03 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 ใครที่เป็นคนรักแฟชั่นที่ปลายเท้า คือ เป็นคนที่ชอบซื้อรองเท้า เห็นที่ไหนเก๋ๆ เป็นต้องซื้อมาใส่ แต่ใส่ได้แค่ไม่กี่ครั้งก็ไปซื้อคู่ใหม่มาอีก ย่อมจะต้องพบกับปัญหาในการเก็บรักษารองเท้าแน่นอน คนเรามีเท้าแค่คู่เดียว แต่มีรองเท้าเป็นสิบๆ คู่ แบบนี้ต้องหาวิธีเก็บให้เหมาะสมไม่งั้นก็จะเรี่ยราดเกะกะ บางทีก็เปื้อนฝุ่นเปื้อนดิน เสียสภาพไปเปล่าๆ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ใช้งาน ยิ่งเป็นรองเท้าหนังยิ่งมีปัญหา ถ้าไม่ได้ใช้เผลอๆ เป็นรา หนังเสียแถมเป็นที่เก็บเชื้อโรคที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพเราเสียอีก ที่สำคัญการวางรองเท้าระเกะระกะมันดูไม่ค่อยงามตา เวลาใครไปใครมาเขาก็จะตำหนิเอาได้ว่าเราเป็นคนไม่เรียบร้อย ดังนั้นเรื่องเก็บเราต้องเก็บแน่ แต่จะเก็บแบบไหนไม่ให้มันเปื้อนและไม่เกะกะลูกกะตา เรื่องนี้ เครื่องซีลสูญญากาศขนาดเล็ก ที่เรามีใช้กันอยู่ตามบ้านก็สามารถช่วยได้ ! ฝุ่นเป็นปัญหาเรื่องแรกสำหรับรองเท้าที่เราเก็บไว้แต่ไม่ค่อยได้ใช้งาน ฝุ่นมีอยู่ในอากาศทั่วไป แม้ว่าเราจะปิดห้องไว้มันก็ มีฝุ่นมาเกาะจับรองเท้าได้อยู่ดี ทิ้งไว้นานๆ เวลาจะเอาใช้ต้องทำความสะอาดกันแทบแย่ บางคนขี้เกียจหน่อยก็ไม่หยิบมาใช่ปล่อยมันเปื้อนอยู่ตรงนั้นต่อไป แล้วในที่สุด... ก็จบลงด้วยการทิ้ง ! เชื้อรา อันนี้เป็นปัญหาของรองเท้าหนังกับรองเท้าผ้า ที่สามารถเกิดราขึ้นที่ผิวของรองเท้าได้ ทำให้เกิดความเสียหายกับรองเท้า ทิ้งไว้นานๆ ก็แน่นอนต้องเอาทิ้ง แต่อย่างเบาะ ก็เป็นที่เพาะเชื้อโรคในบ้าน ถ้าเอาไปใส่ก็ต้องระวังเชื้อราจะเล่นงานผิวหนังเอานะครับ หากรองเท้ามีเชื้อราก็ต้องดูสถานที่เก็บด้วย เพราะอาจเป็นเรื่องปัญหาความชื้นภายในบ้านด้วย แมลงหรือสัตว์มีพิษเข้ามาอาศัย อันนี้ก็เป็นปัญหาเหมือนกัน มีบ่อยครั้งที่รองเท้าที่ถูกถอดทิ้งไว้จะมีสัตว์หรือแมลงแอบเข้าไปอาศัยอยู่ ถ้าเกิดวันดีคืนดีเผลอไปใส่เข้า และเจ้าที่อยู่ในนั้นเป็นสัตว์มีพิษก็ต้องเจ็บเนื้อเจ็บตัวกันไป เกะกะและทำให้เกิดอุบัติเหตุ รองเท้าที่ไม่เก็บเข้าที่ เป็นสาเหตุให้เกิดการหกล้มได้ บางคนวางไว้ตามบันไดเรียงกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ ลองคิดดูว่าหากเผลอเหยียบรองเท้าที่วางไว้เกะกะตรงบันไดแล้วล้มลงมาจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดไหน การเก็บด้วยการใช้ เครื่องแพ็คสูญญากาศ จะทำให้เราสามารถขจัดปัญหาต่างๆ ได้ทั้งหมด ตั้งแต่ฝุ่นผง ความชื้น เชื้อรา แมลง สัตว์มีพิษ รองเท้าที่เราไม่ค่อยได้ใช้จะถูกเก็บไว้ในระบบสุญญากาศที่จะไม่ถูกรบกวนจากสิ่งภายนอกเลย แถมยังสามารถเก็บได้อย่างสะดวก คือเราจะเอาไปเก็บในตู้ในกล่องที่จะวางซ้อนๆ กันไว้ก็ไม่มีปัญหา เก็บได้เป็นระเบียบเรียบร้อย นี่คือข้อดีของการเก็บรองเท้าที่ไม่ค่อยได้ใช้ด้วย เครื่องซีลสูญญากาศ
อ่าน 97 / ตอบ 0 คน [ 18 ส.ค. 2557, 22:59 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 เด็กชายวัยรุ่นคนหนึ่ง ทะเลาะกับแม่ของตัวเองด้วยเรื่องอันน้อยนิด ด้วยความที่เป็นวัยรุ่น หุนหันพลันแล่น ทำให้เด็กหนุ่มหนีออกจากบ้านไป.. ด้วยความรีบ และต้องการประชดแม่ ทำให้เขาเดินทางโดยที่ไม่ได้นำเงินติดตัวไปแม้แต่บาทเดียว ดึกแล้ว หิวก็หิว อาหารยังไม่ตกถึงท้อง... จนมาถึงร้านบะหมี่แห่งหนึ่ง ด้วยความหิว ทำให้เขาเดินเข้าไป และมองด้วยสายตาหิวโหย ชายเจ้าของร้านบะหมี่ เห็นเด็กหนุ่ม มองด้วยสายตาที่แสดงความหิว จึงเกิดความเมตตา    ชายเจ้าของร้านได้เรียกเด็กหนุ่มเข้ามา และ จัดการทำบะหมี่ให้เด็กหนุ่มหนึ่งชามโดยไม่คิดเงิน เด็กหนุ่มกล่าวขอบคุณ.. ขณะทานบะหมี่ ด้วยความรวดเร็ว ทันใดนั้นเด็กหนุ่ม ได้ร้องไห้โฮออกมา..ชายเจ้าของร้านจึงถามด้วยความแปลกใจว่า...    " เจ้าเป็นอะไรไป ร้องไห้ทำไมหรือ " เด็กหนุ่มกล่าวไปด้วย ร้องไห้ไปด้วยว่า " คิดไม่ถึงว่า ในโลกนี้ยังมีคนที่จิตใจดีอย่างคุณอีก ที่ยอมให้ผมกินบะหมี่โดยไม่คิดเงิน" จากนั้นเด็กหนุ่มก็ เล่าให้เจ้าของร้านฟังว่า เขาทะเลาะกับแม่ จึงหนีออกจากบ้านมา    เมื่อเจ้าของร้านได้ฟังที่เด็กหนุ่มกล่าวมา เขาหัวเราะจนท้องแข็ง เด้กหนุ่มสงสัยว่า นี่เป็นเรื่องตลกหรือ ชายเจ้าของร้านจึงกล่าวกับเด็กหนุ่มว่า " ฉันเพิ่งรู้จักกับเธอเมื่อครู่นี้เอง แล้วก็แค่เลี้ยงบะหมี่ เธอ ชามเดียวเอง เธอรู้สึกซาบซึ้งถึงขนาดนี้เลยเหรอ  แม่เธอต้มบะหมี่ให้กินตั้งกี่ชาม แต่เธอกลับไม่พอใจในเรื่องเล็กๆน้อยๆ นี่ยังไม่น่าหัวเราะอีกหรือ"..   คำพูดของชายเจ้าของร้านบะหมี่ ทำให้เด็กหนุ่มได้คิด เขาจึงเดินทางกลับบ้าน ตั้งใจจะไปขอโทษแม่ เมื่อเขาไปถึงบ้าน แม่ของเขารีบออกมารับ และกอดเด็กหนุ่ม นอกจากจะไม่ตำหนิ แล้ว ยังรีบบอกกับเด็กหนุ่มว่า.." หิวไหมลูก เดี๋ยวแม่จะไปต้มบะหมี่ให้กิน" ในชีวิตจริงมีคนหลายๆคนที่ทำสิ่งดีๆให้กับเรา แต่เพียงเพราะเขา เป็นคนในครอบครัว เพื่อนสนิท ลูกน้อง หรือมิตรสหาย ทำให้เรามองไม่เห็นความสำคัญ กลับไปชื่นชม และให้ความสำคัญกับคนอื่น โดยไม่คำนึงถึงจิตใจของคนที่รักเรา
อ่าน 297 / ตอบ 0 คน [ 18 ส.ค. 2557, 22:03 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 หากคุณกำลังมองหาฟิล์มที่สามารถกันความร้อนได้ดีเยี่ยม ไม่รบกวนการทำงานของ GPS และ Easy Pass ให้ Huper Optik (ฮิวเปอร์ ออพติค) ฟิล์มกรองแสงกันความร้อนสัญชาติเยอรมัน เป็นคำตอบของคุณ ด้วยเทคโนโลยีนาโนเซรามิคที่สามารถป้องกันความร้อนจากคุณได้มากถึง 92% และรังสี UV 99% จะทำให้คุณไม่ผิดหวัง สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://huperoptikcorp.com/      
อ่าน 370 / ตอบ 0 คน [ 18 ส.ค. 2557, 13:17 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
  เมื่อถึงเวลา เราจะเจอกันอีก !!! จะไปไหน? อย่าจากเราไปเลยนะ เมื่อวันนั้นมาถึงเราจะได้เจอกัน ... อย่าไปเลยนะ ^^ “ลาก่อน....เพื่อนรัก....”ประโยคสุดท้ายของการสนทนาก่อนที่ทุกอย่างจะสว่างวาบ เฮ้ย!!!  ตื่น เป็นไรเปล่า ละเมออยู่ได้ ขอโทษ // หลับต่อ ลุกๆๆๆเช้าแล้ว หรอ // เดินไปอาบน้ำ เฮ้ย ตีสามอยู่ กลับมานอนก่อน หรอ อือ // เดินมานอน เป็นไรวะ คน เออๆ หลังจากที่พวกเรานอนได้ซักพัก ลุกไปไหนวะ หลับไปดิ จะไปไหน ห้องน้ำ ทางนู้น เดินเล่น ตีสามเนี้ยนะ เดินได้ เออ พอย ไปไหน ไม่รู้ดิ นอนเถอะ ออย เมล์ ไม่ห่วงพายะรึไง ห่วง แต่ทำไงได้ ให้พอยได้อยู่คนเดียวเถอะ พรุ่งนี้ก็จะได้กลับแล้วนี้ มันก็จริง เช้าวันถัดมา วันนี้เราจะกลับกันแล้วนะคะนักเรียน ทุกคนพร้อมรึยังคะ รอเพื่อนในกลุ่มให้ครบก่อนขึ้นรถนะคะ คร้า/ครับ พอยไปไหนเนี้ย หลงรึเปล่าวะ ไม่รู้ดิ นั่นไง ไหนปี้ เดินมานั่นไง เพื่อนพอยใช่ไหม? ฝากดูแลพอยแทนเราด้วยนะ เอ๋?? ส้ม หวังว่าเราจะได้เจอกันอีกนะ ^^ ขอให้มีความสุขมากๆนะ ^^ //ยิ้มให้อย่างร่าเริง หลังจากขึ้นรถ เป็นไรวะ เป็นหวัด สม อืม คิดถึงที่นี่หรอ คงงั้น อืม ตลอดระยะทางที่กลับ ใช้เวลาในการเดินทางวันครึ่ง แต่เหมือนมันจะผ่านไปเกือบๆเดือนกับสภาพจิตใจที่หดหู่ หลังถึงโรงเรียน Rrrrrrr พ่อมารับ อยู่ไหนรอ หน้าโรงเรียน เวลาผ่านไปซักพัก ถึงบ้าน บ้านที่มืดมิดสนิท และ เต็มไปด้วยความอ้างว้าง เป็นไง ไปเที่ยวสนุกรึเปล่า ท่านอาเดินเข้ามาถาม สนุกสุดๆเลย ดำด้วย ฮ่าๆๆ หลังจากนั้นทุกคนก็เดินไปบนเส้นทางที่เป็นเส้นทางของตัวเองเรื่อยๆโดยไม่มีอะไรที่แปลกแยก จบบริบูรณ์
อ่าน 137 / ตอบ 0 คน [ 16 ส.ค. 2557, 13:19 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
     รักจริง...ที่หาง่าย ณ บ้านสวนแห่งหนึ่ง ป้าครับ ป้าครับ คุณพ่ออยู่ไหนเหรอครับ เด็กชายตาแป๋วคนหนึ่งตะโกนถามหญิงวัยกลางคนที่กำลังปอกผลไม้อยู่ในครัว ป้าไม่รู้หรอกค่ะ คุณภีม หญิงวัยกลางคนตอบก่อนหันมาสนใจปอกผลไม้ตรงหน้าต่อ พี่ พี่ คุณพ่ออยู่ไหนเหรอครับ เด็กชายคนเดิมยังคงตะโกนถามถึงคุณพ่อของเขาอยู่อย่างนั้นจนเหนื่อย ไม่รู้หรอกค่ะ คุณท่านไม่ได้บอกกอะไรไว้หรอกค่ะ ว่าท่านจะไปที่ไหน หญิงสาววัยรุ่นคนหนึ่งตอบกลับก่อนจะหันไปสนใจงานตรงหน้าต่อ ทุกคนครับ มีใครรู้ว่าคุณพ่อ อยู่ไหน หรือ ไปไหนรึเปล่าครับ ช่วยบอกผมหน่อยสิครับ เด็กชายตัวน้อยยังคงตะโกนถามคนที่อยู่ในบ้านไปทั่ว จนเจอกับ... แอ๊ด!!! เสียงประตูเปิดออกก่อนเผยร่าง ชายวัยกลางคนคนหนึ่งกลับหญิงสาวอีกคนหนึ่งก่อนที่จะ... ปัง ปัง ปัง ไม่มีเสียงตอบรับจากทุกเสียง ทุกอย่างนิ่งเงียบ ทุกอย่างสงบ เผยให้เห็นแต่ร่างๆหนึ่งที่กำลังล้มลงนอนกองกับพื้น ก่อนที่เด็กชายจะตั้งสติและวิ่งไปหาคนมาพาคุณพ่อของเขาไปโรงพยาบาล แต่ มันคงช้าเกินไปเสียแล้ว คุณพ่อ!!!คุณพ่ออย่าเป็นอะไรนะครับ คุณแม่คุณแม่ทำอะไรคุณพ่อครับ เด็กชายตัวน้อยตะโกนตลอดทางเพื่อเรียกคุณพ่อ และ ถามถึงเหตุผลของคุณแม่ที่... ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง บุรุษพยาบาลได้นำร่างของนายปืน เข้าห้องฉุกเฉิน เวลาผ่านไป1ชั่วโมงแต่เหมือนเป็นเวลาที่ผ่านไปชั่วชีวิตของเด็กชาย หมอเดินออกมาพร้อมบอกกับทุกคนว่า... 0.00lll0 มันไม่จริงงงงงงงงงงง พลั่ก!!! ชาย หนุ่มตกใจตื่นขึ้นมาเพราะความฝันที่... วันต่อมา ฉันจะตามฆ่าเธอ ยัยแม่มด ชายหนุ่มคำรามในลำคอ เดือนต่อเดือน วันต่อวัน ยังไงชายหนุ่มก็ตามหาใครไม่เจออีก ไม่ว่าจะหายังไงมันก็ยังคงไม่พบเจอใคร วันหนึ่งก็เกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้นเมื่อผมได้ข่าวว่าแม่เสียชีวิตลงเพราะโรคชรา(?)ร้อยวันพันปีไม่ได้ยินอะไรเลย หรือนี้จะเป็นกับดัก จะกับดักหรือไม่ผมไม่รู้ผมรู้แค่ว่าต้องแก้แค้นเธอคนนั้นให้ได้ ในคืนนั้นคืนวันก่อนที่ผมจะไปหาแม่ผู้ให้กำเนิด(?) ลูก ลูกอย่าแค้นแม่เค้าเลยนะลูก พ่อเห็นลูกคิดแค้นพ่อก็ทุกขืใจนะลูก ลูกให้อภัยแม่เค้าได้รึเปล่าลูก พ่อครับ ที่พ่อพูดพ่อคิดว่าผมจะทำได้เหรอครับ ผมไม่ได้เก่งเหมือนพ่อนิครับ ต้องได้สิลูก แม่เค้าเป็นแม่ผู้ให้กำเนิดลูกนะ อภัยให้แม่เค้าเถอะนะลูก ครับ ผมจะให้อภัยแม่เค้าครับ ดีมากลูก การให้ทานที่ประเสริฐที่สุดคือการให้ทานนะลูก ครับคุณพ่อ ดีมากเลยลูก อภัยให้แม่เค้านะ แม่เค้าจะได้ตายตาหลับซักที ครับพ่อ พ่อต้องไปแล้วนะ โชคดีนะลูก พ่อครับ พ่อ พ่อครับบบบบบบบบบ หลังจากที่ผมตกใจตื่นจากความฝันผมก็ได้คิดทบทวนสิ่งต่างๆที่พ่อพูดมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ดังนั้นวันนี้ผมจึงตั้งใจที่จะไปหาแม่ ที่บ้านแม่ แม่นอนป่วยอยู่ในห้องทำอะไรเองไม่ได้เลยนอกจากพูดคุยกับคนรอบข้าง สวัสดีค่ะ มาหาใครคะ หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามาถามผมด้วยความเป็นมิตร ถ้าเดาไม่ผิดเขาต้องเป็นลูกสาวของแม่แน่นอนครับ มาเยี่ยมคุณแม่ครับ ค่ะ เชิญทางนี้ค่ะ ครับ ผมเดินตามหลังเธอมาซักพักก็ถึงห้องของแม่ ภายในห้องของแม่ไม่มีใครอยู่         แม่ครับ วันนี้ผมมาอโหสิกรรมให้คุณแม่ครับ และก็มาขออโหสิกรรมกัยสิ่งที่ผมได้เคยล่วงเกินคุณแม่ครับ ผมขอโทษกับสิ่งที่ผมทำลงไปนะครับ แม่ให้อภัยลูกได้เสมอจร๊ แม่ต่างหากที่ต้องขอโทษลูกที่...ที่แม่ทำแบบนั้นลงไป แม่ขอโทษนะลูก ให้อภัยแม่นะ ครับแม่ผมให้อภัยแม่ครับ ขอบคุณมากนะลูกที่อภัยให้แม่ ถึงเวลาที่แม่ต้องไปแล้ว แม่ครับ แม่หลับให้สบายเถอะครับ ขอบใจนะลูก แม่ขอให้ลูกโชคดีและมีความสุขมากๆนะจร๊ ครับแม่ แม่ก็ไปสบายนะครับ คุณพ่อรอคุณแม่อยู่นะครับ จร๊ คุณพ่อมารับแม่แล้วล่ะ สิ้นเสียงแม่ก็ไปอย่างสงบ หลังจากที่แม่จากไปผมก็ได้จัดงานศพให้คุณแม่อย่างสมฐานะ ผมได้ศึกษาธรรมะและแล้วผมก็ซึ้งในรสพระธรรม ผมจึงออกบวช และการบวชครั้งนี้ยังเป็นการบวชครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายของผมด้วย เพราะ ผมบวชไม่สึก เพื่อทดแทนคุณของศาสนา ที่สอนให้ผมรู้จักการอภัย และ ตอบแทนบุญคุณของคุณพ่อคุณแม่ที่ท่านได้ให้กำเนิดผมขึ้นมา ผมเที่ยวธุดงค์ไปตามที่ต่างๆเพื่อศึกษา และ ฝึกปฏิบัติตน เพื่อเป็นตัวอย่างของพระสงฆ์รุ่นหลังๆตลอดมาจนถึงวันที่ผมต้องลาโลก ลาสังขาร ของผมด้วยอายุไม่มากนัก ผมไม่คร่ำครวญ ไม่กังวล เพราะ ผมเห็นคุณพ่อ กับคุณแม่ ท่านมารับผม ท่านมารับผมไปอยู่ด้วยจริงๆ ผมภาวนาจนจิตใจสงบและลาโลกไปจริงๆณ กลางป่าใหญ่ที่เงียบสงบ จบบริบูรณ์
อ่าน 178 / ตอบ 0 คน [ 16 ส.ค. 2557, 13:17 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 การตกปลาเป็นงานอดิเรกที่มีผู้คนจำนวนไม่น้อยให้ความนิยม การได้เย่อกับปลาถือเป็นรสชาติที่สนุกสำหรับเซียนเบ็ดแบบที่ยากจะอธิบายความรู้ให้ใครที่ไม่เคยสัมผัสเสน่ห์ของการตกปลาเข้าใจได้ง่ายๆ สิ่งที่สำคัญสำหรับนักตกปลา มีอยู่หลายอย่างแต่หากไม่นับรวมความสำคัญของเหยื่อตกปลาไปด้วยล่ะก็ ถือว่าขาดสิ่งจำเป็นอย่างไม่ไว้หน้ากันเลยทีเดียว ! เพราะการจะเลือกว่าเราจะเอาปลาอะไรจากบึงน้ำเบื้องลึกขึ้นมา เหยื่อมีความสำคัญมาก และเซียนตกปลาทุกท่านย่อมทราบดีถึงความสำคัญและมีความพิถีพิถันเป็นพิเศษในการเลือกสรรเหยื่อที่จะนำมาตกปลาแต่ละชนิด เหยื่อปลานั้นสำคัญจริงๆ และมีคนจำนวนมากเลยที่เดียวที่มีงานอดิเรกในด้านการตกปลา แต่... จริงๆ แล้วเหยื่อปลาสูตรทั่วๆ ไป(ไม่ถึงขั้นเทพ ที่เซียนเบ็ดแต่ละคนจะต้องลงมือผลิตด้วยตัวเองเท่านั้น !) ทำได้ไม่ยาก เราสามารถทำขายเพื่อหารายได้เสริมกันได้เป็นอย่างดีทีเดียว เพียงแต่เลือกทำเล และรู้วิธีทำการตลาดเพื่อเสนอขายเสียหน่อยธุรกิจนี้ไปได้ทีเดียว โดยเฉพาะเหยื่อที่ค่อนข้างยุ่งยากสำหรับมือใหม่สักหน่อยอย่างพวกเหยื่อหมัก เหยื่อปั้น ที่มือใหม่มักไม่ชำนาญและไม่ยากจะทำเอง เหยื่อลักษณะนี้แหละที่เราสามารถทำขายหารายได้ให้กับตัวเองได้ แต่ก็อาจจะมีปัญหาที่ต้องทำกันบ่อยๆ เก็บยากเสื่อมคุณภาพได้ง่าย แต่หากเราใช้ เครื่องแพ็คสูญญากาศ ในการบรรจุ เราก็สามารถเก็บรักษาคุณภาพของเหยื่อตกปลาเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เราลองมาดูสูตรตกปลาแต่ละแบบกันสักหน่อยเพื่อประกอบการตัดสินใจว่ามันทำยากง่ายเพียงไหน ก่อนลงมือวางแผนการทำเป็นธุรกิจ อย่าลืม เครื่องแพ็คสูญญากาศขนาดเล็ก สำคัญมากในการสร้างภาพลักษณ์และความสะดวกของเรา สูตรเหยื่อตกปลา ประเภทปลาเกล็ด พวกปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก ส่วนผสม : มันเทศนึ่งสุก  1 กิโลกรัม , แป้งข้าวจ้าว 1 กิโลกรัม ,น้ำหอมปรุงอาหารกลิ่นวนิลา 2 ช้อนชา วิธีทำ : เริ่มจากการบดมันเทศนึ่งให้ละเอียดจากนั้นใส่แป้งข้าวจ้าวลงไป นวดให้เข้ากันแล้วจึงเติมกลิ่นวนิลาลงไปนวดๆ ให้เข้ากันทั่ว จากนั้นก็สามารถนำไปปั้นเป็นเหยื่อตกปลาได้ สูตรเหยื่อตกปลาจีน รำข้าว , อาหารปลาดุก , แป้งมันสำปะหลัง , ปลาป่น , กลิ่นนมแมว , กลิ่นวนิลา วิธีทำ : นำส่วนผสมทั้งหมดมาผสมกัน (อาหารปลาดุกให้แช่น้ำให้นิ่มก่อน) ผสมให้เข้ากันโดยใช้น้ำเปล่าเป็นตัวประสาน พอผสมเข้ากันดีแล้ว ให้นำไปหมักไว้ประมาณ 3 วัน สูตรนี้เซียนเบ็ดแนะนำให้ใช้หุ้มตะกร้อตกปลากับตะขอเบอร์ 14 ใช้ตกเวลากลางคืนจะได้ผลดีมาก เห็นไหมครับว่าเหยื่อตกปลาไม่ได้ทำยากหรือมีความซับซ้อนแต่ประการใดเลย เราสามารถทำขายได้ง่ายๆ เพียงแต่เราต้องเลือกวิธีการบรรจุให้เหมาะสมทั้งในด้านการรักษาคุณภาพของเหยื่อ ความน่าเชื่อถือ และสะดวกในการจัดเก็บของเรา การเลือกใช้ เครื่องซีลสูญญากาศ จะช่วยให้เราทำได้อย่างสะดวก ในตอนแรกเราอาจจะเริ่มจากเล็กๆ ด้วยเครื่องขนาดเล็กก่อน ต่อไปหากมีแนวโน้มที่ดี ค่อยขยับขยายเครื่องจักต่างๆ เข้ามาใช้งาน เครื่องซีลถุงสูญญากาศ
