ค้นหา
รวมเรื่องสั้น แบ่งกันอ่าน
 เช้านี้อากาศบริสุทธิ์ ฉันชอบอากาศแบบนี้จัง ชอบกับการที่ตื่นขึ้นมาให้แสงแดดมันส่องสะท้อนไปตามยอดและใบของฉัน ทุกคนคงรู้แล้วสินะว่าฉันคืออะไร ใช่แล้ว ฉันคือต้นไม้ยังไงหละแต่ตอนนี้ฉันไม่รู้ว่ามนุษย์คนที่กำลังตัดฉันอยู่คือใคร ฉันอยากจะถามเขาจังว่าทำไมต้องทำร้ายต้นไม้ที่ไม่มีทางสู้ใครได้อย่างฉันด้วย ฉันทำได้แค่คิดแต่ก็ไม่มีปากที่จะพูดมันออกไปให้มนุษย์ผู้นั้นได้ยิน ฉันกลับมาคิดอีกที่ก็คงไม่เป็นไรหรอกถ้ามนุษย์นั้นจะตัดฉันจริงๆ เพราะอะไรนะเหรอ  ก็เพราะว่าฉันมีลูกๆต้นเล็กๆมากมายรายล้อมฉันอยู่นะสิ ฉันหวังว่าพวกเขาจะโตขึ้นโดยไม่มีมนุษย์คนใดมาตัดพวกเขาแบบฉัน                 โครม!!!                 เจ็บจัง คุณรู้ไหมว่าเสียงนั้นคือเสียงที่ฉันได้หลุดออกจากรากแล้วโค่นลงสู่พื้นดิน ฉันทำได้แต่มองว่าพวกเขาจะทำอะไรกับฉันกับเพื่อนที่ถูกพวกเขาโค่นไปอีกหลายต้นและบอกอำลาทุกๆสิ่งที่ฉันเคยอยู่ที่นี่                 ตอนนี้ฉันเห็นเครื่องจักรอันใหญ่ยักษ์กำลังลากฉันกับเพื่อนๆไปขึ้นรถบรรทุกคันโต ฉันรู้สึกว่ารถคันนี้สตาร์ทรออยู่แล้ว เพราะฉันขึ้นมาได้ไม่นานรถก็ได้เคลื่อนตัวออกไปฉันอยากรู้จังว่าพวกเขาจะพาฉันไปไหนกันแน่                 รถคันนี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจนมันทำให้สายลมพัดมากระทบตัวฉัน เย็นสบายดีจังฉันเหมือนบินได้เลย สนุกดีนะ                 รถหยุดแล้วคงถึงที่หมายที่พวกเขาจะพาฉันมาแล้วสิ ฉันถูกพวกเขาลากเข้าไปในโรงงาน เขาพาฉันไปที่เครื่องจักรพวกนั้นที่ตั้งวางเรียงรายอยู่ ฉันโดนเครื่องจักรพวกนั้นตัดฉันออกเป็นหลายๆส่วน ถึงฉันเจ็บยังไงแต่ฉันก็ไม่ลืมหรอกนะว่าฉันพูดไม่ได้                 ฉันมองเห็นเพื่อนๆที่เป็นแบบเดียวกับฉันเต็มไปหมดเลย มหัศจรรย์จังพวกเขาทำให้ฉันเป็นแผ่นกระดาษสีขาวกระดาษที่พวกเขาสามารขีดเขียนอะไรลงไปก็ได้                ฉันถูกพวกเขาจับฉันยัดใส่กล่องที่มืดสนิท บ้าจริงๆนี่ฉันคงต้องออกเดินทางไปไหนก็ไม่รู้อีกแล้วใช่ไหม                 ตอนนี้ฉันมาอยู่ที่ร้านขายอุปกรณ์ร้านหนึ่ง เพื่อนๆของฉันบ้างก็มีลวดลายที่สวยงามเหมาะที่จะเป็นปกหนังสือ บ้างก็มีมีตัวหนังสือมากมายประดับอยู่ และบ้างก็มีรูปที่สวยงามเต็มแผ่น เยอะจนฉันบรรยายไม่ถูกเลย ฉันอยากเป็นอย่างพวกเขาบ้างจัง น่าอิจฉาพวกเขานะคุณคิดเหมือนฉันไหม                 พวกเขาได้แต่ปลอบใจฉันว่าถ้าฉันโชคดีอาจจะมีมนุษย์คนใดนำฉันไปวาดเขียนได้สวยงามกว่าพวกเขาก็ได้ ก็ยังดีนะอย่างน้อยมันก็คือความหวัง                 ฉันว่าโชคดีคงมาถึงฉันแล้ว ฉันถูกมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งเอาดินสอมาขีดๆเขียนๆบนแผ่นกระดาษอย่างฉัน ฉันว่าลายมือกับการวาดรูปของเธอเข้าขั้นใช้ได้เลย ฉันชอบจัง และอย่างน้อยเธอก็ยังถนอมฉันโดยการใช้ดินสอที่ยางลบสมารถลบได้อย่างสบายมากๆถึงแม้ว่าจะเหลือคราบดำๆไว้นิดหน่อยก็ตาม                               คุณคิดเหมือนฉันไหมว่า ถ้ามีเรื่องร้ายก็ต้องมีเรื่องดีและถ้าดีก็ต้องมีเรื่องร้ายตามมา ตอนนี้ฉันกำลังเผชิญปัญหานั้นเลย เพราะอะไรนะเหรอ ก็เพื่อนชายของผู้หญิงที่เป็นเจ้าของฉันอยู่เอาปากกามาขีดเขียดอะไรก็ไม่รู้จนตัวฉันเละเทะไปหมดเลย น่าเศร้าจัง ผู้หญิงคนนั้นพยายามเอาลิควิดมาลบรอยปากกานี่ แต่คุณรู้ไหม ถึงคุณจะลบจนรอยปากกาหายไปหมดยังไง แต่คุณอย่าลืมสิถึงแม้ว่าคุณจะใช้ลิควิดลบรอยปากกา สิ่งที่อยู่ใต้ลิควิดก็ยังติดอยู่บนแผ่นกระดาษอยู่ดี ฉันแค่อยากให้พวกคุณลองเปรียบตัวเองเหมือนแผ่นกระดาษแบบฉัน แล้วในทุกๆวันคุณลองถามตัวเองดูว่าคุณใช้ปากกาเติมอะไรลงในแผ่นกระดาษแผ่นนี้บ้าง ถ้าคุณเติมแต่สิ่งที่ดี ชีวิตคุณก็ดีพร้อมกันสิ่งที่คุณเติมลงไป แต่ถ้าไม่คุณอาจจะคิดว่าแค่ใช้ลิควิดลบก็หมดเรื่องแล้ว อย่าลืมนะว่าคุณตบตาคนอื่นได้ว่าคุณไม่ได้เขียนอะไรผิดๆลงไป แต่คุณหลอกใจตัวเองไม่ได้หรอก ฉันเชื่อว่าทุกคนต้องมีผิดพลาดกันได้เสมอ แต่คุณอย่าทำผิดบ่อยๆนะ เพราะบางทีกระดาษแผ่นนี้อาจจะยับยู่ยี่เพราะคุณนำมาแก้บ่อยจนไม่เหลือพื้นที่ไว้ให้คุณลบอีกเลยก็ได้...
อ่าน 36 / ตอบ 0 คน [ 29 ก.ค. 2557, 20:41 ]  เขียนโดย น้องเงาะน้อยหอยสังข์ น้องเงาะน้อยหอยสังข์
 Who You Are             ใต้ฝุ่นขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามผ่านล่วงมาสองวันแล้ว ที่กรุงเทพฯฝนครึ้มฟ้าตลอดทั้งวัน ฉันไม่ชอบเลยอากาศแบบนี้ มันรู้สึกหดหู่สิ้นหวัง คุณแม่เข้ามาโอบกอด แล้วบอกว่า อย่านอนดึกเดี๋ยวจะไม่สบาย คุณแม่รู้ดีว่า ฉันมีสภาพจิตใจเป็นอย่างไร การจมปรักอยู่กับความเจ็บปวด อันยาวนานจนเกินไป เปลี่ยนบางอย่างในตัวฉัน ฉันเกลียดภาพลักษณ์แบบเดิมๆ ที่เขาคนนั้นในอดีตเคยชื่นชม ฉันสบตาตัวเองจากในกระจกบานใหญ่ ให้รู้สึกเกลียดภาพสะท้อนเข้าไปทุกที และเอ่ยถามอยู่คนเดียวว่า “เธอสวยนักเหรอ ความสวยทำให้เธอมีชีวิตที่ดีขึ้นไหม” ยิ่งนานวันความเกลียดก็ยิ่งทวีคูณ             เกรซเพื่อนหญิงของฉัน มักชมว่าเรือนผมฉัน มันดำขลับและนุ่มสลวย ทั้งที่เกรซเองก็เป็นผู้หญิงที่สวยคนหนึ่ง แต่เกรซเองก็ไม่เคยใช้ ความสวยในการหาประโยชน์จากเพศตรงข้าม เกรซเคยบอกกับฉันว่า ตั้งแต่เริ่มเข้าสู่วัยรุ่นจนเป็นสาวเต็มตัว ยังไม่รู้จักความรักเลยว่ามันมีรสชาติอย่างไร ทั้งที่มีผู้ชายมากหน้าหลายตาผลัดเปลี่ยนกันมาจีบอยู่เสมอ เกรซบอกว่า ตั้งแต่ฉันย่างเท้าเข้ามาในบริษัท เป็นเพื่อนร่วมงานใหม่ เกรซได้บอกกับตัวเองว่า ได้มีสิ่งดีๆเดินเข้ามาในชีวิตแล้ว และนั่นเป็นการที่ฉันได้รู้จักกับเกรซเป็นคนแรก ฉันรู้สึกกับเกรซว่า เราเป็นเพื่อนสนิทกัน เกรซมักจะกอดฉัน หอมแก้มฉัน ลูบเรือนผมอยู่เป็นประจำ และพาไปยืนอยู่หน้ากระจกในห้องน้ำหญิง เปรียบเทียบว่า ใครสวยกว่ากัน แล้วเกรซก็พูดประโยคเดิมๆว่า “วันนี้เธอสวยกว่าฉันอีกแล้ว ฉันยอมแพ้เธอจริงๆ” แต่อาการบนใบหน้าของเกรซ ไม่มีริ้วรอยของความผิดหวังหรือรอยริษยาในคุณสมบัติ เชื้อสายผิวพรรณรูปร่างในการเกิดมา ไม่ใช่เพราะว่าเกรซพึงพอใจในความสวยของตัวเองอยู่แล้ว เป็นเพราะว่า เกรซพึงพอใจในเชื้อสายผิวพรรณรูปร่างในการเกิดมาของฉัน ฉันเคยบอกเกรซว่า ความสวยของหญิงสาว ในบางครั้งก็ไม่สามารถทำให้สถานการณ์อันเลวร้ายดีขึ้นได้ แต่เกรซก็ไม่เคยเชื่อในคำที่ฉันพูด               เธอเองก็รู้ดี เกรซมักจะอารมณ์เสีย เมื่อพวกหนุ่มๆในออฟฟิศผลัดกันมาป้อนคำหวานให้ฉัน ถึงแม้เกรซจะไม่แสดงออกถึงความไม่พอใจ แต่สีหน้าและแววในดวงตาก็ฉายออกมาให้รับรู้ได้ถึงอาการของอารมณ์ พวกหนุ่มๆตัดใจไปจากเกรซนานแล้ว ที่หมายใหม่ของพวกเขา คืออาคันตุกะอย่างฉัน ที่หมายของการแย่งชิงว่าใครจะได้ไป แต่เกรซก็มักยืนอยู่ข้างๆฉันเสมอ ทำหน้านิ่งจ้องตาพวกหนุ่มๆอยู่อย่างไม่กะพริบ จนพวกเขายอมถอยทัพไป ฉันขำในการกระทำของเกรซ ส่วนเกรซก็ได้แต่ค้อนตาคว่ำไม่ยอมบอกเหตุผล ว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น หรือว่าเกรซเป็นห่วงฉันจริงๆ ในเวลานั้นฉันไม่รู้ความนัยน์ของเกรซเลยจริงๆ             ฉันทำงานที่บริษัทจนผ่านการทดลองงาน ก็ต้องยกความดีให้เกรซ ที่เอาใจใส่ช่วยเหลือในทุกสิ่งทุกอย่าง จนกระทั่งเวลาผ่านไปได้ปีหนึ่ง เขาคนนั้นได้ผ่านเข้ามาในชีวิต เขาเป็นผู้จัดการหนุ่มหล่อดูดี มาติดต่อธุรกิจกับบริษัทของเรา แววล้ำลึกในดวงตาของเขาทำเอาฉันสะท้านไปทั้งตัว เกรซจิกนิ้วหนึบเข้าที่เอวฉันจนสะดุ้งเฮือกด้วยความหมั่นไส ไม่นานนักหลังจากนั้น ฉันต้องห่างจากเกรซโดยปริยาย เพราะเขาเข้ามาทำให้ฉันรักเขาจนได้             เขามารับมาส่งฉันที่บ้านและที่บริษัท ฉันมีความสุขมากที่สุดในชีวิต ฉันบอกได้เลยว่า ฉันรักผู้ชายคนนั้นอย่างสุดหัวใจ ส่วนเกรซเศร้าสร้อยลงไป แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ฉันดื่มด่ำกับความสุขจนลืมเวลาที่ผ่านไปอย่างไม่รู้ตัว กระทั่งวันสุดท้ายได้มาถึง วันที่ฉันกับเขาไปรับประทานอาหารในวันเงินเดือนออก ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง หญิงสาวคนหนึ่งรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน เดินมานั่งร่วมโต๊ะ ฉันแปลกใจในฐานะของเธอคนนั้น การจีบปากเจรจายิ้มแย้มอย่างคุ้นเคยกับเขาของหญิงสาวนั้น เผยให้ฉันรู้โดยอัตโนมัติ ว่าเขาทั้งสองเป็นคู่รักกัน เขาถึงกับหน้าเซียวซีด เช็คบิลและขอตัวรีบกลับไปกับหญิงสาวคนนั้น ฉันนั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้น โทร.หาเกรซสะอึกสะอื้นทั้งน้ำตา เกรซรีบรุดมาหา แล้วพาฉันกลับบ้าน ฉันทำอะไรไม่ถูกขนาดจะกลับบ้าน ก็ยังไม่มีสติพอ             ฉันล้มป่วยลง เกรซมาเยี่ยมและเล่าเรื่องราวของผู้ชายคนนั้นที่รู้มา เขากับหญิงสาวคนนั้นแต่งงานกันมาสามปีแล้ว เป็นคนขี้หึงและรักอย่างรุนแรง เขารักเธอแต่ก็มีนอกใจบ้าง หากเมียเผลอ ฉันได้เจอกับเขาอีกที่บริษัท จึงขอคุยกับเขาเป็นส่วนตัวที่สวนสาธารณะ ฉันตัดใจจากเขาไม่ได้ ทั้งรักทั้งแค้น เขาบอกกับฉันว่า มาถึงขั้นนี้แล้วเขาสานต่ออีกไม่ได้ ลืมมันไปเสียเถอะ แล้วเวลาจะทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นเอง               เมื่อผ่านช่วงเวลานั้นมาได้สักเดือนหนึ่ง ฉันได้เจอกับเขาอีกครั้งที่โรงภาพยนต์ เกรซยืนอยู่ข้างๆฉัน เขาเห็นแล้วและเดินเข้ามาหา ฉันคิดว่าเขาคงมากับภรรยา แต่ทว่าไม่ใช่ เป็นหญิงสาวอีกคน ฉันรู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที             ในวันนั้นเธอรู้มั้ย ผู้ชายที่ฉันเคยรักบอกกับฉันว่า หากจะมีผู้ชายสักคน ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของฉัน เขาแนะนำให้ฉันตัดสินใจตกลงปลงใจกับผู้ชายคนนั้นเสียเถอะ อย่าได้ทนเดียวดายอยู่เลย เขาพูดออกมาอย่างง่ายดาย ไม่แยแสอดีตของเราสองคนที่เคยมีต่อกัน ผู้หญิงอย่างฉัน ไม่อาจจะทนฟัง ความปรารถนาดีของเขาได้             ฉันโต้แย้งด้วยน้ำเสียงเย็นชาให้เขาได้รับรู้ว่า หากว่าฉันจะตัดสินใจใช้ชีวิตกับผู้ชายคนไหนสักคน ก็จะขอเลือก คนที่ฉันรักมากกว่าที่เคยรักเขาคนนี้ คนที่หัวใจของฉันค้นพบว่า ฉันรักเขาสุดจะประมาณ และคิดหวังว่าผู้ชายคนที่ฉันเลือก จะไม่ดูถูกความรักของผู้หญิงอย่างฉัน ความรักถ้ามันขอคืนกันได้คงจะดี แต่ในความรู้สึกลึกๆแล้ว ไม่อยากให้ความรักที่ได้ให้ไปต้องถูกขอคืนกลับมาอีกเลย             ฉันกระซิบอยู่ในความเงียบ กระซิบให้มันดังอยู่ในใจคนเดียว ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นแม้ว่าจะเพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน ไม่ได้มีผลอะไรต่อการใช้ชีวิตให้เลวร้ายลง และคิดเพียงว่าเสียใจครั้งเดียวเดี๋ยวฉันก็แกร่งขึ้น ฝันร้ายได้ผ่านพ้นไปแล้ว แต่เมื่อโอกาสแห่งความเงียบสงบจงใจให้ฉันได้อยู่ตามลำพัง การใช้ความคิดทบทวน สิ่งต่างๆมันไม่พ้นจะเกิดอุบัติเหตุ สะดุดหกล้มเข้าไปในเรื่องราวในอดีต เขาคนนั้นยังมีอิทธิพลเหนือจิตใจของฉันเสมอ มันเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ฉันไม่เคยคลายจากความรัก ที่เคยมีให้เขาอยูเสมอมา ฉันไม่ชอบความรู้สึกนี้ในความคิดเลย มันทรมานและฉันก็เกลียดชังมัน ฉันรู้สึกว่า ฉันอ่อนเดียงสาไม่ทันรู้เล่ห์เหลี่ยมของเวลา เวลาซึ่งเป็นเทพเจ้า คอยบงการกลั่นแกล้ง ให้ชะตาชีวิตเวียนวน แล้วพาไปสู่หลักประหาร กว่าจะรู้ตัวมันก็สายเสียแล้ว ที่จะไม่ให้น้ำตานั้นไหลซึมจากขอบตา ต่อหน้าต่อตาเพื่อนหญิงของฉัน คือเกรซนั่นเอง             เธอคงจะคิดว่าน่าสมเพชเวทนา ในทัศนคติของฉัน อาจจะไม่จริงใจนัก และคิดว่าฉันเสียสติ เพ้อเจ้อ จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เรื่องแค่เนี๊ยะ! ทำเป็นจะเป็นจะตาย แต่ทว่า...สรรพสิ่งล้วนตกอยู่ภายใต้กฎของเวลา เวลาซึ่งมีหน้าที่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ในบางทีฉันก็ไม่ต้องการตกเป็นทาสของเวลา และมีความคิดว่า เวลาเป็นเพียงอาการของ โลกเราหมุนรอบตัวเองขณะเดียวกันโลกก็โคจรรอบดวงอาทิตย์ หรือนาฬิกาปลุกที่เราตั้งไว้บนโต๊ะ ซึ่งกำลังเคลื่อนเข็มต่างๆเพื่อบอกเวลามาตรฐานสากล ถ้าฉันไม่สนใจมัน ฉันจะทำงานกลางคืน นอนในเวลากลางวันก็ได้ แต่ถ้าฉันทนยื้อกับสภาพของการ ไม่ยอมตกเป็นทาสของกาลเวลา วันหนึ่งฉันคงล้มลงเพราะนาฬิกาชีวิตที่อยู่ในตัวเรา มันทำงานอย่างซื่อสัตย์สอดคล้องกับอาการหมุนของโลกและโคจรรอบดวงอาทิตย์             เครื่องบ่งบอกเวลาตามธรรมชาติ ฉันฝืนทนทวนกระแสของมันไม่ได้ ฉันเฝ้าถวิลดูกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับเรื่องราวในอดีต พยายามใช้ให้เป็นอุทธาหรณ์สอนหัวใจให้รู้จักกล้ำกลืนฝืนทน ความชอกช้ำจากผู้ชายคนนั้น ได้ปรับอารมณ์ของฉัน เพื่อปฏิเสธการต้อนรับเพศตรงข้ามที่จะผ่านเข้ามาในชีวิต ขอบอกเลยว่า เรื่องแบบนี้ถ้าไม่เกิดกับใครก็จะไม่รู้หรอกว่ามันรู้สึกอย่างไร ผู้ชายคนนี้ ได้ฝากรอยร้าวไว้ในอุราของฉันมากอยู่อย่างเหลือคณนา ฉันพยายามจะหนีจากฝันร้ายเพื่อแสวงหาชีวิตใหม่ ฝันร้ายซึ่งกำลังกัดกร่อนจิตใจและวิญญาณ ให้สาปสูญจากเสรีภาพที่เคยเป็น ฉันอยากมีเสรีภาพ อยากปลดแอกห้วงหัวใจตัวเองเพื่อต้อนรับกับสิ่งใหม่ๆ             แต่บทเรียนที่ฉันได้รับ ทำให้เกิดความกลัวขึ้นว่าจะได้พบความผิดหวังอีกครั้ง ความรู้สึกในทัศนคติของความรักระหว่างชายหญิงของฉันกำลังจะมอดไหม้กลายเป็นจุณ โรคภัยร้ายซึ่งยากต่อการบำบัดรักษา กำลังหยั่งรากลึกลงไปในภวังค์ เสมือนว่าฉันไร้เรี่ยวแรง ที่จะทนต่อความจริงที่เกิดขึ้น             ในที่สุดฉันจึงติดสินใจ ที่จะกลบเกลื่อนความรู้สึกซึ่งมักฉายภูมิหลังแห่งความเจ็บปวด ให้ผู้คนได้ล่วงรู้อยู่เสมอ เพื่อให้สังคมรอบๆตัวฉัน เริ่มรับรู้และตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของฉัน มันดูเหมือนการประชดชีวิตตัวเอง ในห้องนอนของฉัน ฉันรวบเรือนผมยาวที่เกรซชอบชมว่าสวย ตัดมันทิ้งไป! แล้วไว้ผมทรงใหม่ เป็นรองทรงสูง เกรซตกใจมากในวันต่อมา ว่าฉันเป็นอะไร แต่เพียงไม่กี่นาที เกรซก็เปลี่ยนความตกใจ เป็นความถูกใจในบุคลิกใหม่ของฉัน เกรซกอดฉันไว้ แล้วกระซิบบอกว่า “ฉันจะบอกเธอดีมั้ยว่า ฉันรู้สึกกับเธอยังไง!” แล้วความหวานนั้นก็ได้ล้นออกมาจากแววนัยน์ตาของเกรซเสียมากมาย             ฉันเริ่มใช้น้ำเสียงห้วนกระด้างกับเพื่อนร่วมงาน พวกเขาแทบช็อกด้วยตั้งตัวรับไม่ทัน แต่พอนานไปก็เริ่มชินกับสภาพ ไม่ใส่ใจในตัวฉันสักเท่าไหร่ มีบ้างที่บางคนบอกกับฉันว่า เขาอยากได้ฉันคนเดิมให้กลับมามากว่า แต่การใช้น้ำเสียงแย่ๆหรือพูดจาอย่างมะนาวไม่มีน้ำก็มีอันยกเว้นไม่ปฏิบัติกับคนบางคน เขาเป็นเจ้านายของฉัน ขืนแสดงกิริยาภาษากายอย่างนั้นออกไป ถูกไล่ออกจากงานแน่ เจ้านายรู้สึกขัดลูกนัยน์ตาเมื่อพบฉัน แต่ท่านก็ทำเป็นไม่ใส่ใจอะไรให้มันวุ่นวายนัก แต่ฉันพอจะเดาใจท่านออก ท่านคงจะหมั่นไส้ในตัวฉัน กับการที่ฉันแปลงร่างจนบริษัทโกลาหลวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวของฉันอยู่หลายวัน ในที่สุดฉันก็พูดจาพาทีกับพวกผู้ชายได้อย่างเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติที่ฉันสร้างขึ้นมากลบภาษาอันเศร้าจากในตัวตนของฉัน แต่ฉันก็พูดคุยกับใครคนหนึ่ง ได้อย่างไม่ปิดกั้นตัวตนซึ่งอาจจะเป็นชีวิตใหม่ คือการได้พูดคุยกับเพื่อนชายของเธอ!           ฉันจะบอกกับเธอยังไงดี ว่าฉันเริ่มที่จะรับรู้เรื่องราวของเธอเมื่อไหร่ นักการตลาดฝีมือดีที่มีแต่ผู้คนสนอกสนใจ               เกรซโทร.มาหาฉันที่บ้าน เพราะว่าฉันป่วยไข้ลาหยุดหนึ่งวัน ใช้สิทธิ์ประกันสังคมบ้าง เดี๋ยวเงินที่ส่งไปจะไม่เกิดประโยชน์ เกรซเป็นห่วงเพราะก่อนหน้านั้น ก็ออกอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรง “ที่รัก เป็นยังไงบ้างจ้ะ” แล้วเกรซก็เล่าให้ฟัง มีคนมาสมัครงานในวันที่ฉันป่วย ตามที่บริษัทประกาศรับนักการตลาด เกรซบอกว่าลาออกจากบริษัทเก่า หน้าหล่อคมเข้ม หุ่นสมาร์ทแบบนักกีฬา สาวๆเป่าปากกันกราว ในตอนนั้นฉันคิดแต่เพียงว่า ใครจะมาเท่เกินฉันเป็นไม่มี แล้วเพื่อนชายของเธอซึ่งเป็นพนักงานเก่า ก็เทรนงานให้เธอเป็นอย่างดี แน่ล่ะก็เขาไม่ได้ชอบผู้หญิง ฉันยอมรับว่าเธอเท่กว่าฉันมากจริงๆ แล้วสิ่งนี้นี่เองที่ทำให้ฉันอยากจะเอาชนะเธอ ไม่ต้องการเป็นเพื่อนกับเธอ ริษยาเธออย่างที่สุด แต่ฉันก็ยังโชคดีที่มีเกรซอยู่เคียงข้าง เกรซเผยความคิดเห็นว่า เธอเป็นผู้ชายที่ดูดี ในสายตาผู้หญิงโดยทั่วไป และเป็นผู้ชายในฝันของหญิงสาว พวกหล่อนถ่ายรูปเธอโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์ มีสาวๆเข้ามาดูและกดแชร์กันให้ว่อน แต่เกรซก็เปิดใจว่า เกรซไม่รู้สึกว่าจะสนใจเธอ ความรักที่เกรซรู้จัก และลิ้มรสอยู่ขณะนี้ มันเป็นเพราะได้อาจารย์ดีอย่างฉันสอนให้รู้จักมันว่า มันมีความสุขอย่างไรสำหรับเกรซ ฉันเชื่อในความรู้สึกของเกรซ และฉันก็รู้สึกไม่สบายใจที่ทำอย่างนั้นอย่างไม่ได้ตั้งใจ เกรซควรจะเป็นน้องสาวของฉันมากกว่าที่จะเป็นอย่างอื่นนอกเหนือกว่านี้             คราวแรกที่ฉันได้สบตากับเธอ ความรู้สึกจากในดวงตาคู่นั้นของเธอ มันเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน ดูถูก ไม่มีความเป็นมิตร แน่นอนในเวลานั้น ฉันก็ไม่มีความเป็นมิตรให้กับเธอ ฉันคิดว่าเธอกับเพื่อนชายของเธอ ก็ไม่มีอะไรดีเกินไปกว่าฉันกับเกรซ ฉันใคร่รู้จริงๆเลยว่า ทำไมเธอถึงลาออกจากที่ทำงานเก่า เกรซบอกฉันว่า เพื่อนๆพนักงานตรวจสอบขุดคุ้ย ก็ไม่พบข้อสงสัยอะไร ก็เหมือนกับการที่คนเปลี่ยนงาน เพื่อความก้าวหน้าของตัวเอง และเพียงเดือนกว่าๆ เธอก็สร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้กับบริษัท ทำยอดขายสินค้าได้เกินเป้าในไตรมาสที่สาม เจ้านายพอใจมากอนุมัติแต่งตั้งเธอเป็นหัวหน้าฝ่ายอย่างรวดเร็ว การสตาร์ทเงินเดือนเมื่อเธอใกล้จะผ่านโปร ทำให้พวกเราลุ้นกันว่า คงจะไม่ผิดคาดว่าเกินหน้าเกินตาพวกเราแน่นอน และแอ็คชั่นของเธอ ก็พาคนอื่นๆหืดขึ้นคอไปตามๆกัน เพื่อนชายของเธอน่ะตัวดีนัก เกาะติดเธออย่างกับปาท่องโก๋ และดูเหมือนเธอจะเชื่อฟังเพื่อนชายของเธอเสียจริง ฉันยังถามด้วยความสงสัยกับเกรซเลยว่า “ถามจริงๆเหอะ เขาสองคนเป็นอะไรกันหรือเปล่า”? เกรซได้แต่แบะมือทั้งสองส่ายศีรษะ             และด้วยความเหน็ดเหนื่อยของพนักงานทั้งบริษัท เจ้านายใจดีจัดงานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ให้กับพวกเราทุกคน เราต้องไปร่วมงานเพราะเป็นคำสั่ง เจ้านายออกแบบการจัดกิจกรรมในงานเลี้ยง ให้ทุกคนมีส่วนร่วมกันถ้วนหน้า             ด้วยการเล่นเกมตอบปัญหาของบริษัท ใครตอบได้ถูกต้องจะได้ของขวัญ ใครตอบไม่ได้ ต้องยอมถอดสิทธิ์ที่จะคัดค้านหากถูกสั่งให้กระทำอย่างหนึ่งอย่างใด ในการที่ตนเองตอบคำถามไม่ได้ คำถามเกี่ยวกับบริษัท เธอตอบได้หมดเลย ทั้งที่เธอเองเป็นพนักงานใหม่ แต่คำถามเกี่ยวกับการทำการตลาดที่ถามฉัน ฉันตอบไม่ได้เลย แล้วอิสระภาพของฉันก็หมดไป เกรซตระหนกตื่นเต้นว่า ฉันจะถูกบังคับให้ทำอะไร เจ้านายบอกกับฉันว่า ท่านไม่มีส่วนในความคิด โบ้ยให้ทีมงานฝ่ายจัดกิจกรรม ฉันรู้นะว่า มีเธอรวมอยู่ในนั้นด้วย เขาบังคับให้ฉันใส่วิกผมปลอมตรงยาวดำขลับ มันสวยจนไม่มีที่ติ             ฉันฝืนทนใส่มัน แล้วหันไปทางเธอ ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังเมาสุราหรือเปล่า แต่ฉันก็เคืองเธอมากจริงๆ เสียงผู้คนหัวเราะเยาะชอบใจ แต่เธอเงียบเฉย เหมือนไม่รู้สึกตัว             หลังจากหลุดพ้นในวันปีใหม่ ฉันได้พบเกรซตอนเช้า เกรซบอกว่าเพื่อนชายของเธอฝากบอกมาว่า ความคิดในเรื่องวิกผมปลอม เธอไม่มีส่วนในการออกแบบความคิด มีแต่เรื่องการออกแบบคำถามเท่านั้น ส่วนเรื่องวิกผมปลอมเจ้านายเป็นคนจัดการ เกรซยังบอกอีกว่า เธอแคร์ฉัน เพราะเธออ่านจากสายตาว่า ฉันคงจะโกรธเธออยู่มากทีเดียว และยังตำหนิฉันอีกว่า ดูเหมือนว่าฉัน คงจะอ่านความนัยน์จากสายตาของเธออย่างผิดพลาดมาตลอด ฉันได้แต่พยักหน้าให้เกรซ แต่ในใจฉันก็ตัดสินเธออยู่แล้วว่า อย่ามาทำเป็นพูดดีไปหน่อยเลยพ่อคุ้น! ไม่จำเป็นอะไรที่จะต้องมาอธิบายอะไรกัน เราไม่ได้เป็นเพื่อนกัน             แล้วเหตุแห่งปมปริศนาในอดีตของเธอ ก็ไม่ได้เป็นความลับอีกต่อไป บังเอิญว่าฉันได้พบ พนักงานส่งเอกสารจากที่ทำงานเก่าของเธอ ยืนคุยอยู่กับเธอ ดูจะมีความสัมพันธ์กันดี และเมื่อผละจากที่ตรงนั้นไปแล้ว พวกสาวๆแผนกบัญชี ก็พากันเข้าไปดึงไม้ดึงมือชายคนนั้นเข้าไปในแผนก แล้วก็เริ่มสอบประวัติของเธอ ฉันไม่รู้หรอกว่า เขาจับกลุ่มคุยกันด้วยเรื่องอะไร เพราะฉันไม่ได้สนใจอะไรในตัวเธออยู่แล้ว แต่ดูเหมือนว่า...             