อ่าน 65 / ตอบ 0 คน [ 14 ส.ค. 2557, 21:56 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 เรื่องสั้น รางวัลของน้อย   ‘ไอ้น้อย’ หนุ่มวัยรุ่นอายุสิบหกปี เป็นเด็กที่มาอาศัยวัดนอนตั้งแต่เล็กจนโต คอยช่วยพระ เณร และผู้ใหญ่ในวัดทำงานเสมอ ทั้งทำความสะอาด ดูแลซ่อมแซมสถานที่ของสงฆ์ ตามพระภิกษุรับบิณฑบาตยามเช้า อีกทั้งสารพัดเท่าที่ไอ้น้อยเด็กวัดคนขยันจะทำได้ เมื่อมีเวลาว่างก็จะไปช่วยชาวบ้านทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นที่รู้จักของคนในหมู่บ้าน เด็กวัดหนุ่มได้รับความเอ็นดูและความไว้วางใจจากผู้คน เพราะความขยันและซื่อตรง ไม่เคยบ่นเมื่อมีคนใช้ให้เขาทำงาน บางคนเมตตาก็ให้ค่าแรงนิดหน่อย น้อยก็รับน้ำใจเหล่านั้นด้วยความยินดีทุกครั้ง “เจ้าน้อยเอ๊ย ทำความดีไว้เถิด แล้วสักวันความดีจะส่งเสริมให้เอ็งเจริญขึ้น” หลวงตาพร่ำสอนเด็กหนุ่มเสมอ “ครับ หลวงตา ผมจะทำแต่ความดี” น้อยรับปากด้วยความเต็มใจ เด็กหนุ่มปฏิบัติตนตามที่หลวงพ่อสอนสั่งเรื่อยมา งานหนักก็เอางานเบาก็สู้ ใครใช้งานแล้วได้เงิน น้อยรับทั้งนั้น ชาวบ้านเห็นน้อยเอาการเอางาน จึงจ้างวานให้มาช่วยงานสารพัด “เจ้าน้อยมันอุตส่าห์ช่วยเราซ่อมหลังคาบ้าน แกให้ค่าแรงมันแค่ร้อยเดียวเองหรือ” จวงถามสามีชาวนาของตน “เฮ้ย...เบาหน่อยสิวะ จะให้เท่าไหร่มันก็ไม่บ่นหรอก ดีเสียอีกที่มันโง่ ที่จริงเราไม่ต้องให้เงิน ให้แค่ข้าวมันก็พอใจแล้วด้วยซ้ำ นี่ฉันใจดีแล้วนะที่ให้มันตั้งร้อยหนึ่ง” ชิดเอ่ยเสียงเบา กระหยิ่มยิ้มย่องที่ได้แรงงานราคาถูกไว้ใช้ น้อยได้ยินทุกคำพูด แม้บางคำจะกระทบจิตใจ แต่เขายังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานต่อไปดุจเดิม หลังเสร็จงานแล้วแม้จะได้เงินเพียงนิด เทียบไม่ได้กับการถูกจ้างให้ไปซื้อแผ่นกระเบื้องและขนมาที่นี่ ต้องปีนเสาบ้านขึ้นไปเปลี่ยนกระเบื้องมุงหลังคาถึงห้าแผ่น แต่เด็กหนุ่มก็ไม่บ่น เก็บเงินใส่กระเป๋าเสื้อด้วยรอยยิ้มแล้วลากลับ โดยมีจวงมองตามอย่างสงสาร มีคนไม่น้อยที่คิดว่าเด็กหนุ่มโง่ หลอกใช้ง่าย แต่ที่จริงแล้วเด็กหนุ่มไม่เกี่ยงงาน ขอแค่ได้เงินก็ยอมรับทำหมด หลวงตาสอนสั่งเสมอว่าต้องพอใจในสิ่งที่ตนมี และที่เขาทำเช่นนี้ไม่ใช่เพราะโง่ แต่ด้วยเชื่อว่าการเก็บเล็กผสมน้อย สักวันชีวิตย่อมต้องดีขึ้น ดังนั้นน้อยจึงไม่เคยบ่น ไม่เกี่ยงค่าแรง ไม่เรียกร้อง ทำงานต่อไปอย่างตั้งใจ ...เช้าวันใหม่ หลังกลับจากการบิณฑบาตแล้ว เด็กหนุ่มหอบหิ้วชะลอมใส่ผลไม้ในมือข้างหนึ่ง อีกข้างคือถุงใส่อาหารแห้งหลายอย่าง เดินอย่างไม่เร่งรีบไปตามคันนา จนกระทั่งถึงพื้นที่กว้าง มีกระท่อมหลังหนึ่งปลูกอยู่ ใกล้กันมีคอกควายและแปลงพืชผักสวนครัว ซึ่งดูรู้ว่าเจ้าของบ้านปลูกไว้กินเองตามอัตภาพ   “ตาชุ่ม ยายช้อย อยู่หรือเปล่าครับ หลวงตาให้ผมเอาของมาฝาก” เด็กหนุ่มร้องเรียกเจ้าของที่ ไม่นาน ร่างที่ถูกเรียกคือผัวเมียวัยชรา ก็ก้าวออกมา ตาชุ่มกับยายช้อยเป็นชาวนา อยู่กินกันมานานกว่าห้าสิบปีแล้ว ปีนี้ตาชุ่มอายุเจ็ดสิบเก้าปี ส่วนยายช้อยอายุเจ็ดสิบห้าปี กิจวัตรประจำวันของสองผัวเมียผู้เฒ่าจะตื่นแต่เช้ามืด หุงหาอาหาร อาบน้ำผลัดเปลี่ยนชุด แล้วเดินทางไปทำนา เมื่อเข้ายามสายก็กินข้าวที่ยายช้อยห่อมาให้กันกลางทุ่ง บ่ายคล้อยเมื่อไหร่ก็เดินทางกลับบ้านเพื่อพักผ่อน  “นึกว่าใคร เจ้าน้อยเองรึ มา ๆ ขึ้นมาบ้านตาก่อน” ตาชุ่มเรียกอย่างดีใจ “วันนี้มีคนทำบุญของแห้งมาเยอะ หลวงตาให้ฉันเอามาให้ ตากับยายจะได้ไม่ต้องไปแบกจากตลาดให้เหนื่อย” น้อยเดินตรงเข้าไปในครัวด้านหลัง จัดการเก็บของเข้าตามที่ของมัน ด้วยนำของมาให้เสมอจนรู้ที่เก็บทุกที่   “ขอบใจเอ็งมาก ๆ นะไอ้น้อย” ตาชุ่มกับยายช้อยยิ้มแย้มกว้าง “ผมเห็นคอกควายด้านล่างมันผุหมดแล้ว เดี๋ยวผมไปซ่อมให้นะครับ ตาจะได้ไม่ต้องทำเอง” น้อยอาสาแล้วก้าวลงจากบ้านไปทันที เดินไปหยิบอุปกรณ์ช่าง ตรงไปที่คอกควายด้วยท่าทางคล่องแคล่ว “ดีนะที่เจ้าน้อยอาสา ฉันเองก็ปวดสะโพกกับข้อเข่าจะแย่” ตาชุ่มบ่น มองตามเด็กหนุ่มอย่างภูมิใจ เสร็จจากงานซ่อมรั้วคอกควาย เหงื่อก็เปียกชุ่มเต็มแผ่นหลังของน้อย มือหนายกปาดเหงื่อบนใบหน้าลวก ๆ หอบอุปกรณ์เดินกลับไปเก็บยังใต้ถุนของกระท่อมตายาย ขณะกำลังจัดข้าวของให้เข้าที่ เสียงพูดคุยแผ่วเบาก็เล็ดลอดมาจากตัวบ้านด้านบน ผ่านช่องไม้ผุลงมาให้ได้ยิน ข้อความบางอย่าง...ทำให้น้อยเงี่ยหูฟังด้วยความอยากรู้ “เรามีเงินเก็บอยู่เท่าไหร่แล้วล่ะยาย” เสียงตาชุ่มถามเมีย “อืม...เดี๋ยวนะตา...” มีเสียงค้นหีบหนาใหญ่กุกกักอยู่ครู่ ได้ยินเสียงเหมือนกระดาษหนัก ๆ กระแทกพื้นไม้จนเศษฝุ่นใต้ถุนร่วงใส่หน้าน้อย เด็กหนุ่มรีบปิดจมูกได้ทันก่อนจะจามออกมา เด็กหนุ่มเงี่ยหูฟังประโยคต่อไปแล้วเบิกตากว้าง... “นับครั้งล่าสุดนี้ก็หนึ่งแสน กับเก้าหมื่น เก้าพัน แล้วก็แปดร้อยกว่า ๆ เก็บกันมาสิบปีได้ตั้งเท่านี้เชียวนะตา” ยายช้อยเอ่ยอย่างดีใจ “เก็บหอมรอมริบมานานนับสิบ ๆ ปี ไม่นึกเลยว่าจะได้มากขนาดนี้ ใกล้งานบุญฝังลูกนิมิตของวัดในหมู่บ้านเราแล้วนะ ฉันคิดว่าเราเอาเงินไปทำบุญดีไหมยาย” ตาชุ่มเอ่ย “ก็ดีสิตา เห็นว่ากุฏิหลายหลังก็เสื่อมไปเยอะ ฉันว่าแบ่งครึ่งหนึ่งไปสมทบช่วยค่าซ่อมดีไหม” “ความคิดดีเหมือนกัน หลวงตาคงดีใจที่มีค่าซ่อมกุฏิเสียที” ตาชุ่มเห็นด้วย “ถ้าอย่างนั้นเงินก้อนนี้เราจะเอาไปร่วมงานบุญกับบำรุงวัดกันนะตา” ยายช้อยเอ่ยอย่างมีความสุข สองตายายพูดคุยกันต่อเรื่อย ๆ โดยไม่รู้เลยว่ามีใครอีกคนร่วมฟังอยู่ด้วยที่ใต้ถุนบ้าน...   เด็กหนุ่มแหงนเงยมองกุฏิหลายหลังที่ผุมิผุแหล่ สีผนังก็ลอกล่อนไม่น่ามอง สถานที่นี้สมควรได้รับการบูรณะซ่อมแซมอย่างมาก แต่คงต้องใช้เงินจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว น้อยก้าวกลับไปยังที่พักอันเป็นห้องหนึ่งที่กลุ่มเด็กวัดใช้พักผ่อน เขาหยิบกล่องไม้ใบเล็กเท่าฝ่ามือเก่าคร่ำคร่ามาเปิดออก ภายในมีธนบัตรจำนวนหนึ่งและเศษเงินอีกจำนวนไม่น้อย เขานับรวมคร่าว ๆ แล้วได้ไม่กี่พัน น้อยเคยตั้งใจไว้ว่าจะหาเงินมาซ่อมวัด แต่เก็บมาหลายปี เขามีเงินแค่นี้เอง มันช่างต่างจากเงินสองแสนของตายายเหลือเกิน... เด็กหนุ่มคิดถึงความแตกต่างในจำนวนเงิน ที่ตนได้รับจากคนในหมู่บ้าน กับเงินก้อนใหญ่ของตายายอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ มันช่างเทียบกันไม่ติด เงินแสนก้อนนั้นตายายจะเอาไปทำบุญในงานปิดทองฝังลูกนิมิต ซึ่งจะจัดขึ้นอาทิตย์หน้า เงินก้อนนั้นจะถูกนำมาซ่อมแซมให้วัดนี้ดูดีขึ้น ตายายอยู่ตามลำพังมานาน ลูกหลานก็ไม่มี ทั้งสองคนทนทำนาอย่างลำบาก เก็บเงินทีละน้อยจนได้เงินก้อนใหญ่ในวันนี้ และดูเหมือนว่าจะไม่มีใครรู้เลยว่าสภาพอย่างตายายจะมีเงินแสนได้ ไม่ยุติธรรม... เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มผู้ขยันและแสนซื่อ เกิดความโลภเข้าครอบงำจิตใจ หากได้เงินแสนมา เขาจะได้นำไปใช้จ่ายอย่างสบายมือ ได้นำไปขอความรักจากสาวสวยในตลาดที่หมายตาไว้ เขาจะมีมือถือใช้ มีมอเตอร์ไซค์เป็นของตัวเอง และอีกมากมายที่เขาจะได้มาเมื่อได้เงินแสน ใช่...แทนที่จะเอาไปละลายให้วัด สู้เอามาให้เขาไม่ดีกว่าหรือ น้อยเริ่มโมโห... เขาทำความดีมากมาย แต่ค่าตอบแทนช่างน้อยนิดนัก เก็บเงินมาตั้งนานได้แค่ไม่ถึงหมื่น ต้องทนลำบากอาบเหงื่อตากแดดสารพัด ถูกใช้งานอย่างหนักก็ไม่เคยบ่น ถูกโกงค่าแรงกี่ครั้งก็ไม่ว่า แล้วดูสิ...เขามีอะไรบ้าง  เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ เงินแสน...น้อยวางแผนในใจเงียบ ๆ เด็กหนุ่มยังคงทำงานของเด็กวัดตามปกติ ใครใช้ให้ทำงานหนักหรือเหนื่อยแค่ไหนก็ไม่เคยบ่น ได้เงินน้อยนิดหรือไม่ได้ก็ไม่ปริปากพูด ชาวบ้านที่เอ็นดูเมตตาก็มี แต่ผู้ที่คิดหลอกใช้งานก็มาก เขาก้มหน้าทำตัวตามปกติต่อไป เมื่อมีเวลาว่าง น้อยจะรีบไปที่กระท่อมของตาชุ่มกับยายช้อย อาสาช่วยงานเสมอเกือบทุกวัน จนผู้คนและตายายแปลกใจ “ตายายอายุก็มากแล้ว งานหนักน้อยจะช่วยเองนะ ตายายจะได้ไม่เหนื่อย” การขันอาสาของน้อย ยิ่งทำให้ตายายเอ็นดูมากขึ้น “เอ็งนี่เป็นเด็กดีจริง ๆ สักวันเอ็งจะได้เจริญ ๆ เป็นใหญ่เป็นโตได้แน่” ตาชุ่มชมเด็กหนุ่มด้วยใจจริง “เจ้าน้อยเอ๊ย เอ็งทำดีแล้ว สักวันผลของความดีจะตอบแทนให้กับเอ็งอย่างสมน้ำสมเนื้อ” หลวงตาเอ่ยชม ชาวบ้านอีกหลายคนก็บอกมาคล้าย ๆ กัน น้อยยิ้มรับคำพูดเหล่านั้น เขาเคยคิดว่ามันจะเป็นตามนั้นได้ในสักวัน แต่มันไม่ทันใจ มัวแต่รอแล้วเมื่อไหร่จะได้เงินเล่า... ไม่มีใครคิดสงสัยเลยว่าเด็กหนุ่มแสนซื่อ กำลังคิดการบางอย่างอยู่...   ...ในวันงานบุญใหญ่ประจำหมู่บ้าน ฟ้ายังไม่ทันสว่าง แต่ตายายในกระท่อมที่ห่างไกลตื่นนอนแล้ว ตาชุ่มกับยายช้อยแปลกใจที่พบเด็กหนุ่มอยู่หน้าบ้านตนตั้งแต่เช้ามืด “ผมมารับตายายไปงานบุญครับ มีอะไรให้ช่วยถือไหม” น้อยอาสา “ก็ดีสิ ขึ้นมาก่อนเร็ว ตามีของจะเอาไปที่วัดด้วย” ตาชุ่มรีบกวักมือเรียก ดีใจที่เด็กหนุ่มนึกห่วงคนแก่ ตายายก้าวเข้าไปในบ้านโดยมีเด็กหนุ่มเดินตาม น้อยใจเต้นรัว... ขณะเดินตาม มือก็คลายผ้าขาวม้าที่เคียนเอวออก แล้วพันเข้ากับมือของตนช้า ๆ... ...ปึก...ปึก...ผลัวะ...ผลัก... ทันทีที่ประตูกระท่อมปิดลง เสียงของหนักกระทบกันเกิดขึ้นหลายครั้ง ก่อนที่ทุกสรรพเสียงจะนิ่งเงียบ... ภายในกระท่อม ท่อนไม้ในมือของน้อยสั่นระริก เด็กหนุ่มใช้มือที่พันผ้าขาวม้าไว้ จับท่อนฟืนกระหน่ำฟาดใส่ตายายเต็มแรงหลายครั้ง จนกระทั่งทั้งสองแน่นิ่งไป เด็กหนุ่มรีบโยนท่อนไม้ในมือทิ้งราวกับของร้อน ก้มมองมือชุ่มเลือดตนเองสั่น ๆ ตาชุ่มกับยายช้อยตายแล้ว... ตายด้วยมือของเขา... ใบหน้าเด็กหนุ่มซีดขาวหวั่นกลัว ใช้ผ้าขาวม้าผืนเดิมเช็ดเลือดที่เปรอะตามมือให้มากที่สุด แล้วรีบลงมือค้นเงินซึ่งเขารู้ว่าตายายเก็บซ่อนเอาไว้ที่ไหน เงินจำนวนมากตรงหน้าทำให้ความกลัวหายไป น้อยหอบเงินก้อนใหญ่ไว้ในผ้าผืนหนึ่ง หลบออกจากกระท่อมตายายไปอย่างรวดเร็ว... เมื่อยามเช้ามาถึง จวบจนกระทั่งสาย น้อยทำตัวตามปกติช่วยงานวัดไปเรื่อย ๆ ไม่ให้ใครสงสัย แม้จะระแวงไปบ้างก็ตาม และเมื่อได้ยินจากชาวบ้านว่ามีคนพบศพของตายายในบ้าน น้อยถึงกับสะดุ้ง... แต่เขาก็ยังทำตัวปกติต่อไป ผู้คนฮือฮาเรื่องที่ตายายถูกฆาตกรรม น้อยคิดว่าเขาต้องทำตัวให้แนบเนียน ไม่ให้ใครเห็นว่าผิดปกติ งานวัดยังดำเนินต่อไปจนถึงช่วงบ่าย กระทั่งตำรวจเดินทางเข้ามาในวัด ขอเข้าพบหลวงตา น้อยที่อยู่ใกล้ ๆ ถึงกับตกใจ... ...หรือว่าพวกนั้นรู้...ไม่...เสื้อผ้าชุ่มเลือดเขาก็โยนเข้ากองไฟไปแล้ว...คงไม่มีใครรู้หรอก... น้อยปลอบตนเอง เด็กหนุ่มขอตัวหลบออกไปเมื่อตำรวจเข้ามาถึง เขาแอบฟังอยู่ด้านนอก ตำรวจกราบนมัสการหลวงตา “ขอโทษที่มารบกวนงานบุญนะครับ หลวงตา ตอนนี้เกิดเหตุฆาตกรรมขึ้นที่กระท่อมของตายายท้ายหมู่บ้าน คาดว่าใครหลายคนคงรู้เรื่องแล้วนะครับ”  ทรงยศ นายตำรวจที่เป็นหัวหน้าทีมเอ่ย น้อยหน้าซีดไร้สีเลือด เหงื่อกาฬแตกพลั่ก หัวใจเต้นรัวหวาดกลัว... “อาตมาได้ยินแล้ว น่าเศร้านัก ทั้งสองคนนั่นไม่เคยทำร้ายใคร แต่กลับมีคนคิดร้ายเขา จับคนร้ายได้ไหมโยม” “ยังครับ แต่ผมอยากมาขอพบใครคนหนึ่ง ผมได้ยินว่าเขาอยู่ที่นี่” ทรงยศตอบ “ใครชื่อน้อยหรือครับ” เจ้าของชื่อใจร่วงลงไปอยู่ที่ตาตุ่ม... ตำรวจรู้แล้วว่าเป็นเขา ใช่แน่ ๆ แต่เขาวางแผนอย่างดีแล้ว ตำรวจจะรู้ได้อย่างไร แล้วเขาก็นึกได้ว่าตนนั้นไม่ทิ้งรอยนิ้วมือไว้ที่ฟืน แต่ตอนค้นเงินเขาใช้มือเปล่านี่นา แสดงว่าตำรวจพบรอยนิ้วมือเขาแน่ ๆ บ้าจริง... เด็กหนุ่มร้อนรนตัวสั่น เขาต้องรีบหนี...หนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด แต่ที่ ๆ น้อยคิดได้ก็มีเพียงห้องพักหลังวัดเท่านั้น เขาเดินวนไปมาในห้องอย่างหงุดหงิด หากเขาหอบเงินแสนเดินออกไปนอกห้อง ย่อมต้องมีคนสงสัยแน่ว่าเขาไปเอามาจากไหน แต่ตอนนี้สติเขากระเจิดกระเจิงและคิดแต่จะหนี จึงรวบรวมเงินในห่อผ้าเตรียมจะเปิดประตู แต่ก็ต้องชะงักเมื่อมีใครบางคนเคาะจากด้านนอก เสียงที่ได้ยินทำให้หน้าซีด... “น้อย น้อย เปิดประตูหน่อย นี่ตำรวจ” ทรงยศร้องบอกพร้อมเคาะประตูอีก แต่ไม่มีคนเปิด จึงหันไปถามเด็กวัดที่นำทางมา “มีกุญแจห้องไหม” “ห้องนี้มีแต่กลอนด้านในครับ ถ้าจะเปิดต้องให้คนข้างในเปิดเท่านั้น” เด็กวัดตอบ คนในห้องหน้าซีดขาว... พวกตำรวจมากแล้ว พวกนั้นมาจับเขาแล้ว เขาจะทำยังไงดี... น้อยคิดหัวแทบแตก แต่ก็คิดไม่ออก มีแต่ความสิ้นหวังเกาะกุมจิตใจ จะทำยังไง...จะทำยังไง...จะทำยังไง... หรือว่าเป็นเพราะการที่เขาหลงผิด คิดวางแผนฆ่าตายายแล้วแย่งชิงเงินมา ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นบาปมหันต์ ทั้งฆ่าคนและปล้นเงิน นี่คงเป็นบทลงโทษของเขาใช่ไหม ตำรวจที่อยู่หน้าห้อง ก็คือค่าตอบแทนของการคิดชั่ว ต่อจากนี้ไปผู้คนจะพูดว่าไอ้น้อยเป็นคนชั่ว ฆ่าตายายที่รักและเอ็นดูเขาได้ลงคอ ชาวบ้านจะประณามเขาราวกับเดรัจฉานตัวหนึ่ง น้อยรับไม่ได้ หากต้องถูกจับเข้าคุกกินข้าวแดง เขาเป็นคนดี คือน้อยผู้แสนขยันและซื่อสัตย์ของผู้คน เขาไม่ได้ทำผิด... มือกำผ้าขาวม้าห่อเงินแน่นขยำขยี้ด้วยแรงอารมณ์ จนเงินกองใหญ่หลุดร่วงออกมากระจายเต็มพื้น แต่น้อยไม่ได้สนใจมัน เขาต้องทำอะไรสักอย่าง เขาไม่ใช่คนผิด เขาจะไม่ยอมถูกจับเข้าคุกแน่... ...น้อยขังตัวเองอยู่นานเกินไป จนนายตำรวจสงสัย จึงพังประตูเข้าไป สิ่งที่พบทำให้กลุ่มเด็กวัดที่ตามติดถึงกับร้องอื้ออึง บนขื่อเพดานของห้อง มีผ้าขาวม้าผูกโยงอยู่ และที่หลายผ้าขาวม้านั้นคือลำคอของน้อยที่แน่นิ่งไม่ไหวติง... ลมพัดเข้ามาทางหน้าต่างที่เปิดไว้ เห็นใครคนหนึ่งวิ่งออกไป ทรงยศให้ตำรวจรีบตามติดจับกุม เพียงไม่นานก็พบชายร่างผอมโซแต่งตัวสกปรกท่าทางขี้ยาที่พูดจาไม่รู้เรื่อง มีท่าทีอาละวาดโวยวายใส่ผู้คนรอบข้างตลอดเวลา “นี่มันเจ้าลอย ไอ้ขี้ยาที่ชอบปล้นทำร้ายชาวบ้าน เอาเงินไปซื้อยาเสพนี่ครับ” เด็กวัดร้องเสียงผวาอย่างจำได้ ในมือของเจ้าขี้ยาคือห่อผ้าที่มันกอดไว้แน่นจนน่าสงสัย ตำรวจแย่งมาเปิดดู ตกใจเมื่อพบทั้งธนบัตรและเศษเงินจำนวนมากมหาศาล ทรงยศเหลือบมองไปยังหน้าต่างห้องที่ยังเห็นร่างที่แขวนคอไว้ หรี่ตาลงเมื่อหันกลับมาทางลอย “เงินจำนวนมากนี่คงไม่ใช่ของนายใช่ไหม นายลอย แล้วเงินจำนวนนี้เป็นของใคร หรือว่า...” ในกระท่อมของตายาย ทรงยศไม่พบร่องรอยอื่นใดนอกจากฟืนที่ใช้ก่อเหตุ และรอยนิ้วมือตามข้าวของที่ระบุว่าเป็นของน้อย เขาได้รับข้อมูลว่าเด็กวัดคนนี้มักไปช่วยตายายจัดข้าวของที่กระท่อมประจำ จะมีรอยนิ้วมือก็ไม่แปลก จึงอยากมาถามข้อมูลคนร้ายเสียหน่อย แต่ก็ดันพบว่าตายเสียแล้ว อีกทั้งเจ้าขี้ยาลอยก็หอบเงินก้อนนี้หนีออกมาจากห้องน้อยด้วย “เจ้าน้อยมาอยู่ที่นี่ตั้งแต่จำความได้ พ่อแม่พี่น้องไม่มี เจ้าน้อยขยันทำมาหากิน รับจ้างได้เงินเท่าไหร่ก็เก็บไว้ตลอด ตอนนี้จะมีเงินมากก็คงไม่แปลก มันเคยบอกไว้ว่าจะหาเงินมาช่วยซ่อมบำรุงวัดที่มันซุกหัวนอนให้ได้ในสักวัน โธ่...ไอ้น้อยไม่น่าอายุสั้นเลย” เด็กวัดหลายคนร้องระงม พวกเขาจำความตั้งใจที่น้อยเคยเอ่ยปากบอกเอาไว้ได้เมื่อนานมาแล้ว “มีแต่เศษเงินเยอะขนาดนี้น่าจะเป็นของน้อยจริง น้อยคงถูกฆ่าปิดปาก และเจ้าลอยคงเป็นคนร้ายที่สังหารตายายด้วย เจ้าลอยขี้ยามีสติเลอะเลือน คิดปล้นแล้วหนีมาหลายครั้ง น่าเศร้าที่ครั้งนี้มีเหยื่อถึงสามคน ถ้าเช่นนั้นเงินก้อนนี้นำไปถวายหลวงตาตามความตั้งใจของผู้ตายกันเถิด แล้วจับคนร้ายไปดำเนินคดีที่โรงพักต่อ” ทรงยศสรุป ชาวบ้านก่นด่าเจ้าขี้ยาสติฟั่นเฟือนไม่รู้เรื่อง เจ้าลอยถูกว่าเป็นฆาตกรใจโฉด ไม่มีใครรู้ว่าน้อยทำสิ่งใด แต่เด็กหนุ่มนั้นก็ได้รับโทษทัณฑ์อย่างสาสมในสิ่งที่เขาก่อ และเงินจำนวนนั้นก็ได้ทำหน้าที่ตามความตั้งใจของตายายจนได้... จบบริบูรณ์    
อ่าน 189 / ตอบ 0 คน [ 12 ส.ค. 2557, 15:23 ]  เขียนโดย มณีเกศจัน มณีเกศจัน