คำตอบนั้นมันมีเส้นทางของมัน เกรซกลับมาจากการไปเข้าห้องน้ำในคราวนี้นานอยู่สักหน่อย เกรซทำหน้าตาตื่นเซอร์ไพร้ส “เอ้! ที่รัก อยากรู้มั้ย นักการตลาดคนนั้น มีกำพืดอย่างไร?” ฉันไม่เห็นด้วยกับการใช้ถ้อยคำท้ายประโยค ซึ่งฟังแล้วขัดอัชฌาศัยอยู่สักหน่อย ควรจะใช้คำว่าภูมิหลัง ซึ่งพอจะให้เกียรติกันได้ แม้ว่าจะเป็นการนินทากาเลบ้าง ก็พอทนกันได้ เกรซเล่าให้ฟังว่า พวกสาวๆแผนกบัญชี ไต่สวนผู้ชายคนนั้นในเรื่องภูมิหลังของเธอ ว่าที่เธอลาออกจากบริษัทเก่านั้น เป็นเพราะว่าเธอต้องการหนีจากผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นอดีตคนรักเก่า คบหากันมานานหลายปี เป็นลูกสาวของเจ้าของบริษัท ชายคนนั้นให้ข้อมูลมาว่า เธอควรจะมีอนาคตที่ดี การเงินและงานของเธอกำลังรุ่ง ถ้าเธอไม่ไปใส่ใจอะไรในตัวลูกสาวของเจ้านายนัก เธอก็ยังทำงานต่อ แล้วก็ไม่มีใครกล้าไล่เธอออกไป เพราะเจ้านายรู้จักแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานออกจากกัน             แต่เธอฝืนใจทนอยู่ไม่ได้ ที่จะเห็นหญิงที่เธอรักตีจากเธอ แล้วไปเดินเคียงคู่กับหนุ่มซึ่งจบด็อกเตอร์มาจากเมืองนอก เขาเป็นลูกชายของเพื่อนเจ้านาย ฐานะดีมีการศึกษา แถมเท่พอๆกัน ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ทั้งสองตกลงแต่งงานกันในเวลาที่คบหากันไม่นานนัก แต่ที่คบกับเธอมาหลายปีกลับไม่ยอมตกลงปลงใจกับเธอสักที ฝ่ายชายมาเริ่มงานที่บริษัท อยู่ใกล้ชิดกันตลอด 24 ชั่วโมง ฉันพอนึกภาพนั้นออกว่าเธอจะรู้สึกอย่างไร แต่ที่แย่กว่านั้น ฉันเผลอปล่อยให้หัวใจเจ็บปวด เนื่องด้วยรับรู้ตลอดเรื่องราวที่เกรซเล่าให้ฟัง อดีตของเธอทำให้อดีตของฉันกำเริบขึ้นในหัวใจ ที่แท้เธอกับฉัน ก็ไม่มีอะไรที่แตกต่างกัน แต่กลับดูเหมือนว่า เรามีหัวอกเดียวกันเสียมากกว่า ฉันเริ่มจะเห็นใจเธอ เธอก็มีแผลในใจซึ่งไม่แตกต่างไปจากกัน รอเวลาอันเหมาะสมของมัน มันก็จะกำเริบขึ้นมาอย่างที่เราไม่ทันตั้งตัว ถึงเวลานี้ก็มีคำถามอยู่ในใจว่า ฉันควรเชิญเธอเข้ามาในชีวิตดีไหม...แต่ก็ถามตัวเองอีกว่า ลืมเขาคนนั้นที่เคยรัก ไปแล้วหรือไร               เพื่อนชายของเธอมาหาฉันถึงโต๊ะทำงาน เขาขอคุยกับฉันเป็นการส่วนตัวในช่วงเวลาใกล้เลิกงาน เราหาสถานที่คุยกันที่ผับแห่งหนึ่ง เขาเปิดถ้อยคำซึ่งฟังดูแล้วไม่เสนาะหูฉันสักเท่าไหร่ “เรามันก็เป็นจำพวกเดียวกัน” ฉันฉงนไม่เข้าใจในคำพูดนั้น เขาก็คลายความฉงนของฉันต่อไปว่า “ก็ไม้ป่าเดียวกันไงล่ะ!” ฉันปฏิเสธว่าไม่ใช่ นั่นมันเป็นการดูถูกกันมากกว่า ฉันพูดกับเขาว่า อย่าคิดว่าคนอื่นๆ จะเป็นเหมือนเขาไปซะหมด เพื่อนชายของเธอจึงเผยความในใจออกมา เธอเป็นผู้ชายที่อดีตแฟนสาวคนสวยของเธอซึ่งโง่เขลาปล่อยให้หลุดมือออกมาได้ เธอเลยกลายเป็นปลาตัวหนึ่งซึ่งไร้ค่า เธอไม่เคยลืมผู้หญิงคนนั้นมาจนถึงทุกวันนี้ เพื่อนชายของเธอ พยายามจะเข้าไปแทนที่ผู้หญิงคนนั้น เขารักเธออย่างหมดหัวใจ แต่ทว่า ตัวฉันกำลังจะเป็นอุปสรรคขัดขวางการสานใยรักของเขากับเธอ ฉันงงเมื่อฟังเขาพูดมาถึงตรงนี้ เขาคลายปมตรงนี้ว่า เธอขอกับเขาว่า เธอต้องการจะมีเพื่อนใหม่สักคน ที่เจาะจงว่าต้องเป็นฉัน เธอขอกับเขาเหมือนกับจะเป็นเงื่อนไขในมิตรภาพ ถ้าเห็นแก่ความเป็นเพื่อน ขอร้องอย่าได้กักขังเธอไว้เลย เขาจึงยินยอม เขาทิ้งท้ายก่อนจะจากไปว่า ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้ครอบครองตัวเธอ ก็ขอแค่รักเธอข้างเดียวอยู่อย่างนั้น เขาก็พอใจแล้ว ฉันยังนึกขำอยู่เลยว่า อะไรมันจะโรแมนติกขนาดนั้น แต่เกรซกลับบอกกับฉันหลังจากที่ฉันเล่าให้เกรซฟัง “โห! ที่รัก มันโรแมนติกดีออก ซึ้งง่ะ!” ฉันไม่รู้ว่าเธอมีวาระอะไรซ่อนอยู่ในใจ ไม่ใช่แค่ไหนที่ฉันจะเชื่อใจเธอ แต่จะเชื่อใจกันได้หรือเปล่า เราสองคนยังไม่รู้จักกันดีพอ เธอคือใครกัน?           ฉันยืนรอเกรซอยู่หน้าบริษัทตอนเลิกงาน เกรซไปเข้าห้องน้ำ ซี่งจะใช้เวลาจัดแจงตัวเองนานเป็นประจำ แล้วเธอก็เข้ามาหาฉัน แปลกใจอยู่สักหน่อย ทำไมเธอถึงยังไม่กลับบ้าน เธอบอกว่ารอฉัน ทานอาหารคุยกันสักหน่อยได้ไหม ฉันปฏิเสธเธอด้วยเหตุผลรอเกรซจะกลับบ้านพร้อมกัน เธอปิดทางเลี่ยงของฉัน แจ้งว่าเธอบอกเกรซแล้ว ว่าเธอมีธุระจะคุยกับฉัน ฉันสับสน เข้ามาชวนกันดื้อๆ แล้วฉันจะยอมไปเหรอ เธอเห็นฉันนิ่งอยู่ เธอเลยพูดขึ้นอย่างเหนื่อยใจ “หัดเป็นคนไว้ใจคนอื่นบ้างสิ ฉันก็คนทำงานในบริษัทเดียวกับเธอ” แล้วเธอก็เดินจากไป แต่ฉันรั้งเธอไว้ก่อน ยอมตกลงไปกับเธอ อยากจะรู้เหมือนกันว่า มีเรื่องอะไรที่ต้องสนทนากัน               อย่าคิดนะว่านี่เป็นการออกเดท ฉันพูดดักส่วนเธอหัวเราะระหว่างที่กำลังรับประทานอาหาร เธอบอกว่ามีอะไรก็ถาม ก็พูดออกมา เธอเปิดเต็มที่อยู่แล้ว อ๋อแน่ล่ะ! ฉันจะขุดคุ้ยให้กระเจิงไปเลย เริ่มด้วยเพื่อนชายของเธอ ความสัมพันธ์ไปกันถึงไหนแล้ว เมื่อไหร่จะแต่งงานกันไปเสียที เธอว่าฉันบ้า และโปรดเข้าใจเธอด้วยว่า เธอไม่ใช่เกย์ เธอเข้าใจถึงความรักที่เพื่อนชายมีให้เธอ มันเป็นความรักที่บริสุทธิ์ เธอบอกว่าเธอรู้สึกดี ที่มีเขาเป็นเพื่อนที่สนิทกัน แม้ว่าเธอจะตอบสนองกับความรักของเขาไม่ได้ แล้วเธอก็ตวัดมีดโกนใส่ฉัน ถ้าเธอคิดจะชอบของแปลกอย่างฉัน ฉันจะมีความคิดเห็นเป็นอย่างไร ฉันบอกกับเธออย่างเสียงแข็งและออกจะโกรธอยู่สักหน่อย ฉันไม่ใช่ของแปลก อย่าบอกนะว่าเธอชอบกินอะไรแปลกๆ เธอปฏิเสธ เธอรู้แล้วว่าฉันมีตัวตนอย่างไรเมื่องานเลี้ยงส่งท้ายปีเก่า แต่เธออยากฟังจากปากฉันมากกว่า ฉันฉงนว่าเธอรู้ได้ยังไง ช่วยไขความฉงนให้คลายจากถ้อยคำที่เธอยังพูดไม่จบ เธอสบตาฉัน แล้วเริ่มเล่าให้ฟัง             ในระหว่างที่ฉันตกระกำลำบากอยู่ในภาวะ ของการถูกถอดสิทธิ์คัดค้านในการปฏิเสธ หากถูกบังคับให้กระทำในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แก้วเครื่องดื่มซึ่งอยู่ในมือของเธอ เธอดื่มมันในขณะที่กำลังมองดูฉัน ซึ่งกำลังสวมใส่วิกผมปลอม เธอรู้สึกว่าสิ่งที่ดื่มเข้าไป เสมือนว่าถูกเจือปนด้วยมนตร์แม่มดซาตาน เธอยกดื่มเข้าไปอีกอึก ในขณะที่ฉันก็มองไปที่เธอ ซึ่งนั่งอยู่บริเวณข้างหน้าเคาน์เตอร์บาร์ เธอบอกว่าในตอนนั้น เธอกำลังปล่อยสตินวยนาดให้เคลื่อนไหวที่บอกได้ว่า ความรู้สึกของเธอเหมือนวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง รสชาติของเครื่องดื่มทำให้ภาพอากัปกิริยาของฉัน ที่สายตาของเธอกำลังตื่นตะลึงซึมซับเรือนผมและดวงหน้า ขยายเวลาซึ่งมีอยู่น้อยนิด ให้เพียงพอกับความสุขที่เธอต้องการ เธอบอกว่ามันเป็นเพียงความสวยงามที่เธอต้องการจะจดจำไว้ก่อน ที่ภาพตรงหน้าจะสลายหายวับไปอย่างรวดเร็ว ฉันฟังจากที่เธอบรรยาย ดูเหมือนว่า เธอจะหลงเสน่ห์ในตัวฉันอย่างโงหัวไม่ขึ้น โธ่ให้ตายสิ! ฉันก็ไม่ทันระวังตัวเอง ปล่อยใจเคลิ้มไปกับลมปากของเธอจนได้ ไม่มีทางหรอกนะที่ฉันจะหลงใหลในตัวเธอ               ฉันถามถึงแฟนเก่าของเธอ ตอนช่วงพักเบรคดื่มกาแฟด้วยกันสองคนที่บริษัท อยากรู้จริงๆในเรื่องราว เธอรู้สึกอย่างไร เธอบอกว่า เรื่องราวฉันคงจะรู้แล้วเพราะลือกันให้แซดทั้งออฟฟิศ นี่ยังไม่รวมในสื่อสังคมออนไลน์ เธอค่อนว่าทำหยั่งกะว่าเธอเป็นดารา แต่ถามว่ารู้สึกอย่างไรในสิ่งที่ฉันถาม เธอเผยผ่อนด้วยชั้นเชิงเป็นคำถามกึ่งเล่าความ เป็นไปได้ไหมว่า คนเรารักกันมานานจนรู้ใจ จะเปลี่ยนใจอย่างฉับพลันไปแต่งงานกับคนอื่น ไม่น่าเชื่อนะว่าเรื่องนี้จะเกิดกับเธอได้ เธอรับไม่ได้กับเรื่องนี้ เวลาแห่งความสัมพันธ์ที่ผ่านมา มันหมายความว่าอย่างไร             ฉันไม่รู้ว่าเธอรู้หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ เรื่องตัวตนในแบบที่ฉันเป็น เธอขออนุญาตถาม และฉันก็ให้ตามคำขอ อะไรกันนะที่ทำให้ฉันกลายเป็นสาวหล่อ หรือว่าเป็นการกลับตาลปัตรของฮอร์โมนมาตั้งแต่เกิด ฉันเตือนเธอ ให้ระวังหน่อยนะเกี่ยวกับคำถาม ฉันบอกกับเธอเพียงแค่ฉันผิดหวังในความรักสั้นๆเท่านั้น เธอเลยให้ความคิดเห็นว่า ฉันมีโอกาสกลับไปเป็นคนเดิมได้ ฉันต้องมีครอบครัว มีลูก ฉันแย้งกลับว่า เกรซก็คือครอบครัวของฉัน เธอโต้กลับ เกรซก็น่าจะมีความสุขกับครอบครัวของเกรซ ซึ่งอาจจะมีคนรักแล้วมีลูก เธออยากให้ฉันกับเกรซเป็นกันแค่เพื่อนเท่านั้น ฉันนิ่งเงียบคิดอยู่ในใจว่า เธอเริ่มจะเข้ามาจุ้นจ้านจัดการชีวิตของฉันมากไปแล้ว จากนั้นเราต่างฝ่ายต่างก็แยกกันกลับไปทำงาน             เกรซถามกับฉันด้วยอาการหึงหวงว่า ฉันจะคบหากับเธอจริงๆเหรอ ฉันบอกกับเกรซไป ฉันยังไม่รู้เลยว่านิสัยใจคอของเธอเป็นอย่างไร จะให้ฉันคบหากับเธอได้ยังไง เกรซจึงรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย มันเป็นการปลอบใจเกรซ ทั้งที่ในความคิดของฉันรู้สึกสับสนที่จะคิดต่อให้ถึงปลายทางของมัน เกรซได้แต่กอดฉันไว้ไม่ยอมปล่อย ฉันได้ถามกับตัวเองว่า ฉันยังรักเกรซอย่างไม่มีวันเสื่อมคลายหรือเปล่า               คุณแม่ไม่ได้ถามฉันเลย เปิดประตูให้เธอเข้ามาในบ้านอย่างง่ายดาย ฉันติงเตือนตำหนิคุณแม่ เหตุเพราะไม่ถามใจฉันก่อน ท่านไม่สนใจได้แต่แย้มยิ้ม ดวงตาแฝงไว้ด้วยความมีเลศนัย กระซิบกับฉันถึงคุณสมบัติของเธอว่า เธอจะเป็นผู้รักษาแผลใจให้ฉันได้ ฉันแกล้งถามกับเธอด้วยหมิ่นแคลน เธอถูกสร้างให้เป็นอย่างนี้มานานแล้วเหรอ แล้วฉันก็ยิ้มเยาะ แล้วก็บังเอิญประจวบเหมาะกับที่เกรซลงบันไดมาเจอพวกเรา เกรซได้แต่งอน ส่วนฉันไม่ได้พูดอะไร เกรซค้อนควักแล้วก็เปิดประตูบ้านออกไป เธอเดินเข้ามาใกล้ฉันแล้วสบตา เหมือนกับว่าจะเป็นคนรักของฉันเสียอย่างนั้น แล้วพูดขึ้น “ฉันจะบอกให้เธอรู้ว่า ฉันไม่ยอมปล่อยให้อดีต และความเศร้าโศกเสียใจซึ่งเป็นเสมือนกำแพงห้องที่กันขวางตัวเอง ฉันคือคนที่เดินเข้ามาในชีวิตของเธอ ฉันชอบเธอ!” เธอทำให้ฉันเสียงสั่นขณะ เมื่อถามกลับ ทำไม? เธออธิบายให้ฉันฟังว่า “ความจริงฉันก็พอจะรู้ภูมิหลังของเธอมาพอสมควร ที่สำคัญ ชะตากรรมของเธอไม่ต่างกับที่ฉันเคยผ่านมันมา ฉันมีความรู้สึกเห็นใจตัวเอง เท่าที่กับเห็นใจเธอ หากว่าฉันทำได้ ฉันต้องการขจัดความเจ็บปวดของฉันและของเธอ ด้วยความรัก ให้ความเจ็บปวดนั้นหมดไป”           ฉันไม่ชอบในหลายๆสิ่งที่ประกอบเลือดเนื้อเป็นตัวตนของเธอ ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่มองฉันอย่างไม่เกรงใจ ถ้อยคำที่ไม่ยั้งเอาไว้ว่าไม่ควรจะพูดซึ่งถือว่าไม่ให้เกียรติกัน กิริยาท่าทางออกจะมั่นใจในทุกอย่าง แต่ฉันพินิจคำนึงว่า เธอไม่เคยส่องกระจกดูตัวเองว่า เธอหลงตัวเองหรือเปล่า ฉันย้อนถามเหมือนจะหมิ่นเธออยู่ในที เธอจะเอาฉันไปแทนที่ผู้หญิงคนนั้นเหรอ เธอไม่ตอบ แต่กลับย้อนถาม ที่ฉันไม่ยอมรับเธอ เป็นเพราะว่า ยังมีความหลังที่ชายคนนั้นในอดีต จะกลับมาหาฉันอีก ฉันชักสีหน้า แล้วน้ำเสียงก็โพล่งดังกันทั้งสองฝ่าย คุณแม่ก็ยังยิ้มเยาะฉัน ไม่ห้ามปรามปล่อยให้เราสองคนทะเลาะกันอยู่อย่างนั้น ฉันตวาดเสียงลั่นเป็นครั้งสุดท้ายใส่เธอ ไปเสียเถอะ ไปให้พ้น...               หลายวันผ่านมา ช่วงวันหยุดปลายสัปดาห์เกรซมาค้างคืนกับฉัน เรื่องในวันนั้นยังหลงเหลือริ้วรอยให้จดจำได้บ้าง แต่ก็ไม่รุนแรงนัก เกรซช่วยทำให้ฉันคลายเหงา ช่างพูดช่างเอาใจอย่างที่เกรซมีลักษณะนี้เป็นนิสัยส่วนตัว ฉันอยากให้เกรซย้ายมาอยู่กับฉันซะเลย ในช่วงนี้ฉันรู้สึกไม่สบายใจ ฉันมีความรู้สึกว่า เธอสร้างความทุกข์ใจให้ฉันอย่างมหันต์ ที่บริษัทฉันหลีกเลี่ยงที่จะได้พบกับเธอ ฉันก็ไม่อยากให้เธอคิดว่าที่เป็นเช่นนี้เป็นเพราะว่าฉันรังเกียจเธอ ความจริงคือฉันสับสนและกำลังหนีจาก สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันไม่มีตัวตน             แต่อากาศตอนเช้าสายๆของวันนี้ก็สดชื่น มีแดดอ่อนๆให้ความอบอุ่น ไม่ครึ้มดำเหมือนหลายวันที่ผ่านมา และคิดว่าวันนี้คงจะดีกว่าวันนั้น คุณแม่ลงบันไดมา แต่งตัวซะสวยเช้ง กำลังจะไปช้อปปิ้ง แต่ก็ยังไม่ยอมไปสักที เดินไปเดินมาอยู่อย่างนี้ส่อพิรุทให้ฉันอดคิดไม่ได้ จนกระทั่งเสียงออดประตูหน้าบ้านดังขึ้นจนฉันหดทั้งสองมากุมหัวอกด้วยความตกใจ ฉันรู้สึกวาบเวียนร้อนผ่าวบนใบหน้า และเริ่มโกรธจัด คุณแม่เปิดประตูให้เธออีกแล้ว             อารมณ์ของฉันดีขึ้นหรือยังเธอถาม มานั่งฟังเพลงคุยกันดีกว่า แต่ฉันไม่อยากคุยกับเธอ ฉันรู้สึกหัวเสียมากในวันที่เธอมา เกรซลงบันไดมาแต่งตัวด้วยลุคเสื้อผ้าแพรพรรณหวานแหวว แล้วบอกกับฉันว่า เริ่มทำใจได้แล้ว อยากให้ฉันมีความสุข มันเกิดอะไรขึ้นฉันงงไปหมด “คุณแม่ขอมา...” เกรซบอกอย่างนั้น ฉันพอจะรู้ว่า เธอคงมีส่วนในเรื่องนี้ ฉันเริ่มจะหลุดธรรมชาติของความเป็นผู้หญิงอยู่บ่อยๆ คุณแม่กับเกรซกำลังจะเปิดประตูออกไป ฉันจึงรีบที่จะฉวยโอกาสตรงนี้รีบตามคุณแม่ไปด้วยทั้งที่ยังไม่ได้แต่งตัว แต่คุณแม่ก็ผลักหน้าอกฉันด้วยสองฝ่ามือ แล้วทั้งสองก็รีบออกไป ฉันต้องจำใจมานั่งฟังเพลงอยู่กับเธอ คุณแม่ทำไมถึงใจร้ายกับฉันเหลือเกิน...             เธอถามฉันว่า เพลงที่เปิดให้ฟังไพเราะดีไหม ฉันว่าสั้นๆก็เพราะดี ระหว่างเนื้อเพลงกับนักร้องที่ประกอบกันเป็นเพลงอย่างไหนมีความสำคัญกว่ากันเธอถามอีก ฉันมีความเห็นว่าควรจะเป็นนักร้องแน่นอนที่สุด แต่เธอขัดใจฉัน บอกว่าเป็นเพราะเนื้อเพลง หรือพูดให้ชัดก็คือคนเขียนเพลงนั่นเอง ฉันตวาดใส่เธอ ทำไมถึงชอบขัดใจฉัน เธอบอกว่าฉันควรมีเหตุผลหน่อยสิ แล้วก็ขยายความออกมาว่า เพลงน่ะที่จะดีได้ มันต้องได้นักร้องที่มีน้ำเสียงดีรวมกับนักแต่งเพลงที่แต่งเพลงออกมาได้กินใจ บทเพลงถึงจะฟังได้ไพเราะ ถ้าได้แต่เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เพียงอย่างเดียว มันก็ไม่ไพเราะ ก็เหมือนกันแฟนเก่าของฉัน!...           ฉันเผลอฟังเธอบรรยายมาถึงตรงนี้ อารมณ์ร้อนของฉันถึงกับผุดขึ้นมาทันที ตวาดเสียงถามด้วยความคาใจ “เหมือนยังไง” เธอเปรียบเทียบให้ฟังว่า อดีตแฟนของฉันเป็นเหมือนคนเขียนเพลง ส่วนตัวฉันเป็นนักร้องน้ำเสียงดี ถ้าเขารักฉันจริง ทำไมถึงทิ้งฉันไปได้ มันก็เหมือนกับว่า นักร้องเสียงดีที่ขาดบทเพลงที่กินใจ อันนี้ไม่เกี่ยวกับปัญหาที่ว่า ไก่เกิดก่อนไข่แน่นอน ฉันโมโหเธอที่บังอาจแตะต้องอดีตของฉัน จึงตวาดไล่ซะลั่นบ้าน “เธอออกไปจากบ้านฉัน เดี๋ยวนี้!” เธอหน้าซีดลงจนเห็นได้ชัด             ความจริงฉันรับไม่ได้ ที่เธอเหมือนจะรู้ใจฉันว่า ฉันอยากกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม รู้ว่าฉันเหงา โดดเดี่ยว อยากมีใครสักคนที่รักฉันจริงๆ เธอบอกว่า ที่เธอพูดมามากมายเป็นเพราะว่า เธอรักฉัน และยังอาจหาญพูดเหมือนสอนคนอย่างฉันว่า “อย่ามัวเก็บตัวกลัวสายฝนอยู่แต่ในบ้าน มันทำให้รู้สึกสิ้นหวังกับชะตากรรมความหลัง เปิดหน้าต่างออกรับลม เปิดประตูบ้านออกมาดูสิ่งต่างๆภายนอก ฟ้าหลังฝนย่อมมีสิ่งที่ดีกว่าผ่านมาเสมอ อย่าปิดกั้นขังตัวเอง อยู่กับอดีตซึ่งโศกเศร้าอีกเลย”           เธอยืนพูดอยู่ภายนอกบ้านหน้าประตู ส่วนฉันเหลือทน จึงโพล่งออกไปขณะที่น้ำตาไหลซึม “ฉันเกลียดเธอ” แต่เธอก็สวนกลับอย่างทันควันด้วยสำนวนอ้อนวอน “ฉันรักเธอ! ฉันขอให้เธอรู้จักยอมให้ตัวเอง รับความรักจากคนที่เดินเข้ามาในชีวิตบ้าง หรือให้เธอยอมให้ตัวเอง ถูกคนอื่นรักบ้าง” ถ้อยคำของเธอ ทำให้ฉันร้องไห้หนักขึ้นเหมือนเด็กขี้แย ความปรารถนาอย่างหนึ่งที่ผุดขึ้นอยู่ในใจของฉัน ต้องการให้ใครสักคนกอดฉันไว้เพื่อปลอบใจ คุณแม่กับเกรซก็ไม่อยู่ เวลาแบบนี้ถ้าสองคนนั้นอยู่ ไม่มีทางที่จะปฏิเสธฉันเลย               แต่ทว่า ฉันไม่รู้เนื้อรู้ตัวจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น จนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่เพิ่งผ่านเข้ามาได้ไม่กี่วินาที สติสัมปชัญญะบอกกับฉันว่า ฉันอยู่ในอ้อมกอดของเธอ ฉันปล่อยให้เธอกอดฉันไว้อยู่อย่างนั้น ในที่สุดฉันก็รู้แล้วว่า ฉันต้องการอะไร รู้ไหมว่าฉันรักเธอมากมายแค่ไหน ฉันตัดสินใจได้แล้ว ฉันยอมให้ตัวฉันเองถูกเธอรัก มันเกินจะบรรยายจริงๆ ความสุขได้ไหลบ่าเข้ามา อย่างที่ไม่ทันได้ตั้งตัว           ในเวลานี้ฉันรู้แต่เพียงว่า ความรักคราวนั้นที่เกิดขึ้น เป็นรักคราวแรกที่ฉันไม่มีวันลืมเลือนไปได้ แต่ทว่า เขาคนนั้นในอดีตที่เคยทำให้ช้ำชอกใจ ไม่สามารถทำให้ ดวงใจของฉันต้องรู้สึกเจ็บปวดอีกแล้ว
อ่าน 15 / ตอบ 0 คน [ 29 ก.ค. 2557, 19:27 ]  เขียนโดย เทพธิดา ณ เชียงใหม่ เทพธิดา ณ เชียงใหม่
 ขอเวลาท่านทั้งหลายไม่เกิน 3 นาที  กับเรื่องราวชายผู้มีภรรยาอยู่ 4 คน  ภรรยาคนที่ 1 เขารักที่สุด ไปไหนมาไหนด้วยกัน ตามใจตลอด อยากได้อะไร เขาหาให้ทุกอย่าง  ภรรยาคนที่ 2 เขารักมาก เขาจะทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อภรรยาคนนี้ และจะไปหาภรรยาคนนี้เสมอ  ภรรยาคนที่ 3 เขารักรองลงมา ดูแลเอาใจใส่พอควร แวะไปหาบ้างเป็นครั้งคราว ภรรยาคนที่ 4 เขาไม่เคยสนใจ ไม่เคยดูแลเอาใจใส่ ไม่เคยไปหา ไม่คิดถึงเลยด้วยซ้ำ  ต่อมาชายคนนี้ไปกระทำความผิดกฏหมายร้ายแรงถูกจับและต้องโทษประหารชีวิต  ก่อนที่จะถูกประหาร เขาขอร้องว่า เขาขอกลับบ้าน เพื่อไปร่ำลาภรรยาสุดที่รักซักครั้ง ผู้คุมเห็นใจจึงอนุญาต  เมื่อกลับมาถึงบ้าน เขารีบตรงไปหาภรรยาคนที่ 1 เล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ภรรยาฟังและก่อนจะจากไปเขาถามภรรยาคนที่ 1 ว่า “ถ้าเขาต้องตาย น้องจะทำอย่างไร?” ภรรยาคนที่ 1 ตอบน้ำเสียงที่เย็นชาว่า “ถ้าเธอตาย เราก็จบกัน” คำตอบที่ได้รับ เหมือนสายฟ้าที่ผ่าเปรี้ยง!! ลงมาที่จิตใจของเขาอย่างจัง เขารู้สึกเจ็บปวดและเสียใจเป็นอย่างยิ่ง นึกเสียดายว่า เขาไม่หน้าทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เลย  จากนั้นเขาก็ไปหาภรรยาคนที่ 2 ด้วยอาการเศร้าโศก เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง และถามคำถามเดิมกับภรรยาคนที่ 2 ว่า “ถ้าเขาต้องตายน้องจะทำอย่างไร?” ภรรยาคนที่ 2 ก็ตอบอย่างหน้าตาเฉยว่า “ถ้าเธอตาย ฉันจะมีใหม่” เหมือนสายฟ้า!! ผ่าลงมาซ้ำที่เขาอย่างจัง เขารู้สึกเสียใจมาก และนึกเสียดายว่า ที่ผ่านมาเขาไม่หน้าทุ่มเทให้ภรรยาคนนี้เช่นกัน  เขาเดินคอตกมาหาภรรยาคนที่ 3 เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟัง และถามภรรยาคนที่ 3 ว่า “ถ้าเขาต้องตาย น้องจะทำอย่างไร?” ภรรยาคนที่ 3 ตอบว่า “ถ้าเธอตาย ฉันจะไปส่ง” ทำให้เขาคลายความเศร้าโศกขึ้นมาได้บ้าง อย่างน้อยก็ยังมีภรรยาที่จริงใจกับเขา  ก่อนกลับไปรับโทษ เขานึกขึ้นมาได้ว่า มีภรรยาอีกคนซึ่งไม่เคยไปหาเลย และเขาก็รีบไปหาภรรยาคนนั้น  พอไปหาภรรยาคนที่ 4 เขาก็เล่าเรื่องราวต่าง ๆทั้งหมด ให้ฟังและถามว่า “ถ้าเขาต้องตายน้องจะทำอย่างไร?” ภรรยาคนที่ 4 ตอบว่า “ถ้าเธอตาย ฉันจะตามไปด้วย” แทนที่เขาจะดีใจ กลับนึกเสียใจหนักขึ้นไปอีก เพราะ...มันสายเกินไปเสียแล้ว ช่วงที่เขามีชีวิตอยู่ เขาไม่เคยเห็นค่าของภรรยาคนนี้ แต่ภรรยาคนนี้ไม่คิดที่จะทิ้งเขา จะติดตามเขาไปอยู่ด้วย  แล้วชายคนนี้ก็กลับไปรับโทษประหาร และเมื่อเขาตาย ภรรยาคนที่ 4 ก็ตายตามไปด้วย...