 เรื่องสั้น ความตั้งใจของวิชิต ...เธอคนนั้น... เพียงได้พบสบตาก็ราวกับถูกดึงดูด เมื่อเธอยิ้ม ก็ราวกับยั่วให้เขาไขว่คว้าเธอ... แต่...มือหนาแตะที่ลำคอ เขาต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าเขามาที่นี่ด้วยเพราะเหตุใด... วิชิต เดินทางมายังหมู่บ้านเลาไผ่ ซึ่งตั้งอยู่ในภาคอีสาน ต้องเดินทางจากตัวเมืองด้วยรถสองแถว เข้าไปในพื้นที่เต็มไปด้วยคันดิน เดินเท้าต่อไปในภูเขาจนใกล้เข้าเขตป่าก็ถึงจุดหมาย แม้จะต้องบากบั่นเดินทางมาไกล แต่วิชิตก็มีอุดมการณ์แรงกล้า ต้องการมาช่วยเหลือชาวบ้านที่ห่างไกล ตามประสาหมอหนุ่มไฟแรงอายุเพียงยี่สิบเก้าปี ที่พักของวิชิตเป็นบ้านไม้หลังหนึ่ง มีพื้นที่ล้อมเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ห่างไกลจากบ้านหลังอื่นจนมีความเป็นส่วนตัวพอสมควร ชายหนุ่มเก็บของแล้วไปดูสถานที่สำหรับเปิดเต็นท์เพื่อใช้เป็นที่ทำการรักษาคนไข้ แล้วค่อยกลับมาเช็คหยูกยาในบ้านพักที่ทางกรุงเทพส่งมา จวบจนเสร็จก็ล่วงเข้าเวลาค่ำ วิชิตจึงอาบน้ำพักผ่อน   กลางดึก...วิชิตสะดุ้งตื่น ทั้งที่เขาอ่อนเพลียจนหลับทันทีที่หัวถึงหมอน แต่เขาได้ยินเสียงบางอย่าง วิชิตลุกขึ้นเดินไปเมียงมองที่หน้าต่าง ภายนอกมีเพียงลมพัดยอดไม้เท่านั้น วิชิตจึงปิดหน้าต่างลงกลอนแล้วนอนต่อ วิชิตเริ่มทำงานที่หมู่ล้านเลาไผ่มาได้ครบสัปดาห์แล้ว แม้จะเหนื่อยเพราะตนเป็นแพทย์เพียงคนเดียว แต่เขาก็เต็มใจทำงานอย่างมีความสุข ขณะทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ชายชราคนหนึ่งท่าทางป่วยหนัก ถูกชายสองคนหิ้วปีกพามาถึงเต็นท์ วิชิตให้พยุงนอนลงที่เตียงสนาม ชายหนุ่มรีบตรวจอาการอย่างรีบด่วน ร่างนั้นสั่นเทิ้มราวกับมีไข้แต่ตัวเย็นเฉียบ “เป็นมาลาเรียครับ” วิชิตบอก แล้วจัดแจงฉีดยาให้คนป่วย ท่ามกลางชาวบ้านที่มุงดูอย่างสนใจ อาการของคนป่วยทุเลาลง ร่างนั้นหยุดสั่นแล้ว อุณหภูมิก็เข้าสู่ระดับปกติ โชคดีเหลือเกินที่คนป่วยถูกพามาถึงมือเขาทัน วิชิตปล่อยให้คนป่วยนอนพักผ่อนต่อไป ตนเองเรียกคนไข้อื่นมารักษาต่อ หมอหนุ่มทำงานอย่างวุ่นวาย ลืมเลือนคนไข้ที่นอนป่วยไปสิ้น จวบจนกระทั่งบ่ายคล้อยคนไข้จึงหมด วิชิตหันกลับเข้ามา ก็พบว่าเตียงนั้นว่างเปล่าแล้ว แปลกคน...นึกจะไปก็ไม่บอกสักคำ ชายหนุ่มนึกห่วงมากกว่าจะเคือง เพราะมาลาเรียนั้นอาจกำเริบเมื่อไหร่ก็ได้ แต่เขาก็ไม่รู้จักคนไข้เสียด้วย จึงหันไปถามจ่อย เด็กหนุ่มในหมู่บ้านที่มาช่วยงานวิชิตตั้งแต่วันแรก บางคืนจ่อยกับเพื่อน ๆ ยังมานอนเป็นเพื่อนหมอชาวกรุงอีกด้วย และวิชิตก็สนิทสนมกับเด็กกลุ่มนี้พอสมควร “จ่อยรู้จักคุณลุงที่เมื่อเช้าถูกหามมาไหม เขาเป็นใคร” “อ้อ...ตาเสียม แกไม่ค่อยสุงสิงกับชาวบ้าน ตั้งแต่เมียตายก็ชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว ไม่มีใครอยากยุ่งกับแกนักหรอกครับ” จ่อยกระซิบทำเสียงอึดอัด หมอหนุ่มเมืองกรุงขมวดคิ้ว เมื่อเห็นเด็กหนุ่มระแวง “ที่จริงแกเป็นมาลาเรียต่างหาก เห็นอาการสั่นนั่นไหม มันเหมือนไข้จับสั่น แต่ร้ายแรงกว่ามาก ถ้าหากเกิดขึ้นอีกแล้วไม่มีใครรักษาให้ ตาเสียมอาจถึงขั้นช็อกตายได้ทีเดียวนะ บ้านตาเสียมอยู่ที่ไหนหรือ” “หมอ...อย่าบอกนะว่าจะไปบ้านตาเสียม” จ่อยหน้าตื่น ส่ายหน้าหวือ “ไม่เอาหรอก ผมไม่ให้หมอไปเด็ดขาด” “ฟังนะจ่อย หมอมีหน้าที่ช่วยเหลือคน และตาเสียมก็เป็นคนไข้ที่มีอาการน่าเป็นห่วงเหมือนกัน ซึ่งหมอจะทำเป็นไม่เห็น ปล่อยให้เขาเป็นโรคเรื้อรังจนตายได้อย่างไร หมออยากช่วยรักษาเขา” วิชิตเอ่ยอย่างหนักแน่น จ่อยเริ่มใจอ่อน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ก็ได้ จ่อยจะพาหมอไปเอง แต่หมอต้องรับปากว่าจะไม่ไปบ้านตาเสียมคนเดียวไม่ว่าจะตอนเช้าหรือมืด หากจะไปจริงก็ขอให้มีคนไปด้วยจะดีกว่า เกิดอะไรขึ้นจะได้ช่วยเหลือกันทัน ” “ทำไมหรือ?” วิชิตชักสงสัย ท่าทางเด็กหนุ่มเหมือนมีเรื่องอยากเล่า แต่ไม่กล้าเล่ากระนั้น   “ผู้คนลือกันว่าแกถูกผีรังควานมานานแล้ว ไม่มีใครอยากอยู่ใกล้แกเพราะไม่อยากเดือดร้อน ถ้ามีใครไปยุ่งกับแกมาก ๆ เข้า ก็อาจซวยโดนร่างแหไปด้วย หมอจะไม่เชื่อก็ได้ แต่เรื่องพวกนี้ไม่ควรลบหลู่หรือลองดีนะครับ” จ่อยนึกนับถือหมอหนุ่ม จึงเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี และวิชิตก็ใจไม่กล้าพอที่จะเห็นเป็นเรื่องตลกด้วยสิ...   บ้านตาเสียมนั้น อยู่ห่างไกลผู้คนไปนับสามกิโลเลยทีเดียว เรียกว่าบ้านคงไม่ถูกนัก สภาพเหมือนเพิงขนาดใหญ่ที่มุงหลังคาด้วยฟาง มีเศษไม้หรือท่อนไม้ขนาดใหญ่ นำมาต่อหรือมัดไว้รวม ๆ กันแล้วตรึงเป็นกำแพงสี่ด้านตามอัตภาพ ทั้งผุพังและเสื่อมโทรมจนไม่คิดว่าจะมีคนอยู่ได้ ตาเสียมกำลังปิ้งหัวมันอยู่หน้ากองไฟใกล้ที่พัก “หมอ ผมรอตรงนี้นะ ระวังตัวด้วยนะหมอ” จ่อยหยุดอยู่ห่างจากเขตบ้านตาเสียมนับสิบเมตร เรียกว่าไม่อยากเข้าใกล้หรือแม้แต่เฉียดผ่าน วิชิตจึงเดินเข้าไปหาตาเสียมที่นั่งยองหน้ากองไฟเอง ตาเสียมมองเขาอย่างสงสัย “สวัสดีครับลุงเสียม ผมเป็นหมอนะครับ จะมาขอตรวจดูอาการของลุงหน่อย” วิชิตทรุดกายลงใกล้ชายชรา “ข้าเป็นหมอยาเก่านะโว้ย เป็นอะไรรักษาตัวเองได้ ข้าไม่ต้องการหมอเมืองกรุงที่ดีแต่ใช้ยาฝรั่ง กลับไปซะ” ตาเสียมออกปากไล่เสียงเบา ดวงตาดุเหล่มองไปยังจ่อย เด็กหนุ่มสะดุ้งน้อย ๆ “อย่าโทษเด็กเขาเลยครับ ผมอยากมาช่วยลุงเอง ลุงเป็นมาลาเรีย ถ้าไม่รักษาอาจถึงชีวิตได้นะครับ” วิชิตรู้มาคร่าว ๆ จากจ่อยว่าตาเสียมเป็นหมอยาสมุนไพรโบราณ แต่โรคบางชนิดนั้นคงจะไว้ใจให้รักษากันเองไม่ได้ “ตายได้ก็ดี จะได้จบ ๆ เสียที แต่ ‘มัน’ ไม่ยอมให้ฉันตาย ถึงได้ทรมานอยู่แบบนี้” วิชิตขมวดคิ้ว ตาเสียมพึมพำกับตนเองแปลก ๆ สะดุ้ง...เมื่อชายชราออกปากไล่อีกครั้ง “ไอ้คนกรุง ใสหัวไปได้แล้ว” “ถ้ามีเรื่องไม่สบายใจคุยกับผมได้นะครับ ผมยืนยันว่าโรคของลุงมีทางรักษา อย่าท้อใจที่จะมีชีวิตต่อไปนะครับ ผมจะช่วยเต็มที่” วิชิตพยายามเกลี้ยกล่อม แต่ตาเสียมกลับส่งสายตาดุจัดกลับมา จ่อยรีบก้าวเข้ามาดึงแขนหมอหนุ่มลากออกไป วิชิตได้แต่เดินไปตามแรงดึงของเด็กหนุ่ม แต่ก่อนจากไปนั้น เขาเห็นแววตาสับสนปนเศร้าของชายชราที่ชื่อเสียม   หนึ่งเดือนต่อมา วิชิตง่วนอยู่กับงานแพทย์อาสาประจำหมู่บ้านเพียงคนเดียว วิชิตหวังว่าหลังจากที่เขาเขียนรายงานส่งไปกรุงเทพตั้งแต่ในสัปดาห์แรกแล้ว จะมีแพทย์อาสามาที่หมู่บ้านนี้เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยกันแบ่งเบาภาระได้ก็จะดีมาก ทุกวันมีคนไข้มาต่อคิวขอรอรับการรักษาอาการป่วยไม่ได้ขาด หมอหนุ่มมีงานล้นมือจนลืมเลือนเรื่องของตาเสียมไป คืนหนึ่ง วิชิตสะสางงานเสร็จ เตรียมตัวจะเข้านอน ร่างสูงชะงักมือที่กำลังจะปิดประตู เมื่อได้ยินโหยหวนแปลก ๆ และมันคงไม่ใช่เสียงลมพัดผ่านใบไม้ธรรมดา คราวนี้ชายหนุ่มถึงกับขนลุกเมื่อได้ยินเป็นประโยคที่จับใจความได้... ...ช่วยด้วย...ช่วยด้วย...ช่วยฉันที...ช่วยที... เสียงแหบโหยนั้นขาดเป็นช่วง ๆ คล้ายเสียงของผู้ชาย แต่แยกไม่ออกว่าหนุ่มหรือแก่ กระแสเหมือนทรมานเจ็บปวด แต่ต้นเสียงนั้นมาจากไหนวิชิตไม่อาจรู้ได้ มันสะท้อนก้องมาจากทุกทิศทาง วิชิตตัวสั่นเหงื่อตกเป็นครั้งแรก เขารีบปิดประตูหน้าต่างทุกบานลงกลอนแน่นหนา และนี่เป็นคืนแรกที่เขาสวดมนต์เสียงสั่นถี่ ๆ ก่อนนอน หมอหนุ่มกระสับกระส่ายอยู่นาน ไม่รู้ว่าวิชิตหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ ตื่นมาตอนเช้าถึงจะอ่อนเพลียไปบ้าง แต่วิชิตก็พร้อมจะออกไปทำงาน แต่เหตุการณ์ในค่ำคืนที่ผ่านมา ทำให้วิชิตเริ่มคิดมากเป็นครั้งแรก เมื่อถึงเวลาพักทานข้าว หมอหนุ่มจึงเอ่ยปากคุยกับจ่อย “จ่อย หมอคนก่อน ๆ ที่มาทำงานที่นี่ เขาเจอเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ ถึงอยู่ที่นี่ไม่ได้” “ทำไมหมอถามแบบนี้ครับ หรือว่า...หมอไปเจออะไรเข้าแล้ว” จ่อยเบิกตาน้อย ๆ “ก็ไม่เชิง...ว่ายังไงล่ะ ที่นี่มีเรื่องเล่าใช่ไหม?” วิชิตไม่อยากเอ่ยถึงเรื่องผีนัก แต่ตอนนี้เขาคงต้องรู้ไว้บ้างเสียแล้ว   “ก็ตาเสียมไงครับ เมื่อก่อนแกเป็นคนปกติเหมือนเรา ๆ นี่แหละ แต่วันหนึ่งแกก็บอกว่าได้ยินเสียงหลอนจากผีขึ้นมา ตาเสียมก็เริ่มฟั่นเฟือน คิดว่ามีคนจะมาฆ่าแก จนต้องย้ายไปอยู่ท้ายป่านู่น คนเลยคิดว่าแกน่าจะถูกผีตามรังควาน ที่จริงแกเคยเป็นหมอสมุนไพรนะครับ แต่ไม่มีใครกล้าไปให้แกรักษา เราจึงต้องพึ่งหมอจากกรุงเทพอย่างคุณหมอไงครับ” จ่อยเล่าสิ่งที่ตนรู้ด้วยดวงตาระทึก วิชิตขมวดคิ้วยุ่ง “เสียงหรือ? หรือว่าจะเป็นเสียงเมื่อคืน...” เห็นจ่อยทำหน้าสงสัย วิชิตจึงรีบเปลี่ยนเรื่อง “จ่อยเคยได้ยินเสียงนั้นไหม?” “ไม่เคยได้ยินครับ ว่ากันว่าต้องผ่านบ้านเก่าของตาเสียมตอนดึก ๆ รายไหนรายนั้นต้องเจอทุกคนครับ” “แสดงว่าก่อนหน้านั้น ตาเสียมไม่ได้อยู่ที่บ้านผุ ๆ แต่อยู่ที่อื่นมาก่อนใช่ไหม แต่พอเกิดเรื่องค่อยย้ายไป” หมอหนุ่มเดา จ่อยพยักหน้า แล้วเอ่ยประโยคที่ทำให้วิชิตถึงกับแข็งค้างไปชั่วครู่... “เมื่อก่อนบ้านตาเสียม ก็คือบ้านที่หมอพักอยู่ไงครับ ตั้งแต่แกได้ยินเสียงประหลาด แกก็ย้ายออกไปแล้วไม่ยอมก้าวกลับมาที่บ้านนี้อีกเลย แต่บ้านหลังนั้นเป็นจุดศูนย์กลางหมู่บ้าน พวกเราจึงเก็บไว้ให้หมอจากกรุงเทพพักครับ”   คนหมู่บ้านเลาไผ่ทำแสบจริง... วิชิตคิดอย่างขุ่นเคืองในใจ ผู้คนกลัวตาเสียม กลัวผี แต่ก็ให้คนกรุงเทพมาพักบ้านของคนที่สงสัยว่าถูกผีรังควานเนี่ยนะ คิดได้อย่างไร วิชิตส่ายหน้า ถึงอย่างไรเขาก็ต้องทำหน้าที่ต่อไป แต่เขาจะไม่ยอมอยู่อย่างหวาดผวาแล้ววันหนึ่งต้องประสาทเสียหรอกนะ คืนนั้นวิชิตจึงออกสำรวจพื้นที่ใกล้เคียงบ้านพักด้วยตนเอง ...ช่วยด้วย...เอาฉันออกไปที...ช่วยฉันที...ช่วยด้วย... อีกแล้ว...เสียงนั้นอีกแล้ว วิชิตขนลุกเกรียว แต่คราวนี้เขาไม่เพียงแค่ได้ยิน แต่เห็นเงาดำในที่ไกล ๆ เต็มตา เขาเบิกตากว้างเมื่อเจอ ‘ของจริง’ ตำแหน่งนั้นห่างไปประมาณสิบเมตรใกล้โคนต้นมะม่วง วิชิตรีบก้าวไปยังที่นั่น แต่เงาดำนั้นกลับถอยห่างและหายไปต่อหน้าต่อตา ตอนนี้เขายังได้ยินเสียงหวีดหวิวลอยมาตามลม วิชิตรวบรวมความกล้าพูดออกไป “คุณเป็นใคร...ต้องการให้ผมช่วยยังไง บอกมาสิ ผมจะช่วยหากทำได้” ...ช่วยฉันที...เอาฉันออกไปจากที่นี่...ช่วยที... เสียงนั้นดังขาด ๆ หาย ๆ ก่อนจะเงียบไป มีเสียงลมพัดผ่านบางเบาเข้ามาแทนที่ เอาออกไปงั้นหรือ...หมายความว่ายังไง? แล้วที่นี่มันคือที่ไหน? และใครคือคนพูดคำนี้? คำพูดพวกนั้นมันไม่ช่วยไขความกระจ่างใด ๆ ให้แก่วิชิตได้เลย   ...รุ่งเช้า วิชิตยังคงทำงานต่อไปตามปกติ แต่ความสงสัยยังตามหลอกหลอนเขาไม่หาย วิชิตยกมือกุมคอเสื้อ ใต้เสื้อนั้นคือสร้อยหลวงปู่แหวน ของเก่าแก่ที่แม่ให้วิชิตก่อนจากบ้านมาไกล แม้จะไม่เชื่อเรื่องผี แต่ความหวังดีและศรัทธาของแม่นั้น เขารับมันไว้ด้วยความเต็มใจ เมื่อคืนพอเขาเข้าใกล้ เงานั่นก็ถอยห่าง คงเพราะอำนาจพระพุทธคุณคุ้มครองเป็นแน่ สบายใจขึ้นมาบ้างเมื่อมีของดีคอยคุ้มครองตน อย่างน้อยเขาก็ต้องอดทนอยู่ต่อไป เพื่อคนในหมู่บ้านที่ยังต้องการหมอมาช่วยดูแลสุขภาพพวกเขา แต่วิชิตก็ยังเฟ้นหาคำตอบของสิ่งลี้ลับที่ต้องเผชิญอยู่ เสียงประหลาดที่เกิดขึ้น อยู่รายรอบบ้านเก่าหลังนั้น หลังจากเมียตาเสียมตายไป ตาเสียมได้ยินเสียงประหลาดและหวาดผวา ส่วนคนทั่วไปนั้นจ่อยเล่าว่าไม่มีใครในหมู่บ้านสักคนที่รู้ต้นสายปลายเหตุ เรื่องนี้จึงมีตาเสียมเป็นกุญแจปริศนาคนเดียวเท่านั้น... วิชิตยังชั่งใจและลังเลที่จะไปหาตาเสียม ใช่ว่าจะหาเวลาไม่ได้เลย เพียงแต่เวลาที่เขาว่างจะเป็นช่วยหลังตะวันตกดิน ท้องฟ้าที่โพล้เพล้ใกล้ค่ำ ย่อมไม่ใช่เวลาที่เขาควรจะไปหาตาเสียมผู้ลึกลับเพียงคนเดียวเป็นแน่ ในขณะที่หมอหนุ่มยังได้ยินเสียงประหลาดและลังเลที่จะไปหาตาเสียมนั้น วันหนึ่งมีชาวบ้านมาตามตัวเขาตอนกลางวัน ร้องเรียกหน้าตาตื่น “หมอ...มีคนเห็นตาเสียมชักคาบ้าน ตาเสียมร้องเรียกหาหมอใหญ่เลย มันคงไม่ไหวจริง ๆ ช่วยไปดูหน่อยเถอะ”  หมอหนุ่มเมืองกรุงไม่รอช้า รีบคว้ากระเป๋าใบย่อมบรรจุเครื่องมือรักษาเบื้องต้นก้าวตามชาวบ้านไป เมื่อใกล้ถึงที่หมาย ชาวบ้านก็ทำเหมือนจ่อยที่พาเขามาคราวก่อนไม่มีผิด หยุดอยู่นอกบ้านห่าง ๆ มีเพียงวิชิตก้าวเข้าไปในบ้านคนเดียว อาการเหมือนไข้จับสั่น คนไข้ตัวเย็นและบ่นหนาวนั้น คืออาการของมาลาเรียกำเริบอย่างที่วิชิตเคยคิดไว้ว่าต้องเกิดขึ้น วิชิตดูแลรักษาจนอาการสั่นหายไปกลายเป็นนอนสงบ วิชิตบอกให้ชาวบ้านกลับไปก่อน เขายังไม่รีบกลับ แต่เขาอยู่รอจนกระทั่งคนป่วยฟื้น เพราะนี่เป็นโอกาสดีที่จะได้หาคำตอบที่เขาสงสัยมานานเสียที ตาเสียมฟื้นคืนสติอย่างเชื่องช้า ชายชรากระพริบตาถี่แปลกใจ เมื่อพบหมอหนุ่มเมืองกรุงเฝ้าไข้ตนอยู่ แล้วเบิกตากว้าง ละล่ำละลักพูดจนวิชิตแปลกใจ “หมอ...หมอเมืองกรุง...ช่วยที...ช่วยข้าด้วย...” “ใจเย็น ๆ นะครับลุง มีอะไรค่อย ๆ พูดก็ได้” หมอหนุ่มต้องปลอบให้เขาใจเย็นลง ตาเสียมตั้งสติพักหนึ่งก่อนเอ่ย “ไอ้คนกรุง ข้ามีเรื่องอยากจะพูดก่อนตาย” วิชิตกำลังจะอ้าปากพูดให้กำลังใจ แต่ตาเสียมรีบขัดเสียก่อน “ข้ารู้ตัวดีว่าชีวิตสั้นลงทุกวัน อีกไม่นานก็ถึงเวลาของข้าแล้ว ช่วยรับฟังข้าที” น้ำเสียงน่าสงสารทำให้วิชิตตามใจคนไข้ไปก่อน “ก็ได้ครับ ผมจะช่วยรับฟังคุณลุงเอง” เมื่อคนหนุ่มรับปาก ชายชราจึงมีสีหน้าดีขึ้นนิดหน่อย “สามสิบปีก่อน มีคู่ผัวเมียชาวกรุงมาที่หมู่บ้านนี้ คนเป็นผัวนั้นแก่จนหัวหงอก แต่มีเมียสาวอายุยังน้อย ผัวคิดเอาใจเมียจึงพามาเที่ยวป่า แต่เมียไม่มีความสุขเพราะถูกบังคับให้แต่งงานใช้หนี้ที่พ่อแม่กู้มา ผัวแก่ก็ระแวง กลัวว่าเมียจะมีชู้ วันหนึ่งผัวแก่อยากลองใจเมีย โดยขอให้ชาวบ้านช่วยบอกเมียว่าใกล้ตายแล้ว อยากดูท่าทีว่าเมียจะรักและห่วงบ้างหรือไม่” วิชิตนิ่งฟังอย่างสนใจ “แล้วยังไงต่อหรือครับ” “ผัวแก่เตี๊ยมกับหมอชาวบ้าน หมอผสมยานอนหลับมาให้กิน แล้วหมอชาวบ้านก็ไปเรียกเมียมาดูอาการผัว แต่แทนที่จะทำเป็นแค่แกล้งตาย กลับพบว่าผัวแก่ไม่หายใจแล้ว” “คงเป็นการให้ยานอนหลับเกินขนาด และเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านกระมัง จึงพลาดขึ้นมา” วิชิตคะเน “ไม่ใช่...” ตาเสียมส่ายหน้า “ไม่ได้กะพลาดเลยสักนิด หมอชาวบ้านคนนั้นรู้ดีอยู่แล้วว่าหากให้ยามากขนาดนั้นจะทำให้คนกินถึงตาย เขาจงใจจะให้ผัวแก่ตายไปเสีย แล้วเอาศพไปฝังซ่อนไว้ที่ผืนดินรกร้างใกล้บ้านตัวเอง” “อ้าว...ทำไมกันครับ” หมอหนุ่มแปลกใจ “เพราะหลังจากนั้น ชาวบ้านคนนั้นก็ได้เมียสาวม่ายผัวตายมาครอง อีกทั้งคนเป็นผัวมันรวย หมอชาวบ้านจึงได้แก้วแหวนเงินทองที่ทั้งสองพกติดตัวมากมายอีกด้วย” วิชิตถึงบางอ้อ... ที่แท้เมียสาวก็มีชู้จริง ว่าแต่ว่าทำไม... “ลุงเสียมรู้เรื่องดีจังนะครับ” คนป่วยเปิดรอยยิ้มขมขื่น “ข้าคือหมอยาของหมู่บ้านนี้ ชาวบ้านคนนั้นคือข้าเอง แต่แทนที่จะได้เสวยสุขกับเมียสวย ไม่กี่เดือนต่อมาเมียข้าก็ป่วยเป็นไข้ป่าตาย ทั้งที่ข้าเป็นหมอยาสมุนไพรที่เก่งที่สุด แต่ข้ากลับช่วยไม่ได้เลย หลังจากนั้น ‘มัน’ ก็ตามมาหลอกข้าทุกคืน ร้องเรียกรังควานจนข้าไม่เคยได้หลับได้นอน ต้องย้ายมาอยู่ที่นี่อย่างหวาดผวา...” “ลุงต้องการให้ผมช่วยอะไรกันแน่ครับ” วิชิตสงสัย “หากข้าตายไป ช่วยเผาลอยอังคารไปเลย แต่อย่าเอาข้าไปฝังไว้ใกล้กับที่บ้านเก่าข้า ข้ากลัว...มันตามหลอกหลอนข้ามานานนับสามสิบปีแล้ว ข้ากลัวเหลือเกิน” ดวงตาคนชราเหลือกลานเบิกกว้าง บ่งบอกอาการหวาดผวาจัด เรื่องที่ได้ฟังนี้เป็นเรื่องที่สร้างความหนักอึ้งให้กับวิชิตไม่น้อย คนเคยเป็นหมอยามือหนึ่ง แต่กลับใช้วิชาในทางที่ผิด ราวกับว่าบาปนั้นกัดกร่อนให้วิชาที่ตนมีเสื่อมลงจนไม่อาจช่วยใครได้อีก หมู่บ้านนี้จึงต้องพึ่งหมอเมืองกรุงแทน วิชิตไม่ได้รับปาก เพราะทันทีที่ตาเสียมขอร้อง ดวงตาของชายชราก็ปิดลงตลอดกาล... วิชิตจึงนำเรื่องนี้ ไปปรึกษากับเจ้าอาวาสวัดในหมู่บ้าน เจ้าอาวาสจึงรับเรื่องนี้ไว้จัดการเอง โดยรับทำศพให้แก่ตาเสียม สวดเพียงวันเดียวแล้วเผาลอยอังคารไปตามความต้องการครั้งสุดท้ายของชายชรา หลังจากนั้นจึงค่อยไปขุดศพที่ถูกฝังซ่อนไว้ อัญเชิญวิญญาณมาประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป วิชิตไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังอีก เพื่อให้มีความสงบสุขต่อไป นับจากนั้นมาวิชิตก็ไม่ได้ยินเสียงประหลาดอีกเลย วิชิตทำงานที่หมู่บ้านเลาไผ่อย่างมีความสุข จนวันหนึ่ง...มีคนกรุงเทพเดินทางมาพักที่หมู่บ้านนี้ ด้วยต้องการสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติ สามีแก่อ้วนลงพุงอายุน่าจะหกสิบปีขึ้นไปแล้ว กับภรรยาสาวสวยวัยใสที่เด็กกว่าสักสามรอบได้ ทั้งคู่พึ่งแต่งงานกันและดูท่าจะมีฐานะ ด้วยใช้ของแบรนด์เนมทั้งสิ้น เธอคนนั้นช่างสวยเหลือเกิน... เพียงได้พบสบตาก็ราวกับถูกดึงดูดเข้าไปหา เมื่อเธอยิ้ม ก็ราวกับยั่วให้วิชิตไขว่คว้าเธอมา... เธอที่ยังสาวและสวย ไม่เหมาะสมกับผัวแก่อย่างแรง แต่...มือหนาแตะที่ลำคอ ตำแหน่งที่แขวนสร้อยหลวงปู่แหวนเอาไว้ วิชิตพึงระลึกไว้เสมอว่าเขามาที่นี่ด้วยเพราะเหตุใด ชายหนุ่มหันหลังหลีกหนีภาพยั่วเย้ากิเลส เหลือเพียงความมุ่งมั่นเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ต่อไป จบบริบูรณ์  
อ่าน 144 / ตอบ 0 คน [ 12 ส.ค. 2557, 15:08 ]  เขียนโดย มณีเกศจัน มณีเกศจัน