อ่าน 118 / ตอบ 0 คน [ 25 ก.ค. 2557, 17:44 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
   ?                ความรัก ความแค้น ที่รอคอยวันเวลาขออโหสิกรรมได้เริ่มต้นมาจาก ชนกานต์ หญิงสาวที่เกิดมามีชีวิตไม่สมหวังในทุกเรื่องต้องจมกับความทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ              ครอบครัวของเธอแม้จะสมบูรณ์ แต่ไม่มีวันได้รับความสุขที่แท้จริง ทำให้เธอต้องปลงทุกเรื่องและปล่อยให้โชคชะตานำพาเธอไปชดใช้หนี้เวรกรรม โดยที่เธอไม่รู้ว่านี้คือเวรกรรมที่มีผลมาจากคำสาปแช่ง               จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้ไปพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งมีคนขุดพบกระดูกเพศชายกับปิ่นปักผมทองคำที่จังหวัดทางเชียงรายชนกานต์เป็นคนสนใจประวัติศาสตร์และผูกพันกับเรื่องเก่าแก่วัตถุโบราณโดยที่ไม่รู้เหตุผลว่าเธอต้องการตามหาอะไรในชีวิต                 บาปบุญคุณโทษเธอไม่รู้ว่ามันคืออะไร รู้แต่เพียงว่าเอาตัวรอดในสังคมไปวัน ๆ ทำให้เธอต้องเปลี่ยนแปลงวิถีความเป็นอยู่มาตลอดเวลา จนกระทั่งวันหนึ่ง เธอได้ย้ายบ้านไปอยู่ที่บ้านหลังเก่า และพบกับหนังสือเล่มหนึ่ง หนังสือเล่มนี้บอกเล่าเรื่องของผู้ชายที่ชื่อ นันทภัทร์ที่มีชีวิตต้องมาจุดจบด้วยการถูกฆาตรกรรมด้วยปืน ที่เปรียบเสมือนของเล่นชิ้นโปรดของเขา นำพาตัวเขาต้องพลัดพรากจากครอบครัวไปตลอดกาล ชายหนุ่มเป็นความหวังของคนในครอบครัวและทุก ๆ คนที่เฝ้ารอคอยเขากลับมาทำหน้าที่สำคัญในวงศ์ตระกูล แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนฆ่าเขาตาย ปริศนาดังกล่าวสร้างความฉงนใจให้กับชนกานต์อยู่ไม่น้อยและทำให้เธอได้ฝันเห็นภาพที่ไม่ควรเห็น เธอเห็นหญิงวัยกลางคน คนหนึ่งนัยน์ตาหมองเศร้าเอ่ยเรียกชื่อลูกชายและจับร่างอันร่างไร้วิญญาณ เธอพยายามจะเรียกลูกชายให้ตื่น แต่ชายหนุ่มนอนอยู่บนเตียงนอนใส่ชุดนอน ไม่มีวันตื่นไปตลอดกาล ชนกานต์เห็นแล้วรู้สึกเศร้าตามเพราะเธออ่านหนังสือเล่มนั้นมากเกินไป แต่ในความรู้สึกของชนกานต์อยากที่จะร้องไห้ว่าทำไมเธอกับรู้สึกนันทภัทร์กับตัวเธอเหมือนจะเป็นคนคนเดียวกัน         แต่ด้วยเรื่องอดีตของชายคนนั้นเป็นเรื่องที่ถกเถียงมาช้านานเป็นระยะเวลาหกสิบกว่าปี บนหนังสือเล่มหนึ่งที่ตีพิมพ์หลายรอบ แต่ชนกานต์คิดว่าทุกอย่างล้วนไม่มีเหตุและผล ในตอนแรกเธอยังไม่เชื่อเรื่องศาสนามากนัก            จนในวันหนึ่งทำให้เธอต้องเชื่อเรื่องนี้เพราะเรื่องของนันทภัทร์ยังตามหลอกหลอนในความฝันและความจริงมาพร้อมกับปริศนาหลายอย่าง ในความฝันที่เหมือนคนพยายามจะเล่าเรื่องความเป็นมาของเธอ และเธอเคยเกิดในสมัยรัชกาลที่ห้า เป็นบุตรสาวของท่านเจ้าพระยา เคยจับนางทาสที่ชื่อ นางเฟื่องมาเคียดตี นางเฟื่องเครียดแค้นก่อนตายหมายจะจองเวรเธอ และเฟื่องได้มาเกิดใหม่ มาเป็นเพื่อนร่วมงานกับเธอ ชื่อ แสนสุข และยังมีเรื่องที่เธอต้องรับกรรมชดใช้ด้วยชีวิตของเธอ จนเธอได้พบปิ่นปักผมสีทองแกะสลักลวดลายศิลปะล้านนา เป็นปิ่นผมเดียวกับอำเภอแม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่นั้นเธอได้เห็นปิ่นผมอันนั้นร่างกายของมักจะเจ็บปวดทรมานที่หน้าอกซีกซ้ายเหมือนถูกของแหลมทิ่มบาดลึกลงไปถึงขั้วหัวใจและถูกดึงกระฉากและทิ่มซ้ำอีกครั้ง เหมือนคนฆ่าจงใจให้ตายอย่างทุกข์ทรมานด้วยความเกลียดชังเมื่อชนกานต์ตื่นขึ้นมามักเจ็บหน้าอกคิดว่าคงเป็นเพราะนอนผิดท่าหรือโดนพัดลมเป่าจนอากาศเย็นทำให้เจ็บหน้าอก และหารู้ไม่ว่ามันเจ็บจนร้าวไปถึงไหล่ด้านหลังซ้าย บางครั้งเจ็บจนนอนไม่หลับคิดว่าถ้าตายก็คงไม่ต้องห่วงอะไรนอกจากหลับและให้หัวใจวายตายเฉียบพลัน แม้กระทั่งไปหาหมอ หมอยังตรวจไม่พบสันนิษฐานว่าเป็นแค่โรคกล้ามเนื้อเส้นยึดแบบคนทำงานในออฟฟิศที่เป็นโรคยอดฮิตทั่วไป                 โรคอาการต่อมาปวดแสบท้องเหมือนถูกยาพิษที่ดื่มกินเข้าไป แต่อาการเป็นเพียงแค่โรคกระเพาะเท่านั้น และมีอาการหายใจไม่ออก เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ปวดหัวซีกซ้าย ปวดชาไปถึงท้ายทอยในบางครั้งเป็น ๆ หาย ๆ อยู่หลายปี นี้คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชนกานต์ต้องเข้าวัดและพึ่งพาธรรมะเข้าช่วยหลังจากมีผู้แนะนำ เธอเป็นแบบนี้ตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยและเป็นหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนหาคำตอบสรุปไม่ได้                 การปฏิบัติธรรมช่วยคลายอาการได้จริงส่วนหนึ่ง แต่ก็มีอุปสรรคมากมายที่ทำให้ชนกานต์ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากของชีวิตมากกว่าจะมีความสุขอยู่บนโลกปัจจุบัน ทั้งเรื่องส่วนตัวโรคภัยไข้เจ็บ เรื่องครอบครัว และเพื่อน ๆ รอบตัวที่เข้ามาพบผ่านในชีวิต ทุกวันนี้ไม่รู้เลยว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน และแล้วคำตอบอยู่ที่ปิ่นปักผมสีทองที่ค่อยตามมาหลอกหลอนในความฝันและเวลาที่เจ็บหน้าอกขณะนอนหลับทุกครั้ง ของชิ้นนี้ต้องมีอะไรที่เกี่ยวกับชนกานต์ จนเธอต้องถามที่พิพิธภัณฑ์ว่าปิ่นปักผมทองนี้มีความเป็นมาตามประวัติอย่างไร เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์ยังไม่ทราบได้ว่าบุรุษนิรนามที่เจอในหลุมศพโบราณที่ขุดดินลึกลงไปที่จังหวัดเชียงรายคือใคร ชนกานต์หาทางออกไม่เจอจึงตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้าปิ่นปักผมทองคำว่า ถ้าอดีตของชิ้นนี้ได้เคยผูกพันแต่ปางก่อนให้ข้าพเจ้าจำเรื่องราวในอดีตทั้งหมดให้ได้                 หลังจากกลับบ้านชนกานต์เข้านอนสวดมนต์ไหว้พระตามปกติและตั้งจิตอธิษฐานขอให้โรคประหลาดที่ตนเองเป็นอยู่นั้นหาย ถ้ากรรมอันใดที่เธอเคยล่วงเกินและท่านยังไม่อโหสิกรรมให้ขอให้ปรากฏให้เห็น                 ชนกานต์นอนหลับตามปกติจนฝันว่าตัวเธอได้ย้อนวันเวลาเมื่อสมัยเมืองหริภุญชัยเจริญรุ่งเรืองก่อนจะถูกอาณาจักรล้านนายึดปกครอง อาณาจักรล้านนาได้ตีเมืองหริภุณชัยและรวบรวมชาวมอญได้สำเร็จ ในสมัยนั้นอาณาล้านนาเจริญรุ่งเรืองมาก มีกษัตริย์หลายพระองค์ที่สืบทอดปกครองบ้านเมือง ในพระราชวังอันเงียบสงบ แต่ภายในที่แท้จริงมิใช่เป็นดั่งเช่นที่เห็น  มีกษัตริย์พระนามหนึ่งผู้ครองเมืองมีพระมเหสีและพระสนมมากมาย พระมเหสีได้ให้กำเนิดลูกทั้งหมดสี่พระองค์ พระองค์แรกเป็นโอสรมีพระนามว่าเจ้าน่านฟ้า ลูกสาวคนที่สองพระนามว่ามิ่งแก้ว และมีลูกฝาแฝดอยู่สองพระองค์ชื่อ มิ่งขวัญกับมิ่งเมือง ประวัติศาสตร์อาจไม่ได้จารึกบันทึกไว้ แต่เรื่องเวรกรรมได้จารึกไว้ให้ชนกานต์ต้องตามชดใช้ในสิ่งที่ตนทำเมื่อในอดีตชาติที่ตนนั้นได้สร้างมันขึ้นมาด้วยกับมือของตัวเอง                 ชนกานต์อดีตเป็นน้องชายคนสุดท้องชื่อมิ่งเมือง เป็นฝาแฝดกับมิ่งขวัญ ผู้เป็นพี่สาว สองพี่น้องแต่เดิมรักใคร่ปองดองและสนิทสนมกับมิ่งแก้วพี่สาวคนรองส่วนเจ้าน่านฟ้า พี่ชายคนโต ไม่ได้สนิทสนมกันมากนัก พระบิดาให้เจ้าน่านฟ้าเป็นอุปราชปกครองบ้านเมือง และได้สู้รบช่วยงานอยู่ไม่ขาดแต่ต้องพลาดท่าเสียทีในศึกสงครามจนถึงแก่พระชนม์ชีพ  พระมารดาเสียพระทัยเป็นอันมากจนพระประชวร หลังจากเจ้าน่านฟ้าเสียชีวิต มิ่งเมือง ต้องมารับผิดชอบหน้าที่แทนพี่ชายแต่ด้วยยังเด็กถูกบังคับให้เรียนเพลงดาบและเรียนการปกครองบ้านเมืองซึ่งไม่ชอบ ทำให้ถูกทำโทษหลายครั้งจากพระบิดา เพราะหวังให้พระโอสรได้ดี แต่ความกดดันนั้นทำให้จิตใจมิ่งเมืองในวัยเด็ก ที่มีอุปนิสัยเชื่อฟังคำสั่งสอนของพระบิดา          พระมารดาชอบรักอิสรเสรี ร่าเริงแจ่มใส เป็นมิตรมีความเมตตา กลายเป็นผู้ที่ไม่มีหัวใจ ก้าวร้าว ดุดัน ไม่มีเหตุผลเมื่อโตเป็นหนุ่มจึงไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ลุ่มหลงเสพสุรานารีเป็นที่ระบายความทุกข์และชอบล่าสัตว์เป็นชีวิตจิตใจ จนพวกพี่น้องเห็นแล้วเอื้อมระอา                 กาลเวลาต่อมาเมื่อพระมารดาสิ้นพระชนม์ มิ่งเมืองยิ่งแทบไม่เหลือต้นโพธิ์ร่มไทรไว้เป็นที่พักพิงใจ และพระบิดาก็ไม่เคยถูกชะตากับมิ่งเมือง ยิ่งทำให้เก็บกดความรู้สึกที่เป็นปมมาตั้งแต่เด็ก มีแต่พี่สาวทั้งสองที่คอยปลอบใจยามมีเรื่อง มิ่งเมืองสัญญากับพระมารดาก่อนที่ท่านจะสิ้นลมว่าให้ดูแลพระบิดา และมิ่งแก้ว มิ่งขวัญให้ดี รวมทั้งทุกคน อย่าทำตัวเกเร มิ่งเมืองได้แต่รับปาก แต่ไม่ทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพระมารดา                 ต่อมาพระพี่นางมิ่งแก้วได้ถูกสู่ขอแต่งงานตามพระราชประเพณีให้ไปเป็นพระมเหสีอยู่อีกเมืองหนึ่ง เหลือแต่            มิ่งขวัญเท่านั้นที่ยังไม่ถูกสู่ขอจนกระทั่งได้ถูกยกให้กับแม่ทัพผู้เก่งเชี่ยวชาญในการรบศึกและยังเป็นพระประยูรญาติ            พระบิดาเห็นว่าต่อไปในวันข้างหน้าจะได้ช่วยงานพระราชสำนักเป็นคุณประโยชน์ให้แก่บ้านเมือง                 เมื่อสิ้นพระบิดา มิ่งเมืองขึ้นครองราชย์สมบัติแทนพระบิดา แต่ไม่สนใจเรื่องงานบ้านเมือง มีแต่ท่องเที่ยว            ล่าสัตว์ ดื่มสุรา เสพสมนารี แต่ใจยังคงรักพี่รักน้อง ซื้อของฝากสั่งทำปิ่นปักผมทองคำมาให้พระพี่นางทั้งสองพระองค์ มิ่งเมืองไปเยี่ยมมิ่งแก้วนำปิ่นปักผมทองคำมาให้พี่สาวคนรองและเมื่อกลับมาที่บ้านเมืองของตนนำปิ่นปักผมมาฝาก        มิ่งขวัญ ปิ่นปักผมทองคำนั้นกลายเป็นอาวุธสำคัญที่ชี้ชะตาให้มิ่งเมืองถึงแก่ความตาย                 การศึกสู้รบของบ้านเมือง พระพี่เขย ผู้เป็นพระสวามีของพระพี่นางมิ่งขวัญ และผู้เป็นแม่ทัพที่เก่งในการวางแผนศึกสงครามได้รับใช้พระราชสำนักสร้างคุณประโยชน์มากมายจนเป็นที่น่ายกย่อง ทำให้คนใกล้ชิดอย่างท่านอำมาตย์เริ่มชักระแวงจึงมาปรึกษามิ่งเมืองให้กำจัดพระพี่เขยเพราะมีคนสนับสนุนมากมาย ถ้าเกิดกบฏในพระราชสำนักจะปราบไม่ได้ ด้วยความหูเบาอ่อนต่อโลก จึงหาเรื่องส่ายร้ายป้ายสีพระพี่เขยหาว่าเป็นผู้ก่อการกบฏ พระพี่นางมิ่งขวัญร้องไห้เสียใจขอชีวิตพระสวามีของตน แม้กระทั่งพระพี่นางมิ่งแก้วขอร้องอีกแรง แต่พระมิ่งเมืองไม่ยอมจับพระพี่เขยไปประหารทั้งที่ไม่มีความผิด ถูกใส่ร้ายป้ายสี และใครที่เป็นพวกพ้องของพระพี่เขยก็จับมาทรมานและประหารชีวิตทั้งหมด เพราะกลัวจะแย่งพระราชสมบัติ พระพี่นางมิ่งขวัญโกรธแค้นผู้เป็นน้องชาย กินไม่ได้นอนไม่หลับจึงหายาพิษใส่ลงในน้ำจัน (สุรา) ให้    พระมิ่งเมืองดื่มจนปวดแสบปวดร้อนในท้องจนถึงลิ้นปี่และกระอักเลือดออกมาสร้างความตกใจแก่พระสนม นางกำนัล บ่าวรับใช้ เมื่อหมอหลวงตรวจอาการผลปรากฏถูกวางยาพิษจะอยู่ได้ไม่ถึงเจ็ดราตรี พระราชสำนักจึงให้ทหารจับตัวคนร้ายที่ลอบปลงพระชนม์ เร่งสอบสวนคนที่ทำความผิด แต่ผลสุดท้ายสิ่งที่ไม่คาดคิด พระพี่นางมิ่งขวัญเป็นคนสารภาพความผิดต่อหน้าพระมิ่งเมือง ตอนไม่มีคนรับใช้อยู่ในห้องบรรทม นางบอกกับน้องชายว่า พี่เป็นคนวางยาน้องด้วยกับมือพี่เอง ที่พี่ทำน้องเจ้าน่าจะรู้ว่าพี่แค้นใจเรื่องอะไร เจ้าทำลายคนรักของพี่จนตายอย่างไม่มีความผิด พระพี่นางจับหน้าน้องชายที่ไม่มีทางสู้หมดเหลียวแรงและบอกว่าพี่รักน้องมาก ตอนแรกพี่ไม่อยากทำแต่พี่ก็ไม่อยากเห็นน้องของพี่ทำชั่วสันดานเลวอีก พี่จะขอเป็นคนปลงพระชนม์น้องด้วยน้ำมือของพี่เองแลขอสาปแช่งขอให้เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ด้วยความเดียวดาย จะอยู่ก็อยู่ไม่ได้จะตายก็ตายไม่ได้ จะต้องถูกพลัดพรากจากคนที่รักไปทุกภพทุกชาติ พระพี่นางมิ่งขวัญดึงปิ่นปักผมทองคำที่แหลมคมทิ่มแทงหน้าอกซีกซ้ายปักทิ่มทะลุจนเลือดไหลออกมาและดึงกระฉากเลือดพุ่งออกมาโดนพระพักตร์ของพระนาง พระนางหัวเราะพร้อมทั้งร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดปนกับความแค้นที่สะสมมานานและนางก็ทิ่มซ้ำอีกครั้ง พระมิ่งเมืองมองหน้าพี่สาวที่เคยวิ่งเล่นกันตั้งแต่เล็กจนโต เคยหยิบช่อดอกไม้จำปาลาว (ดอกลั่นทม) มาเสียมประดับทัดข้างหูของพี่สาว และสัญญาว่าจะดูแลพี่สาว แต่มาบัดนี้ พระมิ่งเมืองได้ทำลายความสุขของพี่สาวจนย่อยยับไม่มีชิ้นดี ก่อนสิ้นใจพระมิ่งเมืองเสียใจน้ำตาไหลออกมาแล้วหลับตาสิ้นลมคาแท่นบรรทม พระพี่นางร้องไห้กอดร่างน้องชายของตนด้วยความเสียใจอย่างถึงที่สุด                 ต่อมานางได้สถาปนาขึ้นครองราชย์แทนพระมิ่งเมือง ผู้เป็นน้องชายแต่ชีวิตของนางไร้ซึ่งความสุข นางยังคงอาลัยอาวรณ์ต่อความรักที่มีต่อพระสวามีไม่มีวันเปลี่ยนแปลงและเสียใจที่ต้องเป็นคนปลงพระชนม์น้องชายสายเลือดเดียวกัน  ในที่สุดพระนางตัดสินใจสละพระราชบังลังก์ และให้น้องชายที่เกิดจากพระสนมที่เหมาะสมขึ้นครองราชย์สมบัติแทน ส่วนพระนางออกบวชเป็นแม่ชีถือศีลตลอดชีวิตของพระองค์เพื่ออุทิศผลบุญให้กับพระสวามีของนางและสะสมบุญบารมี แต่คำสาปแช่งที่พระนางได้สาปแช่งให้พระมิ่งเมืองยังคงอยู่มาจนถึงชาติปัจจุบัน                 ชนกานต์ตื่นจากฝันเห็นเรื่องราวทั้งหมด คำสาปแช่งได้มีผลไปทุกภพทุกชาติ ทำให้เธอได้ไปเจอเรื่องราวมากมายแต่ภาพที่เห็นได้ชัดคือการถูกฆาตรกรรมอีกครั้งของนันทภัทร์ในหนังสือเล่มเก่าที่ค้นเจอในบ้านของเธอ ในหนังสือเล่มนั้นมีความทรงจำดี ๆ ทำให้ชนกานต์รู้สึกดีมาตลอดในขณะที่ยังมีลมหายใจ เพราะภาพเหล่านั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของเธอ ถ้าไม่มีภาพฆาตรกรรมปืนลั่นไปเสียก่อน ชนกานต์จำไม่ได้ว่าใครเป็นคนฆ่านันทภัทร์ชายหนุ่มวัยยี่สิบปี แต่เรื่องทุกอย่างคือเรื่องอดีตความทรงจำอันเลวร้ายที่ชนกานต์ที่พยายามจะลืม และภาวนาจะให้อภัย อโหสิกรรมแก่คนที่ฆ่าในวันนั้น และอยากขอโทษกับผู้ที่เป็นแพะรับบาปในวันนั้นที่พวกท่านจะต้องถูกประหารชีวิตโดยที่ไม่มีความผิด                 การตายเป็นปริศนาของนันทภัทร์ชนกานต์ไม่เคยคิดที่จะค้นหามันอีกต่อไป แต่โทษที่ตนเองไม่ดีก่อน ชนกานต์เข้าใจมาตลอดว่าพระพี่นางมิ่งขวัญเป็นคนฆ่ามิ่งเมืองถึงแก่ความตาย แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าที่แท้จริงเธอต่างหากที่เป็นคนทำให้พี่สาวต้องช้ำใจมากเพียงใด ตอนนี้เจ้ากรรมนายเวรของเธอได้มาเกิดแล้ว และเป็นคนสุดท้ายที่ชนกานต์จะขออโหสิกรรม แต่เธอจะพบเขาได้อย่างไร เมื่อชายหนุ่มคนนั้นเป็นคนที่มีชื่อเสียงและฐานะที่ประชาชนรู้จักกันทั่วประเทศเข้าถึงตัวยาก มีเขาเท่านั้นที่ถอนคำสาปแช่งให้ชนกานต์ได้ เพื่อให้ชีวิตของเธอได้รับอิสรภาพไม่ต้องเผชิญความผิดหวัง ความเสียใจอีกต่อไป สิ่งที่เธอต้องทำคือการให้ชีวิตกับเขาเป็นการทดแทนชดใช้สิ่งที่มิ่งเมืองเคยทำลายดวงใจอันเป็นที่รักของพระพี่นาง ถึงแม้จะแก้อดีตที่ผ่านมาไม่ได้มีแต่คุณความดีเท่านั้นที่ชนกานต์จะต้องทำและรักษาต่อไป เพื่อแก้ไขเรื่องอนาคข้างหน้าที่ใกล้จะมาถึงในไม่ช้า เธอจะต้องไปเกิดใหม่ตามรางสังหรณ์ที่เห็นในฝัน เพื่อปลดปล่อยครอบครัวในชาติปัจจุบันที่เคยทำบุญสร้างเวรด้วยกันมาตั้งแต่ชาติภพก่อน เพื่อต้องการให้ทุกคนไม่ติดบ่วงกรรมของเธอไปด้วย แต่ติดตรงที่กรรมเก่าที่ย้อนมาทำลายโลกอนาคตอีกครั้งที่เธอจะต้องชดใช้ด้วยชีวิต คือ ต้องเป็นเด็กชายชื่อนัด ถูกรถชนตอนอายุห้าขวบหน้าร้านขายรองเท้ากิจการของพ่อตัวเอง และต้องเป็นเจ้าชายนิทราไปตลอดกาล รอเพียงปาฏิหาริย์เท่านั้นที่เด็กชายนัดจะฟื้น ชนกานต์จะจัดการชีวิตของเธออย่างไรเพื่อให้หนีพ้นเวรกรรมที่เธอได้ก่อเกิดขึ้น !                        
อ่าน 61 / ตอบ 0 คน [ 25 ก.ค. 2557, 16:49 ]  เขียนโดย Nuttanan Nuttanan
 เคล็ดไม่ลับ ลดหน้าท้องให้แบนเรียบ ไม่เสียสุขภาพ ไม่ยากอย่างที่คิด ลองอ่านแล้วทำตามดูนะคะ 1. อาหารเช้า สาวๆ ควรที่จะรับประทานแต่เช้าและรับประทานบ่อยๆ การรับประทานอาหารแต่เช้า จะทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีตลอดทั้งวัน และมีโอกาสได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์มากกว่า เพราะถ้าคุณรับประทานอาหารเช้า ก่อนเวลาเที่ยงคุณจะไม่หิวแน่นอน แต่ถ้าคุณอดช่วงเช้า ก่อนเที่ยงคุณจะเริ่มหิวและอาจจะหาของขบเคี้ยวต่างๆ มารับประทานเล่น ซึ่งไม่มีประโยชน์ และทำให้อ้วนมากกว่าอาหารหลักอีก 2. การเดิน ควรเดินให้ได้ทุกวัน แรกเริ่มคุณอาจไม่ต้องเดินเยอะมากมายอะไรนัก เพียงเดินให้บ่อยขึ้นกว่าปกติ เช่น เปลี่ยนมาใช้บันไดแทนลิฟต์ หรือ ลองเดินไปรับประทานอาหารกลางวันไกลๆ ดูบ้าง 3. ออกกำลังกาย โดยการบริหารหน้าท้องและเพิ่มกล้ามเนื้อ ก่อนนอนลองซิตอัพสัก 15 ครั้ง และถ้ามีเวลา ก็ออกกำลังกายบ้าง โดยจะเข้าฟิตเนสส์ เล่นแบดมินตัน หรือว่ายน้ำก็ได้ เพราะการออกกำลังกายทุกชนิด จะช่วยสลายให้ไขมันแปรสภาพเป็นกล้ามเนื้อ 4. ทานผักกันค่ะ เริ่มจากวิธีง่ายๆ ที่สามารถทำกันได้ทุกมื้ออาหารที่รับประทานกันทุกวันนะคะ เพียงแค่คุณสาวๆ รับประทานผักให้มากๆ การรับประทานผักให้มากๆ ให้ได้สัก 5 ครั้ง/วัน ทำให้ ลดพุง ได้เลยทีเดียว คุณอาจเลือกรับประทานผักเป็นอาหารว่าง ระหว่างวันบ้างก็ได้ และสำหรับคนที่เกลียดผักจริงๆ อาจจะเริ่มรับประทานแต่น้อยๆ ก่อนก็ไม่ว่ากัน ส่วนเนื้อสัตว์ คุณก็ไม่จำเป็นต้องอด เพียงแต่ลดประมาณลงบ้าง และรับประทานเนื้อสัก 2 – 3 มื้อ/อาทิตย์ก็พอ 5. เสริมวิตามิน รับประทานวิตามิน E เนื่องจากวิตามิน E จะช่วยป้องกันโรคหัวใจ ไข้หวัด และมะเร็งได้แล้ว วิตามิน E ยังช่วยป้องกัน หน้าท้องขยายได้ด้วย เพราะวิตามิน E นั้นมีสารต่อต้านอิซูลิน อันจะทำให้เราอ้วนได้ 6. เปลี่ยนนิสัยบอกใจตัวเองไม่ให้เครียด เพราะถ้าคุณเอาแต่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด เก็บกด เวลาเครียดแล้ว ความเครียดตัวร้ายนี้จะไปเร่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ให้ทำงานมากขึ้น และเมื่อเรามีฮอร์โมนตัวนี้มากขึ้นเมื่อไร เจ้าฮอร์โมนตัวนี้ก็จะส่งไขมันของเราไปกองที่หน้าท้องจนหมด อันจะทำให้เราพุงยื่นเหมือนชูชกได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเครียดจงหลับตาสูดหายใจลึกๆ ทำใจให้สบายจะดีกว่า 7. มาคบเพื่อนให้มากๆ  เพื่อให้คุณได้สามารถพูดคุยหรือปรึกษาได้ โดยเฉพาะมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์ในการลดน้ำหนักเหมือนกัน จะยิ่งทำให้คุณลดน้ำหนักได้ดีขึ้นและสนุกขึ้น โดยคุณอาจจะแข่งกันออกกำลังกาย หรือแข่งกันรับประทานผักให้เยอะๆ โดยถ้าใครลดน้ำหนักได้มากที่สุดจะได้รางวัล แบบนี้การลดน้ำหนักจะยิ่งดูมีสีสันและสนุกขึ้น และเคล็ดไม่ลับสุดท้าย 8. ลดละเลิกแอลกอฮอล์อย่างเด็ดขาด เพราะเบียร์จะทำให้หน้าท้องคุณ ยื่นได้อย่างน่าเกลียดแต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ให้ดื่มแต่น้อย หรือจะเปลี่ยนมาดื่มไวน์แทนก็ไม่เลวเลย เพราะไวน์จะช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ดี 8 วิธีนี้ทำได้ไม่ยากเลยค่ะ อยากหน้าท้องแบนเรียบ หุ่นดี ก็ต้องลองทำอย่างมีวินัยนะคะ เอ๊า สาวๆ สู้ตาย  
อ่าน 75 / ตอบ 0 คน [ 25 ก.ค. 2557, 12:23 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 การใช้ครีมกันแดด และความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ เราเชื่อว่าลึกๆ แล้วสาวๆ หลายคนก็คิดแบบนี้ เช่น .. "ไม่ออกจากบ้านไม่ต้องทาครีมกันแดดก็ได้" ความคิดนี้ผิดมหันต์ เพราะแค่ว่าไม่เจอแดดโดยตรงหรือวันไหนฟ้าครึ้มๆ อากาศไม่ร้อนใช้ว่าจะไม่มีรังสียูวีทะลุผ่านชั้นโอโซนลงมาบนโลกซ่ะที่ไหน รังสียูวีร้ายกว่าที่คุณคิดนะคะ ตึกคอนกรีตเพดานอาคารต่างๆ มันยังผ่านมาถึงเราได้ ยังไม่นับว่าแสงจากหลอดไฟ จอคอมพิวเตอร์ หรือจอโทรทัศน์อีกล่ะ ดังนั้นควรทาครีมกันแดดไว้เสมอไม่ว่าจะออกจากบ้านหรือเจอแดดหรือไม่ก็ตาม "SPF สูง ก็พอแล้ว" คมักเข้าใจสับสนว่าค่า spf คือค่าการปกป้องผิวจากรังสีแต่ความจริงคือตัวเชขค่า spf นั้นป็นตัวที่บ่งบอกถึงประสิทธภาพในการกันแดดของผลิตภัณฑ์ว่าปกป้องผิวจากรังสียูวีบีได้ "นานเท่าไหร่" ต่างหาก หนำซ้ำยูวีเอยังเป็นตัวที่ก่อให้เกิดอนุมูลอิสระและทำร้ายผิวในระยะยาวได้ ดังนั้นดูแค่ค่า spf อย่างเดียวไม่พอ "โลชั่นทั่วๆ ไปที่ผสมสารกนแดดก็กันแดดได้เหมื่อนกันนี่นา" ไม่นะคะ อย่าได้คิดอย่างนั้น! ครีมบำรุงผิวทั่วๆ ไปที่มีสารกันแดดผสมอยู่ไม่ได้ถูกทำขึ้นเพื่อเป็นเกาะป้องกันผิวจากแสงแดดโดยเฉพาะดังนั้นคุณสมบัติอื่นๆ ที่ครีมกันแดดควรจะมี เช่น กันน้ำ กันเหงื่อ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ฯลฯ นั้นแทบจะหไม่ได้เลยในโลชั่นบำรุงผิวทั่วๆไป อีกทั้งค่า spf ที่ครีมกันแดดเหล่านี้ระบุไว้ข้างขวดก็มกจะคลาดเคลื่อนเพราะไม่ได้ถูกคิดคำนวณในเรื่องประสิทธิภาพความคงทนเมื่อเจอแสงหรือปริมาณที่ใช้อย่างถูกต้อง กว่าจะได้ spf 15 เท่ากับที่ข้างขวดเขียนไว้ก็อาจต้องใช้โปะมันทั้งขวดนั่นล่ะถึงจะได้ผล "ฉันครีมกันแดด spf30 ในรองพื้นมี spf15 ก็น่าจะรวมกันเป็น spf45 สินะ" อย่างที่บอกไปเกี่ยวกับเรื่อง spf ในผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ไม่ถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องผิวโดยเฉพาะ ตัวเลขประสิทธิภาพในการกันแดดของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นอาจหมายถึงปริมาณโดยรวมทั้งหมด ไม่ใช่ว่าทาทุกครั้งจะเพิ่มแต้มทุกครั้งไป "ฉันเป็นสาวผิวคล้ำ มีเมลานินเยอะอยู่แล้ว ไม่ต้องทาครีมกันแดดก็ได้" วัตถุประสงค์จริงๆ ของครีมกันแดดไม่ใช่ทาเพื่อผืวกระจ่างใส หากแต่เป็นของแถมที่ได้จากการปกป้องผิวจากรังสียูวีต่างหาก และถึงแม้ผิวคล้ำจะมีเม็ดสีเมลานินมากกว่าและมีความไวต่อแสงต่ำกว่าก็ไม่ได้หมายความว่าเซลล์ผิวจะสามารถป้องกันอันตรายอื่นๆ ที่มาพร้อมแสงแดดและมะเร็งผิวหนังได้นะจ๊ะ "แค่กางร่มก็กันแดดได้แล้ว" ถ้าเป็นร่มสะท้อนรังสียูวีก็ช่วยได้ประมาณหนึ่งค่ะ แต่ถึงกระนั้นร่มยังเป็นร่ม เป็นวัตถุนอกกายที่ไม่ได้ห่อหุ้มอวัยวะทุกส่วนของเราเหมือนผิวหนังยังไงๆ ก็จะมีบางพื้นที่ที่ร่มไม่สามารถครอบครุมการปกป้องเราได้ อีกทั้งยังมีรังสีเล็ดลอดผ่านร่มเข้ามาได้อยู่ดี ดังนั้นควรปกป้องผิให้เต็มประสิทธภาพมากชึ้นด้วยการทาครีมกันแดดจะดีกว่า ส่วนร่มกันฝนเฉยๆ นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงค่ะ ช่วยได้แค่ลดความร้อนลงบ้างเท่านั้นเอง "ฉันไม่ได้แต่งหน้า ทาครีมกันแดดเฉยๆ ไม่ต้องล้างเครื่องสำอางก็ได้นี่" อันนี้เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายๆ คนพากันโทษครีมกันแดดว่าเป็นตัวการทำให้เกิดสิวอุดตัน หน้าหมอง แต่ควาจริงคือ spf ต่างๆ ไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดสิวหรือการระคายเคืองแต่อย่างใด แต่ผลิตภัณฑ์กันแดดนั้นจำเป็นต้องมีส่วนผสมอื่นๆ เช่น มอยส์เจอไรเซอร์ น้ำมัน น้ำหอม ฯลฯ ซ่ึถ้าล้างไม่สะอาดก็เกิดการสะสมอุดตัน ทำให้เป็นสิว ผิวหน้าไม่สดใสได้เช่นกัน และถึงแม้ไม่แต่งหน้าก็ควรใช้ Makeup Remover เช็ดครีมกันแดดออกก่อนล้างหน้าด้วยโฟมอีกรอบเสมอ
อ่าน 25 / ตอบ 0 คน [ 25 ก.ค. 2557, 12:21 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 ในหมู่วัยรุ่นชาวอเมริ (จำนวนมาก) กัน นั้น ติด สมาร์ทโฟน กันงองแงม ต้องติดตัวอยู่ตลอดเวลา จนทำให้เกิดพฤติกรรมชนิดหนึ่งขึ้นมามีชื่อว่า “สลีฟ เท็กซ์ติง” (Sleep Texting) ซึ่งในขณะนี้แพร่ระบาดมาก อาการของพฤติกรรม “สลีฟ เท็กซ์ติง” (Sleep Texting) นี้ก็คือการส่งข้อความตอบกลับทุกครั้งที่ได้รับข้อความใหม่เข้ามา ถ้าเป็นเวลาปกติมีสัมปชัญญะก็ไม่น่าเป็นห่วงมาก แต่อาการนี้จะไม่เว้นแม้แต่ยามหลับ ก็จะสามารถตอบกลับข้อความที่เข้ามาใหม่ได้ แต่เนื่องด้วยอยู่ในสภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น จึงทำให้ไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทำการตอบกลับข้อความที่ได้รับในขณะหลับ ซึ่งก็คล้ายกับการนอนละเมอนั่นเอง (บางคนส่งกันตั้งแต่ยังไม่ง่วง เริ่มง่วง ง่วงแล้ว หลับแล้ว… ก็ยังส่ง!)  พฤติกรรม  “สลีฟ เท็กซ์ติง” (Sleep Texting) ข้อความส่วนใหญ่ที่ตอบกลับไปนั้น มักไม่ได้ผ่านกระบวนความคิดจึงทำให้เป็นข้อความที่มักจะไม่มีความหมาย หรือมีความหมายที่ไม่เหมาะสมเป็นต้น  เช่น การส่งข้อความบอกคิดถึงคนรักเก่า โดยเมื่อตื่นขึ้นมา พวกเขาก็จะจำอะไรเลยด้วย แต่ที่สำคัญ พฤติกรรม  “สลีฟ เท็กซ์ติง” (Sleep Texting) นี้จะก่อผลร้ายต่อสุขภาพด้วย!! เนื่องจากเป็นการรบกวนการนอนหลับ ทำให้นอนไม่เต็มอิ่ม เกิดภาวะซึมเศร้า และมีโรคอ้วนตามมาโดยไม่รู้ตัวได้ด้วยค่ะ
อ่าน 40 / ตอบ 0 คน [ 25 ก.ค. 2557, 12:20 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 ทำหน้าตาให้ดูดีก่อนส่องกระจก คนที่ทำหน้าตาให้ดูดีก่อนส่องกระจก เป็นคนรักสนุก ไม่ช่างคิด ไม่จุกจิก เป็นคนใจกว้าง และชอบเรื่องสนุก ๆ รักสวยรักงาม คน ๆ นี้ ถ้าเจอกระจกทีไหนจะต้องหยุดทักทายกระจกทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน แสดงว่าเป็นคนที่มีความสามารถเป็นเลิศในเรื่องความรัก แต่ก็ต้องการความมั่นคงสูง ชอบเอาอกเอาใจคนอื่น ช่างสำรวจ ใคร ก็ตามที่ยื่นหน้าเข้าไปเกือบชิดกระจก แล้วค่อย ๆ ตรวจตรา ใบหน้าที่ละเซนต์หน่ะ รู้นะคิดอะไรอยู่ เป็นคนช่างคิด ขี้ระแวงสงสัย หมั่นไตร่ตรอง ก่อนจะออกความเห็นอะไร ต้องคิดแล้วคิดอีก แต่คนประเภทนี้จะเป็นเพื่อนที่ซื่อสัตย์มาก ทำหน้าขมึงทึง ทำหน้าบูดบึ้งใส่กระจก เป็นคนใจแคบ เอาตัวเองเป็นที่ตั้งในทุก ๆ เรื่อง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น ไม่ชอบ หรือไม่สนใจที่จะส่องกระจก คือ วัน ๆ แทบไม่มองกระจกเลย เพราะไม่ค่อยใส่ใจภาพพจน์ทางร่างกายเท่าไหร่นะ เป็นคนโดดเดี่ยว เอาจริงเอาจังกับชีวิต คนนี้ล่ะเหมาะที่จะมอบหมาย งานให้มากที่สุด  
อ่าน 44 / ตอบ 0 คน [ 25 ก.ค. 2557, 12:19 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 บริหารกล้ามเนื้อเพื่อผิวกระชับเต่งตึง ใครที่อยากบริหารใบหน้าด้วยวิธีการทำโยคะ วันนี้มีวิธีมาบอกกัน เริ่มจาก ปล่อยใจให้ผ่อนคลายรู้สึกสบาย พร้อมกับยืนแยกขา เท้าเอว ก้มศีรษะลงมาให้คางชิดกับอกให้มากที่สุด นับ 1 – 5 จึงคลายและหงายศีรษะไปด้านหลังให้มากที่สุด นับ 1 – 5 จึงคลาย และทำซ้ำ ก้ม – เงย สลับกันไปเป็นจังหวะเช่นนี้ต่อเนื่อง 5 ครั้ง ต่อเนื่องด้วย เอียงคอไปทางซ้าย – ขวา สลับกันเป็นจังหวะช้าๆ เช่นเดิม ทั้งหมด 5 ครั้ง เมื่อ ครบจำนวนแล้วให้ยืนตรง เท้าเอว หันศีรษะไปด้านหลังเริ่มด้วยทางขวาแล้วค้างไว้ นับ 1 – 5 กลับสู่ท่าเริ่ม ทำเช่นเดียวกันแต่สลับข้าง บริหารซ้ำสลับซ้าย – ขวา ทั้งหมด 5 ครั้ง สุดท้าย ให้หมุดศีรษะเป็นวงกลม โดยก้มศีรษะมาทางด้านหน้า แล้วหมุนไปทางขวาให้ครบรอบ แล้ววนกลับทางซ้าย หมุนคอสลับกันขวา – ซ้าย ทั้งหมด 5 รอบ
อ่าน 27 / ตอบ 0 คน [ 25 ก.ค. 2557, 12:18 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 ปัจจุบันรถบนท้องถนนเยอะแยะไปหมด จะนำรถแสนรักของเราไปล้างที่คาร์แคร์ทั้งที ก็ต่อคิวนาน แต่จริงๆ แล้วเราล้างรถด้วยตัวเองได้แสนง่ายถือเป็นการออกำลังกายไปในตัว และเพิ่มกิจกรรมในบ้านให้สมาชิกในครอบครัวมาช่วยกัน เพียงรู้วิธีการล้างที่ช่วยถนอมรถของเราให้สวยสดไปนานๆ ดังนี้ค่ะ ควรล้างรถสัปดาห์ละครั้ง หรือเมื่อสีเรื่มสกปรก    ล้างน้ำมันเบนซิน น้ำมันเครื่อง จาระบี หรือน้ำมันเบรกออกทันที เมื่อเปื้อนสีรถ   ควรขจัดแมลง หรือเศษใบไม้แห้งที่ติดตามตัวถังรถออกก่อนจะทำการล้างรถ   ทีนี้ถึงขั้นตอนการล้าง เริ่มด้วยฉีดน้ำให้แรงๆ ทั่วๆ คันเพื่อขจัดคราบฝุ่น ขี้ดิน สิ่งสกปรกต่างๆ ให้หลุดออกจากตัวรถให้มากที่สุด   ปกติถ้ารถไม่สกปรก หรือไม่มีคราบฝั่งแน่น แค่ล้างด้วยน้ำเปล่า ถูให้แรงหน่อยก็สะอาดแล้ว แต่ถ้าอยากสะอาดใสปื๊งก็ล้างด้วยแชมพูล้างรถ โดยเริ่มจากด้านบนก่อน ค่อยๆ ล้างจากส่วนบนลงด้านล่างนะคะ   ใช้ผ้านุ่มๆ เช่น ผ้าสำลี แทนการใช้ฟองน้ำล้างรถ เพราะเม็ดทรายหรือฝุ่นจะติดอยู่ตามรูพรุนของฟองน้ำ เมื่อถูไปกับผิวรถ จะทำให้เกิดรอยขีดข่วน และควรนำผ้าไปแช่น้ำยาปรับผ้านุ่มก่อนจะดีมาก และควรหมั่นซักและขยี้ผ้าบ่อยๆ เพื่อให้สิ่งสกปรกหลุดจากผ้า   แนะนำให้แยกผ้าออกเป็น 3 ผืน ผืนแรกใช้ล้างส่วนบน เช่น หลังคา ฝากระโปรงหน้า ฝากระโปรงหลัง และกระจกรถ ผืนที่สองใช้ล้างด้านล่างตัวรถ ตั้งแต่ขอบกระจกด้านล่างลงมา ผืนสุดท้ายทำความสะอาดล้อ และส่วนที่สกปรกมากๆ   ฉีดน้ำ ไล่แชมพูออกให้หมด ใช้ผ้าแห้งนุ่มๆ เช็กรถให้แห้งทันทีจะได้ไม่มีฝุ่นเกาะ และไม่เกิดคราบน้ำบนผิวสีรถ
อ่าน 13 / ตอบ 0 คน [ 25 ก.ค. 2557, 12:17 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 เส้นผมสามารถบ่งบอกสุขภาพของเจ้าของได้เป็นอย่างดี หากสุขภาพกาย หรือใจย่ำแย่ เส้นผมจะดูไร้ชีวิตชีวาหรือเกิดการหลุดร่วงได้ มาเริ่มต้นดูแลสุขภาพผมให้สวย แบบสาวสุขภาพดีกั อาหารดี ๆ สำหรับเส้นผม  อาหารที่เรากินไปทุกวันน่ะ ล้วนมีผลต่อสุขภาพของเส้นผม อยากให้ผม สุขภาพดี มาดูเมนูอาหารผมกันเถอะ สาหร่ายทะเล ช่วยให้ผมเป็นเงางาม ไข่ ทำให้เส้นผมแข็งแรง โยเกิร์ต บำรุงผมให้ดำสลวย มีเงางาม น้ำมันงา งาคั่ว จมูกข้าวสาลี ล้วนเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพผม พืชผลไม้ที่มีหัวอยู่ใต้ดิน ไม่ว่าจะเป็นหัวหอมใหญ่ หัวผักกาด เผือก มัน มีวิตามินบำรุงเส้นผม นวดหนังศีรษะ ด้วยตัวเอง  การนวดหนังศีรษะเบา ๆ ด้วยปลายนิ้ว จะเป็นการผ่อนคลายและช่วย กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดได้ หากเส้นผมค่อนข้างแห้ง ให้ชโลมเส้นผมด้วยน้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันมะกอก 3 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำมันหอม กลิ่นลาเวนเดอร์สองสามหยด สำหรับผมมัน ให้ผสมน้ำมันหอมลาเวนเดอร์ กับน้ำมันสวีสอัลมอนด์หรือโจโจบา ส่วนคนที่มีปัญหาเรื่องรังแค ให้นวดหนังศีรษะ ด้วยน้ำมันหอมโรสแมรี่หรือทรีที เริ่มต้นนวดตั้งแต่หน้าผาก  ใช้ปลายนิ้วกดเบา ๆ เป็นวงกลม ค่อย ๆ เลื่อนมือขึ้นไปช้า ๆ จนเลย แนวเส้นผม จากนั้นวางอุ้งมือทั้งสองข้างแนบข้างศีรษะ เหนือใบหู ใช้อุ้งมือ ยกหนัง ศีรษะขึ้น แล้วนวดวนเป็นวงกลมให้ทั่วศีรษะ แปรงผม..เพื่อผมสวย  การแปรงผม จะช่วยขจัดเส้นผมที่หลุดร่วง รวมทั้งเซลล์หนังศีรษะเก่า  และมลภาวะที่เกาะติดเส้นผม และยังกระตุ้นหนังศีรษะ ช่วยกระจายน้ำมันที่มีอยู่ให้ไปเลี้ยงปลายผมมากขึ้น การแปรงผม ควรเลือกแปรงที่มีคุณภาพ ขนแปรงทำจากขนสัตว์ที่มีความยืดหยุ่น ไม่แหลมคม การก้มศีรษะลง แล้วหวีผม ก็ช่วยกระตุ้นการทำงานของหนังศีรษะได้ดี เริ่มจากแปรงผมจากต้นคอไปหาหน้าผาก แล้วแปรงจากด้านข้างทั้งสองข้าง จบด้วยการแปรงจากหน้าผากไปด้านหลัง เคล็ดลับง่ายๆ แค่นี้ ก็ช่วยเสกผมให้ดูสวย อย่างสาวสุขภาพดีแล้วล่ะค่ะ นเถอะค่ะ
อ่าน 17 / ตอบ 0 คน [ 25 ก.ค. 2557, 12:14 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 คงไม่มีใครคนไหนชอบหรอกนะ หากคุณเข้ามาคุยพร้อมกลิ่นปากที่แสนจะสุดทน โดยเฉพาะกับแฟนสาวหรือสาวคนใหม่ที่คุณกำลังจีบอยู่ คุณสังเกตเธอหรือเปล่าว่าเธอหันหน้าหนีคุณอยู่บ่อยๆขณะที่คุณพูดหรือเปล่า คุณอาจจะคิดว่าเป็นเพราะกลิ่นน้ำหอมของคุณที่เธอไม่ชอบหรือไม่ว่าจะกับใครเขามักจะเบือนหน้าหนีคุณเสมอไม่เว้นแต่คนในครอบครัวของคุณ นานแค่ไหนแล้วที่คุณไม่ได้เชคกลิ่นลมหายใจของคุณเลย บางคนถึงกับรู้สึกแย่กับกลิ่นปากของตัวเอง คราวนี้แหละที่คุณจะได้มีโอกาสกำจัดมันสักที และหลังจากนี้คุณจะไม่ใช่คนที่คนอื่นเบือนหน้าหนีอีกแล้ว วิธีทำให้ลมหายใจสดชื่นอยู่เสมอ พบหมอฟัน ถ้าตอนนี้คุณกำลังมีกลิ่นปากล่ะก็ ไปหาหมอฟันเถอะค่ะ เพื่อที่คุณหมอจะได้หาสาเหตุของการเกิดกลิ่นปากให้คุณได้ กลิ่นปากมีสาเหตุหลักๆมาจากเชื้อแบคทีเรียในปาก ดังนั้นการไปพบหมอฟันเป็นประจำปีละสองหนเพื่อทำความสะอาดช่องปากและเชคสุขภาพปากของคุณเพื่อกลิ่นปากที่สดชื่น แปรงฟัน ยิ่งคุณแปรงฟันความสะอาดในช่องปากของคุณก็จะยิ่งดีรวมไปถึงกลิ่นปากด้วย แปรงฟันอย่างน้อยสองครั้งต่อวัน (ก่อนนอนและในตอนเช้า) เพื่อขจัดเศษอาหารที่อาจจะติดอยู่ในซอกฟัน หรือคุณอาจจะติดแปรงสีฟันและยาสีฟันไว้ที่ทำงานของคุณด้วยก็ได้ เผื่อว่ามื้อเที่ยงคุณอาหารที่มีกลิ่นรุนแรงจำพวกกระเทียมหรืออะไรก็ตามที่จะมีกลิ่นตามมา แปรงลิ้น ฟังดูแปลกๆใช่มั้ยล่ะคะแต่คุณอาจจะไม่เชื่อก็ได้ว่ามีแบคทีเรียและสิ่งสกปรกต่างๆบนลิ้นของคุณมากมายสักแค่ไหน (โดยเฉพาะลิ้นส่วนหลัง) ดังนั้นอย่าลืมที่จะแปรงลิ้นคุณเบาๆในเวลาที่คุณแปรงฟันด้วยนะคะ ไหมขัดฟัน เราเคยรู้ถึงความสำคัญของการใช้ไหมขัดฟันกันแต่ส่วนมากจะละเลยที่จะดูแลเหงือกโดยการไม่ใช้ซะเลย กลิ่นปากที่เหม็นนั้นก็มีส่วนมาจากที่เศษอาหารติดอยู่ระหว่างฟันและเหงือกของคุณ ดังนั้นใช้เถอะค่ะ บ้วนปาก ถ้าหากตื่นขึ้นมาในตอนเช้าแล้วเรามีกลิ่นปาก ไม่ต้องกังวลไปหรอกค่ะ ถึงอย่างไรผู้หญิงคงจะไม่อยากจูบในตอนเช้าก่อนแปรงฟันหรอก หลังแปรงฟันหรือหลังมื้ออาหาร คุณอาจจะบ้วนปากเป็นประจำทุกวันเพื่อปกป้องฟัน และทำให้ลมหายใจสดชื่นอีกด้วย หัดพกหมากฝรั่งกลิ่นมิ้นท์ ถ้าคุณไม่สามารถหลีกเลี่ยงบางสถานะการเพื่อจะไปบ้วนปากได้ หรือเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า สิ่งที่จะช่วยคุณได้ก็คือหมากฝรั่งกลิ่นมิ้นท์ รับรองได้ว่าผู้หญิงจะยอมให้คุณเข้าใกล้มากยิ่งขึ้นหากคุณมีลมหายใจที่สดชื่น หรือเดี๋ยวนี้มีลิสเตอร์รีนชนิดแผ่นแล้ว ลองซื้อมาใช้เผื่อฉุกเฉินสิคะ ผักชีฝรั่ง ผักชีฝรั่งเป็นส่วนผสมในอาหารที่ช่วยให้มีกลิ่นปากดีขึ้น ดังนั้นถ้าคุณทานขนมปังกระเทียมหรือพาสต้า พยายามหาผักชีฝรั่งเพื่อมากลบกลิ่น โดยมากหากเป็นตามร้านอาหารมักจะโรยผักชีฝรั่งอยู่แล้ว ก็เอามาเคี้ยวได้ค่ะหลังจากทานอาหารเสร็จ เลี่ยงการสูบบุหรี่ การดื่มกาแฟและแอลกอฮอล์ คุณสามารถแก้ปัญหานี้ได้จากต้นเหตุของมันและหลีกเลี่ยงอาหารบางจำพวก เช่น กระเทียม พิซซ่า หอมหัวใหญ่ หรืออาหารรสจัดต่างๆในวันที่คุณจะออกเดต ลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์และกาแฟ สูบบุหรี่ให้น้อยลง หรืองดไปเลย ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ชอบที่จะเดตกับผู้ชายที่มีกลิ่นตัวเป็นกลิ่นบุหรี่และโดยเฉพาะหากคุณสูบบุหรี่มาเป็นเวลานาน กลิ่นปากคุณจะเป็นกลิ่นเหม็นเน่า ผู้หญิงทนไม่ได้ค่ะ หายใจทางจมูก อีกสาเหตุหนึ่งของกลิ่นปากคือการที่น้ำลายไม่ได้หมุนเวียน หรือปากแห้ง ดังนั้นพยายามหายใจทางจมูกเพื่อป้องกันไม่ให้ปากคุณแห้งและยังทำให้ปากแตกได้ง่ายๆอีกด้วย ลองตรวจดู ถ้าคุณไม่อยากจะอายขณะที่เดินไปเดินมาด้วยกลิ่นปากที่เหม็น ลองให้คนใกล้ชิดของคุณทดสอบดู เช่นคนในครอบครัวหรือเพื่อน ให้คุณลองพูดใกล้ๆและถามพวกเค้าว่ากลิ่นปากคุณโอเคหรือเปล่า พบแพทย์ นอกจากการที่คุณต้องพบหมอฟันแล้ว คุณอาจจะพบแพทย์ด้วยเพระกลิ่นปากสามารถเกิดได้จากความเจ็บป่วย ความเครียด ปัญหาจากกระเพาะอาหาร ระบบหมุนเวียนของเหลวไม่ดี หรืออาจจะจากสาเหตุอื่นๆ ดังนั้นถ้าคุณมีกลิ่นปากที่เหม็นแล้วล่ะก็ ปรึกษาแพทย์เพื่อจะได้หาสาเหตุกันค่ะ  
อ่าน 25 / ตอบ 0 คน [ 25 ก.ค. 2557, 12:13 ]  เขียนโดย ก้อคนคนนึง ก้อคนคนนึง
 อยากรู้ไหมว่าทำไมผู้หญิงส่วนใหญ่ถึงมักเลือกคู่ผิดๆอยู่ร่ำไป ก่อนอื่นมาลองสำรวจตัวเองสักนิดว่าทำไมความสัมพันธ์ครั้งก่อนจึงจบลงไปอย่างง่ายด่าย คุณมีความคิดตรงกับข้อไหนข้างล่างนี้หรือไม่ คุณมักจะคิดอยู่เสมอว่าเขาต้องการความช่วยเหลือจากคุณ และ คุณสามารถช่วยเหลือเขาได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดวิสัยของการครองคู่ เพราะการที่จะอยู่ร่วมกับใครสักคน การให้อย่างเดียวไม่ช่วยให้หัวใจของคุณอิ่มสุขได้ คู่รักควรมีการให้และการรับ อย่าได้คิดว่ายิ่งให้เขามากเท่าไหร่แล้วเขาจะยิ่งมองเห็นคุณค่า เพราะคุณค่าของตัวคุณไม่จำเป็นต้องแสดงออกมาด้วยวิธีนี้ คุณคิดว่าควรจะอยู่กับคนนี้ เนื่อง จากมีสาเหตุให้รีบเลือกเช่น อายุเยอะแล้วไม่ควรเลือกมาก เพราะไม่อย่างนั้นจะพลาดรถด่วนขบวนสุดท้ายที่กำลังจะผ่านไป เหตุผลนี้จะยิ่งคอยบั่นทอนคุณค่าในตัวคุณลงไปเรื่อยๆ ทำไมไม่ลองเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่ว่ากับเขาคู่ควรกับคุณเพราะ.. และถ้าคำนวณดูแล้วเห็นว่าเขาไม่คู่ควรกับคุณ การเป็นเพื่อนกันก็น่าจะเหมาะกว่า รออีกสักนิดให้คนที่คลิกกับคุณจริงๆเข้ามาในชีวิตดีไหม หากคบกับเขาแล้วคุณรู้สึกไม่มั่นคงทางจิตใจ ถ้า คุณทำให้เขาเสียใจหรือโกรธ เช่นรู้ทั้งรู้ว่าเวลาออกไปกินข้าวด้วยกันควรช่วยกันออกเงิน แต่เขากลับให้คุณเป็นฝ่ายออกเงินเลี้ยงเขาหลายๆครั้งโดยอ้างว่าไม่ค่อยมี เงิน (แต่เขากลับมีเงินซื้อมือถือใหม่) แต่คุณก็ไม่กล้าพูดไม่กล้าบอก เพราะกลัวว่าเขาจะเสียใจ หรือกลัวว่าเขาจะไม่รัก แค่นี้ก็พอจะมองเห็นเงารางๆของความทุกข์แล้วล่ะถ้าคุณตัดสินใจอยู่กับผู้ ชายคนนี้ คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่คนสวย และ คงไม่มีผู้ชายคนไหนย่างกรายเข้ามาในชีวิตคุณอีกแล้วเป็นแน่ แต่คนนี้ให้โอกาสกับคุณ ฉะนั้นอย่าปล่อยให้หลุดลอยจงรีบคว้ามันไว้ ความคิดแบบนี้ผิดมหันต์ เพราะผู้หญิงทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง นอกจากคุณไม่เห็นคุณค่าของตัวเองแล้ว คุณยังรีบร้อนไปคว้าเอาใครก็ไม่รู้ที่ยังไม่ได้รู้จักมักจี่กันเลยเข้ามาใน ชีวิต ระวังจะต้องรีบร้อนผลักไสเขาออกไปจากชีวิตก็แล้วกัน ตัดสินใจในระยะเริ่มต้นความสัมพันธ์ ระยะ แรกที่เพิ่งคบกันเป็นช่วงเวลาแสนหวานของคนสองคน ต่างก็อยากแสดงสิ่งดีๆออกมาให้อีกฝ่ายพึงพอใจ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งใช้ช่วงเวลานี้รีบร้อนตัดสินใจ เนื่องจากความหวานของความรักมักมาบดบังความเป็นจริง จนทำให้คุณมองข้ามอะไรหลายๆอย่าง ทีนี้มาลองดูวิธีเลือกคู่ใหม่กันบ้าง 1. เลือกคนที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น มี บางคนที่สามารถดึงสิ่งดีๆในตัวเราออกมาได้อย่างเต็มที่ นั่นคือคนที่ยินดีรับฟังปัญหาเวลาที่เราทุกข์ ยินดีเมื่อเรามีความสุข สนับสนุนและให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าของเราในทุกๆทาง คนที่คุณพูดคุยด้วยได้ทุกเรื่องและสบายใจทุกครั้งที่ได้คุยกับเขา ในทางตรงกันข้าม ผู้ชายที่เอาแต่ติ มองโลกในแง่ร้าย ไม่เคยเข้าข้างและเป็นฝ่ายเดียวกับคุณ คนเหล่านี้มีแต่จะคอยดึงเอาพลังดีงานของชีวิตออกไปจากตัวคุณ 2. อย่าเลือก "วัตถุ" มากกว่า "จิตใจ" ก่อน อื่นถ้าคุณมีโอกาสรู้จักหนุ่มน่ารักสักคน ขอให้ทำความรู้จักและมองลึกเข้าไปในหัวใจเขา อย่ายอมให้หน้าตาหล่อเหลาและรูปร่างแมนกำยำ รถเบนซ์สปอร์ตที่เขาขับหรือเงินเดือนเหยียบแสนที่เขาได้รับมาบดบังตัวตน จริงๆของเขา ลองนั่งคิดแล้วเขียนออกมาเป็นข้อๆเลยว่า อะไรที่จำเป็นจริงๆที่คู่รักของคุณควรมี เรียงตามลำดับความสำคัญจากมากไปหาน้อย เช่น ไม่เจ้าชู้ ใจเย็น เป็นที่พึ่งและเป็นที่ปรึกษาของเราได้ เป็นคนมีศีลธรรม ซื่อสัตย์ รักครอบครัว มีอารมณ์ขัน ฯลฯ แล้วลองพิจารณาหนุ่มคนใหม่ที่กำลังดูใจกันอยู่นั้นมีคุณสมบัติตามที่เรา ต้องการจริงๆหรือเปล่า หลังจากคบกันไปสักพักแล้วเขาเป็นคนที่คุณเปิดใจคุยได้ในเรื่องที่คุณไม่ กล้าคุยกับใครมาก่อนหรือเปล่า อย่างไรก็ตามคงไม่มีใครมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่คุณต้องการทุกข้อหรอก เพราะฉะนั้นดูเขาในหัวข้อหลักๆ ที่คุณคิดว่าจำเป็นกับชีวิตคู่ก็น่าจะพอ 3. คุณเป็นคนอย่างไร จงเลือกคนที่เข้ากับคุณได้ ผู้ ชายหลายคนเลือกผู้หญิงที่เข้ากับนิสัยของเขาได้ โดยไม่ยึดติดว่าจะคบกันมานานแค่ไหน แต่ผู้หญิงกลับมีนิสัยตรงกันข้าม เมื่อเธอคบกับใครสักคนก็ยังติดนิสัยเดิมๆว่าคนคนนี้เป็นคนที่เธอจะแต่งงาน ด้วย โดยที่ไม่ได้ดูปัจจัยอื่นๆประกอบเลย ผู้หญิงที่รู้จักตัวเองและรู้จักเลือกคนที่เข้ากับตัวเองได้คือผู้หญิงฉลาด เลือก 4. รักแบบเพื่อน ปลอดภัยและมั่นคง ภาษา กรีกโบราณได้แบ่งความหมายได้ชัดเจนระหว่างคำว่า eros (รักใคร่)กับ agape (ความรักแบบเพื่อน) การตกหลุมรักใครสักคนเพราะเขามีอะไรดึงดูดใจและต้องการอยู่กับเขา นั่นเป็นสิ่งที่ชักนำเราให้เข้าไปหาใครคนหนึ่ง แต่การจะอยู่กับใครสักคนให้ยืนยาวนานนั้น ต้องการความสัมพันธ์แบบเพื่อน ดังนั้นคุณลักษณะหลายๆประการที่คุณคาดหวังว่าเพื่อนที่ดีของคุณต้องมีก็คือ คุณลักษณะที่ดีของคู่ชีวิตนั่นเอง 5. ชัดเจนกับตัวเองและเขาว่าคุณคาดหวังอะไรจากความสัมพันธ์ครั้งนี้ คุณคาดหวังว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้จะยาวนาน หรือว่าอยากเป็นแค่เพื่อนกับเขาก็ขอให้บอกกันอย่างตรงไปตรงมา ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะหนีเตลิดไปเสียก่อนเพราะกลัวการผูกมัก แต่ถ้าเขาจะไปก็ปล่อยเขาไป เพราะนั่นแสดงว่าเขาไม่ใช่คนที่คุณมองหา 6. อดีตและปัจจุบันเป็นตัวบอกอนาคต คอย สังเกรคนที่จะมาเป็นว่าที่แฟนคนใหม่ของคุณว่าเขาปฎิบัติอย่างไรกับอดีตแฟน ครอบครัว หรือเพื่อน เช่น ถ้าเคยได้ยินเขาคุยกับผู้หญิงที่โทรเข้ามาด้วยน้ำเสียงไม่สุภาพ หรือพูดจาไม่ให้เกียรติผู้หญิงคนนั้นก็รำลึกไว้เลยว่านั่นคือคุณในอนาคต และคุณจะไปเปลี่ยนแปลงนิสัยของเขาไม่ได้หรอก นิสัยและตัวตนที่แท้จริงของเขาก็คือตอนที่เขาอยู่กับครอบครัวคุณลองไป เที่ยวบ้านเขาแล้วลอบสังเกตดูสิว่าเขาปฎิบัติอย่างไรกับครอบครัว เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาประกอบการตัดสินใจ บางครั้งถ้าคุณไปอยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้ชายของเขา เพื่อนบางคนอาจจะหลุดปากพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเขาที่คุณไม่เคยรู้ก็ได้ 7. วิธีตัดสินปัญหาของเขา หนึ่ง ในคำทำนายอนาคตว่าที่แฟนที่ดีข้อหนึ่งคือ ดูว่าผู้ชายคนนี้แก้ปัญหาอย่างไรเวลามีเรื่องทะเลาะกัน ถ้าเขาใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา นั่นเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอันตรายถ้าเลือกจะครองคู่กับเขา ข้อแนะนำคือ ถ้าเราสังเกตเห็นว่าเขาชอบใช้กำลังตัดสินปัญหาและทำให้เรากลัว ก็ควรรีบถอยห่างจากผู้ชายประเภทนี้ทันที หรือสอบถามเพื่อนและคนใกล้ตัวเขาจะได้ข้อมูลมากกว่าที่เรามองเอง 8. สำหรับผู้หญิงที่มีลูกติดจากความรักครั้งเก่า อันดับ แรกที่คุณต้องสนใจเป็นอย่างยิ่งก็คือความรู้สึกของลูกคุณ จับเข่าคุยกับลูกอย่างตรงไปตรงมา แลกเปลี่ยนความคิดและความรู้สึกซึ่งกันและกัน ฟังลูกให้มาก และอย่าเพิ่งรีบร้อนออกรับแทนผู้ชายคนใหม่  
อ่าน 15 / ตอบ 0 คน [ 25 ก.ค. 2557, 12:12 ]  เขียนโดย ยูโนว์ ยูโนว์
 1. การรักและไม่ได้รับรักตอบ เป็นทุกข์  แต่สิ่งที่ทุกข์ยิ่งกว่า คือการรักใครสักคน  แต่ไม่มีความกล้าพอที่จะบอกให้คนคนนั้นรู้  และต้องมาเสียใจภายหลัง   2. ความรักคือความรู้สึกที่คุณยังห่วงใยใครสักคนอยู่  แม้จะแยกความรู้สึก ความลุ่มหลง  และความสัมพันธ์แบบรักใคร่ออกไปแล้ว 3. สิ่งที่น่าเศร้าในชีวิต  คือการพบคนที่มีความหมายอย่างมากสำหรับเรา แต่มาค้นพบภายหลังว่าเราไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อสิ่งนั้น  และจะต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไป 4. เมื่อประตูแห่งความสุขปิดลง  ประตูแห่งความสุขบานอื่นก็จะเปิดขึ้น แต่เราก็มัวแต่มองประตูที่ปิดลงไปแล้วเนิ่นนาน  จนกระทั่งเรามองไม่เห็นประตูแห่งความสุขบานอื่นที่เปิดไว้รอ 5. เพื่อนที่ดีที่สุดคือ คนที่คุณสามารถนั่งอยู่ริมระเบียงด้วยกันโดยไม่พูดอะไรกันสักคำ แต่สามารถเดินจากไปด้วยความรู้สึก เหมือนได้คุยกันอย่างประทับใจที่สุด 6. เป็นความจริงที่เราไม่สามารถรู้เลย ว่าเรามีอะไรอยู่จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป...  แต่ก็จริงอีกเช่นกันที่เราไม่รู้ว่าเราพลาดอะไรไปบ้าง จนกระทั่งผลของสิ่งนั้นเข้ามาหาเรา 7. การมอบความรักทั้งหมดให้ใครสักคน  ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าเขาจะรักเราตอบ  อย่าหวังที่จะได้รักตอบ  แต่จงรอให้มันงอกงามขึ้นในหัวใจเขา  แต่ถ้ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น  ก็ให้พอใจว่าอย่างน้อยมันก็ได้งอกงามขึ้นในใจของเราเอง 8. มีสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน  แต่คุณจะไม่ได้ยินมันจากปากของคนที่คุณอยากได้ยิน แต่อย่าทำตัวเป็นคนหนวกโดยไม่รับฟังสิ่งนั้น จากคนที่เขาบอกกับคุณจากหัวใจ 9. อย่าบอกลา ถ้าคุณยังต้องการจะพยายามต่อไป  อย่าท้อใจ ถ้าคุณยังรู้สึกว่าคุณไปไหว  อย่าพูดว่าคุณไม่รักคนคนนั้นอีกแล้ว ถ้าคุณยังไม่สามารถ "ทำใจ" 10. ความรักมักมาเยือนผู้ที่ยังคงหวัง ถึงแม้ว่าจะผิดและมาเยือนผู้ที่ยังคงเชื่อ ถึงแม้ว่าจะถูกทรยศหักหลัง  และจะมาเยือนผู้ที่ยังคงรัก  ถึงแม้จะเคยเจ็บปวดมาก่อน    
อ่าน 14 / ตอบ 0 คน [ 25 ก.ค. 2557, 12:11 ]  เขียนโดย เจ้าหญิงยมทูต เจ้าหญิงยมทูต
      “อยากให้เธออยู่ใกล้ๆอย่างนี้ตลอดไป เธอจะจากฉันไปที่แห่งไหนอีกหรือ” เสียงนั้นยังดังกังวานอยู่เสมอ แม้ผู้รับรู้จะไม่มั่นใจดีนัก ว่ามันกังวานอยู่ในแก้วหู หรือว่าหัวใจ       ค่ำลงแล้ว ในหน้าหนาวมักจะมืดกว่าปกติ แน่นอน เรารู้ แต่ทว่ากลับไม่เคยถามว่าทำไม ลมหนาวพัดมากระทบกับผิวกายที่แห้งกระด้าง เหมือนกับว่าไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ร่างนั้นใส่เสื้อยืดที่พอจะดูเรียบร้อยบ้าง เพราะมีปกคอ กางเกงยีนขายาวยังพอกันความหนาวได้มากกว่าเสื้อท่อนบน อย่างไรก็ตาม ร่างนั้นไม่ได้สั่น มันยังคงยืนนิ่งเฉยไม่ไหวติง เปรียบได้ว่าไร้ความรู้สึกก็ไม่ผิดเลย                                                                       ………………………………          “ลื้อทำพวกอั๊วปวดกบาลมากแค่ไหนรู้ไหม” เสียงหนึ่งข่ม ไม่ได้ถูกพูดด้วยท่าทีเป็นมิตรนัก เป็นเช่นว่า สิ้นเสียงฝ่ามือตวัดตบ ผั๊ว!! เข้าที่ศีรษะของผู้ฟัง แม้สภาพมันตอนนี้ จะเหมือนไม่สามารถรับรู้อะไรได้แล้วก็ตาม ชายวัยหนุ่มแน่นนั่งอยู่ตรงนั้น ผิวกายบอบช้ำ ใบหน้าอิดโรย            “จะเอาผมไปทำอะไรก็รีบเอาไป” เขาพูดราวกับไม่แยแสร่างกาย และชีวิตของตนเองเลย           “ท่านครับ มีเรื่องด่วนมากครับ” เสียงหนึ่งพูดขึ้นแทรก ก่อนที่มือเดิมจะตบลงที่ร่างบอบช้ำนั้นอีก ทั้งๆที่ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรด่วนไปมากกว่าเรื่องตรงหน้าแล้ว ร่างสมส่วนกับคนอายุห้าสิบกว่าปีดูไม่ค่อยเหมาะกัน อย่างไรก็ตาม ร่างนั้น เดินผ่านออกจากประตูไปเพียงเวลาไม่ถึงห้านาทีร่างเดิมกลับมาใหม่            “คนน้องยังไม่ตาย อีกไม่นานคงพ้นขีดอันตราย” บุคคลเดิมกล่าว มองไปยังร่างที่แนบนิ่งนั้น ไม่ใช่เพราะมันถูกใส่กุญแจมืออยู่ แต่ดูเหมือนจะเพราะว่ามันไม่มีความรู้สึกอะไรอยู่แล้วแต่ต้น             “นั่นไม่สำคัญ ไอ้คนพี่นั่นคือสิ่งที่ผมต้องการ และมันก็ลงนรกไปแล้ว ส่วนผม อีกไม่นานคงตามลงไป” เขายังอุตส่าห์ตอบด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน             “ป่าว ที่กูพูดนั่นหมายถึงกูอยากให้มันตาย” คราวนี้ผู้ฟังเงยหน้าขึ้นมอง แววตาดูมีความรู้สึกนึกคิดแฝงเข้ามาเพียงครู่หนึ่ง             “ทำไม..”           “เราเพิ่งรู้ว่ามันเป็นตัวการสำคัญ ในการก่อการร้ายอย่างไร้สาเหตุเมื่อต้นเดือนก่อน ได้ตามดูข่าวมั้ย..”ผู้ฟังพยักหน้ารับช้าๆ                “ตัวการหลักหนีไปต่างประเทศ เผยแพร่ลัทธิอุบาทนี่ไปทั่วในประเทศอื่นๆ แต่มีความเกี่ยวข้องกับไอ้คนที่ลื้อยิงนี่มาก ถึงขนาดเป็นพี่น้องร่วมสาบาน” อธิบายไปตามเรื่อง             “แล้วยังไง..”              “ถ้าฆ่าไอ้ห่านี่ตายได้ ไอ้ตัวการหลักนั่นก็จะต้องเข้ามาในประเทศนี้ เข้ามาล้างแค้นกับคนที่ฆ่าน้องมัน ถึงตอนนั้น เราก็จับมันง่ายขึ้น ไม่ต้องตามหาตัวให้เหนื่อย..”              “แล้วมันหมายความว่าอย่างไรกัน”                 “พวกอั๊วไม่เก้บมันเองแน่ ถึงจะเป็นผู้ร้ายจริง แต่หลักฐานอ่อน แถมมันยังบาดเจ็บอยู่อย่างนี้” เขาพูด                “ต้องการอะไร พูดมาเลยดีกว่า” เขาตัดบท                 “ลื้อไปฆ่ามันซะ ลื้อนั่นแหละเหมาะสมที่สุด อย่างน้อยก็ดูเข้าที มีความแค้นกับไอ้คนพี่ เลยจะฆ่าคนน้องด้วย ฆ่าไม่สำเร็จ เลยตามไปฆ่าใหม่จนสำเร็จ ส่วนเรื่องคดีนี้ ดีที่สังคมไม่เข้าข้างไอ้คนตาย น่าจะจัดการได้ไม่ยาก..”                “นั่นไม่สำคัญ..”เขาเว้นวรรค ก่อนจะพูดต่อ              “ตอนนี้ผมก็เหมือนตายไปนานแล้ว..”                                                       ……………………………….               แม้ลมหนาวจะเหมือนว่าหายจางไป เมื่อร่างเดิมพาตนเองเข้าสู่อาคารสถานที่ ซึ่งสร้างไว้เพื่อกันแดดลมฝนอยู่แล้ว  คนในเครื่องแบบสี่ห้าคนเดินสวนทางผ่านกับเขาออกไป เครื่องแบบหลายอย่าง หลายสี ตาแววตานั้นกลับอยู่ในรูปทรงเดียวกัน แสดงถึงความรู้สึกที่คล้ายกัน ในที่สุด เขาเลือกที่จะไม่สนใจอะไร พาตนเองเข้าสถานที่ซึ่งได้รับคำเชื้อเชิญ              “มันมาแล้ว เร็วจริงๆ” ชายคนเดิมกล่าว แต่คราวนี้ผู้ฟังมิได้ถูกใส่กุญแจมือ แผลฟกช้ำตามร่างกายหายไปบ้างแล้ว สีหน้าดูดีขึ้น หากแต่ใครจะรู้ว่าภายในไม่ได้แตกต่างไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย ร่างนั้นเพียงพยักหน้า            “เดี๋ยวเอ็งไปตามสถานที่ที่กำหนด เมื่อได้รับสัญญาณ เราจะเอาตัวเอ็งออกจากสถานที่ให้เร็วที่สุด จะมีนายตำรวจมือดีหลายคนอยู่ที่นั่น ส่วนหนึ่งคุ้มกันเอ็ง ส่วนหนึ่งจับไอ้ห่านั่น แค่ทำตัวให้ปกเหมือนกับว่าใช้ชีวิตประจำวันก็พอ” ร่ายยาวเป็นแผนการ ราวกับได้วางมันไว้มานานแล้ว               “ผมเข้าใจทุกอย่าง แต่ผมจะไม่ออกจากที่เกิดเหตุ ให้ผมอยู่ฆ่าไอ้ห่านั่นด้วย เหมือนตอนน้องชายมัน”               “ไม่ได้ เอ็งคิดว่าจะทำได้หรือไง!!”               “หึหึหึ ท่านไม่สงสัยบ้างหรือ ว่าสิ่งที่ผมทำมาทั้งหมดนั่น ผมวางแผน แล้วทำคนเดียวได้อย่างไรมีใครแนะนำหรือสอนไหม”              ใช่เขาลืมคิดไป ไอ้เด็กหนุ่มนี่ยิงต่อสู้กับผู้ร้ายที่มีความอันตรายสูงมากสองคน ทั้งสองคนเป็นผู้ร้ายที่ทางตำรวจต้องการตัวที่สุด ในที่เกิดเหตุ ผู้ร้ายทั้งสองคนรอด แต่ก็อาการสาหัส นอนทรมารอยู่ตรงนั้น ส่วนผู้ที่ก่อเหตุหลบหนีไปได้ ผู้ร้ายคนพี่ตายในรถพยาบาลด้วยอาการทุกข์ทรมารยิ่งนัก ไม่ใช่เพราะเสียเลือดมาก หรือทนพิษบาดแผลไม่ไหว แต่เป็นเพราะได้รับสารพิษร้ายแรง ก่อนที่ทุกอย่างจะกระจ่าง รถพยาบาลจอดรถ คนขับหน้าใหม่ปรากฏตัว เปิดประตูหลังออก ใช้ปืนขู่หมอ และพยาบาลที่กำลังพยาบาลผู้ถูกพิษร้ายแรงให้ลงจากรถ จากนั้นกระหน่ำยิงซ้ำที่ร่างทุรนทุรายเดิมนั้นอย่างเลือดเย็น ก่อนจะหนีไป ในขวดยาทุกขวดที่ใช้เพื่อปฐมพยาบาลบนรถพยาบาลนั้น มียาพิษเจือปนอยู่ คนที่ทำเช่นนี้ได้มีแต่ผู้ขับเท่านั้น และก็ได้หลบหนีไป คนไข้ที่ถูกยิงไม่โดนจุดสำคัญ เมื่อถึงมือพยาบาลแทนที่จะรอด ก้ต้องตายด้วยยาพิษนั่นเอง                   “ใครเป็นคนช่วยเอ็ง”                  “เรียกว่าช่วยคงผิดครับ เขาแค่เคยสั่งสอน และแนะนำอะไรผมนิดๆหน่อยๆเท่านั้น”                 “ใครกัน”                  “เขาชื่อว่า วิเชียร พิกาษา” หลังจากได้ยินชื่อนั้น ผู้ฟังที่ควรจะเป็นคนเคร่งขรึม ด้วยอายุ และประสบการณ์ที่ผ่านมาเยอะ ยังถึงกับหน้าถอดสี                   วิเชียร พิกาษา รุ่นพี่ของเขาเอง แม้จะไม่ได้ร็จักเป็นการส่วนตัว หรือสนิทสนมมากเท่าไหร่ แต่เขาไม่มีวันลืมเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ นายตำรวจสายปราบปรามทั้งฝีมือ และอนาคตดี ควงปืนและกระสุนเต็มอัตราศึก บุกเดียวเข้าบ้านผู้มีอิทธิพลท่านหนึ่ง หลังจากที่น้องชาย ภรรยาของน้องชาย และหลานสาวของเขาถูกฆาตกรรมอย่างปริศนาในบ้านพัก ประมาณหนึ่งสัปดาห์ โดยตำรวจสรุปคดีนั้นว่าเป็นฆ่าชิงทรัพย์อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ผู้มีอิทธิพลถูกฆ่าตาย แต่ตำรวจอนาคตไกลก็ไม่รอด ถูกบอดี้การ์ดของผู้มีอิทธิพลรุมยิงตายคาที่ ทว่าสิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในบ้านใหญ่โตราวกับวิมานหลังนั้น พบสิ่งผิดกฎหมายเพียบ!! และเหนือสิ่งอื่นใด พบหลักฐานที่ชี้ได้ว่า ผู้มีอิทธิพลท่านี้ เป็นผู้อกคำสั่งสังหารทั้งน้องชาย ภรรยาของน้องชาย และหลานสาว ของนายตำรวจ เนื่องด้วยการที่เขาไปรู้เรื่องที่ไม่สมควรรู้เข้า               “เอ็งเป็นอะไรกับคนๆนั้น” ผู้สูงวัยกว่าถาม พยายามข่มเสียงที่สั่นให้มั่นคงตามเดิม             “นั่นไม่สำคัญ รู้เพียงว่าผมเติบโตมาโดยเดียวดายก็พอ พ่อแท้ๆของผมไม่ได้มีหลายๆสิ่งให้ผม คนที่ดูเหมือนจะทดแทนได้ก็ดันใจเร็ว ด่วนลาโลกไปก่อน ทิ้งไว้ให้แค่สัญชาติญาณการฆ่านี่” เขาไม่ได้บอกความจริงที่ว่าวิเชียรคือลุงของเขา ส่วนเขาเป็นลูกที่เกิดอย่างไม่ได้ตั้งใจจากน้องชายของลุง กับผู้หญิงสักคนที่เขายังไม่รู้ว่าคือใครนั่นเอง ชายหนุ่มควักบางสิ่งออกจากกระเป๋ามันคือรูปถ่ายของหญิงสาวหน้าตาสวยคนหนึ่ง              “เธอเปรียบเสมือนทุกสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตผม ราวกับแสงที่ส่องลงมากลางใจ แต่ไอ้พวกระยำนั่น..”น้ำใสเริ่มคลอในตาของผู้พูด ขณะที่ชายต่างวัยนิ่งเฉย มองดูภาพตรงหน้า ผู้หญิงในรูปมีอายุรุ่นราคราวเดียวกับเจ้าของภาพ ผิวขาว นั่นดูตัดกับผิวสีแทนของแขนที่จับถือไว้อย่างกลมกลืน แน่นอน ตำรวจยศสูงไม่มีทางลืมคดีฆ่าคนขืนคดีนี้ได้เลย            “ถ้าเอ็งตายไปเราจะซวยอีก เอ็งนี่จะพาความซวยมาให้ทุกงานเลยหรือ” ชายหนุ่มรู้ว่าเขากำลังถูกเหน็บแนม ถึงเหตุการณ์ครั้งแรกที่ทำให้เขาได้พบเจอกับนายตำรวจผู้ใหญ่คนนี้ ไอ้ผู้ร้ายทั้งคนที่คนน้องนั่น มันสมควรตายแล้วในสายตาชายหนุ่ม โดยเฉพาะไอ้คนพี่ มันพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากเขา..         “หึหึหึ ท่านระวังลูกน้องของท่านเองไว้ดีกว่าครับ ไม่ต้องห่วงผมหลอก”สายตาของคนหนุ่มทะประกายประหลาด ผู้มีตำแหน่งจำแววตาแบบนี้ได้ดี ถึงจะมีแค่งานเดียวที่เขาได้ร่วมทำกับชายท่านนั้น ชายที่บุกเดี่ยวเข้าไปวิสามัญคนร้ายจี้ตัวประกันในธนาคารตายสี่คน  โดยที่ตนเองไม่ถูกกระสุนยิงเลยแม้แต่นัดเดียว และแน่นอน ตัวประกันทุกคนปลอดภัย วิเชียร..        ร้านอาหารร้านนี้ภายนอกตกแต่งอย่างเรียบง่าย ทุกๆอย่างเป็นไปตามแบบที่ควรมี มันอยู่ในซอยลึก น่าแปลก กลับมีคนมนั่งเต็มร้าน ที่โต๊ะห้าตัวนั่น ในร้านจึงมีคนทั้งหมดเกือบยี่สิบคน แต่ละคนแต่งกายด้วยชุดแตกต่างกัน ชุดทำงานบ้าง สุดเสื้อยิดสบายๆบ้าง ในร้านมีทั้งผู้ชาย และผู้หญิงอยู่ แต่ละโต๊ะก็ต่างรับประทานอาหารไป ดูไม่ผิดปกติเลยแม้แต่น้อย          “คุณนิกร แค่ทำตามแผนก็พอครับ” ตำรวจนอกเครื่องแบบด้านข้างเขากำชับ ที่แท้ชายหนุ่มมีชื่อว่านิกร          “อืม” เขาขานรับไปเท่านั้น ตาไม่ได้มองผู้พูดเลยด้วยซ้ำ หากแต่สำรวจไปทั่วร้าน ห้องแถวโล่งๆถูกจัดแจงตกแต่งให้กลายเป็นร้านอาหารได้ในเวลาสั้นๆ เขารู้ดีว่าทุกคนในร้านนี่ ถ้าไม่ใช่ตำรวจฝีมือดี ก็เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษ ไม่เว้นแม้แต่ผู้หญิงสี่คนนั่น ที่นั่งอยู่โต๊ะฝั่งตรงข้าม หรือคนที่ทำหน้าที่ปลอมตัวเป็นพ่อครัว ที่ตัวของคนทุกคนมีปืนพกซุกซ่อนไว้อยู่ ในตำแหน่งที่ต่างกัน หากแต่ซ่อนไว้ได้แนบเนียนทุกคนเลย ส่วนบริเวณโดยรอบร้านมีอาวุธที่เหนือกว่าปืนสันซ่อนไว้อยู่เช่นกัน ที่เขาสังเกตุได้ตอนนี้ ก็คือบริเวณเคาว์เตอร์คิดเงินนั่น ปืนลูกซองหนึ่งกระบอก และใต้โต๊ะที่มีผ้าคลุมด้านข้างเขา ปืนกลเบา mp5 อีกหนึ่งกระบอก         “เตรียมตัวนะ เป้าหมายมาแล้ว!!” คนที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงินที่เคาเตอร์กล่าว เขาวางวิทยุสื่อสารลงในลิ้นชัก ทุกคนในร้านดูมีทีท่าตื่นตัวมากขึ้น สายรายงานว่ามันตามดูมาตลอด และจะจับตัวนิกร ผู้ร้ายที่กำลังลองนวลจากการตามจับของตำรวจ ซึ่งได้ลงมือฆ่าน้องร่วมสาบานของมันทั้งสองคน มันมีโดยพวกมันต่างมีรสนิยมที่โหดเหี้ยม ชอบทรมารเหยื่อก่อนจะฆ่า ในข้อนี้นิกรรู้ดี.. มันคงจะไม่ยิงนิกรโดยตรงเป็นแน่ แต่อาจมาจับตัวไปทรมารให้สาแก่ใจ แล้วค่อยฆ่าล้างแค้น         ในที่สุด ปรากฏรถกระบะสี่ประตูสีดำด้านหน้าร้าน มันเข้ามาในซอยแคบซึ่งมีทางเข้าออกทางเดียว  จะถอยออกก็คงจะลำบาก หากแต่ผู้มาเยือน คงไม่ต้องการถอยหนีออกแต่อย่างใด กระตูรถด้านหลังถูกเปิดออก ร่างหนึ่งถูกถีบส่งออกมา ล่วงลงจากรถกระแทกพื้นดัง ตุ๊บ!!         “เฮ่ยย!!” เสียงอุทานหนึ่งดังขั้น มันมากจากนายตำวจในเครื่องแบบคนที่นั่งอยู่โต๊ะด้านนอกสุด ไม่น่าแปลกที่เขาจะอุทานเช่นนั้น เพราะร่างนั้นเป็นคนที่เขารู้จักดี ร่างของชายรูปร่างผอมชุ่มโชกไปด้วยเลือด นอนแนบนิ่งอยู่กับพื้นตรงนั้น เขาคือสายลับทำหน้าที่แฝงตัวเข้าไปสืบสวนคดีที่เกี่ยวกับบุคคลดังกล่าวมา!!         “ไอ้สัตว์!!” เสียงต่อมาเริ่มอุทาน เมื่อเห็นภาพเหนือร่างนั่นขึ้นไป ปืนลูกซอง ปืนอาก้า และปืนพกสั้นเผยขึ้น มันถูกยื่นออกมาจากรถคันดังกล่าว ด้านหลังกระบะมีผ้าใบคลุมอยู่ และเช่นกัน ถูกเลิกขึ้น เผยซึ่งอาวุธที่มีลักษณะคล้ายกัน ผิดคาด ไม่คิดว่าพวกมันจะมากันตรงๆแบบนี้ ในที่สุด การเปิดฉากยิงก็เริ่มต้นขึ้น!!         “ปั่งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!” กระสุนปลิวว่อนเข้าหากัน เหล่าผู้รักากฎหมายเองก็เตรียมตัวไว้แล้ว เปิดฉากยิงต่อสู้กลับทันที ด้วยปืนที่ซุกซ่อนไว้ในที่ต่างๆภายในร้าน ปลอกกระสุนของปืนชนิดต่างๆกระเด็นกระดอนลงพื้นปะปนกันมั่วไปหมดจนแยกไม่ได้ เช่นเดียวกับเลือด และเนื้อของร่างที่ถูกคมกระสุนกัดกินขย้ำสังหาร เอ่อนองลงเต็มบริเวณ ทั้งใน และนอกร้าน        “ปั่งๆๆๆๆ!!” ทุกๆอย่างดูเหมือนจะผ่านไปเร็วเหลือเกิน คนที่โดนยิงที่บริเวณศีรษะคงไม่น่ารอดแล้ว ส่วนที่โดนลำตัวไปหลายๆนัดแล้วนอนนิ่งอยู่นั่น ก็ไม่มั่นใจนักเหมือนกันว่าจะรอด อย่างไรก็ตาม ยังมีสามคนที่ปลอดภัยดีอยู่ ถึงจะไม่เต็มร้อยก้ตาม         “คุณถูกยิงหรือเปล่า!!” นายตำรวจพูดกับชายหนุ่มที่อยู่ด้านข้างเขา เบื้องหลังเคาเตอร์ทีใช้คิดเงินนี้ มีเสียงปืนดังเป็นจังหวะกระหน่ำใส่ที่กำบัง เศษไม้เล็กๆกระจายตกไปทั่วบิเวณ        “ห่วงตัคุณเองกับเพื่อนคุณดีกว่า” นิกรพูด มองไปที่หน้าแข้งของนายตำรวจ กางเกงขายาวตัวดำทำให้ดูสีของของเหลวที่ชะโลมทั่วมันได้ไม่ถนัด แต่กลิ่นคาว และร่องรอยการฉีกขาดของแผลนั่น ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่ามันคือเลือดที่ไหลออกจากบาดแผลถูกยิง นายตำรวจกัดฟัน มองเลยไปด้านข้างของตนอีกทาง คนที่ทำหน้าที่เป็นพนักงานเก็บเงิน ขณะนี้นอนแผ่หรา เสื้อสีขาวแขนสั้นกลับชัดเจน ว่ามันมีรอยแดงฉานเปรอะเปื้อนเต็มไปหมด ปืนลูกซองในมือยังกำอยู่ แต่คนถือคงลุกขึ้นมายิงไม่ไหวแล้ว            “ขอผมดูมันก่อนนะ” นิกรพูด คว้าเศษกระจกที่ตกอยู่บนพื้นขึ้น มันคงแตกจากบานที่แขวนอยู่เพราะแรงอัดจากลูกปืนเป็น ถือมันส่องขึ้นเหนือหัวไปทางหน้าร้าน โดยตนเองไม่ต้องชะโงกหน้าไปมองเพื่อรอกระสุน พลันทันใดก็เห็นภาพเบื้องหน้า                     “เหลือตัวเดียว ตัวใหญ่ซะด้วย แอบหลังกระบะรถ ลุกไม่น่าไหว แต่ปืนยังยิงได้ มีลูกซองกระบอกเดียว” ชายหนุ่มรายงานผู้บาดเจ็บที่นั่งพิงผนังกำแพงอยู่ด้านข้าง             “เอาไงดี” ผมฟังถามกลับ            “แผนง่ายๆ remington870 รุ่นเก่า ชักแล้วยิง ไม่ออโต้ หลังจากที่มันยิง จะมีช่องว่างตอนชัก เราจะยิงมันกลับตอนนั้น” เขาอธิบาย ไม่น่าเชื่อว่าแผนที่พูดมานี้ใช้เวลาที่ไม่กี่วินาทีคิด           “แล้วจะทำให้มันยิงได้ไง มันจะยิงใส่อะไร” นายตำรวจถามคำถามน่าคิด           “ไม่น่าถาม ก็เราสักคนไง” ชายหนุ่มพูด กระชับปืนในมือแน่น เขาไม่ได้สนใจยี่ห้อมัน รู้แค่ว่าคือปืนแมกกาซีน ลักษณะคล้ายของนายตำรวจนั่นเอง             ‘ปืนก็คือปืน แต่ปืนต้องยิงให้แม่น และคนที่ยิงได้แม่นจริง ต้องยิงได้ทุกปืน’ คำพูดนั้นติดหูเขาอยู่ตลอดเวลา มันเป็นคำพูดของชายคนหนึ่ง รูปร่างใหญ่ หน้าตาดุดูจริงจัง ตั้งแต่จำความได้ บุคคลนี้ก้ได้สอนสั่งหลายๆสิ่งให้กับเขา หลายๆสิ่งที่เด็กทั่วไปไม่ได้เรียนรู้ แต่ก่อนที่เขาเองจะถลำลึกจนกลายเป็นเงาของคนผู้นั้น วิเชียร ลุงของเขาก็ลาโลกไปก่อน ไม่นานนักหลังจากพ่อแท้ๆ ภรรยาพ่อและน้องร่วมพ่อของเขาตาย เขาเองพอจะรู้ประวัติของตระกูลอยู้บาง น่าแปลกที่มันจะพัวพันกับการสูญเสียมาโดยตลอด ลุงกับพ่อเป็นลูกคนสุดท้อง ที่พี่สามคนตายพร้อมกันด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ พ่อถูกยิงตายเพราะเรื่องผู้หญิง แม่ก็มาตรอมใจตาย จนเหลือแค่ลุงกับพ่อคอยช่วยเหลือกัน แต่ ในท้ายที่สุดแล้วก็ไม่พ้น.. การจากลา และความเดียวดาย..            “พร้อมไหมคุณร้อยโท ” ดึงตัวเองออกจากห้วงความคิด สู่เหตุการณ์จริงตรงหน้า นายตำรวจเมื่อได้ยินดังนั้นก็ขยับตัวเตรียมพร้อม ขาที่บาดเจ็บอยู่ทำให้อะไรๆเป็นไปได้ยาก            “อย่าให้พลาดนะ” นั่นคือประโยคสุดท้าย แล้วก็รีบรุดตัวผ่านเคาเตอร์ไปโดยเร็ว ตำรวจหนุ่มเช่นกัน เขาสูดลมหายใจ ทันทีที่ลั่นเสียงปืนลูกซอง เขาจะต้องเผยตัว และสังหารคน อนที่จะสิ้นเสียงชักปืนขึ้นลำ            “ท่าน้องมึงตอนตาย แม่งไม่ต่างเหี้ยอะไรจากหมาตัวหนึ่งนี่เองหวะ ไอ้พวกเดนนรก!! ” นิกรวิ่งโผออกจากที่กำบัง ตะโกนด่าสาปแช่งต่างๆนานา เพื่อทำให้อีกฝ่ายโมโห และออกจากที่กำบังเพื่อยิงเขา มันได้ผล!!            “ไอ้ระยำ มึงใช่มั้ยที่ฆ่าน้องกู!!” มันโผล่ตัวพ้นจากท้ายรถกระบะ เสื้อเชิตลายสก๊อตสีน้ำเงินขาวเองก็มีรอยเปื้อนเช่นกัน รอยเปื้อนสีแดง แสดงว่ามันเองก็บาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม ปืนที่มันถืออยู่จ่อเล็งมาทางนิกรทันที!!          “ปั่งง ปัง ปัง !!” เสียงปืนกู่ก้องคำรามสามนัด นัดแรกดังกว่านัดอื่นๆ กระสุนลูกปรายกระจายพุ่งสวนทางกับกระสุนขนาด    9 มม.สองนัด ลูกปืนทุกนัดได้ดื่มกินเลือดเนื้อมนุษย์อย่างหนำใจ โดยเฉพาะลูกปรายที่กระจายอยู่เต็มร่างซึ่งล้มลงกลางร้านอาหาร ที่พังทลาย และเกลื่อนกราดไปด้วยร่างไร้วิญญาณอยู่แล้ว เช่นเดียวกันกับร่างที่โดนกระสุน 9 มม.ซัด จากปืนสองกระบอก มันเซถลา กระแทกกับพื้นกระบะตามเดิม และแนบนิ่งไป ท่ามกลางร่างอันดับสูญที่มันพามาเพื่อช่วยล้างแค้น         ‘เสียดาย น่าจะได้ทรมารมันก่อนตายเหมือนกับน้องมันสองคน’นิกรคิดในใจ แต่สภาพเขาตอนนี้ก็ไม่ได้สบายดีเท่าไหร่นัก นอนเกร็งด้วยความเจ็บปวดอยู่ที่พื้น ไม่อยากจะนับสำรวจว่าลูกปายกระจากปักบนตัวเขาที่ไหนบ้าง มันเยอะเหลือเกิน นายตำรวจออกคลานออกมาจากที่กำบัง เขาเห็นเช่นนั้น แสดงว่าคุณร้อยโทนั่นปลอดภัย ภาพค่อยๆเลือนรางลงเรื่อยๆ ตอนนี้ไม่รู้แล้วว่าที่กระทำไปมันดีแล้วหรือไม่         ‘ดูที่ร่างน้องมึงที่นอนนิ่งอยู่นั่นสิ นี่ไงความรู้สึกของกู การสูญเสีย กูจะยังไม่ให้มิงตาย เดี๋ยวจะมีรถพยาบาลมารับมิงไปรักษา นี่ไงความรู้สึกของกู การได้เหมือนมีวิตขึ้นมาใหม่อีกครั้งจากความตาย แล้วก็ตายซ้ำไปอีก’ นั่นคือคำพูดที่เขากระซิบใส่หูมัน หลังจากนั้นไม่ถึงยี่สิบนาที เขาปรากฏตัวอีกครั้ง ในคราบคนขับรถพยาบาล มองดูคนไข้ที่ไปรับมาจากที่เกิดเหตุ ผู้ที่สมควรจะรอดตายแล้ว ชักดิ้นทุรนทุรายเพราะยาพิษผ่านกระจกหลังอย่างสาแก่ใจ         ความคิดสุดท้ายเหมือนจะถูกครอบงำด้วยความอำมหิต หากแต่ที่สุดแล้ว เขากลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่ง อ่อนหวานกว่าสิ่งใดๆ นุ่นนวลเหลือจะบรรยาย มันเป็นสิ่งที่เขาคุ้นเคยมาโดยตลอด  ลมหนาวแผ่วเบาราวกระซิบ ไม่อาจลืมเลือนได้เลย..         ในห้องสี่เหลี่ยมขนาดพอเหมาะ มันคือหอพักแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มลุกจากเตียง ค่อยๆประคองร่างบอบบางที่กอดเขาไว้แน่นออกอย่างบรรจง เหมือนต้องการทะนุถนอมไม่ยอมให้บอบช้ำแม้แต่น้อย เขามักจะทำเช่นนี้เป็นประจำ ตื่นก่อนเธอสักครู่ แต่เช้าตรู่ ลงไปหาซื้อกับข้าวมาให้เธอทานเป็นอาหารเช้า ก่อนจะไปเรียนด้วยกัน ทุกๆเช้าราวกับยังคงฝัน กลิ่นหอมของเส้นผม และกายอ่อนนุ่มไม่เคยจาง ไม่น่าเชื่อว่าคนทีเดียวดายมาโดยตลอดเช่นเขา จะสามารถพบกับความสุขได้ถึงเพียงนี้ ในใจนึกถึงบทกวีที่ทำให้ได้พบเจอกัน เขาและเธอ.. ใต้ประมวลกฎหมายเล่มหนาในวันนั้น มีหนังสืออีกเล่มวางอยู่ มันเป็นหนังสือรวมบทกวี เขาตัดสินใจเดินเขาไปทักทาย แปลกที่เขาทำเช่นนั้น แต่แปลกกว่าที่เธอยอมพูดคุยกับเขา และสานสัมพันธ์ต่อเรื่อยมา ราวสวรรค์ก็ไม่ปาน...               ลมรำเพยเคยพัดผลัดผาดพลิ้ว ลมระลิ่วกิ่วใจให้ใฝ่หา          ลมกระซิบลิบไกลใกล้อุรา   ยังละเมอเพ้อพาว่ารำพึง               ลมจะเป่าเล้าใจให้หม่นหมอง   ลมจะครองรองไว้ไซร้เศร้าซึ้ง          ฝากหนึ่งกลิ่นผินพรหมลมคิดถึง    ยังติดตรึงบึ้งฤทัยบ่ได้จาง..             เธอตื่นจากนิทราเพราะถูกขยับกาย ลุกลี้ลุกลนกระวนกระวาย มองหาชายผู้เป็นที่รัก เดินเข้าไปสวมกอดเขาอีกครั้ง ราวกับว่าจะไม่ได้พบเจอกันแล้ว  ทำไมกันนะ.. ทำไมเธอถึงรู้สึกเช่นนี้..              “อยากให้เธออยู่ใกล้ๆอย่างนี้ตลอดไป เธอจะจากฉันไปที่แห่งไหนอีกหรือ..”             “ผมจะอยู่กับคุณอย่างนี้ตลอดไป ไม่ว่าจะที่แห่งไหน เราจะไม่พรากจากกัน...”
อ่าน 33 / ตอบ 0 คน [ 24 ก.ค. 2557, 19:25 ]  เขียนโดย วง วง
 แอร์เย็นฉ่ำจนรู้สึกว่าเสื้อผ้าที่สวมใหญ่เย็นไปกับอุณหภูมิในห้อง...แต่ตอนนี้ร่างกายผมกลับกำลังร้อนผ่าวเพราะสายตาคนที่คล่อมอยู่จ้องมา...ทำไมถึงรู้สึกปั่นป่วนได้ขนาดนี้นะ...มือหนายื่นมาเกลี่ยปอยผมของผมที่ระใบหน้าออกอย่างแผ่วเบา และอ่อนโยน...ยิ่งทำให้หัวใจผมเต้นแรงและถี่ขึ้นไปอีก... “...แบมเป็นของเฮียอีกครั้งนะ..” ความรู้สึกต่าง ๆ ถาโถมเข้ามาหัวสมองคนที่แอบรักกว่าสิบปี...ใบหน้าหล่อเคลื่อนเข้ามาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจของอีกฝ่าย หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระเด็นออกมา...มันตื่นเต้น..มันวาบหวิวไปหมดทั้งร่างกาย...ริมฝีปากหนาทาบทับเรียวปากสวย ไล่เลียแผ่วเบาก่อนจะบดขยี้แรงขึ้น...แบมแบมรู้สึกได้ว่าลมหายใจมันขาดช่วง แต่เพราะอารมณ์ที่พุ่งสูงขึ้นเลยเผลอปล่อยไป... เริ่มต่อต้านเมื่อลิ้นร้อนแทรกเข้าไปโพรงปากพร้อมกับเกี่ยวกระหวัดลิ้นเล็กเป็นการอ้อล้อ..เสียงดังจากการริมฝีปากของทั้งคู่เริ่มดังออกมาอย่างน่ายอาย.. “ฮึก พอ แล้ว” “....ถอดเสื้อผ้าเถอะ...” “...................”  ...แบมแบมมองคนที่ลุกขึ้นถอดเสื้อตัวเองออกอย่างชั่งใจ เขาคิดถูกแล้วใช่ไหมที่จะทำอย่างนี้....เลือกแล้วใช่ไหมว่าต่อจากนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะยอมรับมัน...ดึงเสื้อยืดตัวเองออกทางหัว ก่อนจะปล่อยให้คนที่จัดการตัวเองเหลือเพียงกางเกงชั้นใน จัดการกางเกงของตัวเองให้...ตาคมจ้องที่ใบหน้าน่ารักนั่นตลอด...ยิ่งมองยิ่งรู้สึกละสายตาไม่ได้..ยิ่งมองหัวใจเขาก็ยิ่งเต้นแรงเหมือนกัน... ผ่านผู้หญิงมาก็มาก แต่หัวใจไม่เคยเต้นเหมือนอยากจะกลืนกินทั้งตัวขนาดนี้...ทั้งที่ความต้องการพุ่งสูงแต่ก็ไม่กล้าที่จะสัมผัสให้เกิดริ้วรอย ไม่อยากให้อีกคนเจ็บ...ไม่อยากแม้แต่จะให้รู้สึกว่าเขากำลังรังแกอยู่...ตากลมจ้องมองมา...ส่งสายตาที่ทำให้รู้ว่าแบมแบมรักเขามากแค่ไหน...อีกไม่นานหรอก...แค่รออีกนิดเดียว...แล้วทุกอย่างจะเป็นไปตามที่มันควรจะเป็น... “อึก!” “...อย่า กลั้นเสียงสิ..” “..อืม อืออ...”  เสียงใสหลุดครางเมื่อมือหนาที่ปลดชั้นในปราการสุดท้ายจากร่างเล็กกำลังกอบกุมจุดกระสันส่วนล่าง คลึงเบา ๆ ตรงส่วนหัวแก่นกายสีสวย ทักทายและกระตุ้นให้เจ้าของปลดปล่อยความรู้สึกต่างๆ  ออกมา...นิ้วเรียวไล่คลึงจนร่างกายของคนที่นอนอยู่บิดเร่าเพราะแรงอารมณ์ที่อีกคนปรนเปรอ... “...จุ๊บ!....” “..อืม...”  แจ็คสันยกตัวขึ้นมาทาบทาบร่างแบมแบมอีกรอบทั้งที่มือยังไม่ปล่อยจากการรุกเร้าท่อนเนื้อด้านล่าง ปากหนาบรรจงจูบริมฝีปากสวยที่เผยอเย้ายวนอยู่อย่างน่าหลงไหล...แบมแบมจะรู้ตัวไหมว่าทุกส่วนในร่างกายล้วนแต่น่าสะดุดตา..ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยมีอารมณ์ปรารถนาอย่างนี้ยังเคยมองว่าเป็นผู้ชายที่น่ามองดี....แต่ติดที่น่ารำคาญตรงที่ชอบตามเขาเหมือนขี้ปลาทอง...แต่ตอนนี้ถ้าไม่ตามแจ็คสันคงเสียความเป็นตัวตนอยู่ไม่น้อย.... “อึก อือ หายใจ ไม่ออก” “กลั้น..หาย.ใจทำไมครับ..”  เสียงทุ้มกระเส่าแหบพร่า เมื่อคนตัวเล็กดันอกเขาออกหลังจากมอบจูบแสนหวานให้...สอนให้แบมแบมจูบมันคงยากพอ ๆ กับออกหาปลามาย่างเอง...เพราะอีกฝ่ายแค่เขาสัมผัสก็สั่นไปหมดแล้ว... “ก็...มัน..” “...อย่า กลั้นหายใจ..”  ตาคมจ้องตากลมระยะประชิด จมูกโด่งรั้นของสองคนชนกันอยู่...เรียวปากไอดอลรูปหล่อเริ่มคลอเคลียกับเรียวปากสวยน่าสัมผัสอีกรอบ...ก่อนจะจูบหนักขึ้นเพราะเริ่มทนอารมณ์ตัวเองไม่ไหว...ให้หยุดตอนนี้เขาคงจะได้เข้าไปอยู่ในห้องน้ำครึ่งวันแน่ ๆ... “..อืม..” “...จุ๊บ! อืม..จุ๊บ!..น่ารักจัง...”  เสียงดูดดุนและเสียงสัมผัสของปากกับปากดังออกมาอย่างต่อเนื่อง...แค่รู้สึกว่าแบมแบมเริ่มจะว่านอนสอนง่าย แต่ถึงอย่างนั้นมือเล็กก็ผลักอกเขาออกอีกครั้ง....แจ็คสันเริ่มไล่ลิ้นตามใบหน้าและสันกรามของคนใต้ร่าง มือที่ปรนเปรอยกขึ้นมือบดขยี้ยอดอกสีทับทิมนั่นเบา ๆ.... ลิ้นร้อนและเรียวปากยอมถอยจากริมฝีปากเรียวสวยแล้วไล่ลงไปที่ซอกคอจนถึงหลังใบหู...กระซิบชมคนที่ยกแขนขึ้นกอดคอเขาแน่น....ส่วนล่างที่เปลือยเปล่าบดเบียดกันไปมาจนแทบจะทนไม่ไหว... “..ฮ..ยอง...อือ...” “................”... ปากหนาเคลื่อนลงมาจากลำคอจนถึงยอดอก ลิ้นชื้นไล่เลียก่อนจะดูดกลืนเสียงดังเหมือนกับกระหายอยากสิ่งที่กำลังทำอยู่...ฝ่ามือลูบไล้ตามเรือนกายลื่นมือ จนถึงสะโพกกลมกลึงยิ่งได้สัมผัสอารมณ์ยิ่งใกล้ถึงจุดสิ้นสุด....แต่มันก็ง่ายไปไหมสำหรับแจ็คสัน หวัง... “...ลองดูไหม...” “...ลองอะไร...”  ...แบมแบมทำหน้าสงสัย หลังจากที่อีกคนยกตัวขึ้นมาสบตากับเขา.....สายตาที่ส่งมาขี้เล่นจนคนตัวเล็กย่นคิ้ว..ลองอะไร.. “ลองทำ ให้หน่อยสิ..ทำเหมือนกับที่เฮียทำให้แบมคราวก่อนอ่ะ..” “..อม..อะ..ไอ้..นั่น..” “..................”  ...พยักหน้าคอแทบหลุด เมื่อเห็นอีกคนพูดพร้อมกับเหลือบตาต่ำมองด้านล่าง...เข้าใจง่ายดีจัง...แต่ก็อดยิ้มเอ็นดูคนที่พูดไปด้วยเขินจนหน้าแดงระเรื่อไปหมด ..แบมแบมกัดปากตัวเองก่อนจะสบตาคมที่จ้องรอคำตอบ... “ ทำ ไม่ เก่ง” “ถ้าเก่งก็แปลกละ ไม่คิดว่าเคยทำหรอกนะถึงให้ทำ” “อย่า ว่านะ” “ไม่ว่า จุ๊บ!”  ถ้าไม่ติดว่าอยากได้รับสัมผัสจากอีกคนบ้าง ป่านนี้เขาคงจัดการเรียบร้อยแล้ว หน้าตาอิดออดอาย ๆ มันน่าหมั่นเขี้ยวน้อยที่ไหน จุ๊บปลายจมูกเล็กนั่นเบา ๆ ก่อนจะยิ้มกว้างให้... “...ลุกดิ...” “..ครับ...”  ยกยิ้มเท่ห์ ๆ แล้วหอมหน้าผากเนียนไปทีนึง...ก่อนจะลุกขึ้นจากที่คล่อมแบมแบมไปนอนพิงหัวติงกึ่งนอนกึ่งนั่งตาจ้องมองคนที่ลุกขึ้นแล้วหันมองซ้ายขวาแบบเก้ ๆ กัง ๆ ...นี่คือไอ้เด็กแก่แดดที่บางครั้งทำท่าเหมือนจะปล้ำเขาจริงรึเปล่า....เวลาแบบนี้มันเหมือนเด็กสาวแรกแย้มไม่มีผิด.... “ เริ่มสิ” “...............”  ...แบมแบมหันมองคนที่บอกให้เริ่มด้วยท่าทางอึกอัก แต่ก็คลานไปนั่งตรงหน้าระหว่างขาคนที่กึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่...ตากลมเหลือกมองสิ่งที่ตั้งชูชันอยู่ตรงหน้าพร้อมกับกลืนน้ำลาย... ...นี่มันคือสิ่งที่เข้าไปในร่างกายเขางวดที่แล้วจริงรึเปล่า...ทำไมมันใหญ่โตอย่างนี้... “............” “............” ...เมื่อเห็นว่าอีกคนเลิกคิ้วรอเวลาอยู่ แบมแบมก็ตัดสินใจก้มลงไป...ในหัวก็คิดถึงว่าเมื่อครั้งที่แล้วถูกกระทำยังไงบ้าง บ้าหน่าจะยอมแพ้แจ็คสันฮยองได้ยังไง...เขาเป็นผู้ชายเขาก็ต้องรู้ว่าผู้ชายด้วยกันต้องการอะไร...แต่รู้แล้ว..มันทำยังไงฟระ.. “อึก! แบม แบม..” แจ็คสันยื่นมือไปจับหัวกลมที่โยกขึ้นลงตามจังหวะปากที่ครอบแก่นกายเขา...ยอมรับว่าตกใจ...ดูก็รู้ว่าแบมแบมไม่เคยคุ้นกับเรื่องพวกนี้..แต่ทันทีที่ลิ้นชื้นกับโพรงปากร้อนครอบแก่นกายเขา ใจก็กระตุกรู้สึกเกร็งไปทั้งตัว..ไม่ได้ประสาอะไรมากมาย แต่ก็แสดงออกให้รู้ว่าพยายามทำให้ ไม่ให้เขาว่าได้ว่าอ่อนหัดหรือไม่ได้เรื่อง... “..อึก..เก็บฟัน..อืมม..”   ทุกอย่างเป็นไปอย่างที่เขาต้องการแบมแบมพยายามใช้ริมฝีปากกับท่อนเนื้อชูชันของเขาพยายามเก็บฟัน...ใช้แค่ริมฝีมาก รูดขึ้นลง ถึงแม้ว่าจะมีสะอึกคาย ๆ กลืน ๆ ลำบากบ้าง เพราะขนาดมัน...แต่ก็พยายามทำเรื่อย ๆ  มือเรียวจับที่โคนแก่นกาย ก่อนจะรูดขึ้นลงน้อย ๆ ตามปากตัวเอง น้ำลายชื้นแฉะไปทั่วแก่นกายของเขา...แค่นี้มันก็ใกล้เต็มทีแล้ว... “อืม..” “ อึก อา แบมแบม..พอ..”  ...มันรู้สึกดีจนเกินบรรยาย  ลิ้นเล็กไล่เลียตามน้องชายเขาอีกรอบ ก่อนจะอมไปทั้งลำแล้วรูดขึ้นลงอีกครั้ง....พอก่อนเพราะถ้ามากไปกว่านี้เขาจะทนไม่ไหว...จะพาลแตกใส่ปากเล็กนั่นก่อน... “................” “..ขึ้นมาสิ....”  แจ็คสันเลื่อนมือไปที่ลิ้นชักหัวเตียง...หยิบเจลใส่ผมที่ยังไม่ได้ใช้ออกมา พร้อมกับพยักหน้าเรียกคนที่นั่งอยู่ตรงหว่างขาเขา ปากแดงเล็กนั่นน่าจูบชะมัด ไหนจะแววตาอ่อน ๆ ที่เหมือนเหนื่อยซะเต็มประดากับการทำให้เขา... “...อ๊ะ!...เฮีย..คือ..” “...อย่ากลัว...”  แจ็คสันป้ายเจลใส่ผมใส่ช่องทางด้านหลังของคนที่คลานขึ้นมานั่งคล่อมบนตัว...  ปากหนาทาบทับดูดดุนยอดอกที่อยู่ตรงหน้า นิ้วเรียวแทรกพาเจลเข้าไปช่องทางด้านหลังของแบมแบมเพื่อเปิดทาง...มือเล็กจิกบ่าเขาแน่นเพราะทั้งกลัวและเกร็ง.. ร่างบางสั่นระริกจนแจ็คสันต้องใช้มืออีกข้างกดหัวกลมลงมารับจูบจากเขาอีกรอบ.... “อึก อืออ” “...ทำสิ...ควบคุมเฮีย..แบบที่แบมต้องการ.”  ...ควบคุมเฮีย...คุมยังไงล่ะ ...แต่เพราะแววตาท้าทายนิด ๆ ที่ส่งมาทำให้คนไม่ยอมแพ้ใครแบบแบมแบมค่อย ๆ ขยับตัวทับแก่นกายของอีกคน ...ยกตัวขึ้นแล้วย่อลง...กลืนกินแก่นกายแข็งขืน...แต่เนื้อเจลที่ทากับน้ำลายตัวเขาที่ฉาบอยู่กับท่อนเนื้ออีกคนมันไม่ได้ช่วยอะไรได้มาก เพราะยังเจ็บอยู่เหมือนเดิม...แต่ก็ยอมรับว่ามือแจ็คสันที่ชักแก่นกายเขาด้านหน้าทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น จนกลั้นใจนั่งลงกลืนน้องชายของอีกคนจนหมด... “....เก่งมาก คนดีของเฮีย...พักเหนื่อย แล้วก็ขยับครับ...” “ อึก อือ..” เพราะคำสั่งที่กระซิบข้างหูอย่างแผ่วเบา มันเหมือนมนต์สะกดมากกว่า เพราะมือหนานั่นร่ายมนต์ใส่น้องชายเขาอยู่ทำให้ดึงอารมณ์แบมแบมไปได้ไม่ยาก..ร่างกายร้อนผะผ่าวไปหมด...แต่ก็ยอมขยับในที่สุด... “อึก อือ!” “ ดีแล้วครับ คนดี ดีแล้ว”  ...คำพูดหวานหู เสียงทุ้มแผ่วเบากระซิบแหบพร่า...มือข้างนึงปรนเปรอให้คนที่กำลังขยับเรื่อยบนร่างกายเขา อีกข้างอ้อมไปจับสะโพกแบมแบมเพื่อขยับขึ้นลง “ อ่า แจ็ค สัน อืม ฮยอง!” “ แบม แบม! ดี! อา”  สองเสียงสอดประสาน ส่งเสียงครางไม่ได้สรรพ ช่องทางด้านหลังดูดกลืนท่อนเนื้อแข็งขืนครั้งแล้วครั้งเล่า ทุกอย่างที่แบมแบมทำมันกำลังหลอมละลายผู้ชายที่ชื่อแจ็คสัน...ข้างในของแบมแบมมันอุ่นจนร้อน ตอดรัด ซะจนเขาแทบจะทนไม่ได้...ปวดหนึบและหฤหรรษ์ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อต้องการปลดปล่อย... “ อื้ออ อาส์!” “ อึก อืมม แรงอีก!..”  แบมแบมลืมความเจ็บปวดและลืมทุกสิ่ง เมื่อออารมณ์เขาก็เริ่มจะถึงขีดสุด ร่างบางยกร่างกายตัวเองและกระแทกขึ้นลงเร็วและแรงขึ้นตามลำดับของอารมณ์ เสียงลมหายใจ เสียงครางสอดประสานกัน กลิ่นเหงื่อ กลิ่นคาวน้ำรัก เริ่มปริ่มออกมา...ทุกอย่างรุนแรงขึ้นอย่างไม่กลัวแตกหัก...เสียงเนื้อกระทบเนื้อยิ่งเร้าอารมณ์คนได้ยิน... “แบมแบม อืมมม!!” “......ฮึก..อืออ.....” ความสุขสมถึงจุดสุดสิ้นสุดในตอนสุดท้าย...น้ำรักเปรอะเปื้อนหน้าอกของแจ็คสัน และช่องทางด้านหลังของแบมแบม...คนเหนื่อยอ่อนฟุบลงบนตัวของคนที่นอนหายใจระรัว...ตากลมค่อย ๆ หลับลงอย่างเหนื่อยอ่อน...แต่ก็รู้สึกถึงความอบอุ่นจากแขนแข็งแรง...ที่กำลังตระคองกอดและลูบหลังและผมเขาอย่างแผ่วเบา...พร้อมกับเสียงกระซิบก่อนที่แบมแบมจะดำดิ่งสู่ห้วงนิทรา.. ....คราวหน้า...เฮียจะทำให้สองรอบเลยดีไหม.....