 เรื่องสั้น คนที่ถูกลืม   ...เอี๊ยด..โครม... ร่างสูงหนาของชายคนหนึ่งปลิดปลิวราวกับใบไม้ต้องลม ก่อนจะร่วงหล่นลงข้างทาง แรงกระแทกจากหน้ากระโปรงรถ หนักหน่วงและรุนแรงพอที่จะสร้างความเจ็บปวดจนร่างนั้นไม่อาจลุกขึ้นยืนได้ ได้แต่นอนแน่นิ่งรอความช่วยเหลือบนพื้นคอนกรีต เสียงหวอรถพยาบาล เป็นใบเบิกทางชั้นดีให้รถคันโตบรรทุกร่างผู้ป่วย แทรกผ่านรถคันอื่นบนท้องถนนเพื่อไปให้ถึงจุดหมายก่อน ไฟในห้องฉุกเฉินดับลง... แพทย์เดินออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดี คนที่รอคอยอยู่รีบเข้ามาถามอย่างร้อนใจ “คุณหมอคะ เขาเป็นอย่างไรบ้างคะ” “คนไข้ปลอดภัยแล้วนะครับ แต่เขาโชคร้าย มีอาการความจำเสื่อม หลังจากนี้คงต้องอาศัยระยะเวลาพักฟื้น” “เขาจะหายไหมคะ” คนฟังใจไม่ดี “เรื่องนี้คงตอบไม่ได้ครับ แต่อย่าห่วงเลย บางทีอาจแค่เสื่อมไม่นาน แต่หากโชคร้ายหน่อยก็คงกินเวลาเป็นเดือน หรือเป็นปี” แพทย์ละไว้ ไม่เอ่ยมากกว่านั้น แต่เพียงแค่นั้นคนฟังก็ใจร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม หลังจากนี้คน ๆ นั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป... วันต่อมา หน้าห้องคนไข้ในโรงพยาบาล คลาคล่ำเต็มไปด้วยนักข่าวและผู้คนมากมาย ทุกคนต่างมาที่นี่ด้วยข่าวดาราดังที่ชื่อ เจแปน ประสบอุบัติเหตุจนต้องพักฟื้นในห้องไอซียู อีกทั้งมีอาการความจำเสื่อม จนทำให้ต้นสังกัดวิ่งเต้นเรื่องงานที่ค้างคากันวุ่นวาย และต้องหาคนทำงานแทนดาราหนุ่มชั่วคราวไปก่อน หน้าโรงพยาบาลก็ไร้ความสงบ ด้วยมีแฟนคลับของชายหนุ่มมาออกกัน เพื่อให้กำลังใจดาราหนุ่มที่นอนป่วย จนต้องเรียก รปภ. มาจัดการเฝ้าประตูทางเข้าทุกทางเอาไว้ กระแสความฮอทของเจแปนนั้นครองใจแฟนคลับมายาวนานนับปี แต่ไม่ใช่ว่าเมื่อเขาฟื้น เขาจะสามารถกลับมาเป็นเจแปนคนเดิมได้ “ผมชื่อปฐวี ใคร...คือเจแปนหรือครับ” เมื่อฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง นั่นคือคำแรกที่ดาราหนุ่มถามขึ้น   ...สไตล์ไพร์ ต้นสังกัดของดาราหนุ่ม กำลังเข้าประชุมกันเครียด ด้วยเรื่องด่วนที่ทุกคนรู้ดี ดาราชื่อดังที่สุดในสังกัด เกิดอาการความจำเสื่อมหลังประสบอุบัติเหตุ และไม่มีทีท่าว่าจะรักษาหายได้ไหม และเมื่อไหร่ก็ไม่อาจระบุได้ “ให้ตายสิ...จะทำยังไงดีเนี่ย แล้วงานที่ค้างอยู่จะเอายังไง” เสี่ยวิชัย นายทุนใหญ่เอ่ยเสียงเครียด เขาทุ่มไปกับการผลักดันเจแปนไม่น้อย ตอนนี้งานอีเวน โฆษณา ละคร คอนเสิร์ต ถ่ายแบบ ที่เจแปนต้องทำนั้น ก็มีคิวงานแน่นยาวนานนับสองปีเลยทีเดียว แต่คนเป็นดารากลับมาป่วยกะทันหันเสียได้ “เวลานี้คงต้องหาใครมาแทนไปก่อน” นิรุต โปรดิวเซอหนุ่มใหญ่เอ่ยขึ้น แม้จะดูแลเจแปนมานานหลายปี แต่ตอนนี้งานของต้นสังกัดสำคัญยิ่งกว่า และไม่มีใครที่จะรอให้เจแปนหายป่วยได้ “แล้วจะใช้ใครดี คนที่เก่งพอจะแทนที่เจแปนได้ มันไม่น่าจะมีในตอนนี้” เสี่ยวิชัยเอ่ย “ริชชี่เป็นไง หนุ่มลูกครึ่งเกาหลี อิตาลี เขาพึ่งย้ายมาอยู่กับย่าที่เป็นคนไทย ลูกเสี้ยวหลายชาติ หน้าหล่อ ถึงฝีมือจะด้อยกว่าเจแปน แต่ผมว่าคนนี้ไปได้สวย” นิรุตเสนอทางออกให้ ขบคิดกันอยู่ชั่วครู่ ก็ตกลงเห็นพ้องกันว่าจะใช้ริชชี่ทำงานแทนเจแปนไปก่อน จนกว่าเจแปนจะมีความจำกลับคืนมา ค่อยมาสานงานที่คั่งค้างไว้ต่อไปก็แล้วกัน   “ลืมปัญหารังแคไปได้เลย เพราะริชชี่ใช้ไฮเปอร์โซนิค แชมพูขจัดรังแคสูตรโอโซน ลองดูสิ แล้วคุณจะรักเหมือนริชชี่” ถ้อยคำของหนุ่มหล่อหน้าใสลูกเสี้ยวหลายชาติ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน โฆษณาแชมพูชื่อดังที่ส่งขายระดับโลก เลือกให้ริชชี่หนุ่มสุดฮอทในพ.ศ.นี้เป็นตัวแทนเพื่อโปรโมทสินค้า ซึ่งเรียกยอดขายถล่มทลาย อีกทั้งเพิ่มจำนวนแฟนคลับให้มากขึ้นจนเกือบถึงล้านคน เพียงแค่สองปีเท่านั้น ริชชี่โด่งดังเป็นพลุแตก กลายเป็นดาวโดดเด่นเจิดจรัสในวงการบันเทิง ไม่มีใครไม่รู้จักและไม่รักหนุ่มหล่อคนนี้ เหมือนกับที่ผู้คนก็ค่อย ๆ พากันลืมเลือนดาราคนเก่าไปทีละน้อย จนห่างหายไปจากความทรงจำ “พี่วีคะ” เสียงเรียกนั้น ทำให้ปฐวีละสายตาจากทีวีเครื่องเล็กตรงหน้า แล้วหันไปมองเบื้องหลัง ยิ้มกว้าง เมื่อเห็นสันธิยาเดินเข้ามา หญิงสาวคนที่ยังคอยห่วงใยเขาเสมอนับตั้งแต่วันที่ความจำเสื่อม “วันนี้อากาศร้อนมาก ยาไม่น่าลำบากแวะมาหาพี่เลย ที่จริงยาโทรมาหาพี่ก็ได้ พี่จะไปหาเอง” ปฐวีเอ่ยอย่างเกรงใจ “ปกติยาก็มาประจำอยู่แล้ว ไม่ลำบากเลยค่ะ” สันธิยาวางถุงขนมและน้ำที่ซื้อมาไว้บนโต๊ะเตี้ยเล็กตัวหนึ่ง มองรอบกายซึ่งก็คืออู่ซ่อมรถที่แม้จะกว้าง แต่ก็เต็มไปด้วยชิ้นส่วนเครื่องยนต์และกลิ่นน้ำมันเครื่องฉุน แล้วสายตาก็ถูกดึงดูดไปยังทีวีเครื่องเล็ก เมื่อรายงานข่าวบันเทิง ตัดเข้าภาพใบหน้าของริชชี่ หญิงสาวหันมองปฐวี แต่เห็นสีหน้าชายหนุ่มยังนิ่งเฉยเหมือนเช่นเคย ตั้งแต่ปฐวีความจำเสื่อม จำไม่ได้ว่าตนคือดาราดังที่ชื่อเจแปน ราวกับว่าความจำของเขาตั้งแต่ช่วงเป็นดารานั้นหายไปจนหมด เหลือเพียงความจำเก่า ๆ ที่เขาเป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถ ปฐวีจึงประกอบอาชีพเดิมรอคอยความทรงจำกลับมา ท่ามกลางความคาดหวังของผู้คน และความหวังเหล่านั้นก็จางหายไปจนไม่เหลือ เมื่อปฐวีทำอู่ซ่อมรถมานานถึงสองปี งานที่เจแปนเคยทำทั้งหมด ถูกแทนโดยริชชี่ นายแบบหน้าใหม่ในวงการบันเทิง เขาดังขึ้นเรื่อย ๆ จนขึ้นแท่นเป็นดาราผู้ทรงอิทธิพลประจำปี สันธิยานึกห่วงชายหนุ่มไม่น้อย ดาราที่เคยดังเป็นพลุแตก กลับต้องมาทำงานเหม็นน้ำมันเครื่อง จนใบหน้าเนื้อตัวกระดำกระด่าง ใครเห็นก็คงจะจำไม่ได้ว่าคน ๆ นี้เคยเป็นดาราดังที่ชื่อเจแปนมาก่อน “จำอะไรได้บ้างหรือยังคะ” “ไม่เลย ผมยังเป็นปฐวีเหมือนเดิม ซ่อมรถคืองานของผม” เอ่ยราวกับไม่แยแสเลย สันธิยารู้สึกผิด “เป็นเพราะพี่วีช่วยยาไว้แท้ ๆ ไม่เช่นนั้นพี่ก็คงไม่เป็นแบบนี้” สีหน้าเศร้าของหญิงสาว ทำให้ปฐวีรีบเอ่ยปลอบ “ถ้าหากเป็นคนอื่น ก็คงต้องช่วยยาเหมือนกัน อย่าคิดมากเลยน่า” เมื่อสองปีก่อน ขณะที่สันธิยากำลังเดินข้ามถนน รถยนต์คันหนึ่งฝ่าไฟแดงพุ่งเข้ามาใกล้ตัวเธอ แต่ก่อนจะโดนชน ร่างเธอก็ถูกใครคนหนึ่งผลักให้ออกห่างจากวิถีของรถแล่น แล้วโดนชนเสียเอง ใครคนนั้นคือปฐวีหรือเจแปน และจากวันนั้นมา ชีวิตดาราของเขาต้องจบสิ้นลง “แต่ถ้าไม่เกิดเรื่องวันนั้น พี่คงไม่ได้พบกับยา แล้วได้มีแฟนน่ารัก มาหาพี่ทุกวัน จนมีความสุขขนาดนี้หรอก” คำพูดของชายหนุ่ม ทำให้หญิงสาวอายหน้าแดง “ยาขอให้พี่หายเร็ว ๆ นะคะ จะได้กลับมาเป็นเจแปนเสียที” หญิงสาวอวยพรเขาเสมอ สองหนุ่มสาวกำลังหวานหยด คนในอู่ก็เข้ามาพร้อมกับกล่องของขวัญ จ่าหน้าส่งถึงปฐวี หนุ่มสาวขมวดคิ้ว ตั้งแต่อยู่ที่นี่มาสองปี ไม่เคยมีใครส่งของมาให้ ปฐวีแกะออกดู สิ่งที่อยู่ในนั้นคือผืนผ้าพันคอสีฟ้ายาวนุ่ม เป็นเหมือนผ้าถักมือด้วยตนเอง ปลายผืนผ้านั้นมีรอยขีดสีดำหยึกหยักอ่านไม่ออก แต่สิ่งนั้นทำให้ปฐวีถึงกับหน้าซีด... “เป็นอะไรหรือคะพี่วี ผ้าผืนนี้มีอะไรหรือคะ” สันธิยาเห็นสีหน้าเขาถามอย่างเป็นห่วง “ไม่มีอะไร” ชายหนุ่มรีบเก็บของเข้ากล่อง แล้วเปลี่ยนเรื่องพูดทันที “พรุ่งนี้ไปดูแหวนแต่งงานกันไหม” “คะ...หา...” สันธิยาอุทาน แก้มแดงเมื่อได้ยินคำอ่อนโยน “เราคบกันมานานแล้วนะ พี่อยากแต่งงานกับยา หากยาไม่รังเกียจนายช่างตัวมอมอย่างพี่” “ยาไม่รังเกียจพี่หรอกค่ะ ไม่งั้นจะมาหาเกือบทุกวันทำไม” ถ้อยคำหวานของสองหนุ่มสาว บ่งบอกอารมณ์และความสุขของทั้งสองฝ่ายได้ดี ปฐวีโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ ประทับรอยจูบบางเบาให้กับแฟนสาวที่พริ้มดวงตาหลับรอ หลังจากนั้นแล้วจึงชวนกันเข้าไปในห้องพักหลังอู่เพื่อสานต่อความรักเพียงสองคน...   ปฐวีกับสันธิยา ขณะที่กำลังไปเดินเที่ยวกลางเมืองกันสองคน ใครหลายคนรอบกายหันมามองเขาอย่างสงสัย มีเสียงซุบซิบตามทาง “ใช่เจแปนรึเปล่า” “โทรมออกขนาดนั้น หน้าเหมือนมั้ง” “เจแปนตอนนี้คงไปรักษาตัวที่อเมริกายังไม่กลับมากกว่า” “แต่ถึงจะใช่เจแปนแล้วยังไง ตอนนี้ต้องริชชี่ต่างหาก” “จริงด้วย คนเก่าก็ยังงี้แหละ ตกกระป๋องไปตามระเบียบ ฮิ ๆ ๆ” ...เสียงเล่าลือเหล่านั้นอยู่ใกล้ระยะเผาขน ไม่ถนอมน้ำใจคนที่ถูกนินทาแม้แต่น้อย สันธิยาบีบลำแขนหนาของปฐวีที่หน้าซีด ชายหนุ่มได้สติ ยิ้มเซียว ๆ ให้เธอ จูงมือเดินกันต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อกลับถึงอู่รถแล้ว สันธิยาเสียเองที่รู้สึกสะกิดใจ “พี่วีคะ ความทรงจำของพี่กลับมาแล้วใช่ไหมคะ” ร่างสูงหนานั้นสะดุ้งน้อย ๆ ใบหน้าซีดขาว ก่อนจะพยักหน้า ยอมรับ สันธิยาคิดอยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นทำไมวันนี้เมื่อมีคนพูดถึงเขา เขาจึงมีปฏิกิริยาแปลกไป “ตั้งแต่เมื่อไหร่คะ” “เกือบสี่เดือนแล้ว” นั่นมันนานพอดูทีเดียว แต่ที่เธอแปลกใจยิ่งกว่านั่นก็คือ... “แล้วทำไมพี่ถึงไม่ไปติดต่อที่ต้นสังกัดพี่ล่ะคะ” คำถามนั้นทำให้ชายหนุ่มยิ้มขมขื่น “ผู้คนลืมพี่หมดแล้ว เมื่อก่อนเจแปนอาจจะเป็นดวงดาว แต่ตอนนี้แสงนั้นดับแล้ว และมีริชชี่ขึ้นมาแทนที่ มันเป็นธรรมดาของวงการบันเทิง คนเก่าย่อมถูกลืม” เหมือนกับที่เขาเคยลืมใครบางคนไป... ยามที่กลายเป็นดวงดาว แต่วันนั้นผ่านมานานมากแล้ว เธอคนนั้นก็หายไปจากชีวิตเขา ไม่นึกว่าวันนี้เขาเองก็กำลังตกที่นั่งเดียวกัน คนที่ถูกลืมมันเจ็บปวดเช่นนี้เองหรือ มือบางเนียนนุ่มบีบมือหนาใหญ่แน่น เรียกสติชายหนุ่มให้กลับคืนมา “ไม่เป็นไรนะคะพี่วี พี่ยังมียาอยู่” สันธิยาให้กำลังใจ มือหนาจึงยกขึ้นโอบกอดคนตัวเล็กด้วยความรัก ดวงตาทอประกายโล่งใจปนสุกใส เพราะมีสันธิยา เขาจึงยังมีแรงสู้ต่อไปได้ “ขอบคุณนะ พี่รักยาที่สุด จากนี้ไปพี่คือปฐวีของยาเท่านั้น” ถึงแม้จะเสียดายชีวิตที่เคยรุ่งโรจน์เจิดจรัส ในเวลานั้นมีหญิงสาวมากมายเข้ามารุมล้อม เพียงเพราะเขาเป็นดาราดังหน้าตาดี หลายคนให้ท่ายินยอมเพื่อค่ำคืนเดียวด้วยซ้ำ แต่ที่จริงชีวิตของเจแปนว่างเปล่า ไม่มีหญิงใดจริงใจกับเขาสักคน ยามตกอับทุกคนทิ้งเขาไปจนหมด มีเพียงสันธิยาเท่านั้นที่อยู่เคียงข้างเขามาตั้งแต่วันที่สูญเสียความทรงจำ การไปทวงบัลลังก์ดาราอาจไม่ใช่เพียงความฝัน แต่เขาไม่ได้อยากเป็นดาราอีกแล้ว เขาอยากเป็นเพียงนายปฐวี คนที่กำลังจะแต่งงานกับสันธิยา เป็นนายช่างที่ทำงานธรรมดา มีครอบครัวธรรมดาตามความพอใจ การมีสันธิยาอยู่เคียงข้าง คือความสุขที่ไม่สามารถบรรยายได้ และเขากำลังจะได้ครอบครองความสุขนั้นตลอดไป   ...งานแต่งงานที่จัดอย่างเรียบง่าย เน้นความเป็นกันเองและความสุขของคู่บ่าวสาวเป็นหลัก ทั้งที่ปฐวีกำลังจะได้ครอบครองความสุขที่หัวใจค้นหาแล้ว แต่มันกลับพังทลายลงเมื่อ... “เจ้าสาวหายตัวไปครับ” เพื่อนในอู่เอ่ยบอกเจ้าบ่าวอย่างลำบากใจ ทุกคนตามหาตัวเจ้าสาวจ้าละหวั่น แต่ไม่มีใครพบ มีเพียงจดหมายซองหนึ่งฝากมาให้เจ้าบ่าว เป็นตัวแทนของเธอ ทำไมกัน...สันธิยาทำแบบนี้เพื่ออะไร เธอไม่รักเขาหรือ จึงได้ทิ้งเขาไป ปฐวีกลับไปขังตนเองที่ห้องในอู่ซ่อมรถด้วยความเศร้าหมอง มือหนาเปิดซองจดหมายออก หยิบกระดาษขึ้นมาเปิดอ่านตัวอักษรช้า ๆ ...ถึงคุณปฐวี ดิฉันคงแต่งงานกับคุณไม่ได้ ไม่ใช่เพราะฉันไม่รัก แต่เพราะมีบางเรื่องที่คุณยังไม่รู้ ฉันมีพี่สาวที่ชื่อว่า สุนิสา ใช่ค่ะ... สุนิสาพี่สาวของฉัน หรือก็คือแฟนเก่าของคุณ เมื่อสิบปีก่อน ตั้งแต่ก่อนคุณเข้าวงการบันเทิง คุณกับพี่สารักกันมากจนฉันคิดว่าอนาคตพี่จะต้องมีความสุขแน่ ๆ... ปฐวีเบิกตากว้าง...นั่นคือสิ่งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน ทำไมกัน สุนิสากับสันธิยา เป็นพี่น้องกันได้อย่างไร เรื่องนี้เขาไม่เคยรู้มาก่อนสักนิด เขาอ่านจดหมายฉบับนั้นต่อ ...แต่เมื่อคุณกลายเป็นเจแปน คุณก็ลืมเลือนและทอดทิ้งพี่สาวฉันไป ทิ้งชีวิตเดิมที่เคยมีราวกับว่าไม่เคยเป็นนายช่างและมีแฟนที่ชื่อสุนิสามาก่อน คุณน่าจะรู้นะว่าพี่สาวฉันเป็นโรคหัวใจ พี่สาเสียใจมาก แต่ก็พยายามไปพบคุณโดนปนไปกับกลุ่มแฟน ๆ พร้อมกับสวมผ้าพันคอที่พี่สาเคยถักให้คุณไปด้วย เผื่อคุณจะจดจำได้บ้าง แต่คุณกลับตอบแทนพี่สาโดยการกระชากผ้าพันคอเธอมา ใช้ปากกาหมึกเขียนลายเซ็นส่ง ๆ ให้เหมือนรำคาญ... ชายหนุ่มตวัดสายตามองไปยังกล่องใส่ผ้าพันคอที่ยังวางอยู่ใกล้ ๆ ใบหน้าซีดขาวเมื่อนึกถึงวันนั้นได้... เขาเข้าใจว่าหญิงสาวคนนั้นเป็นหนึ่งในแฟนคลับที่ตามตื๊อจนน่ารำคาญ จึงตัดปัญหารีบเซ็นชื่อใส่ผ้าพันคอแล้วโยนคืนให้เธอไป แต่...เธอคนนั้นเขากลับจำหน้าแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะตอนนั้นเขากำลังมัวเมาอยู่กับการเป็นดาวเด่นที่ชื่อเจแปน ...พี่สาเสียใจมาก แต่ก็เก็บผ้าพันคอไว้อย่างดี ยังรอคอยคุณกลับไปหาเสมอ แต่ความเสียใจทำให้เธออาการทรุดลง ป่วยหนัก แล้วพี่สาก็จากฉันไป วันที่คุณประสบอุบัติเหตุ วันนั้นฉันพึ่งจัดการงานศพพี่สาวเสร็จสิ้น มันอาจเป็นพรหมลิขิตที่ฉันได้มาพบกับคุณ การที่คุณความจำเสื่อม มันอาจเป็นบทลงโทษจากสวรรค์ก็ได้ ตอนนี้คุณรู้สึกอย่างไรบ้างล่ะ กับการที่ต้องถูกลืม... ใช่เลย... ตอนนี้ปฐวีรู้ตัวว่าความเจ็บปวดเสียใจเป็นอย่างไร การที่ตนเคยโด่งดังจนลืมเลือนอดีตที่เคยลำบากไปสิ้นนั้น ก็คงสร้างความเจ็บปวดให้กับสุนิสาอย่างแสนสาหัส เพราะตอนนี้เขาเองก็กำลังเป็นคนที่ถูกลืมเช่นกัน ความรู้สึกผิดท่วมท้นจิตใจ เขาเคยทำร้ายสุนิสาจริง ๆ ...การที่ฉันอยู่ข้าง ๆ คุณ ส่วนหนึ่งก็เพราะสงสาร อีกส่วนก็สมเพช อยากจะเห็นน้ำหน้าคนที่ทำให้พี่สาต้องตายได้เจ็บปวดบ้าง แต่ฉันไม่นึกว่าฉันจะรักคุณเสียเอง แต่...ฉันรักพี่สามากกว่าคุณ และที่สำคัญ มีเรื่องสำคัญที่คุณคงจะไม่รู้เกี่ยวกับตัวฉัน เคยสังเกตไหมว่าทุกครั้งที่เรามีอะไรกัน ฉันไม่เคยให้คุณใช้ถุงยาง ทั้งที่คุณต้องการป้องกันทุกครั้ง... นั่นก็คือสิ่งที่ปฐวีสงสัยเช่นกัน หรือว่า...ชายหนุ่มหน้าซีด เธออาจมีโรคร้ายอยู่ และเธอต้องการให้เขาติดโรคด้วยอย่างนั้นหรือ... ...ฉันไม่ได้เป็นเอดส์หรอกน่า คุณคงจะคิดแบบนั้นใช่ไหม หึ ๆ ๆ เดาสีหน้าคุณได้เลยล่ะ แต่ที่จริงก็คือคุณน่าจะรู้นะว่าพี่สาไม่เคยมีน้องสาว แต่มีน้องชายที่ชื่อ “สหการ” เอาล่ะ...ทีนี้คุณก็คงจะนึกออกแล้ว ใช่ ฉันคือสหการในอดีต ซึ่งก็คือสันธิยาในปัจจุบัน หากฉันไม่ใช่น้องของพี่สา ฉันคงบอกคุณตั้งแต่แรกว่าฉันเป็นใคร และหากคุณรับฉันได้ ฉันคงจะมีความสุขมาก แต่ก็แค่นั้นแหละ...ฉันรู้ตัวดีว่าไม่มีใครรับฉันได้ ฉันเป็นผู้ชาย มีลูกก็ไม่ได้ด้วย... ตอนนี้ปฐวีไม่รู้ว่าจะตะลึงหรือว่าช็อกมากกว่ากัน คนที่เขารักมาตลอด ที่จริงแล้วเป็น...แปลงเพศแล้วหรือเนี่ย ไม่น่าเชื่อเลย ... คุณเองก็คงจะช็อกใช่ไหมที่ตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณนอนกับผู้ชาย แต่นั่นก็คือจุดมุ่งหมายของฉันอยู่แล้ว คุณควรเจ็บเหมือนที่พี่สาเคยเจ็บ และที่สำคัญฉันรักพี่สามากกว่าคุณ ฉันถึงเลือกที่จะไป ที่ผ่านมาถือว่าฝันร้ายก็แล้วกันนะ ลงชื่อ สหการและสันธิยา... แผ่นกระดาษร่วงหล่นลงบนพื้น ปฐวียกมือกุมหน้าผากเครียด สิ่งเหล่านั้นคือความดำมืดในจิตใจเขาตลอดมา และอีกนานแค่ไหนกันที่เขาจะลืมมันความเจ็บปวดนี้ได้ ไม่หรอก...คงไม่มีทางลืมได้ เหมือนเช่นที่สุนิสา สหการ และสันธิยา ก็ไม่เคยลืมมันเช่นกัน...   ...ระหว่างรอขึ้นเครื่องบิน สันธิยาในชุดพร้อมออกเดินทาง ลุกขึ้นยืนเตรียมจะลากกระเป๋าเดินไปตามเสียงเรียกให้ขึ้นเครื่อง ชะงัก...เมื่อตรงหน้าตนนั้นมีคนที่เธอนึกไม่ถึงว่าจะได้พบอีกยืนอยู่ “คุณ...วี” ร่างสูงนั้นก้าวเข้ามาด้วยสีหน้านิ่ง จนหยุดยืนอยู่ใกล้กันเพียงแค่หนึ่งช่วงแขน ปฐวียื่นจดหมายขึ้นมา “พี่รู้เรื่องหมดแล้ว แต่พี่มีคำถามสักคำอยากจะถามยา” น้ำเสียงที่ยังไม่ต่างไปจากเดิม ทำให้สันธิยาเริ่มรู้สึกประหม่าเสียเอง ทั้งที่จริงเธอคิดว่าเขาน่าจะโกรธอย่างมาก “อะไรคะ” “ในนี้บอกว่ายาไปจากพี่ ไม่ใช่เพราะไม่รัก นั่นแสดงว่ายารักพี่ใช่ไหม” สันธิยาถึงกับพูดไม่ออก เขาก้าวเข้าใกล้อีกหนึ่งก้าว รอคำตอบอย่างใจเย็น สันธิยาหลับตาลง หัวใจปวดหนึบกับการโกหกตนเอง และแล้วเธอก็ยอมพ่ายแพ้ต่อหัวใจตนเอง “ค่ะ...ยารักพี่ แต่...มันผิดต่อพี่สา แล้วก็ที่จริงยาไม่ใช่ผู้...” คำพูดหยุดชะงัก เมื่อมือหนายื่นมาแตะปิดไว้ “เรื่องนั้นไม่ต้องพูด ขอแค่คำตอบนี้ก็พอ คราวนี้พี่จะขอถามอีกคำ พี่อยากให้ยากลับไปอยู่ด้วยกัน จะไปด้วยกันไหม” สันธิยากระพริบตาถี่ เธอนึกถึงยามพี่สาวป่วยหนักจนเพ้อหาคนรัก แต่เธอกลับว่าเขาให้พี่สาวฟัง ในวันนั้นพี่สาวเธอพูดประโยคที่เธอไม่เข้าใจเลย... “วันหนึ่งที่ยามีความรัก ยาจะรู้เอง ความรักที่ทำให้เราอยากเห็นคนที่รักมีความสุข แม้เขาจะไม่ต้องการเราก็ตาม แต่ถ้าหากเขารักตอบ นั่นจะยิ่งเป็นความสุขที่หาค่าไม่ได้” สันธิยารู้ดีว่าคงจะยากที่จะมีผู้ชายมารักเธออย่างจริงจัง แต่ไม่นึกว่าเขาคนนั้นจะเป็นคนที่เธอต้องการให้เขาเจ็บปวด นอกจากเขาไม่โกรธแล้ว เขายังตามมาถึงที่นี่ หัวใจที่เคยอ้างว้างอุ่นซ่าน เมื่อเธอค้นพบว่ามีคนหนึ่งคน ที่รักเธออย่างไม่มีเงื่อนไข คนที่เธอก็แอบมีใจให้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่กลายเป็นสันธิยา ปฐวียิ้ม เมื่อคนตรงหน้ายื่นมือมาให้ มือหนารวบมือเล็กไว้บีบแน่น คราวนี้เขาค้นพบสิ่งที่มีค่าต่อหัวใจตนเองแล้ว แม้จะมีเรื่องคาดไม่ถึง และขลุกขลักไปบ้าง แต่เขาจะไม่ยอมทอดทิ้งสิ่งที่มีค่าไปอีก      
อ่าน 212 / ตอบ 3 คน [ 12 ส.ค. 2557, 15:05 ]  เขียนโดย มณีเกศจัน มณีเกศจัน