อ่าน 446 / ตอบ 0 คน [ 19 ก.ค. 2557, 10:08 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 Part  jackson  20+ ผมจับเหวี่ยงไอ้เด็กแก่แดดลงบนเตียง เพราะความลีลาของมัน...บอกตรง ๆ ว่าตอนแรกอยากจะแค่เล่น ๆ  แต่มันจะรู้ตัวไหมว่ามือมันที่ถูกหน้าอกผม ถูกน้องชายผม มันทำผมสะดุ้งทุกครั้ง แต่เพราะตัวมันเอาแต่ตื่นเต้นจนเหงื่อไหลเป็นทาง เลยไม่สังเกตว่าผมเป็นยังไง... ....ผมพิสูจน์ได้แล้วว่า น้องไอ้จูเนียร์ แมร่งเก่งแต่ปาก... “พร้อมไหม” “บอกแล้วไงว่าจะไปห้องน้ำ ปละ ปล่อย ก่อน ได้แน่ ๆ ไม่ต้องกลัว!”  กูอยากจะหัวเราะให้ฟันซ้น!...ดูทำหน้าทำตา...นี่มันคิดว่ากำลังเล่นกับใครอยู่...ผมมีอะไรกับผู้หญิงตั้งแต่ 15 อาการแค่นี้จะดูไม่ออกรึไงว่าแบมแบมมันกำลังปอดแหก...พอจะรู้ว่ามันชอบผมตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยมีความคิดที่จะตอบรับอะไร...แต่คราวนี้มันเล่นบุกถึงห้อง... ...สั่งสอนให้รู้...ว่าการเล่นกับเสือน่ะ...มันเป็นยังไง... “ไม่ต้องหรอก..ไม่ต้องเข้า!” “ดะ เดี๋ยว!”  ผมไม่ฟังเสียงทัดทานของไอ้คนที่นอนอยู่ใต้ร่าง มือผมจัดการลูบไล้หน้าทองแบนราบ ร่างกายของคนที่ถอดเสื้อออก ถึงไม่ขาวเท่าผมแต่มันเนียนแล้วก็นุ่มมือมาก...จนรู้สึกเพลินที่ลูบไปมา... ฟุ่บ! “ ปล่อยก่อน!!” “ล้อเล่นกับกูเหรอแบมแบม! กูจะสอนให้มึงรู้ว่า...อย่าดีแต่ปาก!..”  กางเกงขาสั้นเสมอเข่าของมันถูกผมกระชากออกไปเหลือเพียงกางเกงในตัวจิ๋วสีขาว... ยกตัวขึ้นมองตั้งแต่หัวจรดเท้า...พึ่งรู้ว่าหุ่นแมร่ง...น่าฟัดเหมือนกันนะ...เอวสอบ สะโพกผาย..ช่วงขายาวเรียว.... “..เดี๋ยวดะ ได้ ไหม...” “..ปอดเหรอ...” “ ใครปอด!” “มึงไง ไอ้คนดีแต่ปาก ไม่มีอะไรน่าสนใจ!” “รู้ได้ยังไง!! เออ ทำเลย! ถ้าไม่อยากเหนื่อยก็นอนลง จะขึ้นเอง!!” “..ดีแล้ว...เดี๋ยวมึงได้ขึ้นแน่..” ผมก้มลงที่ซอคอของคนที่นอนอยู่ รับรู้แรงสะดุ้งยิ่งรู้สึกสนุก ร่างกายมันไม่ได้หอมหวนเหมือนของผู้หญิงพวกนั้น แต่มันกลับดึงดูดผมอย่างประหลาด จากที่คิดก่อนหน้าว่าจะเล่นให้มันรู้สึกตัวว่าไม่ควรมายุ่งกับ ผมแต่ตอนนี้ความคิดล่าสุดคือ...อยากเล่นด้วย...กลิ่นหอมอ่อน ๆ จากครีมยี่ห้อเดียวกับผมเตะจมูก...แมร่งก๊อปแม้กระทั่งครีมทาผิว... “อื้อ!..” “จุ๊บ!”   กดแขนมันไว้หลังจากที่ปากผมไล่ละเลื่อยลงมาจากซอกคอ จนตอนนี้แตะลิ้นบนผิวเนื้อแล้วลากผ่านยอดอกลงมาที่กลางท้อง...แบมแบมกลั้นเสียง พร้อมกับเกร็งไปหมดทั้งตัว....ผมชักจะสนุกขึ้นมาจริงๆ  แล้วสิ...ความจริงก็ไม่ได้รังเกียจมันนะ หน้าตาน่ารักจนเพื่อนที่คณะขอเบอร์กับไอ้จูเนียร์...แต่ก็ถูกพี่มันตะเพิดเปิดเปิงไปหมด...ชอบมองผม...ชอบตาม...ชอบทำอะไรแปลก ๆ เพื่อเข้าใกล้ผม.... ...เป็นคนที่น่าสนใจมากต่างหากล่ะ....แต่ทำยังไงได้...ผมชอบผู้หญิง...แต่..ถ้า... “อึก! อยะ” “...อืม...”  ร่างกายสั่นระริกเพราะผมจงใจย้ายปากขึ้นไป ก่อนจะตวัดลิ้นทักทายยอดอกที่ชูชันอยู่....น่ารักเหมือนกันแฮะ...หลับตาปี๋เลย...เกร็งปลายเท้าจิก...ถึงตอนนี้จะให้ผมหยุดก็ทำได้นะ...แต่ความอยากเอาชนะคนของแบมแบมมันคือจุดอ่อนที่ผมจะใช้ลวนลามมันตอนนี้... จุ๊บ ๆ! “อ๊ะ หะ!” ตวัดลิ้นฉกยอดอกสีสดนั่นไปมาจนชื้นแฉะ พร้อมกับครอบปากเพื่อดูดดุนติ่งไตปุ่มแข็ง ส่วนล่างจงใจถูไถและเสียดสี  ตอนนี้ขึ้นทั้งของผมและของแบมแบม... “จะหยุดก็ได้นะ ไอ้เด็กปากดี” “ มะ ไม่!! ไม่ได้ ดีแต่ปาก!!” “ หึ!”  ...ใจสู้ดีจริง ๆ ...นี่แหละที่ต้องการ...หน้าสวยดุดันขึ้นเป็นสัญญาณบอกว่าไม่มีทางยอมแพ้ และอยากจะพิสูจน์ว่า...ไม่ได้มีดีแค่ปากจริง ๆ...ยกยิ้มใส่ใบหน้าน่ารักที่ขึ้นสีเพราะแรงอารมณ์ ก่อนจะก้มลงชิมยอดอกนั่นอีกรอบ ดูดจนแดงไปทั่วบริเวณ...และขยับด้านล่างให้เสียดสีกันไปมาโดยมีกางเกงชั้นในของผมกับมันกั้นอยู่... “อือ ..” “.............”  ยกตัวขึ้นเพื่อมอบจูบแห่งความประทับให้ไอ้ตัวดี ประกบปากที่ตอนแรกมันทำท่าจะเบี่ยงหนี.... พฤติกรรมไม่สอดคล้องกับคำพูดเลยนะมึง...ผมใช้มือที่ตรึงข้อมือมันไว้ตอนแรกมาจับคางมันไว้ ก่อนจะบดขยี้ริมฝีปากที่ผมเคยมองว่า...มันมีเสน่ห์...จะว่าไปก็เคยแอบมองมันอยู่หรอก แต่ก็ไม่เยอะ เพราะส่วนมากเวลาเจอกันแบมแบมก็เอาแต่จ้องผม จนไม่กล้าจะมองมันตอบมากมาย...บดริมฝีมากให้แรงขึ้น พร้อมกับพยายามแทรกลิ้นเข้าไปภายใน จนในที่สุดมันก็ยอมเปิดปาก...ไม่เคยจูบสินะ...พูดถึงเรื่องจูบยิ่งทำให้ผมเจ็บใจตอนที่มันจูบตอนอยู่คลับนั่น...มันแค่เอาริมฝีปากมากดริมฝีปากผม...จนต้องสอนวิธีจูบที่ถูกวิธีให้ ทุกอย่างมันไม่เจ็บใจเท่ากับการที่ผมลืมไม่ลงว่าเคยทำอย่างนั้นกับไอ้เด็กนี่...และวันนี้ผมก็ได้ทำอีกครั้ง...ยอมรับว่า...ใจเต้น..และรู้สึกตื่นเต้น.... “อ่าส์! จะ ฆ่า กัน รึไง!” “หึ!”  ผมไม่ตอบอะไร ตั้งใจขยับส่วนล่างไปมาให้มากขึ้นเพื่อให้แรงเสียดสีนั่นปลุกเร้าอารมณ์คนที่นอนเกร็งอยู่...สนุกจนเริ่มจะหยุดตัวเองไม่ได้แล้วเหมือนกัน...ไล่พรมจูบตามซอกคอละเรื่อยลงมาที่ยอดอกอีกครั้ง...ร่างกายแบมแบมเริ่มบิดไปมาเพราะมือผมที่ยอมปล่อยคางและข้อมือมันข้างนึงเริ่มล้วงเข้าไปในกางเกงชั้นในของแบมแบม... “ จะ เอา..จริง...อ๊ะ!..” “..................”  จนถึงขนาดนี้แล้วยังจะถาม ไม่ตอบอะไร แต่กลับใช้มือคลำและบีบคลึงน้องชายแบมแบมไปมาอย่างเบามือ แก่นกายที่ชูชันนั่นท่าทางจะแข็งแรงไม่น้อย และก็คงจะเร็วตามประสาคนไม่คุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้... “เดี๋ยว...ฮยอง!” ตัดสินใจดึงปราการด่านสุดท้าของแบมแบมออกโดยไม่ฟังเสียงทัดทานหรือมือเรียวที่เอื้อมมาจับมือผมไว้...ก่อนจะยกตัวแล้วลุกขึ้นยืนตรงหว่างขาคนที่รีบดึงผ้าห่มมาปิดน้องชายตัวเอง...แต่ถึงอย่างนั้นตากลมโตก็จ้องมองผมที่ยืนอยู่...ท่าทางหวาดกลัว แต่ผมก็ยังเห็นแววตาที่หลงใหลในตัวผมอยู่...ชอบมากสินะ...ได้เดี๋ยวฮยองจะจัดการให้เห็นอะไรดี ๆ ... “...................” “...กลัวเหรอ....”  แบมแบมส่ายหัวช้า ๆ เมื่อผมถาม ไอ้เด็กหื่น...สายตามันไม่ละจากน้องชายผมที่ตะหง่านสู้สายตาหลังจากที่รูดกางเกงในตัวเองลงแล้วใช้เท้าสะบัดออกไป...ตาโต อ้าปากหวอ...กลืนน้ำลายลงคอ...แต่ก็ยังปากแข็ง...ว่าไม่กลัว...ได้..กลัวไม่กลัวจะได้รู้กัน... “...ไม่กลัวก็ดีแล้วเด็กดี...” “...............”  นั่งลงก่อนจะดึงผ้าห่มที่แบมแบมเอามาปิดออก แล้วเอื้อมมือไปลูบหน้าท้องราบอย่างเบามือ...ผิวมันนุ่มมือถึงแม้จะไม่เหมือนผู้หญิงแต่เวลาจับแล้วมันเนียน ๆ ก่อนจะเลื่อนลงมาที่น้องชายมันอีกรอบ...คนไม่กลัวได้แต่มองตามอย่างหวาด ๆ ก่อนจะตัดสินใจเอาผ้าห่มมาปิดหน้าตัวเองไว้เพื่อที่จะปล่อยให้ผมทำอย่างที่ต้องการ... “อ๊ะ! อือ..”  “...............” เงยหน้ามองเสียงที่เล็ดรอดออกมาจากผ้าห่มเมื่อผมกำแก่นกายสีพีชนั่นพร้อมกับรูดขึ้นลงเบา ๆ ตามจังหวะมือ...นิ้วโป้งเกลี่ยที่ปลายยอดแก่นชายไปมา สัมผัสได้กับน้ำใส ๆ ที่ปริ่มออกมา...คงจะเริ่มแล้วสินะ...แพราะผมก็อยากจะลองเหมือนกันว่ากับผู้ชายที่เคยได้ยินไอ้เพื่อนในวงมันบอกว่าเด็ดสุด ๆ  ยิ่งทำกับคนที่รักยิ่งมีความสุขมันเป็นยังไง...ถึงแม้ว่าแบมแบมจะไม่ได้เข้าข่ายแบบที่พวกมันพูดทั้งหมด...แต่ก็คงมีส่วนที่จะพิสูจน์ได้เหมือนกัน เมื่อเห็นว่าอีกคนน่าจะพร้อมกับกิจกรรมครั้งนี้...ก็รูดมือตัวเองขึ้นลงเร็วขึ้น..เสียงครางเล็ดออกมาเป็นระยะ ผมทายว่าตอนนี้มันกำลังใช้มือปิดปากตัวเองในผ้าห่มนั่นแน่... “อื้อออ!!” “ อืม” ... เปลี่ยนจากมือเป็นปาก...ไม่รู้หรอกว่าผู้ชายต้องทำยังไงกัน...แต่แค่คิดว่าผมอยากให้คนที่นอนด้วยทำยังไง...ผมก็ทำอย่างนั้น...การทำออรัลเซ็กส์เป็นพื้นฐานของคนจะมีเซ็กส์กัน...แต่คุณรู้ไหมว่า....ผมไม่เคยทำอย่างนี้กับผู้หญิงที่นอนด้วย...การทำรักด้วยปาก...ทำกับแบมแบมเป็นคนแรก...มันควรจะดีใจนะ...บอกไม่ถูกหรอกว่าทำไมถึงยอมทำ...ดึงผ้าห่มออกก็เห็นว่ามันใช้มือปิดปากอยู่จริงๆ  ด้วย ทั้งที่ร่างกายกำลังบิดไปมาเพราะผมกำลังใช้ปากรูดน้องชายมันขึ้นลง...ห่อลิ้นครูดผิวเนื้อนุ่มไปมาตามจังหวะปากที่รูดขึ้นลง...เสียงปากสัมผัสกับเนื้ออ่อนดังออกมายิ่งกระตุ้นความต้องการให้มากขึ้นไปอีก... “อึก ฮ ยอง! ฮืออ!”  “...น่ารักจริงนะ...”  ยกตัวขึ้นพร้อมกับเช็ดมุมปากตัวเองที่มีคราบน้ำรักของคนไม่มีความอดทนพุ่งใส่....แบมแบมละมือออกจากปากตัวเอง ใบหน้าแดงก่ำ หายใจหอบถี่...ตาปรือเพราะความโล่งที่ได้ปลดปล่อย...ริมฝีปากเผยอเล็กน้อย.... ...เซ็กซี่...ทำไมผมถึงคิดอย่างนั้น...ใช้มือปาดน้ำสีขุ่นละเลงที่บริเวณช่องทางด้านหลัง คนที่นิ่งไปกลับสะดุ้งแล้วส่งหายตาอ้อนวอนมาหาผม...ขอมองผ่านละกันว่ามันมองทำไม...อยากทำต่อ หรือว่าอยากหยุด...รู้แค่ว่าตอนนี้ผมจะทนไม่ไหวแล้ว...อยากทำจนปวดหนึบที่น้องชาย...พอละเลงพอชุ่มฉ่ำ ก็คลานไปนั่งอยู่หัวเตียง... “ถึงตามึงละ ไหนบอกว่าจะขึ้นเอง” “ มะ ไม่” “ไม่แน่จริงเหรอ ได้เด็กอ่อนหัด!” “ไม่ได้ อ่อน หัด!”  ขนาดพูดยังฟังหอบ ๆ แต่ก็อวดดีจนพยุงตัวเองลุกมานั่งคุกเข่ามองผมที่นอนอ้าซ่าอวดทุกอย่างบนเรือนร่าง...ก็แค่ลุ้น ว่ามันจะทำหรือไม่ทำ... “งั้นก็ขึ้นมา นั่งลงให้ตรงจุด แค่นั้นเอง” “..............”  แบมแบมกลืนน้ำลายเป็นรอบที่ร้อย ตากลมจ้องหน้าผมสลับกับไอ้สิ่งที่มันโด่เด่อยู่...มีการยกมือขึ้นมากัดเล็บตัวเอง เกลือกตามองรอบ ๆ ห้อง... ...อะไรของมัน... “ตกลงว่าไง จะทำไม่ทำ ไม่ทำก็ออกจากห้องไปเลย” “...ถ้าได้แบมแล้ว ถึงเฮียจะรักหรือไม่รัก แต่ถ้าเฮียมีคนใหม่ ไม่สนใจแบม แบมจะฆ่าเฮีย!!” “งั้นเหรอ งั้นลองดู”  สรรพนามใหม่!  แต่ก็น่ารักดี...จะยอมเป็นเฮียให้ละกัน... แบมแบมคลานขึ้นมาหาผม รู้สึกว่าความอยากเอาชนะ จะทำให้ทำได้ทุกอย่างจริงๆ  ผมจับสะโพกแบมแบมให้มานั่งทับหน้าท้องตัวเองก่อน ก่อนจะค่อย ๆ  ยกสะโพกมันนั่นให้ลอยขึ้น... “ ดะ เดี๋ยว” “กดลงเองสิ แล้วจะไม่เจ็บ” “...............”.. แบมทำหน้าลำบากใจ แต่ก็ยอมลดสะโพกลงก่อนจะกดลงให้ช่องทางด้านหลังตัวเองตรงกับน้องชายของผม.... “โอ๊ย! ไหนว่า ไม่เจ็บ!” “เอาหน่า หรือจะไม่ทำ” “..............” ...ตวัดสายตามองผมหลังจากยกสะโพกขึ้นอีกครั้ง เพราะลงไปได้นิดเดียวก็สะดุ้ง...ไอ้เด็กสติแตก...กูก็หลอกมึงไปงั้นว่ามันไม่เจ็บ... “โอ๊ย! เชี่ย! อึก!” “อือม”  ทนไม่ไหวแล้ว...เข้ามาได้ครึ่งเดียว...แบมแบมกัดฟันก่อนจะกดลงอีก ใบหน้าสวยสะบัดขึ้นพร้อมกับแหกปากร้องเพราะความเจ็บ...แต่ก็ยังกดลงเรื่อย ๆ อย่างไม่ยอมแพ้... เพราะกลัวจะหาว่าอ่อนหัด...น่าเอ็นดูจริง ๆ... “ฮึก ฮือ เจ็บ ไอ้ ฮึก บ้า! บอก ว่า ฮือ ไม่เจ็บ!” “...................”  ...ลงจนสุดได้ในที่สุด ตอนนี้แก่นกายผมอยู่ในตัวของแบมแบมหมดแล้ว ร่างเล็กนั่นหยุดกดเมื่อสุด แล้วก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมาอย่างน่าสงสาร ขาเรียวสั่นระริกเพราะความเจ็บปวด... “ ..ขอโทษครับ...ขยับสิ..” “ ฮึก ฮืออ เจ็บ!”   ขยับตัวขึ้นกอดคนที่นั่งทับผมอยู่ พร้อมกับจูบซับน้ำตานั่นให้...ใจผมอ่อนยวบลงเพราะน้ำตาและสีหน้าเจ็บปวดนั่น...ได้กลิ่นคาวเลือดคลุ้งขึ้นมาด้วย...แบมแบมนิ่งไปในอ้อมกอดผม... ...เริ่มทรมานเพราะต้องการ และปวดไปหมดเพราะอยากปลดปล่อย... “ อึก อืออ” “ดีมาก..เด็กดี..”  แบมแบมเริ่มขยับเอง ผมใช้มือจับและรูดน้องชายให้คนที่ขยับขึ้นลงไปด้วยตามจังหวะ...จากช้า ๆ เริ่มเร็วขึ้น... “อึก! แจ็ค สัน ฮยอง..ฮึก!” “ อา! แบมแบม! แบม...”  เสียงครางพร้อมกับเรียกชื่อสอดประสานกันขึ้นมา ความเจ็บปวด ปวดหนึบก่อนหน้านี้ทั้งผมและแบมแบม เริ่มเปลี่ยนเป็นความหรรษา หฤหรรษ์ ไปแล้ว...ร่างกายที่โยกขึ้นลงเร็วขึ้นเรื่อย ๆ  ปากเซ็กซี่นั่นซู้ดปากเพราะความเสียวกระสัน กับสิ่งที่ทำและสิ่งที่ผมปรนเปรอให้ น้ำรักและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปหมด  ผมแทบจะหลอมละลายไปกับรสรักที่พึ่งเคยสัมผัส... ผับ! ผับ! ผับ!   ...เสียงเนื้อที่กระทบกันและรสสัมผัสแปลกใหม่สำหรับผมจนหัวใจเต้นแรงมาก.....ขนาดผมยังไม่ได้รักแบมแบม ยังขนาดนี้... ...แล้วถ้ารักจะขนาดไหน... “อ่าส์! แบมแบม!” “ อึก ! อืออ”   พวกเราปลดปล่อยพร้อมกัน มือผมบีบสะโพกของคนที่โยกอยู่บนแก่นกายผมแน่น...แบมแบมโน้มตัวลงกอดผมแน่นทั้งที่แก่นกายผมที่แตกในยังคาอยู่.... “แบมเป็น ของ เฮีย และเฮียก็เป็นของ แบม” “ใครบอกมึง”   ผมพูดโต้ตอบคนที่รีบเด้งตัวขึ้น หลังจากที่พูดอู้อี้หอบ ๆ อยู่บนอกผม.... “เฮียได้แบมเป็นเมียแล้วนะ!” “ก็แล้วไง...อยากเป็นแบบไอ้มาร์คกับไอ้เตนล์ มึงก็พิสูจน์และทำให้กูรักมึงให้ได้สิ...” “ ไอ้เฮียยย!!”    ถึงจะโวยวาย...แต่ผมก็อดยิ้มไม่ได้ เมื่อมองเห็นแววตาที่ไม่ยอมแพ้ของแบมแบม...แววตาที่มาดมั่นและบ่งบอกออกมาว่าผมกำลังท้าทายอยู่...แววตาที่บอกว่า.. ..แบมแบมพร้อมจะใช้เสน่ห์และทำทุกอย่างเพื่อให้เฮียรักแบมแบมให้ได้....
อ่าน 371 / ตอบ 0 คน [ 19 ก.ค. 2557, 10:06 ]  เขียนโดย no apen name no apen name
 วันนี้วันพฤหัสสีส้ม ใครเกิดวันพฤหัสบดีบ้างงง (เค้าไงฮ่าๆ^_^) งั้นมาดูดวงประจำวันนี้กันเถอะ  ประจำวันศุกร์ ที่ 18 กรกฎาคม 2557 การงาน สถานการณ์เกี่ยวกับเรื่องการงานต้องใช้ความขยัน และการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ก่อให้เกิดผลดี มีความสำเร็จ มีผลงานดีขึ้น การเงิน ในเรื่องของเอกสารสัญญาทางด้านการเงินต้องตรวจตราดูให้ถ้วนถี่ก่อนลงนาม หรือก่อนเซ็นค้ำประกันให้ใครควรรอบคอบ ความรัก มีโอกาสพบคนที่ถูกใจ เขาเป็นคนดี มีความสามารถ มีเสน่ห์ หน้าที่การงานมีความมั่นคง นิสัยดี เด็กที่เกิดในวันนี้ ชอบการติดต่อ ปรับตัวเข้าหาคนอื่นได้ง่าย เป็นคนมั่นใจในตนเอง ขยัน มีผู้อุปถัมภ์ที่ดี หากรับราชการจะมีความมั่นคง และก้าวหน้า หรือทำกิจการของตนเองก็จะประสบความสำเร็จ แต่บริวารจะส่งผลทางด้านลบ ไม่ค่อยส่งเสริมเท่าที่ควร สิ่งมงคลที่ควรทำ เดินทางทำบุญ บูชาพระธาตุประจำราศีเกิด จะทำให้มีมงคลแต่ตนเอง มีโชค แคล้วคลาดปลอดภัย อัญมณีมงคล เพชร สีนำโชค สีบรอนซ์เงิน เลขนำโชค 1, 3, 4, 0, 2 พรุ่งนี้ไว้เอาดวงมาฝากอีกนะคะ หรือใครอยากดูวันเกิดของตัวเองก็เม้นท์ไว้นะ ไว้พรุ่งนี้จะเอามาฝาก ราตรีสวัสดิ์จ้าาา <3
อ่าน 83 / ตอบ 0 คน [ 18 ก.ค. 2557, 00:05 ]  เขียนโดย เจ้าหญิงโลกชมพู เจ้าหญิงโลกชมพู
    “รถกระบะสีเทา ทุ่มตรงนะครับ ติดฟิล์มมืดตามแบบที่พวกมันชอบทำกันนั่นล่ะสารวัตร” มันลอดผ่านมาทางหูโทรศัพท์มือถือ ธาสิทธิยังจำเสียงนั้นได้ขึ้นใจ เขาไม่มีทางลืมไอ้เด็กคนนั้นได้ ผู้ต้องหาคดียาเสพติด คนแรกและคนเดียว ที่ถึงขนาดปัสสาวะ และอุจจาระราด เมื่อถูกตำรวจควบคุมตัว น้ำเสียงนั้นแสดงถึงวัยผู้พูด บ่งว่าอายุไม่น่าเกินยี่สิบห้าปี     “มึงแน่ใจนะไอ้โรจน์ แล้วไม่มีข้อมูลอย่างอื่นเลยหรือ ยี่ห้อรถ เลขทะเบียน”    “ผมรู้มาแค่นี้ เพราะเห็นคนขับรถคันนี้เข้าออกบ้านเป้าหมายประจำ จากชื่อที่เรียกกันกับไอ้เอเย่นที่พักอยู่ที่บ้านนั้นก็ตรงตามที่สารวัตรร็มาจากสายอื่นนั่นแหละ ไอ้ผมก็โง่ ไม่ยอมสังเกตให้ดี”     “ชื่ออะไร”     “ม้าแดง..”    “รถกระบะที่ขับกี่ประตู สองหรือสี่วะ”     “น่าจะสอง”      ความจริงเขาไม่อยากเอาตัวเข้าไปเสี่ยงกับงานที่ไม่มีข้อมูลแน่นอนเลย หากแต่เมื่อได้ยินชื่อนั้น มันก็น่าเดิมพันหน่อย “ม้าแดง” คือรหัสชื่อเรียกพ่อค้ายาคนหนึ่ง ไม่มีคนรู้ว่ามันคือใคร แม้แต่พวกสายในวงการค้ายาเอง มันจะติดต่อซื้อขายทางโทรศัพท์ ทำตัวเป็นพ่อค้าคนกลางบ้าง โดยใช้วิธีพูดดัดเสียง เป็นตัวการหลักที่ผู้ใหญ่หลายๆคนหมายหัวไว้ อย่างไรก็ตาม ร้อยตำรวจเอกธาสิทธิไม่ประมาท เขาเช็คกล้องวีดีโอวงจรปิดตามตำแหน่งของบ้านผู้ค้าคนหนึ่ง จะยังจับมันไม่ได้ เพราะหากมันถูกจับ ไอ้ม้าแดงก็จะไหวตัว ต้องจับไอ้ม้าแดงที่ล่องหนเหมือนผีนี่ก่อน ส่วนไอ้คนที่อยู่กับที่ จับทีหลังก็ยังไม่สาย        “ห่า ไอ้มั่วเอ้ย!!” เขาสบถ        “มีอะไรหรือพี่” ผู้ที่ทำหน้าที่กดย้อนดูวีดีโอกล่าว เขาเองก็อยู่ในเครื่องแบบเช่นเดียวกับผู้มาขอร้องเรื่องกล้องวงจรปิด         “ป่าวหลอก สายมันรายงานข้อมูลผิดๆ ลองย้อนกลับไปดูรถกระบะ ICUCU สีเทาสี่ประตูนั่นใหม่หน่อย” เขากล่าว สี่ต่างหาก ไม่ใช่สองประตู         “ครับพี่ ผมก็สงสัยเหมือนกัน ไอ้คันนี้ผ่านบ่อยเหลือเกิน เวลาเดิมๆด้วย” ตัวเลขบนกล้องวงจรปิดแสดงเวลา 18.51น.          “ใช่แล้วหละ ติดฟิล์มมืดด้วย” นายตำรวจอุทานกับตัวเอง อันที่จริงรถกระบะถูกใช้อย่างแพร่หลาย ในสังคมที่มีพ่อค้าแม่ขายล้นหลาม ในเมืองหลวงเขตการค้านี้          .”พี่ขอบใจมากเว่ยทิน”           “ไม่เป็นไรครับพี่” บุคคลหนึ่งยังนั่งอยู่ที่เดิม ในห้องสี่เหล่ยมที่เต็มไปด้วยโทรทัศน์สีมากกว่า 8 เครื่อง ในขณะที่อีกคนหนึ่งเดินออกไปพร้อมความมั่นใจเต็มเปี่ยม            “ครั้งนี้พี่เสกไปกับผมใช่ไหมครับพี่” ธาสิทธิกล่าว เขายืนอยู่ข้างบุคคลที่มีรูปร่างใหญ่กว่าเขานิดหน่อย ทำให้ดูอ้วนท้วมไปบ้าง เพราะธาสิทธิเองเป็นคนรูปร่างสมส่วนอยู่แล้ว เสก หรือเสกสร ตำรวจอีกนายหนึ่ง..            “ไปสิวะ จับม้าแดง พี่ไม่ให้เอ็งได้ความดีความชอบไปคนเดียวแน่ๆ”คนที่ถูกเรียกว่าพี่กล่าว เป็นเชิงพูดทีเล่นทีจริง รอยยิ้มเดิมๆที่นายตำรวจผู้สนทนาเคยเห็นผุดขึ้นบนใบหน้านั้น             “ ฮ่าๆๆ เรื่องนั้นไม่ห่วงหลอกพี่ แต่ผมทำคนเดียวไม่ได้ ไม่ค่อยมีใครกล้าแหยมกับไอ้ห่านี่เท่าไหร่นัก”              “ไม่ต้องห่วงไอ้น้อง มือปราบตัวจริงอยู่นี่แล้ว” พูดพลางตบปืนลูกโม่ colt .357 ที่เหน็บอยู่ตรงซองด้านข้างเอว ด้ามจับไม้เงาวับตัดกับเหล็กสีดำ สื่อให้เด่นชัดถึงการถูกขัดทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ              “ฮ่าๆๆ ครับผม” แค่ตอบรับ เขาทำคนเดียวไม่ได้จริงๆตามที่พูด ม้าแดง มันไม่ใช่แค่เอเยนต์ค้ายารายใหญ่ แต่มันยังเคยฆ่าเจ้าหน้าที่ไปแล้วถึงสามคน จากแปดคนที่รวมเป็นชุดปฏิบัติการเข้าจับกุม นั่นเป็นครั้งที่เข้าใกล้ตัวมันได้มากที่สุด แต่สุดท้ายมันก็ฆ่าเจ้าหน้าที่สามคนดังกล่าว และหนีรอดไปได้อีกตามเคย             “อย่าเกร็งสิวะ ไม่สมชื่อพนักงานสืบสวนดีเด่นเลย นอกจากไอ้ชาแล้ว ก็มีเอ็งนี่แหละที่พี่ยอมรับ มั่นใจในตัวเองหน่อย” คนเป็นพี่ตบบ่า ชานั้นหมายถึง’อาชา’เพื่อนสนิทของเขา วันนี้มันลาพักร้อน รุ่นน้องได้แต่ยิ้มแหยๆ และตอบรับสั้นๆตามเดิม เหลือบมองปืนแมกกาซีนสีดำที่เหน็บข้างเอวตน เขาอาจเก่งด้านสืบสวน เก่งกว่าบุคคลผู้เป็นพี่ตรงหน้าด้วยซ้ำ แต่เรื่องการลงพื้นที่จริงซึ่งต้องปะทะกัน แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ก็ต้องตระหนักในตนเอง ว่าเขายังห่างชั้นจากายตำรวจที่เขร้องขอให้ไปร่วมปฏิบัติการด้วยคนนี้มาก                 ‘สงสัยใครนะเคยเห็นหน้า คลับคล้ายคลับคราเขาหน้าผิดไป ขอบคุณที่ทักนานนักก็พอจำได้ นึกว่าเป็นใคร คงสบายดีทุกเวลา..’ เพลงคนเคยเห็นหน้า ของชัชฎา ชินรัตน์ ดังขึ้นจากวิทยุ มีเพียงคนเดียวที่ดูชอบ และฮำตามเพลงไป ส่วนอีกคนหนึ่งดูไม่ถูกหูกับเพลงแนวนี้สักเท่าไหร่ ในที่สุดจึงเอ่ยเปิดบทสนทนาขึ้น หวังให้กลบเสียงเพลงนี่ เพราะไม่กล้าขัดอารมณ์สุนทรีย์ของเสกสรผู้เป็นรุ่นพี่ โดยการกดปิดวิทยุโดยตรง                “โทษนะครับพี่ ถึงจะแน่ใจระดับหนึ่งแต่ก็ยังไม่ชัวร์ เลยเอาคนมาเยอะไม่ได้ด้วย อาจทำพี่เสียเวลา” เขากล่าว สถานที่ถูกเปลี่ยนไปจากเดิม ขณะนี้เป็นในรถเก๋งสีดำคันหนึ่งซึ่งจอดชิดริมถนน มีผู้ขับและผู้โดยสารเพียงแค่สองคนที่อยู่ในรถ บุคคุลที่เอ่ยประโยคขึ้นก่อนนั้น นั่งอยู่ด้านหลังพวงมาลัยรถนั่นเอง .              “ไม่เป็นไร เป้าหมายใหญ่มันน่าลองหวะ” เสกสรกล่าวตอบรุ่นน้อง เขาคิดเช่นเดียวกับเขาไม่มีผิด               “ครับผม” เช่นเดิม ขานรับ ละคำพูดต่างๆนานาไว้ จากนั้นหันมารำลึกคำพูดในใจกับตนเองดีกว่า เป็นบทสนทนาเกี่ยวกับแผนที่วางไว้กับรุ่นพี่นายตำรวจ ปล่อยให้มันเลยไปก่อน ไอ้ม้าแดงนี่ฉลาด รู้มาก มันหลบหลีกเส้นทางถนนที่มีกล้องวีดีโอวงจรปิด ไม่มีทางติดตามมันได้ตลอดรอดฝั่งเลย เขาสันนิษฐานว่ามันต้องทำการเปลี่ยนยานพาหนะในบริเวณที่ไม่มีกล้องวงจรไป หรือไม่ก็ต้องมีที่พักอาศัยอยู่ในชานเมือง ซึ่งเป็นถิ่นห่างไกลความเจริญและแสงสี                 นั่นไม่ใช่ปัญหา มันดีกับเขาทั้งสองทาง เขาจะจับกุมมันเมื่อมันลงจากกระบะสีเทานั้น เพื่อเปลี่ยนยานพาหนะ เป็นช่วงเวลาที่มันไร้โครงสร้างตัวรถกำบัง และต้องเปิดเผยตัวตน หรือหากมันออกนอกเมือง นั่นยิ่งดี เวลามืดค่ำเช่นนี้ ผู้คนและรถยนต์ตามท้องถนนบริเวณชานเมืองมีน้อยมาก ย่อมง่ายต่อการปฏิบัติงานเป็นที่สุด ยิงได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่อง   ’ลูกหลง’                  “เตรียมตัว!!” เสียงที่ผู้พูดูจริงจังมากขึ้นปลุกธาสิทธิให้ตื่นจากภวังค์แผนการ เขามองไปที่กระจกหลัง และข้างทันทีด้วยสัญชาติญาณ ปรากฏรถกระบะยี่ห้อม ICUCU สีเทา เหลือบมองอีกทีที่ป้ายทะเบียน ใช่แล้ว ตรงตามนั้น!!                  “ระวังนะ รักษาระยะห่างให้ดี” บอกับคนขับ เพราะเห็นว่าเขาเริ่มนำรถออกติดตามแล้ว มือเอื้อมไปกดปิดปุ่มวิทยุ ขณะนี้ต้องการความเงียบ และสมาธิเป็นที่สุด ผู้ฟังเพียงพยักหน้า สายตายังจับจ้องที่เป้าหมายไม่เปลี่ยน เขาเองรอบคอบอยู่แล้ว                   รถถูกขับมาเรื่อยๆ กระบะสีเทาไม่มีท่าทีว่าจะหยุดเปลี่ยนเส้นทางกะทันหัน หรือเร่งความเร็วแปลกๆ ทุกอย่างเป็นไปตามแผน มันแล่นไปพ้นเขตเมืองศิวิไลซ์ ตามคาด!! มันไปยังย่านชานเมือง แต่ไม่ใช่แค่นั้น รถคันสีเทาเลี้ยงเข้าข้างทาง เป็นทางซึ่งรกชัดไปด้วยป่า ถูกถางพอรถยนต์คันหนึ่งผ่านไป แต่ก็ไม่น่าจะสะดวกนัก เพราะทางเป็นดินแดง พวกธาสิทธิขับผ่านไปก่อน เพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย แต่ก็ไม่ลืมที่จะเหลือบมองลึกเข้าไปเผื่อว่าจะเป็นแผนลวง วิธีนี้คนร้ายใช้บ่อย เวลาต้องการตรวจว่าถูกติดตามหรือเปล่า ปรากฏว่ามันยังไม่รู้ ทำไมนะหรือ เพราะเข้าเห็นชัดเจน รถอีกคันจอดอยู่ขริเวณลึกเข้าไปในป่า ทรงแบบรถยุโรปทำให้ยิ่งเตะตาสังเกตง่าย ‘มืออาชีพจริงๆ ‘มืออาชีพจริงๆ ใช้ทั้งสองแผน ออกนอกตัวเมืองด้วย เปลี่ยนพาหนะด้วย แถมพาหนะสองคันยังดูขัดกันมากจนไม่เป็นที่สงสัย ให้ติดตามต่อไปได้’ ธาสิทธิเผลอชมมันในใจ                  “เข้าไปเถอะ อาจไม่มีโอกาสดีกว่านี้แล้ว ยิ่งรถหรูนี่ ขับเร็วยิ่งกว่าฟ้าผ่า เดี๋ยวไหวตัวได้ขึ้นมาจะตามไม่ทัน” เสกสรพูด ผู้ขับไม่มีเหตุจำเป็นต้องคัดค้านแต่อย่างใด ชิดซ้าย ถอยรถ และตรงเข้าไปตามทาง                “เอาปืนเอ็งมาให้พี่ยืมหน่อย” เสกสรพูด ทั้งๆที่เอวเขาก็มีปืนลูกโม่คู่ใจอยู่                  “เอ่อ..