 เรื่องสั้น โจรกรรมหัวใจ ...เสียงเรียกเข้ามือถือดังขึ้น หน้าจอปรากฏชื่อใครบางคน ชื่อนั้นทำให้เธอขมวดคิ้ว ก่อนจะรับสาย “โทรมาตอนนี้รู้ไหมว่ากี่โมงกี่ยามแล้ว” กิตติมาส่งเสียงห้วนไป แม้ว่าที่จริงแล้วในใจจะตื่นเต้นเล็กน้อย “ทำเสียงเหมือนตื่นเต้นนะ ดีใจที่ผมโทรไปหาหรือ?” ปลายสายเอ่ยมา ทำเอาคนฟังหน้าแดงก่ำ... “ก็ดีใจ...เอ้ย...ไม่ใช่ ถ้าไม่มีอะไรจะวางนะ” กิตติมาแว้ดด้วยความอาย แต่คำพูดต่อมาทำให้ความโกรธหยุดชะงัก “ตอนนี้ผมนั่งรถมาที่หน้าบ้านหลังนั้นแล้ว ข่าวดีก็คือตอนนี้เจ้าของบ้านไม่อยู่ ไปต่างจังหวัดเมื่อตอนเย็น และท่าจะไปกันหลายวัน” นฤเบศเหลือบไปเบื้องหลัง มองบ้าน ‘เป้าหมาย’ ด้วยแววตาหมายมาด “เอ๊ะ...ถ้าอย่างนั้นก็...” หญิงสาวยืดกายหลังตรง “ใช่ นี่เป็นโอกาสดีของเราแล้ว”   ...ก่อนหน้านี้เจ็ดวัน ในงานศพของแจ่มจรัส คุณยายของกิตติมา หลานสาววัยยี่สิบปีซึ่งพึ่งเรียนจบและได้งานทำไม่นาน แจ่มจรัสจากไปด้วยโรคชราด้วยใบหน้าสงบ แม้รู้ว่าวันนี้จะมาถึง แต่หลานสาวเพียงคนเดียวที่ติดคุณยายมากก็ยังทำใจไม่ได้ แต่เมื่อต้องช่วยงานก็ต้องเก็บกลั้นความเสียใจไว้ด้วยความสงบ เธอทำหน้าที่จุดธูปส่งให้แขกที่มาเคารพศพ กิตติมาสนิทกับคุณยายมาแต่เล็ก เธอจำได้ว่าคุณยายมักจะนำเข็มขัดนาค เงิน ทอง ของเก่าที่ได้รับมาตอนท่านยังสาว มาดูแลทำความสะอาดเสมอ พลางจ้องมองสิ่งเหล่านั้นด้วยความรัก แล้วเล่าเรื่องราวที่มาให้หลานสาวฟังราวกับนิทานก่อนนอน เป็นเรื่องราวที่กิตติมาจำได้ขึ้นใจ รวมทั้งความรู้สึกอันแสนคิดถึงของคุณยายที่มีต่อใครคนหนึ่งในอดีต “ของพวกนี้เป็นของที่คุณนิติรัตน์ คนรักของยายตอนยังสาวให้มาเป็นของหมั้น เราเคยสัญญาว่าจะแต่งงานกัน แต่พอเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง เขาไปเป็นทหาร ยายก็ไม่เคยได้พบกับเขาอีกเลย” คุณยายเล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มเสมอ “แล้วตอนนี้ คุณยายยังรักคุณนิติรัตน์อยู่ไหมคะ” หลานสาวแซว อมยิ้มเมื่อเห็นหญิงชราเขินอายราวกับสาวรุ่น “บอกไม่ได้ ความลับจ๊ะ” แต่สีหน้าอิ่มสุขของแจ่มจรัสบอกความรู้สึกได้อย่างดี “ว้าย...คุณยายนี่น่ารักจัง” กิตติมาเสียอีกที่อายแทนคุณยายของเธอ นั่นเป็นบทสนทนาครั้งสุดท้ายของยายหลาน หนึ่งสัปดาห์ต่อมา แจ่มจรัสก็จากไปอย่างสงบ แต่ความสงบก็จบสิ้นลง เมื่อจินดาแม่ของกิตติมา บอกลูกสาวด้วยสีหน้าชื่นบานถึงเรื่องบางอย่าง... “ชุดเข็มขัดเงิน ทอง นาค ของคุณยาย ตกแต่งด้วยทอง ฝังบุษราคัมกับโกเมน เป็นของเก่าแก่ มีคนสนใจมาขอซื้อไปแล้ว ขายได้ตั้งห้าล้านแน่ะ” จินดาเป็นปลื้ม กุมเช็คเงินสดในมือด้วยความสุขใจ ขัดกับสีหน้าลูกสาวยิ่งนัก “อะไรกันคะคุณแม่ ของพวกนั้นมันของรักของคุณยายนะคะ ขายไปได้ยังไง?” กิตติมาตัดพ้อไม่พอใจ  “มีเงินก้อนนี้เราก็สบาย ลูกจะได้ไปเรียนนอกอย่างที่ฝันไว้ไงจ๊ะ” กิตติทัช พ่อของเธอช่วยเกลี้ยกล่อมลูกสาว “ไอ้อยากเรียนมันก็ใช่ค่ะ แต่หนูสอบชิงทุนเองก็ได้ ไม่เห็นต้องขายของสำคัญของคุณยายไปเลยนี่นา...” กิตติมายังพูดไม่ทันจบ เสียงหนึ่งก็ขัดขึ้น “เข้าใจผิดรึเปล่าครับ ประเมินราคาแค่ห้าล้าน มันจิ๊บจ๊อยมาก คุณรู้ตัวไหมว่าถูกโกงแล้ว” คนพูดคือชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับกิตติมา อาจมีอายุมากกว่านิดหน่อย เขากำลังเคารพศพอยู่ตรงนั้นพอดี “ของพวกนั้นทั้งชุด เป็นของเก่าจากช่างฝีมือที่อยู่ในวังตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ห้า การหล่อและแกะสลักเป็นศิลปะที่หาค่าไม่ได้ ต้องมีค่าเริ่มต้นไม่ต่ำกว่าสิบล้าน” “หา...สิบล้าน” กิตติมาเบิกตาโตตกใจ ไม่นึกว่าของหมั้นจากอดีตคนรักของคุณยาย จะมีมูลค่าสูงขนาดนี้ แต่เอ๊ะ...เขาคนนี้เป็นคนหนุ่มที่มีหน้าตาคมสันจริงจังทีเดียว แต่กิตติมาสงสัยว่าเขาจะมาแทรกเรื่องครอบครัวเธอทำไม “ขอโทษค่ะ คุณเป็นใครคะ?” กิตติมาถามเขา ชายหนุ่มมองเธอนิด ก่อนแนะนำตัว “ผมชื่อนฤเบศ เป็นหลานชายของคุณปู่นิติรัตน์ เจ้าของเข็มขัดทอง เงิน นาค ที่เป็นของยายคุณ วันนี้ผมตั้งใจมาเคารพศพ และจะมาเจรจาขอของประจำตระกูลของผมคืน” คำประกาศของเขา ทำให้กิตติมาและครอบครัวแตกตื่น... “อะไรนะ...เอาอะไรมาพูด นั่นมันของคุณแม่ฉัน” จินดาออกโรงเถียง กำเช็คเงินสดไว้แน่น “ผมมีใบรับรอง” นฤเบศกางเอกสารหลายแผ่นออกยื่นให้ กิตติมารับมาดูตัวหนังสืออย่างมึนงง รูปและข้อความในนั้นบ่งบอกที่มาของชุดเข็มขัดทอง เงิน นาค ได้อย่างครบถ้วน “หากอยากตรวจสอบก็เชิญได้เลย” แน่นอนว่ากิตติมาขอเวลาเดินทางออกไปติดต่อกรมศิลปากรด้วยตนเอง ความจริงที่ได้รับรู้นั้นทำให้น่าตกใจยิ่งกว่า... หลักฐานทุกอย่างปรากฏว่า นฤเบศ บวรเวสารัช ผู้สืบเชื้อสายตระกูลเก่าแก่จากในวัง คือเจ้าของชุดเข็มขัดตัวจริง “แต่...แต่ขายไปแล้วนี่นา” จินดายังยืนยัน เธอเก็บเช็คเงินสดไว้อย่างดี ราวกับกลัวเขาจะแย่งไป “เขาคงไม่ขายคืนแน่ เขาเป็นอาจารย์คณะโบราณคดีของมหาวิทยาลัย เขาอยากค้นคว้าศิลปวัตถุของไทยยุคเก่า ถึงได้ขอซื้อไป” “ว่าไงนะ...โธ่เอ๊ย...” สีหน้านฤเบสแข็งกร้าวไม่พอใจจนทุกคนรู้สึกได้ “ผมไปเจรจากับเขาเองก็ได้” “เดี๋ยวก่อน คุณปู่ของคุณให้คุณมาเอาชุดเข็มขัดคืนหรือ” กิตติมาถามอย่างสงสัย “เปล่า คุณปู่ผมเสียไปสองปีแล้ว แต่ของชุดนั้นมันเป็นของประจำตระกูล เป็นเกียรติประวัติของตระกูลบวรเวสารัช ย่าผมเล่าว่าปู่ขโมยมันจากคุณทวด แล้วนำไปให้คนอื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต ผมจึงต้องนำมันกลับไปให้ได้” “ไม่ได้นะ...ของพวกนั้นเต็มไปด้วยความทรงจำที่ประเมินค่าไม่ได้ของคุณยาย” กิตติมาร้องค้าน “แต่พ่อแม่คุณก็ประเมินมันเป็นจำนวนเงินห้าล้านไปแล้ว ผมจะคิดหาทางเอาคืนเอง” นฤเบศเห็นสีหน้าอึกอักของหญิงสาวแล้วสงสัย “ทำไม หรือว่าคุณเสียดาย อยากจะได้คืน อยากเอาไปขายโก่งราคาหรือไง” เอ่ยน้ำเสียงดูถูก “ฉันอยากได้คืนแน่ แต่ไม่ใช่เพราะเงินนะ แต่มันเป็นของดูต่างหน้าที่คุณยายฉันรักมากต่างหาก” แม้เขาจะเป็นเจ้าของเก่า แต่ยายเธอก็ได้รับมาอย่างถูกต้อง และเธออยากเก็บรักษาความทรงจำของท่านไว้เท่านั้นเอง สีหน้าจริงจังของเธอ ทำให้นฤเบศมองอย่างชั่งใจ กิตติมาถูกชายหนุ่มฉุดข้อมือให้เดินตามไป เขาพาเธอไปยังมุมลับตาแห่งหนึ่ง กิตติมากำลังสงสัย แล้วระแวงกลัวว่าเขาจะพาเธอมาทำมิดีมิร้าย ชายหนุ่มก็ขัดขึ้นเสียก่อน “ถ้าอย่างนั้นเราไปเอาคืนด้วยกันไหม” คำชวนของเขาแม้จะน่าแปลกใจ แต่กิตติมาก็อยากได้ของคืนจึงพยักหน้า “แต่ฝ่ายนั้นเป็นนักค้นคว้านะ เขาต้องไม่ยอมปล่อยมือจากของแน่” หญิงสาวกังวล “ถ้าไม่ได้จริง ๆ ผมก็จะใช้วิธีสุดท้าย” นฤเบศนิ่งไปนิด ก่อนเอ่ยเสียงเบาลง “ต้องหาโอกาสไปขโมยคืน” “หา...จะบ้าหรือ ฉันไม่อยากติดคุกนะ” กิตติมาตกใจ “ฉันไม่เอาด้วยหรอก เจรจาดี ๆ ก็ได้ ทำไมต้องขโมยล่ะ” “ไหนว่าเป็นของสำคัญของยายคุณไง หรือว่าไม่ต้องการแล้ว” กิตติมาอึ้งงัน จริงสินะ ของพวกนั้นคือของสำคัญของคุณยาย เธอต้องหาทางเอาความทรงจำของท่านกลับมา... ...นั่นคือเรื่องเมื่อเจ็ดวันก่อน หลังจากตกลงกันแล้ว นฤเบศกับกิตติมาก็แลกเปลี่ยนเบอร์โทรกัน หญิงสาวขอให้รอจนเสร็จงานศพคุณยายแล้วค่อยลงมือ ระหว่างนั้นนฤเบศจะหาข้อมูลของผู้ที่ซื้อของไป แล้วคอยโทรแจ้งเธอทุกวัน ตลอดเจ็ดวันกิตติมาจึงมีสายที่ต้องรับประจำซึ่งก็คือเขานั่นเอง ข้อมูลที่เขาได้มาล่าสุดเป็นเรื่องน่าตกใจซ้ำสอง ได้ยินว่านักวิชาการคนนั้น มีข่าวพัวพันกับกลุ่มนักค้าของโบราณในตลาดมืด ได้ยินว่ากำลังจะติดต่อชาวต่างชาติด้วย “ผมแจ้งตำรวจที่รู้จักแล้ว แต่ไม่มีหลักฐานเอาผิด เคยมีการตรวจค้น แต่ไม่พบวัตถุโบราณลักลอบนำเข้าหรือส่งขายเลย คนพวกนี้ทำงานแนบเนียนมาก นักวิชาการคนนี้ทำงานบังหน้าแล้วคอยส่งของให้โจร เราต้องขโมยสถานเดียว” กิตติมาขอไปคุยกับสารวัตรปรามปรามด้วยตนเอง เธอได้พบข้อมูลนักค้าวัตถุโบราณข้ามชาติจริง ๆ ทำเอาหน้าซีดขาว... หากไม่ทำอะไรสักอย่าง คงไม่มีวันได้ของคืน เมื่อนฤเบศชวนให้เธอลงมืออีกครั้ง คราวนี้กิตติมาตกลงอย่างไม่เกี่ยงงอน เมื่อเป้าหมายไม่อยู่บ้าน ทางโล่งสะดวก นฤเบศจึงโทรแจ้งหญิงสาวตอนตีสาม และตอนนี้ได้เวลาลงมือแล้ว... ...นฤเบศรอคอยหญิงสาวอยู่หน้าบ้านเป้าหมาย เมื่อเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นใกล้ ๆ เขาเขม้นมองเพียงเล็กน้อย ก่อนยื่นมือไปจับจูงพาเธอเดินเข้ามา ทั้งชายหนุ่มและหญิงสาวแต่งชุดดำพรางกายมาทั้งคู่ หญิงสาวเบิกตาตื่นกลัว เมื่อทั้งสองค่อย ๆ ปีนกำแพงบ้านหลังนั้น เดินผ่านกองขยะสูงเข้าไปจนถึงหน้าประตูบ้าน มือเล็กสั่นจนชายหนุ่มต้องหันไปปลอบ “ไม่ต้องกลัว มีผมอยู่ด้วย คุณจะไม่เป็นอันตราย” “คุณแน่ใจหรือว่าเขาเก็บของคุณยายไว้ที่นี่จริง พวกเขาจะไม่เอาไปด้วยหรือ” “จากข้อมูลของตำรวจ บอกว่าคนกลุ่มนั้นอยู่ในช่วงรวบรวมเฟ้นหาของโบราณเก่าแก่ของไทย จะใช้เวลาประมาณหนึ่งอาทิตย์รวบรวมของให้ได้ตามใบสั่ง แล้วหลังจากนั้นจะนำส่งขายให้ชาวต่างชาติรับซื้อต่อ” ชายหนุ่มตอบเสียงเบา หยุดคุกเข่าหน้าประตูบ้าน ใช้กุญแจผีไขลูกบิดอย่างคล่องแคล่ว ทำเอาหญิงสาวเหล่มองคนข้างตัวอย่างไม่ไว้ใจ “ทำไมคุณชำนาญจังล่ะ เฮ้ย...หรือว่าคุณเคยงัดบ้านคนอื่นมาก่อน” หญิงสาวระแวง นฤเบศถอนหายใจ “จะระแวงอะไรนักหนาแม่คุณ เพื่อนผมเป็นตำรวจนะ เขาให้อุปกรณ์แล้วก็สอนมาอีกที เอ้า...เปิดได้แล้ว อย่ามัวอู้ เข้าไปเร็ว” ชายหนุ่มผลักร่างบางเข้าไปในประตูที่เปิดอ้าออก แล้วรีบตามเข้าไป ปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว ความมืดในบ้านหลังนั้น กับความระแวงต่อสถานที่ ซึ่งตนเป็นผู้บุกรุกเข้ามา ทำให้ใจหญิงสาวเต้นระรัว ทั้งหวาดกลัวและตื่นเต้นแปลก ๆ แสงสว่างจากไฟฉายสองกระบอกที่นฤเบศเตรียมมา พอจะช่วยให้คลายความกลัวลง อีกทั้งจากที่ต้องเดินชิดติดกันแทบจะตลอดทาง มันทำให้หญิงสาวอุ่นใจ น่าแปลกที่เธอคิดว่าตนจะปลอดภัยเมื่อเขาอยู่ใกล้ เรียวขาสะดุดบางอย่างบนพื้นจนเกือบล้ม กิตติมาคงหน้าทิ่ม ถ้าไม่ใช่ว่านฤเบศคว้าร่างเล็กไว้ได้ทัน การโอบกอดเพื่อช่วยเหลืออย่างไม่ตั้งใจ ยิ่งก่อเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้น เมื่อทรงตัวได้ ต่างฝ่ายก็ต่างเงียบไปพักหนึ่ง “คุณนฤเบศ ถ้าหากได้ของคืนมาแล้ว เราจะได้พบกันอีกไหม” จู่ ๆ กิตติมาก็อยากถามเขา ชายหนุ่มนิ่งงันไป... “ทำไมถึงถามอะไรแบบนั้น ตอนนี้เราต้องมีสมาธินะ จะได้เอาของคืน ไปกันได้แล้ว” นฤเบสเดินนำขึ้นไปชั้นบน กิตติมาได้แต่มองเขาเดินห่างไปเรื่อย ๆ เธอชักอยากรู้แล้วว่าเขาคิดอย่างไรกับเธอ แต่สิ่งที่เธอทำได้ก็คือเดินตามเขาไปที่ชั้นบน เดินผ่านห้องที่ปิดไว้หลายห้อง แล้วไปหยุดกันที่หน้าห้องริมสุด นฤเบศมองแผนที่ในบ้านที่เขาพกมาด้วย แล้วพยักหน้า ชายหนุ่มสะเดาะกุญแจแล้วเปิดเข้าไป ในห้องนี้เต็มไปด้วยหนังสือและข้าวของโบราณจนเหมือนพิพิธภัณฑ์ “ห้องนี้เป็นห้องทำงานและห้องที่ใช้เก็บของ ชุดเข็มขัดน่าจะอยู่ในนี้” สองหนุ่มสาวเดินวนหาของทันที กิตติมาใช้ไฟฉายส่องที่ตู้กระจกด้านหนึ่ง เบิกตากว้าง... เมื่อเห็นกำปั่นขนาดเล็กเปิดอ้าจนเห็นเข็มขัดนาค ทอง และเงินชัดเจน “เจอแล้ว เข็มขัดของคุณยาย” กิตติมายิ้มกว้างที่พบของแล้ว หันมองสบตากับนฤเบศอย่างดีใจ ชายหนุ่มเห็นสีหน้าสดใสแล้วชะงัก... ระงับอาการหัวใจเต้นก่อนจะรีบสะเดาะกุญแจ ระหว่างนั้นเขาก็ชวนคุย “ที่ถามเมื่อกี้นี้ เอ่อ...ที่ถามว่าจะได้พบกันอีกไหม ผมคิดว่า...” เขาหยุดพูดเมื่อกลอนถูกปลดล๊อค แต่นฤเบศ กลับหันไปสบตากับคนข้างตัว ซึ่งกำลังจ้องตาเขาอยู่พอดี ต่างคนต่างเงียบไป มือหนาก็เปิดตู้ออกไปด้วย... ...กริ๊ง...กริ๊ง...กริ๊ง... ทั้งสองตื่นจากภวังค์ กิตติมาตกใจเลิ่กลั่ก... ส่วนนฤเบศสบถยาวเหยียด เขาลืมไปได้อย่างไรว่าคนระดับนี้ต้องมีติดสัญญาณกันขโมยเอาไว้ มือหนารีบคว้ากล่องมาปิด ยัดใส่กระเป๋าเป้ที่เตรียมมา แล้วรีบฉุดมือบางวิ่งไปที่ทางออก ทั้งสองชะงักเท้าที่หน้าประตู... เมื่อเห็นว่ามีรถเข้ามาจอดเทียบสองคัน นฤเบศรีบผลักให้หญิงสาววิ่งไปอีกทาง “พวกนั้นคงระแคะระคายบางอย่าง มันกลับมากันแล้ว วิ่งเร็ว” ทั้งสองวิ่งสุดฝีเท้า กิตติมายิ่งตื่นตระหนก เมื่อพบประตูปิดล็อคเบื้องหน้า ชายหนุ่มรีบกระชากเรียวแขน ผลักให้ร่างบางปีนขึ้นไปบนกระถางต้นไม้เพื่อข้ามกำแพง เขาปีนตามอย่างรวดเร็ว เบื้องหลังได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกดังลั่น “เฮ้ย...พวกมันอยู่นั้น พวกขโมย จับมันเร็ว” เสียงเจ้าของบ้านแน่ ๆ ก่อนจะข้ามผ่านไปอีกฟาก กิตติมาเหลียวหลังมาเล็กน้อย ดวงตาเบิกกว้าง... เมื่อเห็นกลุ่มคนวิ่งตามมาพร้อมกับปืนในมือ ความเหนื่อยหายไป ความกลัวตายส่งผลให้เร่งฝีเท้าวิ่งหนีให้ห่างจากบ้านนั้นเร็วขึ้น “วิ่งอย่าหยุดนะ พวกมันตามมาแล้ว” นฤเบศจับมือเล็กไว้ไม่ปล่อย ฉุดดึงให้เธอวิ่งหนีคนร้ายสุดฝีเท้า แม้จะเหนื่อยแทบขาดใจ แต่กิตติมาจำต้องฝืนใจวิ่งต่อตามแรงดึง เมื่อพบทางแยกเล็ก ๆ นฤเบศรีบดึงเธอหักเลี้ยวเข้าไปซ่อนตัวในเงามืดของซอยเล็กนั้น ชายหนุ่มดึงร่างเล็กเข้ามาแนบอกกอดไว้แน่น กิตติมาซุกหน้ากับอกหนาอย่างหวาดกลัว กลุ่มคนร้ายวิ่งผ่านเลยซอยเล็กไปด้วยไม่ทันเห็นทั้งสอง จนกระทั่งทุกอย่างเงียบลง... กิตติมาใจเต้นอยู่ในอ้อมกอดหนาอุ่น พักหนึ่งเขาจึงคลายวงแขนออก พาเธอเดินลัดเลาะไปยังจุดที่จอดรถซ่อนเอาไว้ แม้คืนนี้จะจบลงด้วยดีและได้ของคืนมาแล้ว แต่กิตติมาคงไม่มีวันลืมช่วงเวลาแสนสั้นอันน่าระทึกใจเป็นแน่ ...วันรุ่งขึ้น กิตติมารีบเช็คข่าวในทีวีใจระทึก เกรงว่าจะมีคนจับได้ว่าเธอกับนฤเบศแอบย่องบ้านคนอื่น แต่ข่าวที่เห็นก็คือตำรวจนำกำลังเข้าจับกุมบ้านของนักวิชาการผู้แอบค้าของโบราณผิดกฎหมาย โดยมีหลักฐานเป็นโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าของเมืองไทยหลายชิ้นยังถูกเก็บไว้ในห้องที่มิดชิด ซึ่งก็คือห้องที่กิตติมากับนฤเบศเหยียบเข้าไปเมื่อคืนนั่นเอง ตำรวจได้ตามสืบมานานแล้ว เมื่อสบโอกาสจึงขยายผลจับกุมได้ครบทั้งแก๊ง ซึ่งมีทั้งคนไทยและต่างชาติ กิตติมาเบิกตาตื่น... ไม่นึกว่าเมื่อคืนนี้เธอจะเสี่ยงเข้าไปพัวพันกับปัญหาระดับชาติได้ อีกทั้งยังได้พบกับคนที่ทำให้หัวใจหวั่นไหว... เธอทำหน้าเสียดาย แต่แล้วหญิงสาวก็ส่ายหน้าถี่ ไม่มีทาง... เมื่อคืนนี้เธอกับเขาตกลงกันแล้ว เธอคืนของให้เขา เพื่อให้สิ่งเหล่านั้นกลับสู่มือเจ้าของที่แท้จริง เขาได้ของไปตามต้องการ จากนี้คงจะไม่ได้พบกันอีก แต่เมื่อคิดใจก็อดเหงาไม่ได้ หญิงสาวมองมือถือด้วยดวงตาละห้อย แทบสะดุ้ง...เมื่อจู่ ๆ เสียงเรียกเข้าดังขึ้น เธอเบิกตากว้าง กดรับทันที “สวัสดีค่ะ คุณนฤเบศ” น้ำเสียงหญิงสาวตื่นเต้นไม่ปิดบัง ตอนนี้รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงอีกครั้ง “ออกมาหน้าบ้านสิครับ” “คุณ...อยู่หน้าบ้านฉันหรือ” หญิงสาวกระเด้งกายออกไปหน้าบ้านทันที ชะงัก...เมื่อเห็นร่างสูงใหญ่อยู่หน้ารั้ว แต่เครื่องแบบเต็มยศที่เขาใส่อยู่ ทำให้ดวงตาเบิกกว้าง... “คุณเป็นตำรวจหรือคะ” “ครับ ผมสารวัตรนฤเบศ บวรเวสารัช รับผิดชอบและติดตามคดีค้าวัตถุโบราณของคนกลุ่มนี้มานานแล้ว เมื่อวานผมปิดคดีได้ ผมต้องขอบคุณที่คุณให้ความช่วยเหลือ” เขาส่งยิ้มกว้างมาให้ ดูหล่อเหลากระชากใจคนมองเหลือเกิน “คุณก็ได้เข็มขัดของคุณยายไปแล้ว คุณมาทำไมหรือคะ” เธอทั้งสงสัยและแปลกใจ “ผมมาให้คำตอบที่คุณถามเมื่อคืน” นฤเบศเอ่ยขึ้นทำให้เธอนึกได้ แก้มแดงโดยพลัน เมื่อคืนถามไปได้อย่างไรกัน “ก่อนจะตอบ ผมอยากถามคุณก่อน คุณเสียใจไหม ที่จะมีแฟนเป็นขโมย” “คุณนั่นแหละที่ต้องถามตัวเอง ว่าคิดยังไงถึงมาถามใจขโมยว่าอยากเป็นแฟนด้วยไหม” เธอย้อน เขาหัวเราะ “ผมคงต้องขอคุมตัวคุณไว้ตลอดชีวิตแล้วสิ เกิดไปขโมยของใครที่ไหนอีกคงแย่” นฤเบศเย้า “ฉันคงไม่ต้องการอะไรอีก เพราะฉันได้สิ่งที่มีค่าที่สุดมาแล้ว” เขาขมวดคิ้ว เธอจึงชี้มาที่อกหนาแล้วยิ้ม “คุณไง” ชายหนุ่มยิ้มกว้าง “โมเมเองแบบนี้ต้องจับข้อหาทึกทักเอาเองโดยไม่ถามไถ่ โทษคือขังหัวใจไว้ที่ผมตลอดชีวิต” หญิงสาวหัวเราะกว้าง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ของมีค่าของคุณยายแจ่มจรัสกลับคืนมา แต่เธอก็ได้สิ่งที่มีค่าของตนเองมาทดแทน และของมีค่าชิ้นนี้เธอจะไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือไปเด็ดขาด...    
อ่าน 129 / ตอบ 0 คน [ 12 ส.ค. 2557, 14:56 ]  เขียนโดย มณีเกศจัน มณีเกศจัน
 วันนี้เป็นวันที่พิเศษที่สุดสำหรับผม! เพราะอะไรน่ะเหรอครับ ก็เพราะว่าวันนี้ผมกำลังจะขอผู้หญิงคนนึงแต่งงาน เราคบกันมาตั้งแต่ม.ต้นจนตอนนี้ผมเรียนจบมาแล้วประมาณ2ปี เราก็ยังรักกันดีอยู่จนเพื่อนๆรอบข้างต่างพากันอิจฉาในควารักของเรา ผมนัดเธอไว้หน้าที่ทำงานผมจะพาเธอไปดินเนอร์สุดหรูในห้างดังและจะคุกเข่าขอเธอแต่งงาน ผมจะทำให้เธอเป็นผู้หญิงที่วิเศษที่สุดจะไม่ให้เธอต้องลำบาก  นั่นไงเธอมาแล้ว “นุ่นไปกินข้าวกันเรามีอะไรจะให้นุ่นด้วย” “อืม!ไปสิเราก็มีอะไรจะบอกเจเหมือนกัน” เราสองคนจูงมือกันไปที่รถ ระหว่างทางผมหยอกล้อนุ่นบ้างเหมือนปกติแต่วันนี้นุ่นกลับไม่เหมือนเคย ผมพูดอะไรไปนุ่นก็จะหันมายิ้มให้ผมแล้วกลับไปมองทาง เหมือนนุ่นต้องการตัดบทผมยังไงอย่างงั้น ซึ่งนุ่นอาจจะเหนื่อยจากทำงานหรือมีเรื่องเครียดอะไรสักอย่าง ผมเลยปล่อยให้นุ่นนั่งเงียบๆไป จนมาถึงร้านที่ผมจองไว้ “นุ่นว่าเราเลิกกันเถอะ/แต่งงานกับผมนะ” เราสองคนมองหน้ากันก่อนที่นุ่นจะพูดขึ้น “เจพูดก่อนเถอะ” นุ่นพูดพร้อมยิ้มให้ผม “นุ่นแต่งงานกับเจนะ!” ผมนั่งคุกเข่าพร้อมกับขอเธอแต่งงาน  นุ่นนั่งอึ้งมองผม ก่อนที่เธอจะร้องไห้ออกมาอย่างหนัก “นุ่นเป็นอะไร! บอกเจได้ไหม” เมื่อผมถามออกไปนุ่นกับยิ่งร้องหนักกว่าเดิมก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงปนสะอื้นๆว่า “เจ...นุ่นคงแต่งกับเจไม่ได้แล้วเพราะ...ตอนนี้นุ่นท้อง” ในแวบแรกเหมือนผมโดนไฟช็อตมันชาไปทั้งตัวก่อนจะรู้สึกเหมือนมีคนมาช่วยชีวิตไว้เมื่อได้ยินประโยคที่ว่านุ่นท้อง เธอท้อง...เธอท้องกับผม ผมกำลังจะเป็นพ่อคน “ไม่เห็นเป็นไรเลยนุ่น!ลูกของเราทั้งคนนะ เจดีใจซะอีกที่เรากำลังจะมีลูกด้วยกัน!แต่งงานกับผมนะเจ” นุ่นยังคงร้องไห้มองผมด้วยสายตาเจ็บปวดก่อนจะตะโกนออกมาลั่นร้านว่า “เจ! เจยังไม่เข้าใจอีกหร๋อว่านุ่นท้อง!” “เจรู้!เจเข้าใจ...ว่าเรากำลังจะมีลูกด้วยกัน เรากำลังจะมี พ่อ แม่ ลูก ผมจะเลี้ยงดูนุ่นและลูกเป็นอย่างดี...แต่งงานกันนะนุ่น”ผมคุกเข่าขอเธอแต่งงานอีกครั้ง คราวนี้นุ่นหันมาจ้องผมพร้อมน้ำตาแล้วตะโกนเสียงดังว่า “เจ!นุ่นจะท้องกับเจได้ยังไงในเมื่อเจเป็นทอม!” แล้วสติของผมก็กลายเป็นสีดำ...!