อ้าว..” นายตำรวจอ้ำอึ้ง ไม่แปลก ปืนไม่ใช่สิ่งของที่จำให้ยืมกันง่ายๆ ด้วยกับคนที่มีปืนติดอยู่แล้วหนึ่งกระบอกด้วย มือทั้งสองข้างจึงยังจับพวงมาลัยมั่น ไม่ได้หยิบปืนที่ติดอยู่ในซองออกยื่นให้แต่อย่างใด                  “เฮ้ย!! จะระแวงอะไร กูเป็นพี่มึงนะ ไม่มีอะไร แค่เผื่อต้องยิงล้อไม่ให้มันขับหนี มึงก็รู้ไอ้เหี้ยนี่หนีเร็วอย่างกับผี ปืนกูก็มีแค่หกนัดเนี่ย !! ” เหมือนกับอ่านใจรุ่นน้องออก พูดจบเสกสรชักปืนลูกโม่ออก และวางบนตักธาสิทธิ ผู้ที่เขาเรียกว่าน้อง เพื่อเป็นหลักประกัน ตำรวจหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็ทำตามที่รุ่นพี่บอก ส่งปืนแมกกาซีนให้แต่โดยดี เพราะพอรู้ว่ายางรถยนต์ใช่ว่าจะยิงเพื่อหยุดยั้งไม่ให้วิ่งต่อได้ภายในนัดเดียว ต้องยิงซ้ำหลายนัดอยู่ ปืนเขามี 14 นัด มากกว่าของผู้เป็นพี่  cz 2075 rami เปลี่ยนมือเจ้าของ อย่างไรก็ตามไม่วายตัดพ้อในใจ’แล้วเลือกใช้ปืนลูกโม่กระสุนน้อยเองทำไมวะ’                 “หยุดก่อน!!” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าต้องหยุด ระยะห่างระหว่างรถกระบะกับรถเก๋งที่เพิ่งเข้ามาใหม่อยู่ประมาณที่ครึ่งคอร์ทเทนนิส และจากรถกระบะไปถึงรถราคาแพงนั่นอีกครึ่งคอร์ทเทนนิสเช่นกัน มันรู้ตัวแล้ว เลยยังไม่ลงมาจากตัวห้องโดยสารกระบะเพื่อเปลี่ยนรถ กระจกของรถเก๋งถูกเปิดออกโดยผู้นั่งฝั่งนั้นเอง ทันใดปรากฏปืนในฝ่ามือของมือปราบ แม้จะไม่ใช่แบบที่ถนัดมากที่สุด แต่ด้วยประสบการณ์ เขาไม่พลาด!!                 “ปั่งๆๆๆๆๆๆๆ!!” กระสุนถูกเคลื่อนย้ายจากแมกกาซีนสู้รังเพลิง และไปสู่ลำกล้อง ในที่สุดก็ปักตัวลงที่เส้นยางรถยนต์ทั้งสอง ล้อหน้าสามนัด ล้อหลังห้านัด ไม่ใช่เพียงโชคที่ช่วยให้ได้ตำแหน่งการยิงที่ดี เพราะรถจอดเยื้องกันเท่านั้น แต่เป็นเพราะฝีมือของผู้ลั่นกระสุนด้วย แปดนัดไม่พลาด!! ยังเหลือกระสุนในแมกกาซีนอีกหกนัด ยางที่ถูกกระชากขาดปล่อยลมภายในออกมา แม้อาจจะพอวิ่งอยู่ได้ต่อบ้าง แต่คงไปไม่ไกล และคนขับเองก็คงไม่เสียง รถยังจอดนิ่งอยู่เช่นนั้น                 “เอาไงต่อดีพี่” ธาสิทธิกล่าว สมาธิตั้งมั่น                  “เอาปืนเอ็งไป!!” เสกสรกล่าว ยื่นปืนกลับคืนให้เจ้าของ ผ็รับเองก็ยื่นปืนลูกโม่ให้เช่นกัน อนุมานได้ว่าเป็นการแลกเปลี่ยนของสู่ที่เดิมที่ควรอยู่ เมื่อรับมาเสร็จ นายตำรวจหนุ่มปลดแมกกาซีนออก แม้จะยังมีลูกปืนอยู่ก็ตาม หยิบแมกสำรองซึ่งมีกระสุนเต็มที่คอนโซน รถซึ่งเขาเตรียมไว้ใส่เข้าใต้ด้ามจับ เพื่อความไม่ประมาท หากการปะทะเกิดขึ้น                 “มาแล้ว!!” ปฏิกิริยาโต้ตอบเกิดขึ้นทันที ธาสิทธิกระชับปืนตามผู้พูด ประตูรถเปิดออก ไม่ใช่รถเก๋ง แต่เป็นกระบะคันเดิม ประตูผู้โดยสารด้านหลังที่เขยื้อนออก เผยให้เห็นร่างคนสองร่าง                  “เฮ่ยย!!” ธาสิทธิเป็นฝ่ายอุทานก่อน ดูท่าจะตกใจกว่าเสกสร                   “ชิบหาย มันมาได้ไงวะ!!” ตกใจไม่แพ้กัน หากแต่ตั้งสติได้ก่อน                   “ออกจากรถๆ!! งานนี้ยาวแน่” เสกสรพูด สิทธิทำตามแต่โดยดี ประตูรถฝั่งคนขับถูกเปิดออก และร่างที่หลบไปอยู่ด้านหลังรถอย่างรวดเร็ว ตามที่เคยฝึกมาก่อน ตามด้วยอีกร่างที่เคลื่อนตัวผ่านข้ามเกียร์มาอีกฝั่ง เพราะประตูฝั่งเขาอยู่ในมุมยิงของคนร้าย                     “กูงงไปหมดแล้ว ไอ้โรจน์ มึงเป็นสายให้กูนะ นั่นเพื่อนกู บ้าอะไรของมึงเนี่ย!!” นายตำรวจหนุ่มตะโกนถามทันที หลังจากได้ที่กำบัง เพราะกั้นความสับสน และสงสัยถึงขีดสุดไว้ไม่ได้ โรจน์เด็กหนุ่มที่ทำให้เขารู้เบาะแสถึงม้าแดง และตามรถต้องสงสัยมาถึงที่นี่ได้ กลับอยู่ในรถคันนั้นเสียเอง ไม่เพียงแค่นั้น คนที่มันล๊อคคอไว้เป็นตัวประกันด้านในตัวรถ ณ ตอนนี้ กลับกลายเป็นเพื่อนสนิทของเขา ผู้ซึ่งขณะนี้ควรจะลาพักร้อนไปอยู่กับครอบครัว อาชา!!                       “กูไปเดินห้าง เห็นไอ้ห่านี่ท่าทางมีพิรุธเลยขอเข้าตรวจค้น แม่งฉวยโอกาสฟาดกูเต็มแรงจนแทบสลบตอนกูเผลอ พลั๊ก!! โอ้ย!!” ปืนถูกใช้เป็นอาวุธฟาดเข้าที่ปีกหลังของผู้ตะโกนเต็มแรง นัยว่าให้หยุดพูด                       “หยุดพูด ลงมา!!” มันบอกตัวประกัน โรจน์เปิดประตูด้านหลัง ลากตัวประกันลงจากรถ แม้มันจะมีร่างกายที่สูงใหญ่กว่า แต่ธาสิทธิไม่คิดว่าเพื่อนของตนจะพลาดท่าให้ไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่ได้ แล้วอีกอย่างคือมันทำอย่างนี้ทำไมกัน โทรมาในโทรศัพท์ให้พวกเขาตามมาจับมันที่จี้เพื่อนของพวกเขาเป็นตัวประกันเอง เพื่ออะไร                    โรจน์ที่เขาเคยรู้จักเป็นเพียงแค่เด็กชายที่หลงผิดเข้ามาในวงการทุเรศๆนี้ มันไม่ใช่คนดุร้ายโดยนิสัยแท้จริง ตอนจับมันได้ครั้งแรก แค่ธาสิทธิชักปืนออกมา แล้วพูดขู่มันสี่ห้าคำ มันก็แทบจะเป็นลมตายแล้ว อย่างที่บอก ปัสสาวะอุจจาระราดเลยทีเดียว เห็นว่าไม่ใช่คนเลวโดยสันดาร จึงเอามาเป็นสาย เผื่อจะปรับตัวได้ ไม่คิดว่ามันจะบ้าดีเดือดได้ขนาดนี้ อาชาก็เช่นกัน เขาเป็นตำรวจฝีมือดี ระวังรอบคอบ ธาสิทธิรู้จักเพื่อนตนดี อันที่จริงมันเข้าขั้นระแวงตลอดเวลาเลยด้วยซ้ำ ปืนต้องอยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา ว่าจะกิน หรือนอน โดนไอ้ห่านี่เล่นง่ายๆได้อย่างไรกัน                    “มึงต้องการอะไร ไอ้โรจน์!!” เหมือนรู้กัน ธาสิทธิเริ่มเจรจา ก่อนที่เพื่อนเขาอาจโดนมากกว่าปืนฟาด ทางด้านเสกสรก็เล็งปืนนิ่ง เป้าคือศีรษะของคนร้ายจี้ตัวประกัน พร้อมยิงตลอดเวลา ไม่น่าพลาด เพราะโชคดีที่ไอ้เด็กชื่อโรจน์นี่ตัวมันสูงใหญ่ ต่างจากตัวประกันที่มันใช้กำบังกายซึ่งมีรูปร่างสันทัด เป้ายิงเลยกว้าง                      “ให้กูขึ้นรถคันนั้นแล้วขับผ่านไป กูจะปล่อยไอ้ห่านี่อีก 500 เมตรข้างหน้า แล้วจบกัน” นั่นคือข้อเสนอของโรจน์ ตอนนี้เด็กหนุ่มไม่มีท่าทียำเกรงผู้เคยให้โอกาสตนเลย                       “ไอ้เด็กระยำ แล้วมึงจะให้พวกกูออกมาแต่แรกทำไม” เขาเผลอตะโกนถามออกไปโดยอัตโนมัติอย่างไม่รู้ตัว                      “ความจริงมันต้องมีแผนล่อ รถกระบะคันนี้ต้องไม่ใช่กูที่ขับ ต้องมีอีกคนหนึ่งขับล่อพวกมึงไปก่อน ที่จุดนัดพบ กูจะต้องถ่ายยาไปอีกคันหนึ่ง แล้วขับไปอีกทาง ทุกอย่างจะไปได้สวย ถ้าไอ้ห่านี่ไม่มาเจอเสียก่อน พลั๊ก!!” ทุบปืนอีกครั้งเข้าที่กลางหลังบริเวณจุดเดิน คราวนี้ร่างกายของตัวประกันทรุดลงไปอีก เสกสรกระชับปืน เห็นซึ่งโอกาส แต่ก็ไม่กล้าเสี่ยง นิ้วของไอ้เด็กนี่อยู่ในโก่งไกปืน ยิงโดนร่างมันอาจกระตุก และเหนี่ยวไกจนกระสุนถูกยิงใส่อาชาโดยอุบัติติเหตุ ยังยิงไม่ได้ ปืนลูกโม่นั่น ปืนที่อยู่ในมือมัน คล้ายจะเป็น S&W สักรุ่น ระยะไกลเกินที่จะรู้                       “นั่นปืนใครกัน..” ธาสิทธิเอ่ย เมื่อสังเกตเห็นปืนมีราคา จากการที่มันใช้ทุบเพื่อนเขา                       “มึงมีปัญหาซื้อปืนแพงๆแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ” เขาพูด พลางมองไปที่คนทั้งสอง เพื่อนของเขา อาชา มันคงไม่ยอมค้นตัวคนร้ายโดยที่มันเองไม่มีปืนติดตัวอยู่เป็นแน่ ไอ้โรจน์เองที่เขารู้จักก็ขี้กลัวขี้ขลาดเข้าขึ้น อย่าว่าแต่หาปืนดีๆเลย แค่ถือปืนจี้คนมันก็คงจะไม่กล้าด้วยซ้ำ ถ้าเรื่องพอจะมีหลักมีผลเสียหน่อยที่จะเป็นไปได้ ปืนในมือมันที่จี้เพื่อนเขาอยู่ ควรจะเป็นปืนของเพื่อนเขาที่ถูกมันแย่งมา อาชาใช้ CZ 75B 9mm. สีดำคล้ายของเขา แต่กลับไม่มีปืนนั้น ไอ้โรจน์โยนมันทิ้งหรือ หรือว่ามันเลือกที่จะใช้ปืนของมันเอง ก็ไม่น่าใช่ ปืนต้องใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ เผชิญหน้ากับตำรวจสามคน ปืนแมกกาซีนที่บรรจุหลายนัด ย่อมดีกวาปืนลูกโม่ ไอ้โรจน์สวนเครื่องแต่งกายแบบที่มันชอบแต่ง กางเกงขาสั้นแบบมีเชือกผูกเอว และเสื้อยืดตัวบาง คงเพราะมันตัวใหญ่จึงขี้ร้อน ให้ใส่เสื้อหรือกางเกงขายาวคงลำบาก นั่นเป็นข้อดีสำหรับเขา ธาสิทธิพินิจย์แล้วว่ากางเกงของมันไม่สามารถเหน็บปืนไว้ด้วยได้แน่ ไม่มีเข็มขัด ไม่รัดรั้งด้านปืนได้พอ มันมีแค่ลูกโม่                         “กูว่ามันแปลกๆ” รุ่นพี่ผู้มีประสบการณ์มากกว่ากระซิบ เขาเองก็เริ่มรู้สึกเช่นกัน มันดูไม่ธรรมชาติเลย สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปืนในมือของทั้งคู่ยังกระชับอยู่ ไม่ทันที่จะคิดสิ่งใดได้ต่อ เกิดสั่นร้องด้วยความตกใจของคนร้ายขึ้น มันล้มลงไปด้านหลังรถ จังหวะเดียวกันที่อาชาวิ่งออกมาจากด้านหลังรถนั่น วิ่งมาหาพวกเขาได้ ก็เกิดอะไรขึ้น อาชาจัดการมันได้เหรอ เขาหลุดจากพันธนาการ และพาตัวเองวิ่งหนีออกมาหรือ วิ่งหนี เดี๋ยวก่อน!! เพื่อนที่เขาร็จักคนนี้ ไม่ใช่คนที่จะวิ่งหนีคนร้าย จัดการมันได้แล้วทำไมไม่ซ้ำ!!                       “หยุดอยู่กับที่เลยนะ ห้ามใครขยับ มึงทั้งคู่นั่นแหละ ไม่อย่างนั้นกูยิง!!” เป็นอาชาที่หยุดชะงักยืนหราอยู่ระหว่างกลาง ทำสีหน้าตกใจนิดๆ ศูนย์เล็งของ colt.357 ไม่สามารถส่องไปยังร่างที่นอนกับพื้นโดนมียางรถยนต์ที่แบนแฟบนั่นกำบังให้อยู่ได้ อย่างไรก็ตามมันจ่อไปที่ร่างของรุ่นน้องอีกคนที่เพิ่งรอดพ้นจากชะตากรรมร้ายมาได้ อาชาทำหน้าสับสนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น                         “อะไรของพี่เนี่ยพี่เสก ผม..” พูดยังไม่ทันจบก็ถูกขัด                       “มึงหมุนตัวให้กูดูด้านหลังช้าๆไอ้ชา ส่วนมึงไอ้โรจน์ อย่าเงยหน้าขึ้นมานะ นิดเดียวก็ส่องมึงแน่รับรอง!!” เขาพูด ธาสิทธิเองก็สับสน ทำอะไรไม่ถูก ไอ้โรจน์ยังหมอบอยู่อย่างนั้น ไม่กระดิกตัว มันทำตามคำสั่งที่ได้ยินจากเสียงเหี้ยม เหลือก็แต่อาชา ที่ยังคงยืนนิ่ง คราวนี้  cz 2075 rami เองก็จ่อเล็งไปทางเพื่อนรักของเจ้าของมันเช่นกัน                        “ช้าๆนะมิง!! “ รุ่นพี่ตำรวจย้ำ ขึ้นนกปืนดังแกร๊ก! อาชายกมือทั้งสองข้างขึ้น ทำท่าทางจะหมุนตัวกลับให้ตรวจสอบ เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีน้ำตาล สวมกางเกงยีนสีฟ้าซีด เป็นชุดสบายๆ                        ทันใดนั้น!! ลำตัวถูกหนุนเร็วผิดประหลาดไปจากคำสั่ง อาชาย่อตัวลงกับพื้น มือขวาที่ตวัดไปด้านหลังตามแรงหมุนปรากฏปืน CZ 75B 9mm. สีดำทมิฬในครอบครอง ตามด้วยการจ้องเล็งฉับพลัน และไกที่เหนี่ยวด้วยความเร็ว เกิดเสียคำรามลั่นทั่วบริเวณ                         “ปั่งๆๆๆๆ!!” ห้านัด คือจำนวนกระสุนที่ถูกยิง สองนัดจากปืนลูกโม่และสามนัดจากแมกกาซีน แต่ไม่ใช่แมกกาซีนของธาสิทธิ เขายังไม่ได้ลั่นไก ร่างของตำรวจที่เขาเคารพล้มลงนอนคว่ำกับพื้น มีเลือดซึมผ่านเสื้อ เขามองดูเพื่อนของเขา มันแค่ทรุดลงไปนั่งเท่านั้น ยังไม่ถึงกับนอน ดูท่าจะบาดเจ็บเช่นกัน ธาสิทธิกระชีบปืนเล็งเตรียมยิงซ้ำอย่างไม่ลังเล แต่พริบตา กลับต้องเปลี่ยนเป้ายิงกะทันหัน ไอ้โรจน์โผล่หัวขึ้น เพราะเห็นว่าเสกสรล้มลงแล้ว ปืนในมือมัดตรงแหน่วมาด้านหน้า ไม่ได้ชี้ไปหาอาชา แต่เป็นเขา กระสุนลั่นอีกต่อเนื่อง                         “ปั่งๆๆๆ!!” น้อยกว่าเมื่อครู่หนึ่งครั้ง ปืนของธาสิทธิได้สำแดงเดชโดยเจ้าของมันแล้ว กระสุนสามนัดพุ่งไปตรงเป้าหมาย ไหล่ซ้ายของโรจน์กระตุกถอยหลัง เลือดซิบนิดๆที่ขอบใบหู อันที่จริงตัวมันตอนนี้ก็สั่นอยู่แล้วด้วยความกลัว ที่มันทำไปนั้นแค่สัญชาติญาณ แต่แค่โชคดีเท่านั้น ไม่โดนธาสิทธิยิงถูกจุดสำคัญ และยิ่งกว่านั้น มันเองกลับยิงโดนธาสิทธิ ตำรวจหนุ่มใช้มันสัมผัสบาดแผลบนร่าง ก้ำกึ่ง ไม่รู้ว่าถูกจุดสำคัญหรือเปล่า บริเวณระหว่างรักแร้กับหน้าอก ถ้าโดนน่าจะเป็นปอด เขามีอาการเจ็บมากก็จริง แต่ยังหายใจได้ปกติอยู่                           เหลือบมองใต้ท้องรถ ด้านข้างของรุ่นพี่ที่นอนแนบนิ่ง ผ่านไปเป็นภาพของผู้ร้ายสองคน ไอ้เลวโรจน์กลับไปหลบในที่กำบัง ส่วนไอ้เพื่อนทรยศหมอบลงกับพื้น คงจะเคลื่อนที่ไปไม่ไหว สองรุมหนึ่ง อย่างไรก็เสียเปรียบ                          “เอาแม่ง ยื้อไปก็เท่านั้น” อาชากล่าวเป็นเชิงคำสั่ง ไม่ผิดแน่ว่าพูดกับไอ้โรจน์ เขาค่อยๆคลานต่ำเข้ามาให้ เล็งปืนมายังใต้รถที่ธาสิทธิหมอบตัวอยู่ ส่วนไอ้คนรับคำสั่งก็ทำตาม มันค่อยๆออกจากที่กำบังด้วยท่าทางกล้าๆกลัวๆ ปืนลูกโม่ในมือจ่อไปทางด้านหน้า ตรงเหนือตัวรถ เผื่อว่าศัตรูลุกขึ้นจากที่กำบัง มีกระสุนเหลืออยู่ในโม่อีกสี่นัด ที่แท้แม่งเป็นพวกเดียวกัน อาชามันแกล้งทำเป็นถูกจับ แล้วหลุดออกจากพัธนาการได้ ทำทีว่าจะวิ่งเข้ามาใกล้ๆ แล้วจ่อยิงเขากับเสกสร เคราะห์ดีที่รุ่นพี่ของเขามองออกก่อน ว่ามันซ่อนปืนไว้ด้านหลัง แต่ก็เป็นเคราะห์ร้ายอีกเช่นกัน ที่บัดนี้พี่ของเขานอนแนบนิ่งไปกับพื้นดินแล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่มีเวลาห่วงคนอื่น ตัวเขาเองก็ย่ำแย่                        ‘เอาวะ!!’ ธาสิทธิคิดในใจ เขาไม่ได้เป็นตำรวจเพื่อเกรงกลัว หรือหลบหนีผ็ร้าย ไม่ได้เป็นตำรวจเพื่อปล่อยให้ไอ้คนระยำทรยศหน้าที่รอดพ้นไปได้ และท้ายที่สุด ไม่ได้เป็นตำรวจเพื่อกลัวตาย!! ปืนสีดำทมิฬราวกับได้รับพลังจากเจ้านาย มันถูกบีบจับแน่นกว่าเดิม กระสุนเหลืออีก 11 นัด พอถมเถ มีอีกแมกในกระเป๋ษ เหลืออีก 6 นัด แต่คงไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยน แค่ที่มีอยู่ตอนนี้ก็คงตัดสินได้แล้ว พุ่งตัวออกไป ยืนให้สูง หมอบไม่ได้ ไอ้อาชาฝีมือดีกว่าไอ้โรจน์แน่นอน โรจน์มันมีหน้าที่เล็งสูง ดังนั้นยิงไอ้เวรตะไลอาชาให้กระจุยก่อน ตอนนั้นอาจโดนกระสันจากไอ้ห่าโรจน์ แต่มันยิงไม่แม่นมาก เขาอาจไม่ตาย แล้วพลิกกับมายิงมันคืนได้ แค่นี้ก็จบเกมส์              พอถึงตอนก่อนจะลงมือเขาฉุกคิด เหมือนนึกอะไรออก ‘อาชา’ ‘ม้าแดง’ ทำไมเขาถึงไม่เอะใจก่อนหน้านี้นะ ม้าแดงมันเก่งเกินโจรกระจอก เหมือนอ่านใจตำรวจได้ก่อนโดนจับกุมทุกที ที่แท้ มันก็คือตำรวจนี่เอง แถมยังเป็นคนใกล้ตัวเขา มิน่า ไอ้เพื่อนเวรนี่จึงให้เขาทำคดีนี้เพียงคนเดียว โดยอ้างว่าอยากให้เขาได้ความดีความชอบบ้าง ความแค้นในอกเริ่มหนาแน่นขึ้น มันถูกขับย้ายโดยเจ้าของร่าง ไปยังฝ่ามือ และนิ้วที่กระชับปืนแน่น ไม่มีอะไรต้องเสียไปมากกว่านี้แล้ว!!            “ฮึ่มม!!” เสียงกัดฟันข่มความเจ็บปวด ตำรวจหนุ่มเผยตัวจากที่กำบัง ใจมุ่งมั่นทำตามแผนที่คิดไว้ คนร้ายอีกสองคนก็เช่นกัน เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวทั่วทั้งแถบอย่างต่อเนื่อง             “ปั่งๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!” เสียงปืนที่ดังราวกับเนิ่นนาน แต่เมื่อสิ้นผ่านไปแล้วทุกอย่างกลับเหมือนเร็วปานลมที่พัดหวน ร่างทั้งสี่นอนแนบนิ่งอยู่กับพื้น              “เละเทอะเลยวุ้ยย” เสียงหนึ่งพูดขึ้น มันเล็ดลอดผ่านแมกไม้ที่ข้นรกชัด บดบังทัศนวิสัยที่ควรจะสามารถมองผ่านแล้วเห็นได้โดยง่าย ร่างใหม่ที่ปราศจากไร้ซึ่งบาดแผลโผล่ขึ้น บุคคลที่ห้าปรากฏตัว ยืนตระหง่านเย้ยร่างทั้งสี่ที่นอนจมกองเลือดอย่างไม่ใยดี รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า ทั้งๆที่ไม่ควรน่ายินดีเลยก็ตาม กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น              “นายทินครับ ไม่สิ.. หัวหน้าม้าแดง..” เสียงหนึงพูดขึ้น ผู้ยืนเด่นหันไปทางต้นเสียงทันที เขาคุ้นเคยกับเสียงนี้ และรู้ว่าใครพูด              “ผมทำตามที่นายบอกแล้วครับนาย ผมล่อพกมันมาตายได้ทั้งหมดเลย คราวนี้ผมได้เป็นลูกน้องนายแล้วใช่ไหมครับ ม้าขาว.. ผมได้เป็น.. กิจการเฮโรอีนของนาย..” มันพูดด้วยท่าทางทรมาร บาดแผลทั่วร่างจากคมกระสุนขนาด 9 มม. ทำให้เลือดไหลไม่หยุด ถ้าไม่นับบุคคลที่ปรากฏตัวขึ้นใหม่นี้แล้ว วันนี้เห็นจะเป็นโรจน์ ที่โชคดีมากที่สุด แต่แม้กระสุนจะไม่ถูกจุดสำคัญเลยก็ตาม เลือดที่ไหลไม่หยุด ปล่อยไว้เช่นนี้ก็สามารถตายได้ มันจึงร้องอ้อนวอนต่อนายที่แท้จริงของมันนั่นเอง             “คนเรานี่ก็แปลกนะ..” เขาเริ่มพูด เดินไปปลดปืนในมือของร้างไร้วิญญาณออกมาถือไว้เสียเอง ปืนสีทมิฬ ตอนนี้มีเลือดแดงเปื้อนอยู่ด้วย จะชมว่างดงามกว่าเก่าคงไม่ผิด หากแต่จะเป็นการตอกย้ำความสูญเสียที่เกิดขึ้น  cz 2075 rami มันยังพอมีกระสุนเหลืออยู่บ้าง ไม่นัดก็สองนัด ถุงมือสีขาวสัมผัสเข้าไปในโก่งไก            ”แต่ละคนคิดกันไปคนละอย่าง ขาว ดำ เทา ปะปนกันมั่วไปหมด เลือกสักอย่างคงดี สู้ให้โลกลุกเป็นไฟไปเลย บางทีอาจไม่ต้องมีใครเสียใจก็ได้”            “นาย นายจะทำอะไรครับ ผมหักหลังไอ้ตำรวจขี้ยานี่แล้วไงครับ แกล้งทำเป็นเชื่อฟังตามคำสั่งมัน จนมันเชื่อใจ เล่าทุกอย่างให้นายฟังตลอดเกี่ยวกับพวกมันทุกตัว แล้วล่อมันมาในที่ที่นายต้องการ แถมยังฆ่าไอ้ตัวเหี้ยอุดมคติได้อีกตั้งสองตัวได้อีก นายสัญญาไว้กับผมแล้ว” มันเริ่มพร่ำเพ้อ พูดด้วยเสียงสั่น น้ำในตาคลอ ราวกับรู้ถึงชะตากรรมของตัวเอง ปืนลูกโม่ในมือไม่มีกระสุนเหลืออยู่แล้วสักนัด อันที่จริงมันมีแต่ปลอกกกระสุนเปล่า            “รู้ไหมคนแบบไหนที่ทำให้โลกยิ่งดูแปลกประหลาด..” พูดด้วยน้ำเสียงราวแฝงด้วยความตาย ขยับตัวเดินเข้ามาใกล้ ตอนนี้มาดเจ้าหน้าที่เรียบร้อยประจำกล้องวงจรปิดไม่เหลืออยู่เลย เขาไม่ได้แค่เฝ้ามองทุกอย่างแล้ววางแผนอีกต่อไป หากแต่ตอนนี้เป็นหมากในเกมตัวหนึ่งแล้ว         “คนแบบมึงไงล่ะ นกสองหัว ทำให้ส่วนผสมที่มันมั่วซั่วอยู่แล้วยิ่งเพี้ยนเข้าไปกันใหญ่..” กระชับปืนขึ้นเล็งไปยังร่างที่รอแร่ ลมหายใจรวยรินแนบติดอยู่กับพื้น มันไม่มีแม้เสียงจะร้องข้อชีวิตแล้วขนาดนี้ ใบหน้าบิดเบี้ยว น้ำตาอาบไปทั่วใบหน้า              “มึงตายๆไปซะเถอะ ส่วนกูจะเอาทุกอย่างไป..”กล่าวพลางเหลือบมองกล่องใบใหญ่ในตัว รถกระบะเพียงแค่สิ้นเสียงพูดเท่านั้น พรันคำรามลั่นอีกเสียง              “ปั่ง!!” เพียงนัดเดียว ร่างเซถลา รางนั้นเคยยืนเด่นอยู่ เนื้อตัวไปเปรอะเปื้อนฝุ่นหรือเลือดเลยแม้แต่น้อย หากแต่ตอนนี้ ชุดเครื่องแบบที่ใส่ อาบชุ่มไหลย้อยลงด้วยสีแดงฉาน ราวกับประกอบเป็นหนึ่งเดียวตามเจตนาของเขามัจจุราชผู้โหดเหี้ยมล้มลงก่อนจะลงมือสังหาร เหยื่อที่รอดชีวิตมองดูร่างของผู้ที่เป็นทั้งนักบุญ และปีศาจในคนเดียวกัน ก่อนที่จะหมดสติลง                        “มันเป็นอย่างนี้นี่เอง” ผู้เอ่ยคำพูดราวกระซิบแผ่วเบา ส่วนหนึ่งอาจเพราะเจ็บปวดจากบาดแผลเกินกว่าจะเค้นเสียง อีกส่วนเพราะความโกลาหลในจิตใจที่ถาโถมเข้ามา ปรายตามองศพที่มีเลือดพร่างพรูออกมาจากศีรษะด้านหลังด้วยความหดหู่ ร่างนั้นคือสุทิน เขารู้จักดี อาชาเขายังไม่แปลกใจ มันเป็นคนเก่ง บางก็ก็ดูฉลาดแกมโกงไปบ้าง แต่สุทิน เขายิ่งกว่าคาดไม่ถึงเสียอีก และแม้ทุกอย่างจะดูเหมือนจบลงแล้ว แต่ปืนลูกโม่คู่ใจที่เพิ่งปิดหนึ่งชีวิตไปในมือยังไม่ระวาง วันนี้เขาเจอเรื่องไม่คาดฝันมามากจนไม่อยากประมาทอีกต่อไป              “หืม..” เมื่อมองเข้าไปในรถกระบะ เสกสรเห็นกล่องใบใหญ่ พนันได้เลยว่าในนั้นไม่เป็นเงินสดก็ยาเสพติด ยาเสพติดเม็ดสีแดงประเภทยาบ้า มีรูปม้าพยศสลักอยู่ที่กลางวง มันไม่ต่างกันหลอก ต่อให้เป็นยา ถ้าเป็นของ’ม้าแดง’ หรือในที่นี้คือของ’สุทิน’ มันต้องเอาไปเปลี่ยนเป็นเงินมหาศาลได้แน่ๆ               ‘พอกันทีกับชีวิตตำรวจอุดมคติแข็งกล้าแต่เสี่ยงตายอย่างหมา ครั้งหน้ากูคงไม่โชคดีสลบจนเหตุการณ์จบแล้วแบบนี้แน่ คงตายเข้าสักครั้ง’ คิดในใจ นัยน์ตาจ้องมองไปยังของมีค่าในรถกระบะนั่น ร่างของไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่ ยิงเลยก็ตาย ทิ้งไว้ไม่ช่วยก็ตาย คงไม่มีพยานสักปาก แต่แล้วเหมือนมีอะไรสะกิด เขาหันกลับไปมองอีกร่างที่เคยร่วมทางมาด้วยกัน ธาสิทธิ ร่างไร้วิญญาณของรุ่นน้องดูบอบช้ำที่สุด ทั่วเนื้อตัวพรุนไปด้วยรอยกระสุน 9 มม. และ .38 ดูช่างน่าเวทนา             “ไอ้เวรเอ้ยย กูไม่อยากอยู่รับความดีความชอบคนเดียวนะโว้ย มันเขินน่ะ” พูดพลางน้ำตาคลอ เมื่อพินิจดูร่างนั้นแล้วต้องประหลาดใจ แม้ร่องรอยบาดแผลคร่าชีวิตทั้งตัวของรุ่นน้องจะดูเจ็บราวถูกไฟนรกแผด แต่ใบหน้าของมันกลับยิ้ม ยิ้มค้างไว้เช่นนั้น ดวงตาไม่ยอมปิด กายทอดกับพื้นแผ่หรา ราวกับประสบซึ่งสิ่งหวัง อิสระ ไม่ต้องดิ้นรนใดๆอีกต่อไปแล้ว            “รับสิวะ เดี๋ยวกูก็ตายอีกคนหลอก” ในที่สุดเขาก็ละจากภาพกล่องใบใหญ่ในรถกระบะ เดินผ่านร่างของโรจน์ที่หายใจแผ่วเบาไปยังร่างที่ไม่มีแม้ลมหายใจของธาสิทธิ มือถือโทรศัพท์มือถือที่กดโทรออก มั่นใจแล้วอีกศพตำรวจทรยศที่เดินผ่านก็ตายสนิท               “ผมร้อยเอกเสกสร เกิดการวิสามัญขึ้น มีเจ้าหน้าที่น่าจะตายแน่แล้วหนี่ง ผู้ร้ายในคราบเจ้าหน้าที่อีกสอง คนร้ายรอดชีวิตแต่ก็บาดเจ็บสาหัส นอกจากผมแล้วเขาคือพยานรู้เห็นเหตุการณ์คนเดียว แต่ผมเองก็แย่ไม่แพ้กัน อย่าเพิ่งถามอะไรเหลยครับ ส่งหน่วยพยาบาท กับพิสูจน์หลักฐานมาก่อนเถอะ ครับ.. ขอบคุณครับ..” พูดจบกดวางสาย แล้ววางมือถือลงข้างตัว ถัดจากร่างไร้วิญญาณ ใช้มือข้างเดิมลูบเปลือกตานั้นให้ปืดลง แม้ว่ารอยยิ้มเดิมจะยังอยู่ก็ตาม ถอนหายใจยาว น่งพิงอยู่ข้างร่างนั้นเพื่อรอเวลา                   “หลับให้สบายโว้ยไอ้น้อง...”
อ่าน 143 / ตอบ 4 คน [ 14 ก.ค. 2557, 21:35 ]  เขียนโดย วง วง
 หากคุณมีทั้งโทรศัพท์เคลื่อนที่ กล้องถ่ายรูป แท็บเล็ต และอุปกรณ์อื่น ๆ ภายในบ้าน คุณคงมีปัญหาในการจัดเก็บสายต่าง ๆ แน่เลยค่ะ เพราะฉะนั้นเรามาเก็บสายและแกดเจ็ดต่างๆ ให้เป็นระเบียบเรียบร้อยไว้ในแหล่งชาร์จไฟสุดสวยด้วยไอเดียง่ายๆ เหล่านี้กันเถอะค่ะ ตกแต่งลิ้นชักด้วยตัวของคุณเอง เป็นเรื่องปกติที่คุณจะจัดเก็บแกดเจ็ดต่างๆ ไว้ตรงประตูเข้าบ้าน เพราะมันจะสะดวกในการหยิบเอามาใช้ในช่วงที่คุณรีบ ดังนั้น ให้คุณหาลิ้นชักที่โต๊ะใกล้ ๆ ประตูหรือชั้นเก็บของตรงทางเข้าบ้านมาทำเป็นที่สำหรับเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ของครอบครัวของคุณ โดยให้เจาะรูที่ด้านหลังของลิ้นชักดังกล่าวเพื่อให้สายไฟต่างๆ สามารถลอดผ่านได้ จากนั้นใช้ผ้าขนสัตว์หรือแผงที่ทำจากไม้ก๊อกคลุมพื้นลิ้นชักเพื่อป้องกันการเกิดรอยขีดข่วน สำหรับสายไฟก็ให้ต่อปลั๊กไว้ที่ด้านหลังของลิ้นชักซึ่งจะทำให้การเสียบปลั๊กไฟของอุปกรณ์ทำได้ง่ายสะดวกสบายโดยให้มีสายไฟเพียงสายเดียวอยู่ด้านหลังของโต๊ะคุณ พื้นที่ตู้และชั้นวางเสื้อผ้าตรงทางเข้าบ้านที่สามารถทำหน้าที่ได้สองอย่างด้วยกัน บริเวณที่แขวนเสื้อผ้าตรงทางเข้าบ้านจะมีประโยชน์มากขึ้นหากคุณแบ่งเป็นสัดเป็นส่วนสำหรับสมาชิกของครอบครัวแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นการจัดวางเสื้อนอก รองเท้าบูท และกระเป๋าไว้ด้านล่าง ส่วนอุปกรณ์อื่น ๆ ก็วางไว้ด้านบนของชั้นวาง แล้วให้คุณรูปถ่ายติดเอาไว้เพื่อเตือนให้ทุกคนทราบถึงสิ่งของเหล่านั้น ทั้งนี้ ยังสามารถวางปลั๊กต่อสายไฟไว้ด้านบนของตู้เพื่อให้สะดวกในการหยิบใช้ได้อีกด้วย เปลี่ยนกล่องสำหรับจัดเก็บเครื่องเขียนของคุณ กล่องสำหรับจัดเก็บเครื่องเขียนมักจะมีขนาดพอดีสำหรับการเป็นแหล่งชาร์จไฟ ดังนั้น ถ้าคุณมีที่จัดวางเครื่องเขียนที่ไม่ได้ใช้งานอยู่ในบ้าน คุณน่าจะลองนำมาดัดแปลงดู โดยให้เริ่มด้วยการใช้กรรไกรหรือมีดตัดแผงกั้นช่องเป็นรูหรือเจาะรูในกรณีที่วัสดุเป็นไม้เพื่อให้สายไฟสามารถลอดออกไปในด้านหลัง จากนั้น คุณก็จะสามารถจัดเก็บโทรศัพท์มือถือและแกดเจ็ดอื่น ๆ อย่างมีระเบียบเรียบร้อยได้ในช่องที่แบ่งไว้ของที่จัดวางเครื่องเขียน ซึ่งทำให้คุณมีทางเลือกที่จะจัดเก็บอุปกรณ์ต่าง ๆ ดังกล่าวไปบนโต๊ะทำงานอีกด้วย ปรับเปลี่ยนตู้ในครัวของคุณ คุณเคยสังเกตไหมว่าคุณมักจะใช้งานโทรศัพท์ในห้องครัว ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณควรจะจัดให้ชั้นวางของในตู้ในครัวหนึ่งชั้นเป็นแหล่งชาร์จไฟ โดยให้เลือกใช้ตู้ที่อยู่ด้านบนซึ่งมีปลั๊กไฟอยู่ด้านล่างเพื่อให้การใช้งานสะดวกที่สุด วิธีการทำให้เริ่มจากการเจาะรูด้านล่างของตู้เพื่อให้สายไฟสามารถลอดผ่านได้ จากนั้น ให้ใช้ชั้นวางของแบบเคลื่อนย้ายได้ เพื่อให้คุณสามารถจัดระเบียบการจัดวางอุปกรณ์ต่าง ๆ ทั้งหมดให้เหมาะกับพื้นที่ ทั้งนี้ ให้คุณเอาปลั๊กต่อสายไฟไว้ด้านข้างเพื่อให้สะดวกในการเสียบต่อ จัดการกับชั้นวางรองเท้าของคุณให้ดูสดใส ชั้นวางรองเท้าที่สามารถเปิดแบบเอียงได้หรือแผงช่องใส่รองเท้าแบบที่สามารถแขวนบนบานประตูก็จะกลายเป็นอุปกรณ์ชั้นเยี่ยมในการนำมาดัดแปลงเป็นแหล่งชาร์จไฟสำหรับทุกคนในครอบครัวได้ ชั้นวางรองเท้าแบบชั้นเปิดเอียงจะดูเพรียวบางและยังดูเท่อีกด้วยถ้าคุณเปิดออกมา และในแผงช่องใส่รองเท้าก็จะพอดีการบริเวณที่คุณจะใช้สำหรับแขวนเสื้อผ้าตรงทางเข้าบ้านของคุณ ดัดแปลงแหล่งชาร์จไฟให้มีหน้าตาที่ไม่เหมือนใคร  แม้ว่าแหล่งชาร์จไฟแบบธรรมดาจะช่วยชาร์จไฟได้เหมือนกัน แต่วิธีการดัดแปลงแหล่งชาร์จไฟนี้ของคุณก็จะดูน่าสนุกสนานยิ่งขึ้นในการสร้างสรรค์ให้มันไม่เหมือนของใคร โดยให้คุณลองทาสีแหล่งชาร์จไฟของคุณ หรือจะใช้กระดาษวอลล์เปเปอร์ที่เหลือใช้มาตกแต่งด้านหน้าและด้านข้าง หรือจะใช้ไม้บรรทัดคัดลายตัวอักษรเพื่อเติมอักษรย่อของชื่อคุณลงไปก็ได้ทั้งนั้นเลย ให้คุณลองใช้แนวความคิดของคุณเองและคุณจะเพลิดเพลินไปกับมันคะ! เคล็ดลับในการจัดแยก: ให้แปะป้ายเอาไว้ ใช้สติ๊กเกอร์ที่มีสีสันสวยงามสำหรับการติดป้ายให้กับสายไฟเส้นต่าง ๆ ว่าใช้คู่กับอุปกรณ์ใดบ้าง เพื่อไม่ให้คุณต้องร้องตะโกนถามอีกว่า “สายชาร์จของฉันอยู่ที่ไหน” ดูเหมือนว่าจะเป็นการมองโลกในแง่ดีไปหน่อย ก็ไม่มีอะไรเสียหายถ้าคุณจะลองทำดูนะคะ
อ่าน 53 / ตอบ 0 คน [ 14 ก.ค. 2557, 11:11 ]  เขียนโดย ยูโนว์ ยูโนว์
 เค้าว่ากันว่า มีตัวเลขอยู่สองชนิด ที่มีอานุภาพหลอกหลอนจนทำให้สาวๆหลายคนต้องตกเป็นทาส+ยอมแลกทุกอย่างเพื่อยังคงตัวเลขนั้นให้อยู่ในหลักน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ นั่นก็คือ “อายุ” และ “น้ำหนัก” แต่อย่างว่าแต่ละนาง ใจกลัวสุดขั้วแต่ปากนี่กินรัวไม่ยั้ง บ้างว่า "เดี๋ยวพรุ่งนี้ค่อยลด" บ้างว่า"นั่นนิดนี่หน่อยร่างกายไม่รู้สึกหรอก" แต่สุดท้ายเห็นจบลงด้วยการเปิดเว็บดีล หาดีลรีดไขมัน ฉีดเมโส คาร์บอกซี่ กระทั่งถึง ดีลชุดกระชับสัดส่วนอูมามิ(นามสมมติ) กันมานักต่อนักค่ะ  เรามาดูกันเถอะค่ะ ว่าไอ้เจ้าความคิดแบบไหนที่มันกำลังเป็นทรราชย์ต่อน้ำหนักของเรา ที่มันพยายามกล่อมเราว่า "กินได้ไม่ผิด" หรือที่เราเรียกมันว่า “ข้ออ้างในการกิน!!” นั่นเอง 1. บอกตัวเองว่าเมนส์ใกล้มาแล้ว หิวเป็นเรื่องธรรมดา -  มันจะไม่ธรรมดาตรงที่กินยุบกินยิบตลอดเวลา แล้วพบว่าคำเล็กคำน้อยเหล่านั้นมันรวมตัวเป็นไขมันติดตัวไปไหนมาไหนด้วยนั่นแหละ!  2. มีเมนส์อยู่เสียเลือดเยอะ ต้องเพิ่มพลัง - เข้าใจอะไรผิดเปล่าคะ ประจำเดือนไม่ได้กลั่นออกมาจากกระเพาะนะคะ ถึงได้เติมได้ด้วยอาหาร ขนม ไอศครีม ชอคโกแลต อีกอย่างเลือดที่เสียออกไปปริมาณหน่วยเพียง cc. ค่ะ มิได้เป็นลิตร! คงไม่ต้องทดแทนจนถึงขั้นหนังท้องตึง หนังหย่อนหรอกค่ะ!!  3. ทำงานเครียดมากเลย ต้องกินน้ำตาล! เพิ่มอาหารสมอง!  - เฮลโลววว จริงอยู่ค่ะว่าเวลาเหนื่อยๆ เครียดๆ เนี่ยหาอะไรกินแล้วสดชื่นขึ้นอะไรขึ้น โดยเฉพาะของหวานๆ แต่มันน่าจะเกี่ยวกับการเติมเต็มทางจิตใจมากกว่าสมองนะคะ ได้ยินมาว่า หากสมองล้า ให้ทานโปรตีนจะดีกว่าคาร์โบไฮเดรตค่ะ (ส่วนทานอะไรดี ซุปจริง ซุปหลอก อาหารสมองยี่ห้อใด อันนี้ต้องรบกวนผู้รู้ให้ข้อมูลอย่างละเอียดนะคะ เดี๊ยนขออนุญาตตต)? ?4. เพิ่งออกกำลังกายเสร็จ เหงื่อออกแล้ว ต้องหาอะไร ”เบาๆ” ทดแทนซักหน่อย  - คือ เบิร์นไขมัน เรียกเหงื่อไปได้ซํักร้อยกว่าๆ แคล แต่เติมเข้าไปอีก หนึ่งพันสามร้อยแคลอย่างงี้ กินมันไปตั้งแต่แรกเลยดีกว่าค่ะ รวบรัด ตัดจบ ผลลัพธ์เสมอตัว เพราะจริงๆแล้วถ้าเรายิ่งกินหลังจากออกกำลังกายเนี่ย ร่างกายเซย์เฮลโหล เวลคัมทูไทยแลนด์ให้กับสารอาหารต่างๆที่เข้ามา ดูดซึมดียิ่งกว่าเดิมอีกนะเจ้าคะ  5. หิวมื้อดึก อยากหาอะไรง่ายๆ เบาๆ ไม่แป้ง ไม่มัน กินไม่น่าจะเป็นอะไร - อยากบอกว่าข้อนี้ใจไม่แข็งพออย่าได้เริ่มเลยค่ะ ลองได้เริ่มจากนม ผัก ผลไม้ นมถั่วเหลือง โลว์แฟต แล้วเป็นอันต้องจบด้วยฟูลคอร์สครบห้าหมู่ตอนตีสามทุกครั้งไป คอนเฟิมว่ามากกว่า 80% ของผู้หญิงเราเคยเจอกับเหตุการณ์นี้ ด้วยผลการวิจัยจากมหาวิทยาคิงคองเหล็ก แถมบางราย ทำโทษตัวเองโดยการไม่กล้านอนทันที ถ่างตารออีกสองชั่วโมงเพื่อรอย่อย นอกจากจะอ้วนแน่ๆแล้วยังทำให้ระบบเผาผลาญงง โลจิกเสียอีกด้วยค้าาาา  สุดท้ายนี้ ขอฝากไว้ว่า ร่างกายเรา ปากเรา ตัวเรา ทุกอย่างเกิดขึ้นจากตัวเราเอง เราเลือกได้ อย่างคำที่ว่า You are what you eat! จำไว้ง่ายๆว่า "เอาออกยากกว่าเอาเข้าหลายเท่าตัวค่ะ"
อ่าน 75 / ตอบ 0 คน [ 14 ก.ค. 2557, 11:04 ]  เขียนโดย ยูโนว์ ยูโนว์
 พูดถึงเรื่องวิญญาณย่อมมีทั้งคนที่เชื่อว่า * มีจริง* และ * ไม่เชื่อว่ามีจริง * นอกจากสองคนกลุ่มนี้ยังมีอีกสองกลุ่มคือ * เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง * และ * ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ * แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีทัศนะต่อผีต่อวิญญาณในกลุ่มไหนก็ตาม หากขอให้ไปเดินเล่นคนเดียวในป่าช้าตอนเที่ยงคืน เชื่อได้เลยว่าไม่มีใครเล่นด้วยเด็ดขาด.  บุคคลทั่วไปเชื่อว่าสถานที่ซึ่งควรจะเป็นที่ชุมนุมผีชมรมวิญญาณคือป่าช้าทั้งหลายนั่นเอง ดังนั้นป่าช้าจึงได้รับการยกย่องให้เป็นที่สยองขวัญระดับสุดยอดและดูเหมือนไม่เคยตกอันดับทุกยุคทุกสมัย  สถานที่สยองขวัญนอกจากป่าช้าแล้วก็ยังมีที่อื่นอีกกระจายไปทั่วทุกๆจังหวัด สำหรับสถานที่ใดได้รับการย่องให้เป็นอาณาบริเวณสยองขวัญชวนขนหัวลุกจะต้องมีมาตรฐาน ประการสำคัญนั่นคือ จะต้องมีผี หรือ วิญญาณปรากฏซ้ำซาก มีประวัติน่าหวาดเสียว ระทึกใจและต้องมีพยานรู้เห็นหลายครั้งหลายหนเป็นที่น่าเชื่อถือได้. 10 อันดับ สถานที่สยองขวัญ ในซอยรามคำแหง 32  ลึกเข้าไปในซอยรามคำแหง 32 ท่านจะพบบ้านทรงสเปนหลังหนึ่งรูปทรงสวยสง่าน่าอยู่ แต่บ้านนี้ไม่มีใครอยู่อาศัยนานกว่า 20 ปีแล้วปล่อยให้ทิ้ง ร้างเก่าคร่ำทรุดโทรมอย่างน่าใจหายประวัติของบ้านมีว่าเจ้าของบ้านเป็นชาวต่างชาติวันหนึ่งเจ้าของบ้านขับรถออกไปทำงานตามปกติที่บ้านมีสาวใช้อยู่ เพียงคนเดียว  คนร้ายไม่ทราบจำนวนซึ่งคงมาแอบสังเกตการณ์นานพอสมควร ฉวยโอกาสเข้าปล้นและฆ่าสาวใช้ตายคาที่  นับตั้งแต่นั้นมักจะได้ยินเสียงผู้หญิงร้องให้ช่วยดังโหยหวนน่าสยดสยอง และ ยังเห็นผู้หญิง (เข้าใจว่าเป็นสาวใช้ที่กฆ่าตาย ) เดินวนเวียนวูบวาบอยู่ในบ้าน เจ้าของบ้านทนอยู่ไม่ไหวต้องย้ายไปอยู่ที่อื่นเล่ากันว่าหลังจากนั้นมีคนได้ยินเ สียงผู้หญิงร้องให้ช่วยดังมาจากบ้านร้างบ่อยๆ และ มีคนเห็นผู้หญิงลึกลับยืนอยู่หน้าบ้านเป็นประจำเมื่อเข้าไปใกล้ก็ หายไป.  วัดมหาบุศย์ พระโขนง ที่วัดมหาบุศย์ ยังมีศาลย่านาคตั้งอยู่ สืบเนื่องมาจากตำนานรักของแม่นาคพระโขนงที่รู้กันแพร่หลายเล่ากันว่าเมื่อผีแม่น าคอาลวาดหลอกหลอนจนชาวบ้านหาปกติสุขมิได้ เจ้าประคุณสมเด็จโต ( วัดระฆัง ) ได้มานำวิญญาณแม่นาคไปพร้อมกับกระดูกกระโหลกหน้าผากแล้วอบรมสั่งสอนให้รักษาศีลปฏิบัติธรรม นัยว่าแม่นาคเลื่อนภพเป็นเทพ หากยังมีผีวนเวียนที่วัดมหาบุศย์คงมิใช่วิญญาณแม่นาคอย่างแน่นอน. ในซอยสายหยุด อู่รถเมลล์เก่า  ที่นี่เป็นสุสานรถเมลล์ หรือรถโดยสารประจำทางที่ประสบอุบัติเหตุร้ายแรงจนใช้การไม่ได้ ซากรถเมลล์แต่ละคันมีประวัติคนตายโหงคารถในสภาพสยด สยองมาแล้ว และเป็นที่เล่าลือกันว่าอยู่ดีๆ ไฟในรถกลับเปิดสว่างขึ้นมาเอง หรือ มีคนมายืนโบกรถหน้าอู่ แท๊กซี่จะเข้าไปจอดรับก็หายไปบางครั้งมีคนวิ่งตัด หน้าและ หายไปดื้อๆ.  ในซอยรอดอนันต์ 1 ถ.สุขาภิบาล1  เป็นบ้านร้างทรงไทยอยู่ริมบึงห่างไกลจากบ้านอื่นๆ ในระแวกนั้นบริเวณบ้านรกครึ้มด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยคุณยายเจ้าของบ้านเสียชีวิตที่บ้านหลังนี้ และ น่าเชื่อว่าวิญญาณของคุณยายไม่ยอมไปผุดไปเกิด ยังคงวนเวียนอยู่ในบ้านกระทั้งลูกหลานไม่กล้าอยู่ ต่างแยกย้ายไปอยู่ที่อื่นหมดปล่อยบ้านทิ้งร้างชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา และ ที่บ้านหลังนี้เล่าลือกันว่าผีดุนักคนอยู่ระแวกใกล้เคียงเคยเห็นผีคุณยายมายืนชี้นิ้วอยู่ที่หน้าบ้านเมื่อมีเด็กๆ วิ่งเล่นอยู่ในบริเวณหน้าบ้าน เคยมีคนใจกล้าเข้าไปในบ้าน ได้ยินเสียงผู้หญิงแก่ๆ  ขู่ตะคอกจนต้องเผ่นออกมาแทบไม่ทัน.  รังสิต คลอง 13  จากถนนใหญ่เข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร มีบ้านพักถูกไฟไหม้เกือบหมดทั้งหลังแต่ยังเหลือซากบ้านอยู่ส่วนหนึ่ง ข้อมูลบางกระแสเล่าว่ามีผู้หญิงตายในไฟ บ้านหลังนี้อยู่ในสวนมะขามหวานแต่ถูกทิ้งให้รกร้าง  คนในระแวกใกล้เคียงต่างยืนยันกันว่าตอนกลางคืน จะได้ยินเสียงผู้หญิงกรีดร้องโหยหวนมาจากซาก บ้านบ่อยๆ พร้อมกันนั้นเคยมีคนเห็นผีผู้หญิงในบริเวณซากบ้าน.  ในซอยมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ถ.พัฒนาการ  เป็นโรงงานร้างเมื่อก่อนนี้เป็นโรงงานทำปากกา และ เป็นโรงกลึงขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ 80 ไร่  เหตุที่กลายเป็นโรงงานร้างชำรุดทรุดโทรมมีวัชพืช ขึ้นปกคลุมรกครึ้มเช่นทุกวันนี้ ว่ากันว่าเจ้าที่เจ้าทางแรงระหว่างที่ดำเนินงานอยู่มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหต หลายคน ผู้ลงทุนขาดทุนย่อยยับจนต้องเลิกกิจการ  หากเดินเข้าไปในอาณาเขตโรงงานร้างจะสัมผัสบรรยากาศยะเยือกผิดปกติ และ เล่าลือกันว่าหากไปเคาะแท้งก์น้ำซึ่งตั้งอยู่ 3 ใบ 3 ครั้งจะปรากฏเจ้าที่เจ้าทางออกมาให้เห็นทันที.  วัดปราสาท จ.นนทบุรี  เป็นวัดเก่าแก่โบราณ สร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง เคยขุดพบกำแพงเมืองรอบอุโบสถอายุ 300 ปี  ด้านหลังอุโบสถมีคุ้มเก่าแก่ชำรุดทรุดโทรมว่ากันว่าเจ้าของสถานที่คือ พระนางอุษาวดีเทวี ชาวบ้านระแวกนั้นเรียกว่า "แม่"และ" เจ้าแม่ " เวลากลางคืนหากไปที่บริเวณคุ้มจะมีบรรยากาศวังเวงน่ากลัวมากผู้ใดไปแสดงกิริยาวา จาจ้วงจาบหยาบคายไม่เคารพผู้เป็นเจ้าของสถานที่มักจะพบกับ เหตุการณ์แปลกๆ  น่าขนหัวลุก.  โรงงานร้างอยู่ในอุตสาหกรรมบางปู (ฝั่งเดียวกับเมืองโบราณ)  สถานที่อยู่สุดซอย 2 เมื่อก่อนนี้เป็นโรงงานทำรองเท้า ขณะที่กิจการกำลังดำเนินงานไปด้วยดี ได้เกิดอุบัติเหตุร้างแรง คือ เครื่องปั้มลมเกิดระเบิดคน งานหลายคนเสียชีวิตสยองนับตั้งแต่นั้นคนงานที่ทำงานอยู่ถูกผีหลอกวิญญาณหลอนจนต้องทะยอยลาออกไปเรื่อยๆ จนหมดกิจการประสบความวินาศเจ้าของโรงงานยิงตัวตายในห้องทำงานชั้นบนของโรงงานและ กลายเป็นสถานที่รกร้างเรื่อยมาเล่าลือกันว่าผีดุมากปัจจุบันนี้ยังมีเศษรองเท้ากระจายเกลื่อนและปั้มลมมรณะก็ยังอยู่.  ในซอยวัชรพล เป็นบ้านทรงยุโรปหลังใหญ่ซึ่งยังก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ถูกทิ้งร้างค้างคาอยู่ในสภาพเดิม เวลากลางคืนดูน่ากลัวชวนขนลุกยิ่งและว่ากันว่ามีคนพบเห็นวิญญาณของชายหญิง และ เด็กปรากฏวูบวาบบ่อยๆ สาเหตุที่บ้านหรูหลังใหญ่กลายเป็นบ้านร้าง เนื่องจากเจ้าของบ้านหลังนี้พาครอบครัวขับรถไปเที่ยวต่างจังหวัดประสบอุบัติเหตุ เสียชีวิตหมดทุกคน.  ในซอยวัชรพลเช่นกัน  เป็นหมู่บ้านร้างตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 100 ไร่ ชื่อ * หมู่บ้านปิยพร * คนเก่าคนแก่ในพื้นที่เล่าว่าที่ดินส่วนนี้เคยเป็นป่าช้ามาก่อน เจ้าของโครงงานไม่ได้ทำพิธีบอกกล่าวขออนุญาตเจ้าที่เจ้าทาง ดังนั้นพอเริ่มงานก่อสร้างจึงพบกับอุปสรรคนานาประการ ต่อมามีคนงานเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุหลายคนในเขตหมู่บ้านมีบึงใหญ่อยู่แห่งหนึ่งก็มีเด็กตกไปตาย 2-3 คน ประกอบกับบ้านในโครงการไม่มีผู้สนใจอย่างที่ประเมินเอาไว้จึงต้องยุติโครงการกลายเป็นหมู่บ้านร้างกลางกรุง พร้อมกันนั้นก็มีเสียงเล่าลือว่า ผู้ที่เข้าไปในเขตหมู่บ้านยามวิกาล  มักจะพบวิญญาณแสดงตัวหลอกหลอนเล่นเอาขวัญหนีดีฝ่อไม่บังอาจกล้ำกลายเข้าไปอีก.
อ่าน 58 / ตอบ 0 คน [ 14 ก.ค. 2557, 11:01 ]  เขียนโดย ยูโนว์ ยูโนว์
 สิวเกิดกับคนทุกเพศวัย แต่จะพบว่าผู้เป็นสิวมักอยู่ในช่วงวัยรุ่น อายุตั้งแต่ 13-25 ปี  คณาเวชคลินิกการแพทย์แผนไทย ให้ข้อมูลว่า สิว มี 2 ชนิด คือ ชนิดที่ 1 สิวไม่อักเสบ และชนิดที่ 2 สิวอักเสบ เมื่อเกิดสิวชนิดนี้ผิวหน้าของเราจะมีอาการอักเสบ เจ็บ บวม และแดง โดยความรุนแรงอาจเป็นได้ตั้งแต่ตุ่มนูนแดง สิวหัวหนอง สิวอักเสบที่มีตุ่มนูนใหญ่ หรือมีลักษณะของถุงหนองขนาดใหญ่   สิวอักเสบนี้รักษาให้หายได้ แต่หากรักษาสิวไม่ถูกวิธี และไม่ต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดการดื้อยา รักษายาก กลับมาเป็นซ้ำ เกิดแผลเป็น  การรักษาสิวด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความสนใจในปัจจุบัน  ด้วยการฝังเข็มที่เริ่มมีตั้งแต่สมัยก่อนคริสต์ศักราช ในยุค "ชุนชิว" (770 ปีก่อนค.ศ.-453 ปีก่อนค.ศ.) ซึ่งการฝังเข็มไม่เพียงแต่จะกระตุ้นการไหลเวียนของลมปราณและเลือด ขจัดเลือดลมที่ติดขัด ยังช่วยปรับการทำงานของอวัยวะภายใน ปรับความสมดุลของหยินและหยาง กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย ช่วยปรับการทำงานของสารคัดหลั่ง ซึ่งมีผลต่อการรักษาโรค  ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าการฝังเข็มทำให้เกิดการหลั่งสาร "แอนเดพฟาลีนและเอน ดอร์ฟิน" ที่ช่วยระงับปวด และสาร "ออโตคอย" ที่ช่วยลดการอักเสบได้ และได้นำการฝังเข็มมารักษาสิวด้วย  ตามหลักแพทย์แผนจีนสิวเกิดจากปอดเกิดไฟ โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่มีรูปแบบพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ชอบนอนดึก ทาน อาหารฟาสต์ฟู้ด การสะสมความเครียดในร่างกาย ก่อให้เกิดการสะสมไฟที่ปอด แต่ในบางคนอาจจะเกิดไฟที่หัวใจ ตับ เป็นต้น   นอกจากนี้ ยังฝังเข็มเพื่อช่วยในการ กระตุ้นระบบขับถ่าย ขับพิษออกทางอุจจาระ เมื่อเกิดการสะสมของไฟที่มากเกินปกติจะทำให้กลายเป็นพิษและขับออกมาในรูปแบบของสิวบนใบหน้า  การบำบัดสิวบนใบหน้า ตามหลักการแพทย์แผนจีนจะใช้การฝังเข็มควบคู่กับการครอบแก้ว ขั้นตอนแรกในการบำบัดสิว คือ ผู้เป็นสิวต้องได้รับการตรวจแมะ การจับชีพจรแบบจีน เพื่อตรวจประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะภายใน หรือสืบเสาะตำแหน่งที่เกิดไฟอุดตัน ก่อนฝังเข็มกระตุ้น 12 เส้นลมปราณ และใช้การครอบแก้วดูดเลือดพิษออกจากร่างกาย  การฝังเข็มยังมีประโยชน์ช่วยบำบัดโรคภูมิแพ้ ไข้หวัด ปวดกระเพาะ โรคกระเพาะ ท้องผูก ท้องเสีย ลดน้ำหนัก เคล็ดขัดยอก ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดตามข้อ ปวดคอ ปวดหลัง ปวดเข่า ปวดข้อศอก รูมาตอยด์ หน้าเบี้ยว หน้ากระตุก นอนไม่หลับ อัมพฤกษ์ เป็นต้น 
อ่าน 53 / ตอบ 0 คน [ 14 ก.ค. 2557, 10:59 ]  เขียนโดย ฮา.ฝุด.ฝุด ฮา.ฝุด.ฝุด
 สำหรับนักท่องเที่ยวที่กำลังมองหาสถานที่อันน่าตื่นเต้นระทึกใจ ในขณะเดียวกันก็เป็นสถานที่ที่เงียบสงบ เงียบจนกระทั่งได้ยินแม้เสียงลมหายใจของตัวเอง และเสียงนกที่อยู่ห่างออกไปไกลแสนไกล และแม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาไพร์มไทม์ที่ผู้คนต้องเร่งรีบออกจากบ้านเพื่อไปให้ถึงที่ทำงานให้ทันเวลา แต่ที่นี่ถนนสายหลักทุกสายกลับว่างเปล่า ดูคล้ายกับฉากในซีรีย์เรื่องดังของฝั่งอเมริกาอย่าง The Walking Dead เสียอย่างนั้น โดยสถานที่สุดสะพรึงที่มัชรูมทราเวลอยากแนะนำให้ท่านได้รู้จักในครั้งนี้ไม่ใช่สวนสนุกที่ไหน หรือเมืองที่ถูกสร้างขึ้นใหม่แต่อย่างใด แต่ที่นี่คือเมืองพรีเพียต (Pripyat) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองผีของเชอร์โนบิล เนื่องจากมันถูกทิ้งร้างไว้เกือบ 3 ทศวรรษ นับตั้งแต่เหตุการณ์แกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์หมายเลข 4 ของโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลใกล้เมืองพรีเพียตที่อยู่ทางตอนเหนือของยูเครน เกิดการระเบิดขึ้นจากการทำงานผิดพลาดของวิศวกรและคนงาน ยังผลให้เกิดเถ้าถ่านและฝุ่นละอองของกัมมันตภาพรังสีปลิวฟุ้งกระจายไปทั่วท้องฟ้าทางตอนเหนือของสหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันตก เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2529 ในเวลา 01.23 น. จนกระทั่งทางการยูเครน เบลารุส และรัสเซียต้องอพยพประชากรมากกว่า   336,000 คน ออกจากพื้นที่อย่างฉุกเฉิน ต่อมาในปี ค.ศ. 2005 สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ และองค์การอนามัยโลก ได้ประมาณการว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจากการระเบิดโดยตรงมากกว่า 600,000 คน โดยมียอดของผู้เสียชีวิตทันทีหลังการเกิดระเบิดจำนวน 56 คน ส่วนผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งจากการสัมผัสกัมมันตรังสีในครั้งนี้อาจสูงถึง 4,000 คนเลยทีเดียว พรีเพียต (Pripyat) เมืองผีแห่งเชอร์โนบิล  เมื่อเครื่องปฏิกรณ์หมายเลข 4 แห่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลเกิดการระเบิดขึ้นในเดือนเมษายนปี 1986 เมืองพรีเพียตซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเคียฟอันเป็นเมืองหลวงของยูเครนประมาณ 60 ไมล์ และตั้งอยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้าแห่งนี้มากที่สุดก็ได้กลายเป็นเมืองร้างนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ซึ่งเมืองพรีเพียตมีประชากรอาศัยอยู่ทั้งหมดกว่า 50,000 คน ส่วนใหญ่เป็นคนงานที่ประกอบอาชีพภายในโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลนั่นเอง แต่หลังจากเหตุการณ์ระทึกขวัญ ชาวเมืองทั้งหมดก็ได้ถูกอพยพออกไปอย่างฉุกเฉินภายในเวลา 36 ชั่วโมง โดยที่พวกเขาไม่ได้เตรียมตัวและเตรียมใจที่จะละทิ้งบ้านและข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เอาไว้เบื้องหลังแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่ทราบมาก่อนเลยว่าพวกเขาจะไม่ได้กลับมาเยือนที่นี่อีกเลยจนกระทั่งปัจจุบันนี้ การท่องเที่ยวเชอร์โนบิลและความปลอดภัย  เมื่อเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านจนย่างเข้าสู่ปีที่ 25 ของอุบัติภัยครั้งร้ายแรงในประวัติศาสตร์โลก การท่องเที่ยวยูเครนก็ได้ออกประกาศว่า สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบในการเสี่ยงภัยและต้องการเข้าไปเยี่ยมชมบรรยากาศภายในเขตพื้นที่เชอร์โนบิล สามารถเดินทางเข้าไปภายในเมืองพรีเพียตได้ในระยะเวลาสั้นๆ ทั้งนี้ยกเว้นในเขตพื้นที่ประมาณ 30 ไมล์ รอบๆ เครื่องปฏิกรณ์ที่เกิดระเบิดเท่านั้นที่ห้ามเข้าไปอย่างเด็ดขาด โดยทุกวันจะมีรถบัสคันเล็กๆ พานักท่องเที่ยวเข้าไปยังเขตหวงห้ามที่อนุญาตให้เข้าได้เฉพาะเจ้าหน้าที่เท่านั้น จากนั้นนักท่องเที่ยวจะได้รับเอกสารคนละหนึ่งชุดและต้องเซ็นรับทราบว่าจะปฏิบัติตามกฎข้อบังคับทุกอย่างเพื่อป้องกันการได้รับรังสีปนเปื้อนนั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ห้ามรับประทานอาหารและสูบบุหรี่ข้างใน ห้ามแตะต้องของทุกอย่าง และห้ามนั่งหรือวางสิ่งของบนพื้น เป็นต้น โดยนิตยสารฟอร์บส์ซึ่งเป็นนิตยสารเกี่ยวกับธุรกิจและการเงินของสหรัฐอเมริกาได้ระบุว่า เชอร์โนบิลคือสถานที่พิเศษหนึ่งเดียวในโลกที่จะเปลี่ยนวิถีความคิดของผู้ที่ไปเยือนไปตลอดกาล ซึ่งในปีแรกของการท่องเที่ยวเชอร์โนบิลนั้นมียอดของนักท่องเที่ยวสูงถึง 7,500 คนเลยทีเดียว ซึ่งสนนราคาค่าทัวร์ต่อคนนั้นอยู่ที่ประมาณ 5,000 บาท สิ่งที่ท่องเที่ยวจะได้เห็นภายในเชอร์โนบิล เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางถึงที่หมายแล้ว สิ่งแรกที่เรียกความสนใจให้ทุกคนที่มาเยือนต่างยกกล้องถ่ายรูปคู่ใจบันทึกภาพจนมือเป็นระวิงก็คือ ภาพของเตาปฏิกรณ์ที่เคยเกิดการระเบิด จากนั้นทั้งหมดจึงมุ่งหน้าสู่เมืองพรีเพียตที่กลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมแห่งหนึ่งในยูเครนซึ่งตั้งอยู่ห่างจากอดีตโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลเพียง 2 ไมล์เท่านั้น โดยปัจจุบันที่นี่ได้กลายเป็นเมืองร้างไปอย่างถาวร แม้ว่าสภาพของเมืองจะยังคงอยู่ในสภาพเดิมดังเช่นยี่สิบกว่าปีก่อนก็ตาม ด้วยป้ายในยุคโซเวียตที่ยังคงแขวนอยู่ตามตึกต่างๆ สวนสนุกซึ่งเครื่องเล่นสารพัดอย่างเขรอะไปด้วยสนิม หนังสือและของเล่นมากมายที่ถูกไว้ภายในอพาร์ตเมนต์ หน้ากากป้องกันแก๊สพิษจำนวนหลายพันชิ้นถูกทิ้งไว้เกลื่อนพื้นโรงอาหารของโรงเรียนที่ภายในชั้นเรียนยังคงติดโปสเตอร์โครงงานในวิชาต่างๆ ทั้งคณิตศาสตร์ ภาษารัสเซีย และวิทยาศาสตร์ไว้ตามฝาผนัง ส่วนในเรื่องของระบบนิเวศวิทยานั้น แม้พืชพรรณและสัตว์ป่าอาจจะไม่ได้รับผลกระทบ 100% เต็มเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ แต่อำนาจของรังสีก็ทำให้สัตว์ป่าบางประเภทมีจำนวนลดลง อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของสัตว์ป่า ณ บริเวณนี้ในระยะยาวอีกด้วย และบางประเภทก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม อย่างเช่นปลาดุกที่อยู่ในบ่อใกล้ๆ กับบริเวณที่เกิดระเบิดนั้นมีขนาดใหญ่โตราว 2 เมตร เป็นต้น  How to get there: เชอร์โนบิลอยู่ห่างจากเมืองเคียฟซึ่งเป็นเมืองหลวงของยูเครนประมาณ  70 กิโลเมตร จากเมืองหลวงของยูเครน ซึ่งแม้ว่าจะไม่ใช่ระยะทางที่ไกลแต่ประการใด แต่สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปที่นั่นจำเป็นจะต้องติดต่อบริษัทที่ได้รับการอนุมัติจากทางการให้สามารถเข้าไปได้เท่านั้น โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ระหว่าง 100-300 เหรียญสหรัฐฯ โดยขึ้นอยู่กับจำนวนของกลุ่มที่เดินทางว่ามีมากหรือน้อยนั่นเอง
อ่าน 50 / ตอบ 0 คน [ 14 ก.ค. 2557, 10:54 ]  เขียนโดย เทพีแห่งสงคราม เทพีแห่งสงคราม
 เรื่อง รอยนวล           แหมๆ คู่บ่าวสาวจะเข้าพิธีวิวาห์ทั้งทีถ้าขาดเจ้าสิ่งนี้ก็เหมือนขาดใจ อิอิ นั่นก็คือ "แหวน" แต่งงานนั่นเอง เพราะแหวนแทนใจถือว่าเป็นไฮไลท์สำคัญมากๆ ที่คู่บ่าวสาวต้องตระเตรียมและพิถีพิถันเป็นพิเศษ ขนาดของแหวนก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ต้องใคร่ครวญคิด และนี่คือเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ 3 ข้อ สำหรับหนุ่มๆ สาวๆ ที่กำลังเล็งเลือกไซส์แหวนอยู่...มาฝากกันจ้า วัดไซส์ออนไลน์           เรื่องง่ายๆ สำหรับการค้นหาขนาดแหวน เพราะมีหลายเว็บไซต์ที่นำเสนอวิธีวัดนิ้วหาไซส์แหวน ลองเสิร์ชคำว่า "Online ring sizer" จะพบว่ามีมากมาย บางเว็บไซต์จะให้พิมพ์กระดาษรูปแหวนออกมา แล้วตัดกระดาษตามเส้น จากนั้นจึงนำกระดาษไปลองสวมใส่นิ้วดู เพื่อหาว่าขนาดใดที่พอดีกับนิ้ว แต่หากคิดจะสั่งซื้อแหวนผ่านทางเว็บไซต์ สิ่งที่ควรคำนึงคือ แต่ละประเทศจะเรียกขนาดแหวนแตกต่างกันออกไป เช่น ประเทศในแถบเอเชียใช้ตัวเลขเหมือนกันแต่ก็แตกต่าง เช่นแหวนไซส์ 7 ของเอเชียจะเท่ากับไซส์ 4 อเมริกัน เป็นต้น ดูลักษณะนิ้วด้วย           การวัดขนาดแหวนให้แม่นยำจะมีเรื่องรูปร่างของนิ้วเข้ามาเกี่ยวด้วย แหวนที่วัดออกมาพอดี เมื่อนำไปสวมจึงมักจะติดข้อนิ้ว หากเป็นแหวนที่ใส่พอดีกับข้อ ก็จะหลวมหรือเลื่อนไหลไปมาบนนิ้ว ขณะที่คนนิ้วใหญ่มักมีขนาดของโคนนิ้วใหญ่กว่าข้อนิ้วจึงอาจมีปัญหากับแหวนที่เลื่อนไหลผ่านข้อออกมา เรื่องนี้อาจจะแก้ไขได้ด้วยการเลือกรูปแบบของแหวนให้เหมาะกับลักษณะนิ้ว ใหญ่กว่าหรือเล็กกว่าดี           คนส่วนใหญ่เชื่อว่า เลือกแหวนขนาดใหญ่กว่านิ้ว 1 หรือ 2 ไซส์ดีกว่า เพราะการตัดลดขนาดแหวนง่ายกว่าไปเพิ่มขนาด แต่ถ้าหากนิ้วของเรามีขนาดระหว่างแหวน 2 ไซส์ให้เลือกขนาดที่ใหญ่กว่า จำไว้ว่านิ้วของคนเราจะเปลี่ยนขนาดตามอุณหภูมิคือ ถ้าอากาศหนาวจะหดตัว อากาศร้อนจะขยาย จึงควรพิจารณาเรื่องนี้ด้วย ทางที่ดีเลือกแหวนที่พอดีกับนิ้วดีที่สุด           เอ้าถ้ารู้เคล็ดลับแล้ว ก็วัดดีๆ เพื่อไซส์ (แหวน) ที่ใช่และแม่นยำจ้า
อ่าน 40 / ตอบ 0 คน [ 14 ก.ค. 2557, 10:52 ]  เขียนโดย ก้อคนคนนึง ก้อคนคนนึง
เรื่องสั้นยอดนิยม
...กับพี่ข้างบ้าน
 ... มีต่อ »
อ่าน 75560 / เม้น 1 คน แต่งโดย no apen name
รักหมดใจคุนชายหน้าหื่น
  ... มีต่อ »
อ่าน 16750 / เม้น 32 คน แต่งโดย no apen name
sex
 อ่านแล้วเม้นด้วยนะจ๊ะ... มีต่อ »
อ่าน 16227 / เม้น 10 คน แต่งโดย no apen name