อ่าน 225 / ตอบ 0 คน [ 4 ส.ค. 2557, 15:01 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
     “ข้างนอกนี่หนาวนะครับ คุณพาตัวเองออกมาจากงานทำไมหรือ” นวลหน้างามนั่นไม่ได้หันกลับมา ผิวขาวนวลบนร่างที่ถูกตบแต่งด้วยผ้าตัดเย็บสวยสีแดงสดเป็นชุดราตรีก็เช่นกัน ยังคงนิ่งอยู่เช่นเดิม มีเพียงรอยยิ้มพราวเสน่เท่านั้นที่ปรากฏ     “เบื่อบรรยากาศในงานหรือเปล่าครับ เพราะผมเองก็รู้สึกเช่นนั้น” เขายังคงชี้ชวนเจรจา     “เปล่าหลอกค่ะ..” เธอตอบในที่สุด      “จะรังเกียจไหมครับ ถ้าผมจะขอเป็นเพื่อนร่วมคุยด้วยสักพัก” เขาพูด วางแก้วค๊อกเทลทรงสวยไว้ที่ระเบียง ลมที่พัดโหมไม่แรงพอที่จะทำให้ภาชนะนั้นถูกผลักจนตก       “อันที่จริง ฉันต้องการจะอยู่คนเดียวมากกว่า” เธอกลับหยิบแก้วของเธอเองที่วางอยู่บนขอบระเบียงก่อนแล้ว ทำท่าจะเดินจากไป         “ขอตัวนะคะ...”         “ขอโทษนะครับ ที่ผมมารบกวนคุณ คุณไม่จำเป็นต้องไปไหน ผมจะกลับเข้าไปในงามแล้วครับ” เขากล่าว หยิบภาชนะที่ใส่เครื่องดื่มซึ่งเพิ่งจะถูกวางลงเมื่อครู่ แล้วรีบขยับกายแซงหน้าเธอไปก่อน          “ทั้งๆที่คุณเพิ่งบ่นว่าบรรยากาศในงานนั่นไม่ถูกใจคุณหรือค่ะ” รองเท้าส่งสูงงามหยุดเคลื่อน เจ้าของของมันเอ่ยเสียงหวานทักท้วงชายตรงหน้า          “ครับผมคุณผู้หญิง อันที่จริงกล่าวว่าไม่ถูกใจคงไม่ถูก แต่คงเพราะผมไม่ได้เหมาะกับบรรยากาศของงานเช่นนี้เองเลย”            “บางที..” เธอเอ่ย แล้วหยุดคิด            “คุณจะอยู่เป็นเพื่อนคุยกับฉันสักครู่ได้ไหมค่ะ ถ้าคุณยังต้องการเช่นนั้น” ดวงตาใสนั้นราวกับมีมนต์สะกด เครื่องสำอางประเภทใช้ตกแต่ง กรีดแววตาให้คมกริบราวใบมีดบาด ชายหนุ่มเองจำต้องหยุดเดิน นิ่งอยู่ตรงนั้นเช่นกัน             “ขอบคุณครับ คุณผู้หญิง” แล้วทั้งคู่ก็วางแก้วเครื่องดื่มไว้บนระเบียงอีกครั้ง             “คุณผู้หญิงยังไม่ได้บอกผมเลย ว่าทำไมจึงมายืนอยู่คนเดียวแบบนี้” เขากล่าวขึ้นอีกครั้ง คำถามเดิม              “หึหึ” เธอเพียงแต่กระแอมเสียงหัวเราะ แม้จะเป็นกริยาแสดงความไม่ตั้งใจสื่อสาร แต่แค่เสียงนั้น ก็ไพเราะมากพอแล้วสำหรับผู้ฟัง ที่อยู่เคียงข้าง              “ขอโทษนะครับ ถ้าลำบากใจที่จะตอบก็ไม่เป็นไร” สีหน้ากังวลแสดงชัดเจน ท่าทีนบน้อมยังไม่คลายไปจากร่างในชุดสูทสุภาพ               “ไม่ใช่หลอกค่ะ ฉันยินดีจะตอบคำถามของคุณ หากคุณสัญญาว่าจะเลิกพูดคำว่า คุณผู้หญิง แล้วก็ขอโทษนะครับได้สักที” อีกแล้ว.. น้ำเสียง และแววตาชวนฝันนั่น..               “เอ่อ..” เขาอ้ำอึ้งที่จะรับปาก แต่ด้วยประการใดก็ตาม ในที่สุดก็ต้องยิ้มรับ และพยักหน้า               “เป็นเพราะฉันเองก็เบื่อบรรยากาศในงานเช่นกัน..”  เธอกล่าว ทั้งครั้งตอนแรกที่ชายหนุ่มถามเธอเองปฏิเสธ               “ผมเดาใจคุณผู้หญิงออกหรือครับนี่”               “หืมม” เธอทำเสียงในลำคออีกแล้ว                “เอ่ออ ขอบโทษนะครับ ผมลืมตัว” เขารีบกล่าว เมื่อรู้ว่าเพิ่งทำผิดสัญญา แต่มันก็ทำให้เขาทำผิดสัญญาอีกครั้ง                “หืมมม” เสียงยิ่งทุ้มต่ำ                 “โธ่ๆๆ ผมนี่!!” เขาอุทานเหมือนไม่ได้ดั่งใจตัวเอง                  “ฮ่ะๆๆ เปล่าหลอกค่ะ ฉันล้อเล่น จะพูดอะไรก็พูดเถอะค่ะ ตามใจคุณ” เธอกล่าว นี่คือเสียงหัวเราะแรก และมันทำให้รอยยิ้มนั้นยิ่งสดใส ชายหนุ่มยิ้มตอบ แต่กลับไม่เอ่ยคำใดต่อ                  “คุณถูกเชิญมาในงานเลี้ยงนี้ในฐานะอะไรหรือค่ะ”                   “อันที่จริงไม่ใช่ผมที่ถูกเชิญมาหลอกครับ แต่ผมเป็นผู้ติดตามผู้ที่ถูกเชิญ” เขาพูด ชำเรืองตาไปด้านหลัง ผ่านประตูกระจกบานใหญ่ แสงสีไฟระยับทั่วทั้งห้องใหญ่ ผู้ดีมีราคาหลายคนกำลังพบปะสังสรรค์กันอยู่ในงาน                    “อย่างผมเองคงไม่ได้มีสิทธิสูงส่งอะไรปานนั้น ไม่ได้เหมือนเช่นคุณ”                    “เปล่านะค่ะ ฉันเองไม่ได้จะคิดอะไรดูถูกคุณแบบนั้น” เธอรีบปฏิเสธ                      “ครับ ผมเองก็ขอโทษ ไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวหาคุณผู้หญิงเช่นนั้น”                      “แล้วที่บอกว่าฉันเหมือนกับงานเลี้ยงนี่ หมายความว่าอะไรหรือค่ะ”                       “ผมจะตอบคุณผู้หญิง ถ้าคุณให้เกียรติสัญญากับผมว่า จะเลิกพูดคำว่า เปล่าหลอกค่ะ หรือไม่ใช่นะค่ะ” ชายหนุ่มยิ้มหลังพูดจบ แน่นอน หล่อนเองก็ส่งยิ้มหวานกลับมาเช่นกัน แต่กลับไม่ได้แสดงท่าทีรับปากสัญญิงสัญญาอะไร                     “ก็เป็นสิ่งที่สูงค่า ยากที่จะไขว่คว้า มีเพียงไม่กี่ฐานะคน ที่อาจเอื้อมาถึงได้” กล่าวจบก็เหลือบมองไปในงานเลี้ยงหรูหรานั่นอีกครั้ง                     “ถ้าคุณคิดว่างานและคนที่อยู่ในสถานที่นี้เป็นคนที่สูงค่าทั้งมด คุณคิดผิด แน่นอน ตัวฉันเองก็เช่นกัน”                      “ทำไมผมจะต้องคิดผิดล่ะครับ” เขาถามกลับ                      “แล้วทำไมคุณถึงยังตอบคำถามของฉันค่ะ ทั้งๆที่ฉันไม่ได้สัญญาตามที่คุณร้องขอ” เธอไม่ตอบคำถาม                     “เพราะคุณผู้หญิงสูงค่าพอที่จะได้รับ ส่วนผมเองไม่ใช่ ตรงกันข้าม” แม้ชายหนุ่มจะดูอายุน้อยกว่าหญิงตรงหน้า แต่เธอเองก็ไม่ใช่คนสูงวัย แตกต่างกันก็คงเพียงไม่เกินห้าปี อย่างไรก็ตาม เขายังเรียกแทนตัวเธอเช่นเดิม                     “ไม่หลอกค่ะ ฉันเองไม่ได้สูงส่งอะไรปานนั้น” เธอพูดจบ ทำสีหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ถึงคำที่พูดออกไป ชายหนุ่มส่งยิ้มให้ เธอเองก็แสดงยิ้มกลับ แล้วคลายสีหน้ากังวลลง                      “แล้วจะบอกผมได้หรือยังครับ ว่าคุณผู้หญิงทำไมถึงออกมายืนคนเดียวแบบนี้” วกกลับคำถามเดิม                     “ฉันตอบคุณไปแล้วนี่ค่ะ”                      “แต่คุณผู้หญิงโกหกผม”                      “เปล่านะคะ!!” อีกครั้ง เธอแสดงสีหน้าตกใจเมื่อพูดคำนี้อกไป และอีกครั้งที่ชายหนุ่มส่งยิ้มอบอุ่นนั้นกลับมา หากแต่ร่างเจ้าของยิ้มก็หยับเข้ามาใกล้เธอด้วย                     “เฮ้ออ” เธอถอนหายใจ และมันทำให้ชายหนุ่มถอยหลังกลับ เขาคงคิดได้ว่ากำลังคุกคามเธอเกินไป                     “ฉันแค่ไม่รู้จักใครในงานเลี้ยงแบบสนิทใจนัก ฉันมาที่นี่ในนามของคู่หมั้นของฉัน ”                     “แล้วคู่หมั้นของคุณ..”                    “เขาไม่ได้มาด้วยหลอกค่ะ” เธอพูด แววตามีอารมณ์ซึ่งแสดงออกมาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม มันดูช่างเศร้าสร้อยมาก                    “ถ้าคุณผู้หญิงมีอะไรอยากเล่าหรือระบาย ผมยินดีรับฟังนะครับ” ชายหนุ่มขยับตัวเข้าหาเธออีกครั้ง                    “ไม่มีอะไรหลอกค่ะ คนเราทุกคน เกิดมาก็ต้องตาย” เธอพูดเพียงเท่านั้น แต่ไม่ได้พูดอะไรต่อ ชายหนุ่มหยิบแก้วค๊อกเทลขึ้น ยื่นมาทางด้านหน้าตรงหญิงงาม เชื้อเชิญดื่มตามมารยาท หวังให้สาวเจ้าหยิบแก้วของเธอมากระทบกันแล้วดื่มเครื่องดื่มแสนนุ่มละมุมนี่พร้อมกัน                     “ขอบคุณนะคะ แต่ว่าที่จริงฉันไม่ค่อยชอบดื่มเท่าไหร่หลอก” เธอตอบกลับ แล้วหันหน้าแสดงแววตาเดิมต่อดวงจันทร์อีกครั้ง มีเพียงชายในชุดสูทที่ยังคงเงียบงัน และสายลมเย็นซึ่งกำลังพัดเส้นผมนุ่มสวยให้ปลิวไสวไปในอากาศเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนข้างกายเธอ แต่พระจันทร์นั้นดูช่างห่างไกลเกินเอื้อมถึง                     “แล้วถ้าเป็นเพลงนี้ละครับ” เขาเอ่ยเพื่อปัดทำลายความเงียบ เมื่อสังเกตว่าดวงตาใสนั้นเริ่มมีน้ำบริสุทธิ์คลอล้นอยู่ ทำสายตาชำเรืองมองไปในห้องโถงใหญ่อร่ามตาอีกครั้ง ภาพที่เธอมองตามไปเห็นคือคนในงานเริ่มจับคู่เพื่อเต้นรำกัน เพลง ในฝัน เพลงที่ได้รับพระนิพนธ์คำร้องโดย พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคล และทำนองโดยหม่อมหลวงพวงร้อย สนิทวงศ์ และหม่อมหลวงประพันธ์ สนิทวงศ์ กำลังบรรเลงอยู่อย่างสุดไพเราะซาบซึ้ง                    “ฉันไม่อยากเข้าไปในงานนั้น คุณเองก็คงเช่นกัน” เธอพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา                   “คุณผู้หญิงโปรดสังเกต เสียงดนตรีที่บรรเลง มันดังก้องมาถึงบริเวณระเบียงนี้เลยทีเดียว” ชายหนุ่มวางแก้วในมือลงอีกครั้งกับราวระเบียง เลยปรายมือที่ว่างนั้นมาด้านหน้า ราวเป็นคำเชื้อเชิญที่สุภาพ พร้อมกับโค้งตัวลงเล็กน้อย                    “หากคุณผู้หญิงปฏิเสธเป็นครั้งที่สอง ผมเองคงเศร้าใจไม่น้อย” เขาพูด เงยหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้า แววตาปรากฏความปรารถนาอ้อนวอน                    “ถ้าฉันเต้นได้ไม่ดี ก็ต้องขอโทษไว้ล่วงหน้าด้วยนะคะ” เธอพามือเรียวนุ่มนั้นไปสัมผัสกับฝ่ามือของบุรุษตรงหน้า มือของเขาหยาบกระด้างอย่างชัดเจน เธอรู้สึกได้ ชายหนุ่มโค้งให้เธออีกครั้ง เงยหน้าขึ้น แล้วใช้อีกหนึ่งแขนโอบไปที่แผ่นหลังบางของหญิงงามตรงหน้าอย่างแผ่วเบาที่สุด เธอเองก็โอบที่ไหล่กว้างนั้นเช่นกัน และรู้สึกว่ามันแข็งกระด้างไม่แพ้ฝ่ามือนี่เลย                   “ขอบคุณนะครับ” ชายหนุ่มกล่าว แสงจันทร์เดือนเพ็ญที่สาดลงมา เพิ่มเติมกับโคมไฟประกายสีส้ม ทำให้คนทั้งคู่มองเห็นกันได้อย่างชัดเจน ในที่สุด การเต้นรำนอกงานราตรีเริ่มดำเนิน                   “ขอบคุณเช่นกันคะ” เธอก้มหน้าลงนิ่งเพื่อหลบแววตาคู่นั้น และเมื่อก้มลงไปอีก ก็แทบเหมือนจะซบกับอกของชายตรงหน้า จึงยากที่จะกระทำ ในที่สุดก็ได้แต่เผยดวงหน้างามให้ชายตรงหน้าเฝ้ามอง                   “อย่าจ้องฉันอย่างนั้นสิคะ” เธอเอ่ย น้ำเสียงดังกังวานกว่าเสียงลมหนาวที่พัดหวือวื้ดข้างแก้วหูเพียงนิดเดียว มันพัดผมยาวนั้นอีกแล้ว และพากลิ่นหอมนวลให้กระทบกับความรู้สึกรับรู้ที่ปลายจมูกตรงใบหน้าคมสันต์ของชายหนุ่ม                    “ขอโทษนะครับ ผมทำให้คุณผู้หญิงรู้สึกอึดอัดหรือเปล่า” เขาชะงัก แล้วการเต้นรำเหมือนจะสะดุดลง                     “เปล่าหลอกค่ะ ไม่มีอะไร” เธอพูด อีกแล้ว คนทั้งสองชะงักพร้อมกันเมื่อระลึกถึงคำที่ตนเพิ่งกล่าวออกไปได้                     “ฮ่ะๆๆ” ทั้งคู่หัวเราะ ส่งยิ้มไมตรีให้กันอีกครั้ง ก่อนที่การเต้นรำที่หยุดไปจะเริ่มอีกครั้งหนึ่ง ยังคงเป็นเช่นนั้นอย่างต่อเนื่อง จนเธอเองรู้แล้วว่าคงไม่สามารถข่มแววตาที่แสดงออกมาของชายหนุ่มได้ และถึงที่สุด ไม่สามารถห้ามใจได้ในบ้างสิ่ง จนต้องหลบสายตาของคนตรงหน้าลงเอง และยิ่งหลบก็เหมือนยิ่งหนี ยิ่งหนี ระยะยิ่งห่างไกลดวงตาก็จริง แต่ทว่าก็ยิ่งสัมผัสแนบชิดใกล้กับแผ่นอกกว้าง กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆของเขาถูกทำให้ฟุ้งกระจายโดยสายลมเช่นเดียวกันกับเส้นผมงามของเธอ                     “คุณผู้หญิงครับ..” กลับกลายเป็นเสียงหนักแน่นของสุภาพบุรุษบ้าง ที่เอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาและอ่อนโยน เธอเงยหน้าขึ้น เพื่อรับรู้ถึงเสียงอบอุ่นนั่น แต่ก็ต้องรู้สึกหัวใจหวิว เพราะใบหน้าคมของผิวสีแทนนั่น ขยับเข้ามาใกล้เธอเหลือเกิน ใกล้จนราวจะกระชั้นชิด                      “อย่า..” เสียงนั้นยิ่งแผ่วลงได้อีก เสียงของเธอ เบาราวกับว่าไม่ได้เอื้อนเอ่ย และแม้ความหมายจะสื่อตามที่พูดบอกไป แต่เธอเองไม่ได้ขยับกายหนีเช่นเดิมที่เคยทำ ในที่สุด.. จุมพิตใต้แสงจันทร์ก็ปรากฏ ดนตรีเดิมยังคงบรรเลงก้องอยู่ ไม่แผ่วผ่อนเสียงลง เช่นเดียวกับแสงจากนภาในยามราตรี ที่มิได้ถูกบดบังด้วยเมฆหมอกแต่อย่างใด มีเพียงลมหนาวเท่านั้นที่ราวกับจะจางหายไป เหลือเพียงความอบอุ่นในดวงใจที่เกิดมีขึ้นแทน                      “พอเถอะค่ะ คราวนี้ฉันจะขอให้คุณเดินกลับเข้าไปในงาม เหมือนกับที่คุณเคยพูดเสนอ” เธอพูด ดึงร่างกายที่ใจผาดเผลอไปกลับมาอยู่ตามเดิมที่ความคิดสั่งการ น้ำใสในดวงตาเริ่มเอ่ออีกครั้ง ชายหนุ่มเมื่อเห็นดังนั้นจึงปล่อยร่างของสตรีตรงหน้าให้หลุดออกจากพันธนาการเต้นรำอย่างทะนุถนอม เขาโค้งศีรษะเล็กน้อย มองหญิงสาวที่เดินกลับไปบริเวณริมระเบียง เธอหยิบแก้วค๊อกเทลขึ้น แล้วดื่มเครื่องดื่มในแก้วอึกเดียวจนหมด                      “คุณผู้หญิงครับ.. ขอโทษนะครับ แต่เราคงจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว แม้นั่นจะไม่ใช่ความปรารถนาของผมก็ตาม” ถ้อยคำทิ้งท้ายทำให้เธอหันกลับมา แต่ไม่ปรากฏร่างในเสื้อสูทเรียบร้อยแล้ว มีเพียงกระดาษแผ่นเดียวที่วางเด่นอยู่ตรงพื้นกระเบื้องมันวับ เธอหยิบมันขึ้นมาทันที มันเป็นภาพวาด ภาพหญิงสาวในชุดราตรี ยืนเด่นเพียงหนึ่งเดียวท่ามกลางดวงจันทร์แสนงดงาม ใต้ภาพปรากฏข้อความหนึ่งประโยค ถูกเขียนด้วยลายมือบรรจง                     “ทำไมกัน…” เธอเผลออุทานออกมา ถือกระดาษแผ่นนั้นไว้ในมือแน่น  แล้วกระวีกระวาดวิ่งเข้าไปในงาน เธอใช้แขนของตัวเองป้ายลิปสติกสีแดงสดซึ่งตัดกับผิวขาวราวปุยนุ่นออก อย่างลวกๆ จนมันเละเทอะไปหมด หยิบของบางสิ่งออกมาจากกระเป๋าลับขนาดเล็กของชุดราตรีสีแดง มันมีลักษณะคล้ายหลอดยา พยายามตามหาชายหนุ่มคนเดิม ทั้งในงาน และที่จอดรถ แต่สุดท้าย ก็ไม่พบ...                      วันรุ่งขึ้นเธอพบข่าวว่ามีรถยนต์พลิกคว่ำที่บริเวณห่างจากงานเลี้ยงซึ่งเธอพบเขาไม่มากนัก แต่มีเพียงรถ ไม่ได้พบศพของคนขับหรือผู้โดยสารแต่อย่างใด มีร่องรอยของเลือด และอาเจียนอยู่ในบริเวณรถยนต์ จนสุดท้ายตรวจสรุปว่ามันเป็นเรื่องของการเมาแล้วขับ แต่คนขับคงไม่ตาย จึงออกจากรถ และไปในที่อื่นๆต่ออย่างไร้สติ ตำรวจเลยจะเก็บรักษารถไว้ รอคนขับมารับคืน แต่เธอเองรู้ว่าไม่ใช่ อาการอาเจียนเป็นเลือดคืออาการที่เธอคิดไว้อยู่แล้ว มันเป็นอาการของผู้ที่ถูกยาพิษชนิดนี้ ยาพิษที่เธอทาทาบไว้กับริมฝีปากพร้อมกับลิปสติก และคนที่ถูกพิษก็ต้องตายเป็นแน่ หากมิได้รับยาถอนพิษ ยาถอนพิเศษซึ่งเธอมีสำรองไว้หลอดหนึ่ง และอีกหลอดที่ผสมอยู่แล้วในเครื่องดื่มของเธอ ในคืนวานนั้น...                       หญิงสาวพาตนเองมายืนอยู่หน้าห้องพักแห่งหนึ่ง มันเป็นห้องพักของคนที่เธอคิดจะฆ่า กว่าจะสืบรู้เรื่องทั้งหมดได้จากทะเบียนรถคันนั้น เธอต้องเสียเวลาไปเกือบหนึ่งสัปดาห์ ห้องพักเก่าๆ กุญแจห้องที่ได้จากการจ่ายเงินให้ผู้ดูแลหอพักอย่างผิดๆอยู่ในมือของเธอ ตอนนี้ คำตอบหลายๆอย่างของชายคนนี้คงจะอยู่เบื้องหลังประตู เธอไขกุญแจเปิดล๊อคประตูออก พาตนเองเข้าสู่ห้อง มือขวาที่ไม่ได้มีกุญแจอยู่แล้ว หากแต่เป็นปืน walther ppk.22สีดำ ในห้องมีเพียงตู้เสื้อผ้า เตียง และโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสาร ปราศจากผู้อาศัย เธอมุ่งหน้าไปกองกระดาษนั้นทันที บนโต๊ะปรากฏภพของเธออยู่ ใต้ภาพมีจำนวนเลขเขียนไว้ หกแสนบาท และเอกสารที่แนบติดภาพ ระบุเวลาของกิจวัตรประจำวันของเธอ ยี่ห้อรถที่ขับ และอีกหลายๆอย่างที่เกี่ยวกับตัวเธอ ข้อมูลเหล่านี้ ไม่น่าจะมีใครรู้ได้แล้ว นอกจากคู่หมั้นของเธอ ทำไมกัน..  เธอลงมือค้นต่อไป พบเจอรูปและเอกสารระบุประวัติของบุคคลอีกหลายคนซึ่งแนบติดไว้กับภาพของบุคคลเหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง หรือไม่ก็ผู้มีอิทธิพลในสังคม ใต้รูปภาพ หรือไม่ก็ในเอกสารระบุประวัติกิจวัตรประจำวันจะมีตัวเลขเขียนอยู่ทุกคน เป็นจำนวนเงิน ส่วนใหญ่จะเกินห้าแสนบาท จนในที่สุดเธอก็พบรูปของสามีของเธอ แต่แปลก มันไม่มีเอกสารระบุประวัติกิจวัตรประจำวัน และไม่มีตัวเลขระบุจำนวนเงินบนรูปแต่อย่างใด                        ในที่สุดหญิงสาวก็หรั่งออกมาซึ่งน้ำตา คราวนี้เธอหยุดกลั้นมันไม่ได้อีกต่อไป ใต้กองเอกสารปรากฏกระสุนปืนขนาด .32 มันไม่ใช่กระสุนขนาดที่ถูกใช้งานอย่างทั่วไป แต่ถูกใช้เฉพาะกับมือปืนบางคนเท่านั้น คู่หมั้นของเธอถูกยิงด้วยปืนขนาดเช่นว่านี้ โดยมือปืนคนนี้ ซึ่งเธอตามสืบจนรู้ตัว และวางแผนคิดจะฆ่ามาตั้งนานแล้วด้วยยาพิษ เพื่อให้เหยื่อตายอย่างทรมานที่สุด ให้สาสมแก่การพรากคนรักไปจากเธอ ใช่แล้ว.. คู่หมั้นที่เธอเคยรักมาก แม้ว่าตอนแรกเธอจะรู้ว่าเขาจงใจเข้ามาหาเธอเพียงเพราะความเจ้าชู้ และรู้ว่าเขาเองก็ไม่ใช่คนดีเด่นอะไร เป็นนักการเมืองที่กระทำผิดตลอดเวลา เช่นเดียวกับนักการเมืองคนอื่นๆ แต่เมื่อเขายิ่งเฝ้าตามใจ เฝ้าเอาใจใส่ และคอยพูดย้ำคำสัญญาว่าจะกลับมาเป็นคนดีเพื่อเธอ ยอมเล่าเรื่องงานและเรื่องความลับต่างๆให้เธอฟัง จนสุดท้ายเธอก็ใจอ่อน หลงรักเขา และตกลงหมั้นหมายกับเขา เรื่องมันคงเป็นแบบนี้ เธอเองรู้อะไรเกี่ยวกับเขามากเกินไป บวกกับการที่เขาคงเจอผู้หญิงที่ถูกใจคนใหม่ เลยต้องการกำจัดเธอออกไปจากชีวิต ภาพของอดีตคู่หมั่นที่ถ่ายนั้น เป็นภาพแอบถ่าย เขาอยู่กับหญิงสาวที่ดูสวยและน่ารักกว่าเธอที่ล๊อบบี้โรงแรมแห่งหนึ่ง เนคไทอันนั้นที่เขาใส่เธอเป็นคนซื้อให้เอง และผูกให้ก่อนจะออกจากบ้าน ในวันที่เขาถูกฆ่า                   เธอวางปืนในมือลงบนโต๊ะทำงานนั้น ห้องมืดมิดเพราะเธอไม่ยอมเปิดไฟ แต่ก็ยังหวังว่าเมื่อเดินผ่านพ้นออกไปจากประตู จะยังคงเจอแสงจากดวงจันทร์ แม้จะไม่เต็มดวงเช่นคืนนั้นก็ตาม ไม่รู้เลย ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ไม่รู้ว่าตายหรือยัง แต่ที่รู้ก็คือ จากคำพูดวันนั้น ทำให้เธอรู้สึกได้ว่าจะไม่ได้พบเจอเขาอีกจริงๆ และมันคงเป็นเช่นนั้น เหมือนดั่งความรู้สึกที่รู้สึกได้เมื่อได้พบกันครั้งแรก ความรู้สึกอบอุ่นแบบแปลกๆ ความรู้สึกปลอดภัย แม้จะมาจากคนที่เป็นมือปืนฆ่าคู่หมั้นของตัวเธอเองก็ตาม จนเธอเปลี่ยนใจไม่ลงมือฆ่าเหยื่อ ทั้งๆที่เตรียมแผนการมาพร้อมหมดแล้ว แต่สุดท้ายเหยื่อก็ตัดสินใจบังคับให้เธอลงมือ ทั้งๆที่เขาเองรู้ทุกอย่าง รู้ว่าลิปสติกของเธอเป็นยาพิษ รู้ว่าตัวเองอาจตาย และไม่ได้พบเจอเธออีก และจงใจเดินเข้ามาพบเธอเอง ไม่ได้มาเพราะถูกเธอล่อลวงด้วยเสน่ตามที่เธอคิด หญิงสาวหยิบกระดาษในเดิมออกมาจากกระเป๋าด้านในเสื้อแจ๊คเก็ตที่เธอใส่ อ่านข้อความที่เขียนลงกำกับภาพไว้ ไม่อาจหยุดกลั้นน้ำตาที่ไหลล้นออกมาได้เลย                      ‘ราวกับฝัน เมื่อได้เห็นแสงจันทร์นั้น ส่องกระทบผิวกายของคุณ..’                                                                                    
อ่าน 210 / ตอบ 0 คน [ 3 ส.ค. 2557, 20:12 ]  เขียนโดย วง วง
 ประเภทของภูเขาไฟ ภูเขาไฟสามารถแบ่งได้ได้หลายประเภท เช่น แบ่งตามรูปร่าง ลักษณะทางกายภาพของสิ่งที่ประทุออกมา การปะทุ วัตถุที่มาสะสมกันรอบๆปล่องภูเขาไฟ โอกาสที่จะระเบิด เป็นต้น ประเภทของภูเขาไฟ(แบ่งตามรูปร่างลักษณะ) 1. ภูเขาไฟแบบกรวยสูง (Steep cone) เกิดจากลาวาที่มีความเป็นกรด หรือ Acid lava cone รูปกรวยคว่ำของภูเขาไฟเกิดจากการทับถมของลาวาที่เป็นกรด เพราะประกอบด้วยธาตุซิลิกอนมากกว่าธาตุอื่นๆ ลาวามีความข้นและเหนียว จึงไหลและเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ แต่จะแข็งตัวเร็ว ทำให้ไหล่เขาชันมาก ภูเขาไฟแบบนี้จะเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง         2. ภูเขาไฟแบบโล่ (Shield Volcano) เกิดจากลาวาที่มีความเป็นเบส (Basic lava volcano) เพราะประกอบด้วยแร่เหล็กและแมกนีเซียม ลาวามีลักษณะเหลว ไหลได้เร็วและแข็งตัวช้า การระเบิดไม่รุนแรง จะมีเถ้าถ่านและเศษหินก้อนเล็ก และควันพ่นออกมาบริเวณปากปล่อง             3. ภูเขาไฟแบบกรวยกรวด (Ash and cinder cone) มีลักษณะเป็นกรวยสูงขึ้น ฐานแคบ เป็นภูเขาไฟที่มีการระเบิดรุนแรงที่สุด           4. ภูเขาไฟแบบสลับชั้น (Composite cone) เป็นภูเขาที่มีรูปร่างสมมาตร (Symmetry) กรวยของภูเขาไฟมีหลายชั้น บางชั้นประกอบด้วยลาวา และเถ้าถ่านสลับกันไป ถ้ามีการระเบิดรุนแรงจะมีลาวาไหลออกมาจากด้านข้างของไหล่เขา เป็นภูเขาไฟที่มีปล่องขนาดใหญ่ และมีแอ่งปากปล่อง (Crater) ขนาดใหญ่ด้วย   การแบ่งชนิดของภูเขาไฟในแง่ของโอกาสในการระเบิด จึงสามารถแบ่งได้เป็น 3 ชนิด ดังนี้ 1. ภูเขาไฟมีพลัง (active volcano) คือภูเขาไฟที่ภายใต้ยังมีแมกมาที่พร้อมจะระเบิดส่งลาวาและเถ้าถ่านออกมาได้ทุกเวลา ซึ่งพบได้ทั่วโลก 2. ภูเขาไฟที่ตายแล้ว (dormant volcano) คือภูเขาไฟที่นานๆ จะปะทุครั้งหนึ่ง แต่เมื่อปะทุแล้วจะสร้างความเสียหายมาก 3. ภูเขาไฟสงบ (extinct volcano) คือภูเขาไฟที่ไม่ระเบิดอีกเพราะแผ่นธรณีภาคบริเวณนั้นอยู่ในสภาวะเสถียรและไม่พบว่ามีความร้อนใต้พิภพบริเวณนั้นแล้ว เช่น ภูเขาไฟทุกลูกในประเทศไทย ภูเขาไฟเมราปิในอินโดนีเซีย ( Mount Merapi )           ผลกระทบจากการระเบิดของภูเขาไฟ มีดังนี้ 1. แรงสั่นสะเทือน มีทั้งการเกิดแผ่นดินไหวเตือน แผ่นดินไหวจริง และแผ่นดินไหวติดตาม ถ้าประชาชนไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในเชินภูเขาไฟอาจหนีไม่ทันเกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน 2. การเคลื่อนที่ของลาวา อาจไหลออกมาจากปากปล่องภูเขาไฟเคลื่อนที่รวดเร็วถึง 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มนุษยและสัตว์อาจหนีภัยไม่ทันเกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง 3. เกิดฝุ่นภูเขาไฟ เถ้า มูล บอมบ์ภูเขาไฟ ระเบิดขึ้นสู่บรรยากาศ ครอบคลุมอาณาบริเวณใกล้ภูเขาไฟ และลมอาจพัดพาไปไกลจากแหล่งภูเขาไฟระเบิดหลายพันกิโลเมตร ภูเขาไฟพินาตูโบระเบิดที่เกาะลูซอนประเทศฟิลิปปินส์  ฝุ่นภูเขาไฟยังมาตกทางจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย เช่น จังหวัดสงขลา นราธิวาส และปัตตานี เกิดมลภาวะทางอากาศและแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของประชาชน รวมทั้งฝุ่นภูเขาไฟได้ขึ้นไปถึงบรรยากาศขั้นสตราโตสเฟียร์ ใช้เวลานานหลายปี ฝุ่นเหล่านั้นตึงจะตกลงบนพื้นโลกจนหมด 4. เกิดคลื่นสึนามิ ขณะเกิดภูเขาไประเบิด โดยเฉพาะภูเขาไฟใต้ท้องมหาสมุทร คลื่นนี้จะโถมเข้าหาฝั่งสูงขนาดตึก 3 ชั้นขึ้นไป กวาดทุกสิ่งทั้งผู้คนและสิ่งก่อสร้างลงสู่ทะเล เป็นที่น่าหวาดกลัวยิ่งนัก 5. น้ำท่วมและโคลนถล่ม   หลังจากภูเขาไฟระเบิด มีฝุ่นเถ้าภูเขาไฟตกทับถมอยู่ใกล้ภูเขาไฟ เมื่อฝนตกหนัก อาจจะเกิดน้ำท่วมและโคลนถล่มตามมาจากฝุ่นและเถ้าภูเขาไฟเหล่านั้น ประโยชน์ของภูเขาไฟระเบิด 1. การระเบิดของภูเขาไฟช่วยปรับระดับของเปลือกโลกให้อยู่ในภาวะสมดุล 2. การเคลื่อนที่ของลาวาจากการระเบิดของภูเขาไฟ ทำให้หินอัคนีและหินชั้นใต้ที่ลาวาไหลผ่านเกิดการแปรสภาพ เช่น หินแปรที่แข็งแกร่งขึ้น 3. แหล่งภูเขาไฟระเบิด ทำให้เกิดแหล่งแร่ที่สำคัญขึ้น เช่น เพชร เหล็ก และธาตุอื่นๆ อีกมาก 4. แหล่งภูเขาไฟจะเป็นแหล่งดินดีเหมาะแก่การเพาะปลูก เช่น ดินที่อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เป็นต้น 5. แหล่งภูเขาไฟ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ เช่น อุทยานแห่งชาติฮาวาย ในอเมริกา หรือแหล่งภูกระโดง ภูอังคาร ในจังหวัดบุรีรัมย์ของไทย เป็นต้น 6. ฝุ่น เถ้าภูเขาไฟที่ล่องลอยอยู่ในอากาศชั้นสตราโตสเฟียร์ ทำให้บรรยากาศโลกเย็นลง ปรับระดับอุณหภูมิของบรรยากาศชั้นโทรโพสเฟียร์ของโลกที่กำลังร้อนขึ้น แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ หรือการเกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกและการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำแอลนิโน ที่ทำให้อุณหภูมิในบรรยากาศของโลกสูงขึ้นนั้นลดต่ำลง                           ฟ้าผ่ากลางภูเขาไฟ ในชิลี   แม่น้ำเพลิงที่รัสเซีย      
อ่าน 98 / ตอบ 0 คน [ 3 ส.ค. 2557, 20:07 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 เช้านี้อากาศบริสุทธิ์ ฉันชอบอากาศแบบนี้จัง ชอบกับการที่ตื่นขึ้นมาให้แสงแดดมันส่องสะท้อนไปตามยอดและใบของฉัน ทุกคนคงรู้แล้วสินะว่าฉันคืออะไร ใช่แล้ว ฉันคือต้นไม้ยังไงหละแต่ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่ามนุษย์คนที่กำลังตัดฉันอยู่คือใคร ฉันอยากจะถามเขาจังว่าทำไมต้องทำร้ายต้นไม้ที่ไม่มีทางสู้ใครได้อย่างฉันด้วย ฉันทำได้แค่คิดแต่ก็ไม่มีปากที่จะพูดมันออกไปให้มนุษย์ผู้นั้นได้ยิน ฉันกลับมาคิดอีกที่ก็คงไม่เป็นไรหรอกถ้ามนุษย์นั้นจะตัดฉันจริงๆ เพราะอะไรนะเหรอ  ก็เพราะว่าฉันมีลูกๆต้นเล็กๆมากมายรายล้อมฉันอยู่นะสิ ฉันหวังว่าพวกเขาจะโตขึ้นโดยไม่มีมนุษย์คนใดมาตัดพวกเขาแบบฉัน                 โครม!!!                 เจ็บจัง คุณรู้ไหมว่าเสียงนั้นคือเสียงที่ฉันได้หลุดออกจากรากแล้วโค่นลงสู่พื้นดิน ฉันทำได้แต่มองว่าพวกเขาจะทำอะไรกับฉันกับเพื่อนที่ถูกพวกเขาโค่นไปอีกหลายต้นและบอกอำลาทุกๆสิ่งที่ฉันเคยอยู่ที่นี่                 ตอนนี้ฉันเห็นเครื่องจักรอันใหญ่ยักษ์กำลังลากฉันกับเพื่อนๆไปขึ้นรถบรรทุกคันโต ฉันรู้สึกว่ารถคันนี้สตาร์ทรออยู่แล้ว เพราะฉันขึ้นมาได้ไม่นานรถก็ได้เคลื่อนตัวออกไปฉันอยากรู้จังว่าพวกเขาจะพาฉันไปไหนกันแน่                 รถคันนี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจนมันทำให้สายลมพัดมากระทบตัวฉัน เย็นสบายดีจังฉันเหมือนบินได้เลย สนุกดีนะ                 รถหยุดแล้วคงถึงที่หมายที่พวกเขาจะพาฉันมาแล้วสิ ฉันถูกพวกเขาลากเข้าไปในโรงงาน เขาพาฉันไปที่เครื่องจักรพวกนั้นที่ตั้งวางเรียงรายอยู่ ฉันโดนเครื่องจักรพวกนั้นตัดฉันออกเป็นหลายๆส่วน ถึงฉันเจ็บยังไงแต่ฉันก็ไม่ลืมหรอกนะว่าฉันพูดไม่ได้                 ฉันมองเห็นเพื่อนๆที่เป็นแบบเดียวกับฉันเต็มไปหมดเลย มหัศจรรย์จังพวกเขาทำให้ฉันเป็นแผ่นกระดาษสีขาวกระดาษที่พวกเขาสามารขีดเขียนอะไรลงไปก็ได้                ฉันถูกพวกเขาจับฉันยัดใส่กล่องที่มืดสนิท บ้าจริงๆนี่ฉันคงต้องออกเดินทางไปไหนก็ไม่รู้อีกแล้วใช่ไหม                 ตอนนี้ฉันมาอยู่ที่ร้านขายอุปกรณ์ร้านหนึ่ง เพื่อนๆของฉันบ้างก็มีลวดลายที่สวยงามเหมาะที่จะเป็นปกหนังสือ บ้างก็มีมีตัวหนังสือมากมายประดับอยู่ และบ้างก็มีรูปที่สวยงามเต็มแผ่น เยอะจนฉันบรรยายไม่ถูกเลย ฉันอยากเป็นอย่างพวกเขาบ้างจัง น่าอิจฉาพวกเขานะคุณคิดเหมือนฉันไหม                 พวกเขาได้แต่ปลอบใจฉันว่าถ้าฉันโชคดีอาจจะมีมนุษย์คนใดนำฉันไปวาดเขียนได้สวยงามกว่าพวกเขาก็ได้ ก็ยังดีนะอย่างน้อยมันก็คือความหวัง                 ฉันว่าโชคดีคงมาถึงฉันแล้ว ฉันถูกมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งเอาดินสอมาขีดๆเขียนๆบนแผ่นกระดาษอย่างฉัน ฉันว่าลายมือกับการวาดรูปของเธอเข้าขั้นใช้ได้เลย ฉันชอบจัง และอย่างน้อยเธอก็ยังถนอมฉันโดยการใช้ดินสอที่ยางลบสมารถลบได้อย่างสบายมากๆถึงแม้ว่าจะเหลือคราบดำๆไว้นิดหน่อยก็ตาม                               คุณคิดเหมือนฉันไหมว่า ถ้ามีเรื่องร้ายก็ต้องมีเรื่องดีและถ้าดีก็ต้องมีเรื่องร้ายตามมา ตอนนี้ฉันกำลังเผชิญปัญหานั้นเลย เพราะอะไรนะเหรอ ก็เพื่อนชายของผู้หญิงที่เป็นเจ้าของฉันอยู่เอาปากกามาขีดเขียดอะไรก็ไม่รู้จนตัวฉันเละเทะไปหมดเลย น่าเศร้าจัง ผู้หญิงคนนั้นพยายามเอาลิควิดมาลบรอยปากกานี่ แต่คุณรู้ไหม ถึงคุณจะลบจนรอยปากกาหายไปหมดยังไง แต่คุณอย่าลืมสิถึงแม้ว่าคุณจะใช้ลิควิดลบรอยปากกา สิ่งที่อยู่ใต้ลิควิดก็ยังติดอยู่บนแผ่นกระดาษอยู่ดี ฉันแค่อยากให้พวกคุณลองเปรียบตัวเองเหมือนแผ่นกระดาษแบบฉัน แล้วในทุกๆวันคุณลองถามตัวเองดูว่าคุณใช้ปากกาเติมอะไรลงในแผ่นกระดาษแผ่นนี้บ้าง ถ้าคุณเติมแต่สิ่งที่ดี ชีวิตคุณก็ดีพร้อมกันสิ่งที่คุณเติมลงไป แต่ถ้าไม่คุณอาจจะคิดว่าแค่ใช้ลิควิดลบก็หมดเรื่องแล้ว อย่าลืมนะว่าคุณตบตาคนอื่นได้ว่าคุณไม่ได้เขียนอะไรผิดๆลงไป แต่คุณหลอกใจตัวเองไม่ได้หรอก ฉันเชื่อว่าทุกคนต้องมีผิดพลาดกันได้เสมอ แต่คุณอย่าทำผิดบ่อยๆนะ เพราะบางทีกระดาษแผ่นนี้อาจจะยับยู่ยี่เพราะคุณนำมาแก้บ่อยจนไม่เหลือพื้นที่ไว้ให้คุณลบอีกเลยก็ได้...
อ่าน 175 / ตอบ 0 คน [ 29 ก.ค. 2557, 20:41 ]  เขียนโดย น้องเงาะน้อยหอยสังข์ น้องเงาะน้อยหอยสังข์
 Who You Are             ใต้ฝุ่นขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามผ่านล่วงมาสองวันแล้ว ที่กรุงเทพฯฝนครึ้มฟ้าตลอดทั้งวัน ฉันไม่ชอบเลยอากาศแบบนี้ มันรู้สึกหดหู่สิ้นหวัง คุณแม่เข้ามาโอบกอด แล้วบอกว่า อย่านอนดึกเดี๋ยวจะไม่สบาย คุณแม่รู้ดีว่า ฉันมีสภาพจิตใจเป็นอย่างไร การจมปรักอยู่กับความเจ็บปวด อันยาวนานจนเกินไป เปลี่ยนบางอย่างในตัวฉัน ฉันเกลียดภาพลักษณ์แบบเดิมๆ ที่เขาคนนั้นในอดีตเคยชื่นชม ฉันสบตาตัวเองจากในกระจกบานใหญ่ ให้รู้สึกเกลียดภาพสะท้อนเข้าไปทุกที และเอ่ยถามอยู่คนเดียวว่า “เธอสวยนักเหรอ ความสวยทำให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้นไหม” ยิ่งนานวันความเกลียดก็ยิ่งทวีคูณ             เกรซเพื่อนหญิงของฉัน มักชมว่าเรือนผมฉัน มันดำขลับและนุ่มสลวย ทั้งที่เกรซเองก็เป็นผู้หญิงที่สวยคนหนึ่ง แต่เกรซเองก็ไม่เคยใช้ ความสวยในการหาประโยชน์จากเพศตรงข้าม เกรซเคยบอกกับฉันว่า ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นจนเป็นสาวเต็มตัว ยังไม่รู้จักความรักเลยว่ามันมีรสชาติอย่างไร ทั้งที่มีผู้ชายมากหน้าหลายตาผลัดเปลี่ยนกันมาจีบอยู่เสมอ เกรซบอกว่า ตั้งแต่ฉันย่างเท้าเข้ามาในบริษัท เป็นเพื่อนร่วมงานใหม่ เกรซได้บอกกับตัวเองว่า ได้มีสิ่งดีๆเดินเข้ามาในชีวิตแล้ว และนั่นเป็นการที่ฉันได้รู้จักกับเกรซเป็นคนแรก ฉันรู้สึกกับเกรซว่า เราเป็นเพื่อนสนิทกัน เกรซมักจะกอดฉัน หอมแก้มฉัน ลูบเรือนผมอยู่เป็นประจำ และพาไปยืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำหญิง เปรียบเทียบว่า ใครสวยกว่ากัน แล้วเกรซก็พูดประโยคเดิมๆว่า “วันนี้เธอสวยกว่าฉันอีกแล้ว ฉันยอมแพ้เธอจริงๆ” แต่อาการบนใบหน้าของเกรซ ไม่มีริ้วรอยของความผิดหวังหรือรอยริษยาในคุณสมบัติ เชื้อสายผิวพรรณรูปร่างในการเกิดมา ไม่ใช่เพราะว่าเกรซพึงพอใจในความสวยของตัวเองอยู่แล้ว เป็นเพราะว่า เกรซพึงพอใจในเชื้อสายผิวพรรณรูปร่างในการเกิดมาของฉัน ฉันเคยบอกเกรซว่า ความสวยของหญิงสาว ในบางครั้งก็ไม่สามารถทำให้สถานการณ์อันเลวร้ายดีขึ้นได้ แต่เกรซก็ไม่เคยเชื่อในคำที่ฉันพูด               เธอเองก็รู้ดี เกรซมักจะอารมณ์เสีย เมื่อพวกหนุ่มๆในออฟฟิศผลัดกันมาป้อนคำหวานให้ฉัน ถึงแม้เกรซจะไม่แสดงออกถึงความไม่พอใจ แต่สีหน้าและแววในดวงตาก็ฉายออกมาให้รับรู้ได้ถึงอาการของอารมณ์ พวกหนุ่มๆตัดใจไปจากเกรซนานแล้ว ที่หมายใหม่ของพวกเขา คืออาคันตุกะอย่างฉัน ที่หมายของการแย่งชิงว่าใครจะได้ไป แต่เกรซก็มักยืนอยู่ข้างๆฉันเสมอ ทำหน้านิ่งจ้องตาพวกหนุ่มๆอยู่อย่างไม่กะพริบ จนพวกเขายอมถอยทัพไป ฉันขำในการกระทำของเกรซ ส่วนเกรซก็ได้แต่ค้อนตาคว่ำไม่ยอมบอกเหตุผล ว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น หรือว่าเกรซเป็นห่วงฉันจริงๆ ในเวลานั้นฉันไม่รู้ความนัยน์ของเกรซเลยจริงๆ             ฉันทำงานที่บริษัทจนผ่านการทดลองงาน ก็ต้องยกความดีให้เกรซ ที่เอาใจใส่ช่วยเหลือในทุกสิ่งทุกอย่าง จนกระทั่งเวลาผ่านไปได้ปีหนึ่ง เขาคนนั้นได้ผ่านเข้ามาในชีวิต เขาเป็นผู้จัดการหนุ่มหล่อดูดี มาติดต่อธุรกิจกับบริษัทของเรา แววล้ำลึกในดวงตาของเขาทำเอาฉันสะท้านไปทั้งตัว เกรซจิกนิ้วหนึบเข้าที่เอวฉันจนสะดุ้งเฮือกด้วยความหมั่นไส ไม่นานนักหลังจากนั้น ฉันต้องห่างจากเกรซโดยปริยาย เพราะเขาเข้ามาทำให้ฉันรักเขาจนได้             เขามารับมาส่งฉันที่บ้านและที่บริษัท ฉันมีความสุขมากที่สุดในชีวิต ฉันบอกได้เลยว่า ฉันรักผู้ชายคนนั้นอย่างสุดหัวใจ ส่วนเกรซเศร้าสร้อยลงไป แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ฉันดื่มด่ำกับความสุขจนลืมเวลาที่ผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว กระทั่งวันสุดท้ายได้มาถึง วันที่ฉันกับเขาไปรับประทานอาหารในวันเงินเดือนออก ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง หญิงสาวคนหนึ่งรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน เดินมานั่งร่วมโต๊ะ ฉันแปลกใจในฐานะของเธอคนนั้น การจีบปากเจรจายิ้มแย้มอย่างคุ้นเคยกับเขาของหญิงสาวนั้น เผยให้ฉันรู้โดยอัตโนมัติ ว่าเขาทั้งสองเป็นคู่รักกัน เขาถึงกับหน้าเซียวซีด เช็คบิลและขอตัวรีบกลับไปกับหญิงสาวคนนั้น ฉันนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น โทร.หาเกรซสะอึกสะอื้นทั้งน้ำตา เกรซรีบรุดมาหา แล้วพาฉันกลับบ้าน ฉันทำอะไรไม่ถูกขนาดจะกลับบ้าน ก็ยังไม่มีสติพอ             ฉันล้มป่วยลง เกรซมาเยี่ยมและเล่าเรื่องราวของผู้ชายคนนั้นที่รู้มา เขากับหญิงสาวคนนั้นแต่งงานกันมาสามปีแล้ว เป็นคนขี้หึงและรักอย่างรุนแรง เขารักเธอแต่ก็มีนอกใจบ้าง หากเมียเผลอ ฉันได้เจอกับเขาอีกที่บริษัท จึงขอคุยกับเขาเป็นส่วนตัวที่สวนสาธารณะ ฉันตัดใจจากเขาไม่ได้ ทั้งรักทั้งแค้น เขาบอกกับฉันว่า มาถึงขั้นนี้แล้วเขาสานต่ออีกไม่ได้ ลืมมันไปเสียเถอะ แล้วเวลาจะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นเอง               เมื่อผ่านช่วงเวลานั้นมาได้สักเดือนหนึ่ง ฉันได้เจอกับเขาอีกครั้งที่โรงภาพยนต์ เกรซยืนอยู่ข้างๆฉัน เขาเห็นแล้วและเดินเข้ามาหา ฉันคิดว่าเขาคงมากับภรรยา แต่ทว่าไม่ใช่ เป็นหญิงสาวอีกคน ฉันรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที             ในวันนั้นเธอรู้มั้ย ผู้ชายที่ฉันเคยรักบอกกับฉันว่า หากจะมีผู้ชายสักคน ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของฉัน เขาแนะนำให้ฉันตัดสินใจตกลงปลงใจกับผู้ชายคนนั้นเสียเถอะ อย่าได้ทนเดียวดายอยู่เลย เขาพูดออกมาอย่างง่ายดาย ไม่แยแสอดีตของเราสองคนที่เคยมีต่อกัน ผู้หญิงอย่างฉัน ไม่อาจจะทนฟัง ความปรารถนาดีของเขาได้             ฉันโต้แย้งด้วยน้ำเสียงเย็นชาให้เขาได้รับรู้ว่า หากว่าฉันจะตัดสินใจใช้ชีวิตกับผู้ชายคนไหนสักคน ก็จะขอเลือก คนที่ฉันรักมากกว่าที่เคยรักเขาคนนี้ คนที่หัวใจของฉันค้นพบว่า ฉันรักเขาสุดจะประมาณ และคิดหวังว่าผู้ชายคนที่ฉันเลือก จะไม่ดูถูกความรักของผู้หญิงอย่างฉัน ความรักถ้ามันขอคืนกันได้คงจะดี แต่ในความรู้สึกลึกๆแล้ว ไม่อยากให้ความรักที่ได้ให้ไปต้องถูกขอคืนกลับมาอีกเลย             ฉันกระซิบอยู่ในความเงียบ กระซิบให้มันดังอยู่ในใจคนเดียว ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะเพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน ไม่ได้มีผลอะไรต่อการใช้ชีวิตให้เลวร้ายลง และคิดเพียงว่าเสียใจครั้งเดียวเดี๋ยวฉันก็แกร่งขึ้น ฝันร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่เมื่อโอกาสแห่งความเงียบสงบจงใจให้ฉันได้อยู่ตามลำพัง การใช้ความคิดทบทวน สิ่งต่างๆมันไม่พ้นจะเกิดอุบัติเหตุ สะดุดหกล้มเข้าไปในเรื่องราวในอดีต เขาคนนั้นยังมีอิทธิพลเหนือจิตใจของฉันเสมอ มันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ฉันไม่เคยคลายจากความรัก ที่เคยมีให้เขาอยูเสมอมา ฉันไม่ชอบความรู้สึกนี้ในความคิดเลย มันทรมานและฉันก็เกลียดชังมัน ฉันรู้สึกว่า ฉันอ่อนเดียงสาไม่ทันรู้เล่ห์เหลี่ยมของเวลา เวลาซึ่งเป็นเทพเจ้า คอยบงการกลั่นแกล้ง ให้ชะตาชีวิตเวียนวน แล้วพาไปสู่หลักประหาร กว่าจะรู้ตัวมันก็สายเสียแล้ว ที่จะไม่ให้น้ำตานั้นไหลซึมจากขอบตา ต่อหน้าต่อตาเพื่อนหญิงของฉัน คือเกรซนั่นเอง             เธอคงจะคิดว่าน่าสมเพชเวทนา ในทัศนคติของฉัน อาจจะไม่จริงใจนัก และคิดว่าฉันเสียสติ เพ้อเจ้อ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เรื่องแค่เนี๊ยะ! ทำเป็นจะเป็นจะตาย แต่ทว่า...สรรพสิ่งล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของเวลา เวลาซึ่งมีหน้าที่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในบางทีฉันก็ไม่ต้องการตกเป็นทาสของเวลา และมีความคิดว่า เวลาเป็นเพียงอาการของ โลกเราหมุนรอบตัวเองขณะเดียวกันโลกก็โคจรรอบดวงอาทิตย์ หรือนาฬิกาปลุกที่เราตั้งไว้บนโต๊ะ ซึ่งกำลังเคลื่อนเข็มต่างๆเพื่อบอกเวลามาตรฐานสากล ถ้าฉันไม่สนใจมัน ฉันจะทำงานกลางคืน นอนในเวลากลางวันก็ได้ แต่ถ้าฉันทนยื้อกับสภาพของการ ไม่ยอมตกเป็นทาสของกาลเวลา วันหนึ่งฉันคงล้มลงเพราะนาฬิกาชีวิตที่อยู่ในตัวเรา มันทำงานอย่างซื่อสัตย์สอดคล้องกับอาการหมุนของโลกและโคจรรอบดวงอาทิตย์             เครื่องบ่งบอกเวลาตามธรรมชาติ ฉันฝืนทนทวนกระแสของมันไม่ได้ ฉันเฝ้าถวิลดูกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเรื่องราวในอดีต พยายามใช้ให้เป็นอุทธาหรณ์สอนหัวใจให้รู้จักกล้ำกลืนฝืนทน ความชอกช้ำจากผู้ชายคนนั้น ได้ปรับอารมณ์ของฉัน เพื่อปฏิเสธการต้อนรับเพศตรงข้ามที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต ขอบอกเลยว่า เรื่องแบบนี้ถ้าไม่เกิดกับใครก็จะไม่รู้หรอกว่ามันรู้สึกอย่างไร ผู้ชายคนนี้ ได้ฝากรอยร้าวไว้ในอุราของฉันมากอยู่อย่างเหลือคณนา ฉันพยายามจะหนีจากฝันร้ายเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ ฝันร้ายซึ่งกำลังกัดกร่อนจิตใจและวิญญาณ ให้สาปสูญจากเสรีภาพที่เคยเป็น ฉันอยากมีเสรีภาพ อยากปลดแอกห้วงหัวใจตัวเองเพื่อต้อนรับกับสิ่งใหม่ๆ             แต่บทเรียนที่ฉันได้รับ ทำให้เกิดความกลัวขึ้นว่าจะได้พบความผิดหวังอีกครั้ง ความรู้สึกในทัศนคติของความรักระหว่างชายหญิงของฉันกำลังจะมอดไหม้กลายเป็นจุณ โรคภัยร้ายซึ่งยากต่อการบำบัดรักษา กำลังหยั่งรากลึกลงไปในภวังค์ เสมือนว่าฉันไร้เรี่ยวแรง ที่จะทนต่อความจริงที่เกิดขึ้น             ในที่สุดฉันจึงติดสินใจ ที่จะกลบเกลื่อนความรู้สึกซึ่งมักฉายภูมิหลังแห่งความเจ็บปวด ให้ผู้คนได้ล่วงรู้อยู่เสมอ เพื่อให้สังคมรอบๆตัวฉัน เริ่มรับรู้และตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของฉัน มันดูเหมือนการประชดชีวิตตัวเอง ในห้องนอนของฉัน ฉันรวบเรือนผมยาวที่เกรซชอบชมว่าสวย ตัดมันทิ้งไป! แล้วไว้ผมทรงใหม่ เป็นรองทรงสูง เกรซตกใจมากในวันต่อมา ว่าฉันเป็นอะไร แต่เพียงไม่กี่นาที เกรซก็เปลี่ยนความตกใจ เป็นความถูกใจในบุคลิกใหม่ของฉัน เกรซกอดฉันไว้ แล้วกระซิบบอกว่า “ฉันจะบอกเธอดีมั้ยว่า ฉันรู้สึกกับเธอยังไง!” แล้วความหวานนั้นก็ได้ล้นออกมาจากแววนัยน์ตาของเกรซเสียมากมาย             ฉันเริ่มใช้น้ำเสียงห้วนกระด้างกับเพื่อนร่วมงาน พวกเขาแทบช็อกด้วยตั้งตัวรับไม่ทัน แต่พอนานไปก็เริ่มชินกับสภาพ ไม่ใส่ใจในตัวฉันสักเท่าไหร่ มีบ้างที่บางคนบอกกับฉันว่า เขาอยากได้ฉันคนเดิมให้กลับมามากว่า แต่การใช้น้ำเสียงแย่ๆหรือพูดจาอย่างมะนาวไม่มีน้ำก็มีอันยกเว้นไม่ปฏิบัติกับคนบางคน เขาเป็นเจ้านายของฉัน ขืนแสดงกิริยาภาษากายอย่างนั้นออกไป ถูกไล่ออกจากงานแน่ เจ้านายรู้สึกขัดลูกนัยน์ตาเมื่อพบฉัน แต่ท่านก็ทำเป็นไม่ใส่ใจอะไรให้มันวุ่นวายนัก แต่ฉันพอจะเดาใจท่านออก ท่านคงจะหมั่นไส้ในตัวฉัน กับการที่ฉันแปลงร่างจนบริษัทโกลาหลวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวของฉันอยู่หลายวัน ในที่สุดฉันก็พูดจาพาทีกับพวกผู้ชายได้อย่างเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติที่ฉันสร้างขึ้นมากลบภาษาอันเศร้าจากในตัวตนของฉัน แต่ฉันก็พูดคุยกับใครคนหนึ่ง ได้อย่างไม่ปิดกั้นตัวตนซึ่งอาจจะเป็นชีวิตใหม่ คือการได้พูดคุยกับเพื่อนชายของเธอ!           ฉันจะบอกกับเธอยังไงดี ว่าฉันเริ่มที่จะรับรู้เรื่องราวของเธอเมื่อไหร่ นักการตลาดฝีมือดีที่มีแต่ผู้คนสนอกสนใจ               เกรซโทร.มาหาฉันที่บ้าน เพราะว่าฉันป่วยไข้ลาหยุดหนึ่งวัน ใช้สิทธิ์ประกันสังคมบ้าง เดี๋ยวเงินที่ส่งไปจะไม่เกิดประโยชน์ เกรซเป็นห่วงเพราะก่อนหน้านั้น ก็ออกอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง “ที่รัก เป็นยังไงบ้างจ้ะ” แล้วเกรซก็เล่าให้ฟัง มีคนมาสมัครงานในวันที่ฉันป่วย ตามที่บริษัทประกาศรับนักการตลาด เกรซบอกว่าลาออกจากบริษัทเก่า หน้าหล่อคมเข้ม หุ่นสมาร์ทแบบนักกีฬา สาวๆเป่าปากกันกราว ในตอนนั้นฉันคิดแต่เพียงว่า ใครจะมาเท่เกินฉันเป็นไม่มี แล้วเพื่อนชายของเธอซึ่งเป็นพนักงานเก่า ก็เทรนงานให้เธอเป็นอย่างดี แน่ล่ะก็เขาไม่ได้ชอบผู้หญิง ฉันยอมรับว่าเธอเท่กว่าฉันมากจริงๆ แล้วสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้ฉันอยากจะเอาชนะเธอ ไม่ต้องการเป็นเพื่อนกับเธอ ริษยาเธออย่างที่สุด แต่ฉันก็ยังโชคดีที่มีเกรซอยู่เคียงข้าง เกรซเผยความคิดเห็นว่า เธอเป็นผู้ชายที่ดูดี ในสายตาผู้หญิงโดยทั่วไป และเป็นผู้ชายในฝันของหญิงสาว พวกหล่อนถ่ายรูปเธอโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ มีสาวๆเข้ามาดูและกดแชร์กันให้ว่อน แต่เกรซก็เปิดใจว่า เกรซไม่รู้สึกว่าจะสนใจเธอ ความรักที่เกรซรู้จัก และลิ้มรสอยู่ขณะนี้ มันเป็นเพราะได้อาจารย์ดีอย่างฉันสอนให้รู้จักมันว่า มันมีความสุขอย่างไรสำหรับเกรซ ฉันเชื่อในความรู้สึกของเกรซ และฉันก็รู้สึกไม่สบายใจที่ทำอย่างนั้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ เกรซควรจะเป็นน้องสาวของฉันมากกว่าที่จะเป็นอย่างอื่นนอกเหนือกว่านี้             คราวแรกที่ฉันได้สบตากับเธอ ความรู้สึกจากในดวงตาคู่นั้นของเธอ มันเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน ดูถูก ไม่มีความเป็นมิตร แน่นอนในเวลานั้น ฉันก็ไม่มีความเป็นมิตรให้กับเธอ ฉันคิดว่าเธอกับเพื่อนชายของเธอ ก็ไม่มีอะไรดีเกินไปกว่าฉันกับเกรซ ฉันใคร่รู้จริงๆเลยว่า ทำไมเธอถึงลาออกจากที่ทำงานเก่า เกรซบอกฉันว่า เพื่อนๆพนักงานตรวจสอบขุดคุ้ย ก็ไม่พบข้อสงสัยอะไร ก็เหมือนกับการที่คนเปลี่ยนงาน เพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง และเพียงเดือนกว่าๆ เธอก็สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับบริษัท ทำยอดขายสินค้าได้เกินเป้าในไตรมาสที่สาม เจ้านายพอใจมากอนุมัติแต่งตั้งเธอเป็นหัวหน้าฝ่ายอย่างรวดเร็ว การสตาร์ทเงินเดือนเมื่อเธอใกล้จะผ่านโปร ทำให้พวกเราลุ้นกันว่า คงจะไม่ผิดคาดว่าเกินหน้าเกินตาพวกเราแน่นอน และแอ็คชั่นของเธอ ก็พาคนอื่นๆหืดขึ้นคอไปตามๆกัน เพื่อนชายของเธอน่ะตัวดีนัก เกาะติดเธออย่างกับปาท่องโก๋ และดูเหมือนเธอจะเชื่อฟังเพื่อนชายของเธอเสียจริง ฉันยังถามด้วยความสงสัยกับเกรซเลยว่า “ถามจริงๆเหอะ เขาสองคนเป็นอะไรกันหรือเปล่า”? เกรซได้แต่แบะมือทั้งสองส่ายศีรษะ             และด้วยความเหน็ดเหนื่อยของพนักงานทั้งบริษัท เจ้านายใจดีจัดงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ให้กับพวกเราทุกคน เราต้องไปร่วมงานเพราะเป็นคำสั่ง เจ้านายออกแบบการจัดกิจกรรมในงานเลี้ยง ให้ทุกคนมีส่วนร่วมกันถ้วนหน้า             ด้วยการเล่นเกมตอบปัญหาของบริษัท ใครตอบได้ถูกต้องจะได้ของขวัญ ใครตอบไม่ได้ ต้องยอมถอดสิทธิ์ที่จะคัดค้านหากถูกสั่งให้กระทำอย่างหนึ่งอย่างใด ในการที่ตนเองตอบคำถามไม่ได้ คำถามเกี่ยวกับบริษัท เธอตอบได้หมดเลย ทั้งที่เธอเองเป็นพนักงานใหม่ แต่คำถามเกี่ยวกับการทำการตลาดที่ถามฉัน ฉันตอบไม่ได้เลย แล้วอิสระภาพของฉันก็หมดไป เกรซตระหนกตื่นเต้นว่า ฉันจะถูกบังคับให้ทำอะไร เจ้านายบอกกับฉันว่า ท่านไม่มีส่วนในความคิด โบ้ยให้ทีมงานฝ่ายจัดกิจกรรม ฉันรู้นะว่า มีเธอรวมอยู่ในนั้นด้วย เขาบังคับให้ฉันใส่วิกผมปลอมตรงยาวดำขลับ มันสวยจนไม่มีที่ติ             ฉันฝืนทนใส่มัน แล้วหันไปทางเธอ ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังเมาสุราหรือเปล่า แต่ฉันก็เคืองเธอมากจริงๆ เสียงผู้คนหัวเราะเยาะชอบใจ แต่เธอเงียบเฉย เหมือนไม่รู้สึกตัว             หลังจากหลุดพ้นในวันปีใหม่ ฉันได้พบเกรซตอนเช้า เกรซบอกว่าเพื่อนชายของเธอฝากบอกมาว่า ความคิดในเรื่องวิกผมปลอม เธอไม่มีส่วนในการออกแบบความคิด มีแต่เรื่องการออกแบบคำถามเท่านั้น ส่วนเรื่องวิกผมปลอมเจ้านายเป็นคนจัดการ เกรซยังบอกอีกว่า เธอแคร์ฉัน เพราะเธออ่านจากสายตาว่า ฉันคงจะโกรธเธออยู่มากทีเดียว และยังตำหนิฉันอีกว่า ดูเหมือนว่าฉัน คงจะอ่านความนัยน์จากสายตาของเธออย่างผิดพลาดมาตลอด ฉันได้แต่พยักหน้าให้เกรซ แต่ในใจฉันก็ตัดสินเธออยู่แล้วว่า อย่ามาทำเป็นพูดดีไปหน่อยเลยพ่อคุ้น! ไม่จำเป็นอะไรที่จะต้องมาอธิบายอะไรกัน เราไม่ได้เป็นเพื่อนกัน             แล้วเหตุแห่งปมปริศนาในอดีตของเธอ ก็ไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป บังเอิญว่าฉันได้พบ พนักงานส่งเอกสารจากที่ทำงานเก่าของเธอ ยืนคุยอยู่กับเธอ ดูจะมีความสัมพันธ์กันดี และเมื่อผละจากที่ตรงนั้นไปแล้ว พวกสาวๆแผนกบัญชี ก็พากันเข้าไปดึงไม้ดึงมือชายคนนั้นเข้าไปในแผนก แล้วก็เริ่มสอบประวัติของเธอ ฉันไม่รู้หรอกว่า เขาจับกลุ่มคุยกันด้วยเรื่องอะไร เพราะฉันไม่ได้สนใจอะไรในตัวเธออยู่แล้ว แต่ดูเหมือนว่า...             คำตอบนั้นมันมีเส้นทางของมัน เกรซกลับมาจากการไปเข้าห้องน้ำในคราวนี้นานอยู่สักหน่อย เกรซทำหน้าตาตื่นเซอร์ไพร้ส “เอ้! ที่รัก อยากรู้มั้ย นักการตลาดคนนั้น มีกำพืดอย่างไร?” ฉันไม่เห็นด้วยกับการใช้ถ้อยคำท้ายประโยค ซึ่งฟังแล้วขัดอัชฌาศัยอยู่สักหน่อย ควรจะใช้คำว่าภูมิหลัง ซึ่งพอจะให้เกียรติกันได้ แม้ว่าจะเป็นการนินทากาเลบ้าง ก็พอทนกันได้ เกรซเล่าให้ฟังว่า พวกสาวๆแผนกบัญชี ไต่สวนผู้ชายคนนั้นในเรื่องภูมิหลังของเธอ ว่าที่เธอลาออกจากบริษัทเก่านั้น เป็นเพราะว่าเธอต้องการหนีจากผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตคนรักเก่า คบหากันมานานหลายปี เป็นลูกสาวของเจ้าของบริษัท ชายคนนั้นให้ข้อมูลมาว่า เธอควรจะมีอนาคตที่ดี การเงินและงานของเธอกำลังรุ่ง ถ้าเธอไม่ไปใส่ใจอะไรในตัวลูกสาวของเจ้านายนัก เธอก็ยังทำงานต่อ แล้วก็ไม่มีใครกล้าไล่เธอออกไป เพราะเจ้านายรู้จักแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกัน             แต่เธอฝืนใจทนอยู่ไม่ได้ ที่จะเห็นหญิงที่เธอรักตีจากเธอ แล้วไปเดินเคียงคู่กับหนุ่มซึ่งจบด็อกเตอร์มาจากเมืองนอก เขาเป็นลูกชายของเพื่อนเจ้านาย ฐานะดีมีการศึกษา แถมเท่พอๆกัน ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ทั้งสองตกลงแต่งงานกันในเวลาที่คบหากันไม่นานนัก แต่ที่คบกับเธอมาหลายปีกลับไม่ยอมตกลงปลงใจกับเธอสักที ฝ่ายชายมาเริ่มงานที่บริษัท อยู่ใกล้ชิดกันตลอด 24 ชั่วโมง ฉันพอนึกภาพนั้นออกว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร แต่ที่แย่กว่านั้น ฉันเผลอปล่อยให้หัวใจเจ็บปวด เนื่องด้วยรับรู้ตลอดเรื่องราวที่เกรซเล่าให้ฟัง อดีตของเธอทำให้อดีตของฉันกำเริบขึ้นในหัวใจ ที่แท้เธอกับฉัน ก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน แต่กลับดูเหมือนว่า เรามีหัวอกเดียวกันเสียมากกว่า ฉันเริ่มจะเห็นใจเธอ เธอก็มีแผลในใจซึ่งไม่แตกต่างไปจากกัน รอเวลาอันเหมาะสมของมัน มันก็จะกำเริบขึ้นมาอย่างที่เราไม่ทันตั้งตัว ถึงเวลานี้ก็มีคำถามอยู่ในใจว่า ฉันควรเชิญเธอเข้ามาในชีวิตดีไหม...แต่ก็ถามตัวเองอีกว่า ลืมเขาคนนั้นที่เคยรัก ไปแล้วหรือไร               เพื่อนชายของเธอมาหาฉันถึงโต๊ะทำงาน เขาขอคุยกับฉันเป็นการส่วนตัวในช่วงเวลาใกล้เลิกงาน เราหาสถานที่คุยกันที่ผับแห่งหนึ่ง เขาเปิดถ้อยคำซึ่งฟังดูแล้วไม่เสนาะหูฉันสักเท่าไหร่ “เรามันก็เป็นจำพวกเดียวกัน” ฉันฉงนไม่เข้าใจในคำพูดนั้น เขาก็คลายความฉงนของฉันต่อไปว่า “ก็ไม้ป่าเดียวกันไงล่ะ!” ฉันปฏิเสธว่าไม่ใช่ นั่นมันเป็นการดูถูกกันมากกว่า ฉันพูดกับเขาว่า อย่าคิดว่าคนอื่นๆ จะเป็นเหมือนเขาไปซะหมด เพื่อนชายของเธอจึงเผยความในใจออกมา เธอเป็นผู้ชายที่อดีตแฟนสาวคนสวยของเธอซึ่งโง่เขลาปล่อยให้หลุดมือออกมาได้ เธอเลยกลายเป็นปลาตัวหนึ่งซึ่งไร้ค่า เธอไม่เคยลืมผู้หญิงคนนั้นมาจนถึงทุกวันนี้ เพื่อนชายของเธอ พยายามจะเข้าไปแทนที่ผู้หญิงคนนั้น เขารักเธออย่างหมดหัวใจ แต่ทว่า ตัวฉันกำลังจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการสานใยรักของเขากับเธอ ฉันงงเมื่อฟังเขาพูดมาถึงตรงนี้ เขาคลายปมตรงนี้ว่า เธอขอกับเขาว่า เธอต้องการจะมีเพื่อนใหม่สักคน ที่เจาะจงว่าต้องเป็นฉัน เธอขอกับเขาเหมือนกับจะเป็นเงื่อนไขในมิตรภาพ ถ้าเห็นแก่ความเป็นเพื่อน ขอร้องอย่าได้กักขังเธอไว้เลย เขาจึงยินยอม เขาทิ้งท้ายก่อนจะจากไปว่า ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ครอบครองตัวเธอ ก็ขอแค่รักเธอข้างเดียวอยู่อย่างนั้น เขาก็พอใจแล้ว ฉันยังนึกขำอยู่เลยว่า อะไรมันจะโรแมนติกขนาดนั้น แต่เกรซกลับบอกกับฉันหลังจากที่ฉันเล่าให้เกรซฟัง “โห! ที่รัก มันโรแมนติกดีออก ซึ้งง่ะ!” ฉันไม่รู้ว่าเธอมีวาระอะไรซ่อนอยู่ในใจ ไม่ใช่แค่ไหนที่ฉันจะเชื่อใจเธอ แต่จะเชื่อใจกันได้หรือเปล่า เราสองคนยังไม่รู้จักกันดีพอ เธอคือใครกัน?           ฉันยืนรอเกรซอยู่หน้าบริษัทตอนเลิกงาน เกรซไปเข้าห้องน้ำ ซี่งจะใช้เวลาจัดแจงตัวเองนานเป็นประจำ แล้วเธอก็เข้ามาหาฉัน แปลกใจอยู่สักหน่อย ทำไมเธอถึงยังไม่กลับบ้าน เธอบอกว่ารอฉัน ทานอาหารคุยกันสักหน่อยได้ไหม ฉันปฏิเสธเธอด้วยเหตุผลรอเกรซจะกลับบ้านพร้อมกัน เธอปิดทางเลี่ยงของฉัน แจ้งว่าเธอบอกเกรซแล้ว ว่าเธอมีธุระจะคุยกับฉัน ฉันสับสน เข้ามาชวนกันดื้อๆ แล้วฉันจะยอมไปเหรอ เธอเห็นฉันนิ่งอยู่ เธอเลยพูดขึ้นอย่างเหนื่อยใจ “หัดเป็นคนไว้ใจคนอื่นบ้างสิ ฉันก็คนทำงานในบริษัทเดียวกับเธอ” แล้วเธอก็เดินจากไป แต่ฉันรั้งเธอไว้ก่อน ยอมตกลงไปกับเธอ อยากจะรู้เหมือนกันว่า มีเรื่องอะไรที่ต้องสนทนากัน               อย่าคิดนะว่านี่เป็นการออกเดท ฉันพูดดักส่วนเธอหัวเราะระหว่างที่กำลังรับประทานอาหาร เธอบอกว่ามีอะไรก็ถาม ก็พูดออกมา เธอเปิดเต็มที่อยู่แล้ว อ๋อแน่ล่ะ! ฉันจะขุดคุ้ยให้กระเจิงไปเลย เริ่มด้วยเพื่อนชายของเธอ ความสัมพันธ์ไปกันถึงไหนแล้ว เมื่อไหร่จะแต่งงานกันไปเสียที เธอว่าฉันบ้า และโปรดเข้าใจเธอด้วยว่า เธอไม่ใช่เกย์ เธอเข้าใจถึงความรักที่เพื่อนชายมีให้เธอ มันเป็นความรักที่บริสุทธิ์ เธอบอกว่าเธอรู้สึกดี ที่มีเขาเป็นเพื่อนที่สนิทกัน แม้ว่าเธอจะตอบสนองกับความรักของเขาไม่ได้ แล้วเธอก็ตวัดมีดโกนใส่ฉัน ถ้าเธอคิดจะชอบของแปลกอย่างฉัน ฉันจะมีความคิดเห็นเป็นอย่างไร ฉันบอกกับเธออย่างเสียงแข็งและออกจะโกรธอยู่สักหน่อย ฉันไม่ใช่ของแปลก อย่าบอกนะว่าเธอชอบกินอะไรแปลกๆ เธอปฏิเสธ เธอรู้แล้วว่าฉันมีตัวตนอย่างไรเมื่องานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่า แต่เธออยากฟังจากปากฉันมากกว่า ฉันฉงนว่าเธอรู้ได้ยังไง ช่วยไขความฉงนให้คลายจากถ้อยคำที่เธอยังพูดไม่จบ เธอสบตาฉัน แล้วเริ่มเล่าให้ฟัง             ในระหว่างที่ฉันตกระกำลำบากอยู่ในภาวะ ของการถูกถอดสิทธิ์คัดค้านในการปฏิเสธ หากถูกบังคับให้กระทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แก้วเครื่องดื่มซึ่งอยู่ในมือของเธอ เธอดื่มมันในขณะที่กำลังมองดูฉัน ซึ่งกำลังสวมใส่วิกผมปลอม เธอรู้สึกว่าสิ่งที่ดื่มเข้าไป เสมือนว่าถูกเจือปนด้วยมนตร์แม่มดซาตาน เธอยกดื่มเข้าไปอีกอึก ในขณะที่ฉันก็มองไปที่เธอ ซึ่งนั่งอยู่บริเวณข้างหน้าเคาน์เตอร์บาร์ เธอบอกว่าในตอนนั้น เธอกำลังปล่อยสตินวยนาดให้เคลื่อนไหวที่บอกได้ว่า ความรู้สึกของเธอเหมือนวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง รสชาติของเครื่องดื่มทำให้ภาพอากัปกิริยาของฉัน ที่สายตาของเธอกำลังตื่นตะลึงซึมซับเรือนผมและดวงหน้า ขยายเวลาซึ่งมีอยู่น้อยนิด ให้เพียงพอกับความสุขที่เธอต้องการ เธอบอกว่ามันเป็นเพียงความสวยงามที่เธอต้องการจะจดจำไว้ก่อน ที่ภาพตรงหน้าจะสลายหายวับไปอย่างรวดเร็ว ฉันฟังจากที่เธอบรรยาย ดูเหมือนว่า เธอจะหลงเสน่ห์ในตัวฉันอย่างโงหัวไม่ขึ้น โธ่ให้ตายสิ! ฉันก็ไม่ทันระวังตัวเอง ปล่อยใจเคลิ้มไปกับลมปากของเธอจนได้ ไม่มีทางหรอกนะที่ฉันจะหลงใหลในตัวเธอ               ฉันถามถึงแฟนเก่าของเธอ ตอนช่วงพักเบรคดื่มกาแฟด้วยกันสองคนที่บริษัท อยากรู้จริงๆในเรื่องราว เธอรู้สึกอย่างไร เธอบอกว่า เรื่องราวฉันคงจะรู้แล้วเพราะลือกันให้แซดทั้งออฟฟิศ นี่ยังไม่รวมในสื่อสังคมออนไลน์ เธอค่อนว่าทำหยั่งกะว่าเธอเป็นดารา แต่ถามว่ารู้สึกอย่างไรในสิ่งที่ฉันถาม เธอเผยผ่อนด้วยชั้นเชิงเป็นคำถามกึ่งเล่าความ เป็นไปได้ไหมว่า คนเรารักกันมานานจนรู้ใจ จะเปลี่ยนใจอย่างฉับพลันไปแต่งงานกับคนอื่น ไม่น่าเชื่อนะว่าเรื่องนี้จะเกิดกับเธอได้ เธอรับไม่ได้กับเรื่องนี้ เวลาแห่งความสัมพันธ์ที่ผ่านมา มันหมายความว่าอย่างไร             ฉันไม่รู้ว่าเธอรู้หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ เรื่องตัวตนในแบบที่ฉันเป็น เธอขออนุญาตถาม และฉันก็ให้ตามคำขอ อะไรกันนะที่ทำให้ฉันกลายเป็นสาวหล่อ หรือว่าเป็นการกลับตาลปัตรของฮอร์โมนมาตั้งแต่เกิด ฉันเตือนเธอ ให้ระวังหน่อยนะเกี่ยวกับคำถาม ฉันบอกกับเธอเพียงแค่ฉันผิดหวังในความรักสั้นๆเท่านั้น เธอเลยให้ความคิดเห็นว่า ฉันมีโอกาสกลับไปเป็นคนเดิมได้ ฉันต้องมีครอบครัว มีลูก ฉันแย้งกลับว่า เกรซก็คือครอบครัวของฉัน เธอโต้กลับ เกรซก็น่าจะมีความสุขกับครอบครัวของเกรซ ซึ่งอาจจะมีคนรักแล้วมีลูก เธออยากให้ฉันกับเกรซเป็นกันแค่เพื่อนเท่านั้น ฉันนิ่งเงียบคิดอยู่ในใจว่า เธอเริ่มจะเข้ามาจุ้นจ้านจัดการชีวิตของฉันมากไปแล้ว จากนั้นเราต่างฝ่ายต่างก็แยกกันกลับไปทำงาน             เกรซถามกับฉันด้วยอาการหึงหวงว่า ฉันจะคบหากับเธอจริงๆเหรอ ฉันบอกกับเกรซไป ฉันยังไม่รู้เลยว่านิสัยใจคอของเธอเป็นอย่างไร จะให้ฉันคบหากับเธอได้ยังไง เกรซจึงรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย มันเป็นการปลอบใจเกรซ ทั้งที่ในความคิดของฉันรู้สึกสับสนที่จะคิดต่อให้ถึงปลายทางของมัน เกรซได้แต่กอดฉันไว้ไม่ยอมปล่อย ฉันได้ถามกับตัวเองว่า ฉันยังรักเกรซอย่างไม่มีวันเสื่อมคลายหรือเปล่า               คุณแม่ไม่ได้ถามฉันเลย เปิดประตูให้เธอเข้ามาในบ้านอย่างง่ายดาย ฉันติงเตือนตำหนิคุณแม่ เหตุเพราะไม่ถามใจฉันก่อน ท่านไม่สนใจได้แต่แย้มยิ้ม ดวงตาแฝงไว้ด้วยความมีเลศนัย กระซิบกับฉันถึงคุณสมบัติของเธอว่า เธอจะเป็นผู้รักษาแผลใจให้ฉันได้ ฉันแกล้งถามกับเธอด้วยหมิ่นแคลน เธอถูกสร้างให้เป็นอย่างนี้มานานแล้วเหรอ แล้วฉันก็ยิ้มเยาะ แล้วก็บังเอิญประจวบเหมาะกับที่เกรซลงบันไดมาเจอพวกเรา เกรซได้แต่งอน ส่วนฉันไม่ได้พูดอะไร เกรซค้อนควักแล้วก็เปิดประตูบ้านออกไป เธอเดินเข้ามาใกล้ฉันแล้วสบตา เหมือนกับว่าจะเป็นคนรักของฉันเสียอย่างนั้น แล้วพูดขึ้น “ฉันจะบอกให้เธอรู้ว่า ฉันไม่ยอมปล่อยให้อดีต และความเศร้าโศกเสียใจซึ่งเป็นเสมือนกำแพงห้องที่กันขวางตัวเอง ฉันคือคนที่เดินเข้ามาในชีวิตของเธอ ฉันชอบเธอ!” เธอทำให้ฉันเสียงสั่นขณะ เมื่อถามกลับ ทำไม? เธออธิบายให้ฉันฟังว่า “ความจริงฉันก็พอจะรู้ภูมิหลังของเธอมาพอสมควร ที่สำคัญ ชะตากรรมของเธอไม่ต่างกับที่ฉันเคยผ่านมันมา ฉันมีความรู้สึกเห็นใจตัวเอง เท่าที่กับเห็นใจเธอ หากว่าฉันทำได้ ฉันต้องการขจัดความเจ็บปวดของฉันและของเธอ ด้วยความรัก ให้ความเจ็บปวดนั้นหมดไป”           ฉันไม่ชอบในหลายๆสิ่งที่ประกอบเลือดเนื้อเป็นตัวตนของเธอ ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่มองฉันอย่างไม่เกรงใจ ถ้อยคำที่ไม่ยั้งเอาไว้ว่าไม่ควรจะพูดซึ่งถือว่าไม่ให้เกียรติกัน กิริยาท่าทางออกจะมั่นใจในทุกอย่าง แต่ฉันพินิจคำนึงว่า เธอไม่เคยส่องกระจกดูตัวเองว่า เธอหลงตัวเองหรือเปล่า ฉันย้อนถามเหมือนจะหมิ่นเธออยู่ในที เธอจะเอาฉันไปแทนที่ผู้หญิงคนนั้นเหรอ เธอไม่ตอบ แต่กลับย้อนถาม ที่ฉันไม่ยอมรับเธอ เป็นเพราะว่า ยังมีความหลังที่ชายคนนั้นในอดีต จะกลับมาหาฉันอีก ฉันชักสีหน้า แล้วน้ำเสียงก็โพล่งดังกันทั้งสองฝ่าย คุณแม่ก็ยังยิ้มเยาะฉัน ไม่ห้ามปรามปล่อยให้เราสองคนทะเลาะกันอยู่อย่างนั้น ฉันตวาดเสียงลั่นเป็นครั้งสุดท้ายใส่เธอ ไปเสียเถอะ ไปให้พ้น...               หลายวันผ่านมา ช่วงวันหยุดปลายสัปดาห์เกรซมาค้างคืนกับฉัน เรื่องในวันนั้นยังหลงเหลือริ้วรอยให้จดจำได้บ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงนัก เกรซช่วยทำให้ฉันคลายเหงา ช่างพูดช่างเอาใจอย่างที่เกรซมีลักษณะนี้เป็นนิสัยส่วนตัว ฉันอยากให้เกรซย้ายมาอยู่กับฉันซะเลย ในช่วงนี้ฉันรู้สึกไม่สบายใจ ฉันมีความรู้สึกว่า เธอสร้างความทุกข์ใจให้ฉันอย่างมหันต์ ที่บริษัทฉันหลีกเลี่ยงที่จะได้พบกับเธอ ฉันก็ไม่อยากให้เธอคิดว่าที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะว่าฉันรังเกียจเธอ ความจริงคือฉันสับสนและกำลังหนีจาก สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่มีตัวตน             แต่อากาศตอนเช้าสายๆของวันนี้ก็สดชื่น มีแดดอ่อนๆให้ความอบอุ่น ไม่ครึ้มดำเหมือนหลายวันที่ผ่านมา และคิดว่าวันนี้คงจะดีกว่าวันนั้น คุณแม่ลงบันไดมา แต่งตัวซะสวยเช้ง กำลังจะไปช้อปปิ้ง แต่ก็ยังไม่ยอมไปสักที เดินไปเดินมาอยู่อย่างนี้ส่อพิรุทให้ฉันอดคิดไม่ได้ จนกระทั่งเสียงออดประตูหน้าบ้านดังขึ้นจนฉันหดทั้งสองมากุมหัวอกด้วยความตกใจ ฉันรู้สึกวาบเวียนร้อนผ่าวบนใบหน้า และเริ่มโกรธจัด คุณแม่เปิดประตูให้เธออีกแล้ว             อารมณ์ของฉันดีขึ้นหรือยังเธอถาม มานั่งฟังเพลงคุยกันดีกว่า แต่ฉันไม่อยากคุยกับเธอ ฉันรู้สึกหัวเสียมากในวันที่เธอมา เกรซลงบันไดมาแต่งตัวด้วยลุคเสื้อผ้าแพรพรรณหวานแหวว แล้วบอกกับฉันว่า เริ่มทำใจได้แล้ว อยากให้ฉันมีความสุข มันเกิดอะไรขึ้นฉันงงไปหมด “คุณแม่ขอมา...” เกรซบอกอย่างนั้น ฉันพอจะรู้ว่า เธอคงมีส่วนในเรื่องนี้ ฉันเริ่มจะหลุดธรรมชาติของความเป็นผู้หญิงอยู่บ่อยๆ คุณแม่กับเกรซกำลังจะเปิดประตูออกไป ฉันจึงรีบที่จะฉวยโอกาสตรงนี้รีบตามคุณแม่ไปด้วยทั้งที่ยังไม่ได้แต่งตัว แต่คุณแม่ก็ผลักหน้าอกฉันด้วยสองฝ่ามือ แล้วทั้งสองก็รีบออกไป ฉันต้องจำใจมานั่งฟังเพลงอยู่กับเธอ คุณแม่ทำไมถึงใจร้ายกับฉันเหลือเกิน...             เธอถามฉันว่า เพลงที่เปิดให้ฟังไพเราะดีไหม ฉันว่าสั้นๆก็เพราะดี ระหว่างเนื้อเพลงกับนักร้องที่ประกอบกันเป็นเพลงอย่างไหนมีความสำคัญกว่ากันเธอถามอีก ฉันมีความเห็นว่าควรจะเป็นนักร้องแน่นอนที่สุด แต่เธอขัดใจฉัน บอกว่าเป็นเพราะเนื้อเพลง หรือพูดให้ชัดก็คือคนเขียนเพลงนั่นเอง ฉันตวาดใส่เธอ ทำไมถึงชอบขัดใจฉัน เธอบอกว่าฉันควรมีเหตุผลหน่อยสิ แล้วก็ขยายความออกมาว่า เพลงน่ะที่จะดีได้ มันต้องได้นักร้องที่มีน้ำเสียงดีรวมกับนักแต่งเพลงที่แต่งเพลงออกมาได้กินใจ บทเพลงถึงจะฟังได้ไพเราะ ถ้าได้แต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เพียงอย่างเดียว มันก็ไม่ไพเราะ ก็เหมือนกันแฟนเก่าของฉัน!...           ฉันเผลอฟังเธอบรรยายมาถึงตรงนี้ อารมณ์ร้อนของฉันถึงกับผุดขึ้นมาทันที ตวาดเสียงถามด้วยความคาใจ “เหมือนยังไง” เธอเปรียบเทียบให้ฟังว่า อดีตแฟนของฉันเป็นเหมือนคนเขียนเพลง ส่วนตัวฉันเป็นนักร้องน้ำเสียงดี ถ้าเขารักฉันจริง ทำไมถึงทิ้งฉันไปได้ มันก็เหมือนกับว่า นักร้องเสียงดีที่ขาดบทเพลงที่กินใจ อันนี้ไม่เกี่ยวกับปัญหาที่ว่า ไก่เกิดก่อนไข่แน่นอน ฉันโมโหเธอที่บังอาจแตะต้องอดีตของฉัน จึงตวาดไล่ซะลั่นบ้าน “เธอออกไปจากบ้านฉัน เดี๋ยวนี้!” เธอหน้าซีดลงจนเห็นได้ชัด             ความจริงฉันรับไม่ได้ ที่เธอเหมือนจะรู้ใจฉันว่า ฉันอยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม รู้ว่าฉันเหงา โดดเดี่ยว อยากมีใครสักคนที่รักฉันจริงๆ เธอบอกว่า ที่เธอพูดมามากมายเป็นเพราะว่า เธอรักฉัน และยังอาจหาญพูดเหมือนสอนคนอย่างฉันว่า “อย่ามัวเก็บตัวกลัวสายฝนอยู่แต่ในบ้าน มันทำให้รู้สึกสิ้นหวังกับชะตากรรมความหลัง เปิดหน้าต่างออกรับลม เปิดประตูบ้านออกมาดูสิ่งต่างๆภายนอก ฟ้าหลังฝนย่อมมีสิ่งที่ดีกว่าผ่านมาเสมอ อย่าปิดกั้นขังตัวเอง อยู่กับอดีตซึ่งโศกเศร้าอีกเลย”           เธอยืนพูดอยู่ภายนอกบ้านหน้าประตู ส่วนฉันเหลือทน จึงโพล่งออกไปขณะที่น้ำตาไหลซึม “ฉันเกลียดเธอ” แต่เธอก็สวนกลับอย่างทันควันด้วยสำนวนอ้อนวอน “ฉันรักเธอ! ฉันขอให้เธอรู้จักยอมให้ตัวเอง รับความรักจากคนที่เดินเข้ามาในชีวิตบ้าง หรือให้เธอยอมให้ตัวเอง ถูกคนอื่นรักบ้าง” ถ้อยคำของเธอ ทำให้ฉันร้องไห้หนักขึ้นเหมือนเด็กขี้แย ความปรารถนาอย่างหนึ่งที่ผุดขึ้นอยู่ในใจของฉัน ต้องการให้ใครสักคนกอดฉันไว้เพื่อปลอบใจ คุณแม่กับเกรซก็ไม่อยู่ เวลาแบบนี้ถ้าสองคนนั้นอยู่ ไม่มีทางที่จะปฏิเสธฉันเลย               แต่ทว่า ฉันไม่รู้เนื้อรู้ตัวจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น จนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่เพิ่งผ่านเข้ามาได้ไม่กี่วินาที สติสัมปชัญญะบอกกับฉันว่า ฉันอยู่ในอ้อมกอดของเธอ ฉันปล่อยให้เธอกอดฉันไว้อยู่อย่างนั้น ในที่สุดฉันก็รู้แล้วว่า ฉันต้องการอะไร รู้ไหมว่าฉันรักเธอมากมายแค่ไหน ฉันตัดสินใจได้แล้ว ฉันยอมให้ตัวฉันเองถูกเธอรัก มันเกินจะบรรยายจริงๆ ความสุขได้ไหลบ่าเข้ามา อย่างที่ไม่ทันได้ตั้งตัว           ในเวลานี้ฉันรู้แต่เพียงว่า ความรักคราวนั้นที่เกิดขึ้น เป็นรักคราวแรกที่ฉันไม่มีวันลืมเลือนไปได้ แต่ทว่า เขาคนนั้นในอดีตที่เคยทำให้ช้ำชอกใจ ไม่สามารถทำให้ ดวงใจของฉันต้องรู้สึกเจ็บปวดอีกแล้ว
อ่าน 166 / ตอบ 0 คน [ 29 ก.ค. 2557, 19:27 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 ขอเวลาท่านทั้งหลายไม่เกิน 3 นาที  กับเรื่องราวชายผู้มีภรรยาอยู่ 4 คน  ภรรยาคนที่ 1 เขารักที่สุด ไปไหนมาไหนด้วยกัน ตามใจตลอด อยากได้อะไร เขาหาให้ทุกอย่าง  ภรรยาคนที่ 2 เขารักมาก เขาจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อภรรยาคนนี้ และจะไปหาภรรยาคนนี้เสมอ  ภรรยาคนที่ 3 เขารักรองลงมา ดูแลเอาใจใส่พอควร แวะไปหาบ้างเป็นครั้งคราว ภรรยาคนที่ 4 เขาไม่เคยสนใจ ไม่เคยดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยไปหา ไม่คิดถึงเลยด้วยซ้ำ  ต่อมาชายคนนี้ไปกระทำความผิดกฏหมายร้ายแรงถูกจับและต้องโทษประหารชีวิต  ก่อนที่จะถูกประหาร เขาขอร้องว่า เขาขอกลับบ้าน เพื่อไปร่ำลาภรรยาสุดที่รักซักครั้ง ผู้คุมเห็นใจจึงอนุญาต  เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขารีบตรงไปหาภรรยาคนที่ 1 เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ภรรยาฟังและก่อนจะจากไปเขาถามภรรยาคนที่ 1 ว่า “ถ้าเขาต้องตาย น้องจะทำอย่างไร?” ภรรยาคนที่ 1 ตอบน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “ถ้าเธอตาย เราก็จบกัน” คำตอบที่ได้รับ เหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยง!! ลงมาที่จิตใจของเขาอย่างจัง เขารู้สึกเจ็บปวดและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง นึกเสียดายว่า เขาไม่หน้าทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เลย  จากนั้นเขาก็ไปหาภรรยาคนที่ 2 ด้วยอาการเศร้าโศก เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง และถามคำถามเดิมกับภรรยาคนที่ 2 ว่า “ถ้าเขาต้องตายน้องจะทำอย่างไร?” ภรรยาคนที่ 2 ก็ตอบอย่างหน้าตาเฉยว่า “ถ้าเธอตาย ฉันจะมีใหม่” เหมือนสายฟ้า!! ผ่าลงมาซ้ำที่เขาอย่างจัง เขารู้สึกเสียใจมาก และนึกเสียดายว่า ที่ผ่านมาเขาไม่หน้าทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เช่นกัน  เขาเดินคอตกมาหาภรรยาคนที่ 3 เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง และถามภรรยาคนที่ 3 ว่า “ถ้าเขาต้องตาย น้องจะทำอย่างไร?” ภรรยาคนที่ 3 ตอบว่า “ถ้าเธอตาย ฉันจะไปส่ง” ทำให้เขาคลายความเศร้าโศกขึ้นมาได้บ้าง อย่างน้อยก็ยังมีภรรยาที่จริงใจกับเขา  ก่อนกลับไปรับโทษ เขานึกขึ้นมาได้ว่า มีภรรยาอีกคนซึ่งไม่เคยไปหาเลย และเขาก็รีบไปหาภรรยาคนนั้น  พอไปหาภรรยาคนที่ 4 เขาก็เล่าเรื่องราวต่าง ๆทั้งหมด ให้ฟังและถามว่า “ถ้าเขาต้องตายน้องจะทำอย่างไร?” ภรรยาคนที่ 4 ตอบว่า “ถ้าเธอตาย ฉันจะตามไปด้วย” แทนที่เขาจะดีใจ กลับนึกเสียใจหนักขึ้นไปอีก เพราะ...มันสายเกินไปเสียแล้ว ช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ เขาไม่เคยเห็นค่าของภรรยาคนนี้ แต่ภรรยาคนนี้ไม่คิดที่จะทิ้งเขา จะติดตามเขาไปอยู่ด้วย  แล้วชายคนนี้ก็กลับไปรับโทษประหาร และเมื่อเขาตาย ภรรยาคนที่ 4 ก็ตายตามไปด้วย...
อ่าน 341 / ตอบ 0 คน [ 25 ก.ค. 2557, 17:44 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
เรื่องสั้นยอดนิยม
...กับพี่ข้างบ้าน
 ... มีต่อ »
อ่าน 77265 / เม้น 1 คน แต่งโดย no apen name
รักหมดใจคุนชายหน้าหื่น
  ... มีต่อ »
อ่าน 16820 / เม้น 32 คน แต่งโดย no apen name
sex
 อ่านแล้วเม้นด้วยนะจ๊ะ... มีต่อ »
อ่าน 16362 / เม้น 10 คน แต่งโดย no apen name