NiYay.com   นิยาย เรื่องสั้น กลอน เกมส์ เว็บบอร์ด glitter clip blog วาไรตี้ สมัครสมาชิก เปิดร้านค้า ขายหนังสือ
eXTReMe Tracker
 
นิยายจากทุกหมวด: 
ค้นหาจาก ชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง


เรื่องย่อ / แนะนำนิยาย  


นิยายเรื่อง : It‘s just my mind 2 (Fic Bleach:ByakuRuki)

Google+



คำโปรย.....


ตอนที่ 1 

‘ตั๋วเที่ยวออนเซ็น พักเรียวกังฟรีหรือคะท่านพี่!‘ 

หญิงสาวร่างเล็กแห่งตระ ... ลคุจิกิร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น นัยน์ตากลมโตเปล่งประกายระริกรี้ ในใจวาดภาพตัวเองนอนแช่ในบ่อน้ำกว้างที่มีไอร้อนลอยจากผิวน้ำคลอเคลียผิวขาวเนียนของตนตลอดเวลาอย่างมีความสุข 

‘อืม‘ คุจิกิ เบียคุยะ ตอบสั้นๆพลางยกชาขึ้นจิบ ‘เริ่มการแข่งสัปดาห์หน้า แต่ขอให้ส่งชื่อผู้เข้าร่วมแข่งขันภายในสัปดาห์นี้‘ 

‘แล้วกติกา..‘ 

‘ยังไม่ประกาศจนกว่าจะได้ชื่อผู้เข้าแข่งขันทั้งหมด‘ เขาว่าเรียบๆ แต่ก็ดูเหมือนเขาจะสนใจกิจกรรมนี้เป็นพิเศษ 

หลังจบศึกกับไอเซ็นและเซย์เรย์เทย์จัดการเก็บกวาดทุกอย่างให้คืนสู่สภาพเดิมเรียบร้อยแล้ว ปู่ยามะ ท่านหัวหน้าใหญ่แห่งสิบสามหน่วยพิทักษ์ได้คิดจะคืนกำไรสู่สังคม โดยการให้รางวัลตอบแทนยมฑูตทุกคนที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำศึกด้วยการให้ไปพักร้อนที่ออนเซ็นฟรีเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์พร้อมบริการพิเศษอื่นๆอีกมากมายตลอดเวลาการพักร้อน แต่เนื่องจากสิบสามหน่วยพิทักษ์กำลังถังแตกเพราะค่าใช้จ่ายในการสร้างและซ่อมแซมเมืองคาราคุระปลอม รวมทั้งค่ารักษาพยาบาลที่ไม่ใช่น้อย ทำให้ต้องจำกัดจำนวนผู้ที่จะได้รางวัลนี้ โดยใช้วิธีการแข่งขันเพื่อหาตัวผู้ชนะจำนวน 5 คู่ เท่านั้น ที่จะได้รางวัลใหญ่นี้ไปครอง ส่วนคนอื่นๆก็จะได้เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆแทน 

เบียคุยะแค่นยิ้มอยู่ในใจก่อนจะเอ่ยเรียบๆตามสไตล์ตัวเอง 

‘เพื่อศักดิ์ศรีของตระ ... ลคุจิกิ เราจะแพ้ไม่ได้‘ เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะด้วยท่าทีองอาจมาดมั่น 

 



‘เฮ้..‘ ลูเคียกำหมัดชูขึ้นฟ้าด้วยใจฮึกเหิม 


 

ตอนที่ 2 


‘ลู~~~เคียยย..ลู~~~~~เคียยยยยย‘ เสียงทุ้มห้าวอันคุ้นเคยดังมาจากหน้าประตูทางเข้าหน่วยสิบสามแห่งสิบสามหน่วยพิทักษ์เรียกเอาเจ้าของชื่อที่ยืนกวาดลานฝึกหันหน้าเบื่อหน่ายไปยังที่มาของต้นเสียงนั้น มือขาวๆที่จับไม้กวาดอยู่เกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนอย่างระงับโทสะ 

พอเจ้าของเสียงโผล่ร่างสูงของตนพ้นกำแพงเข้ามาให้เธอเห็นหน้าอย่างถนัดถนี่ สาวเจ้าก็จัดการประเคนหมัดลุ่นๆเข้าเสยคางท่านรองหัวหน้าหน่วยหก อาบาราอิ เร็นจิ อย่างเต็มแรงจนชายหนุ่มเสียหลักถอยรูดไปราวสองวา 

‘เจ้าบ้า! โหวกเหวกอะไรแต่เช้าห๊ะ!‘ เธอเหวใส่ท่านรองที่กำลังยืนทรงตัวขึ้นใหม่และเอามือกุมคางที่เริ่มจะขึ้นสีแดงจางๆ 

‘เอ่อ..โทษทีๆ‘ เร็นจิหัวเราะแหะๆแก้เก้อเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตัวเองส่งเสียงดังไปหน่อยตามคำด่าของลูเคียจริงๆ 

‘เออ..นี่เจ้าโดนลดอันดับมาเป็นคนกวาดพื้นแล้วเหรอ..แอ่กกกก‘ เขาพูดได้ไม่ทันจบคำลูเคียก็โดดเข้ามากระชากคอเสื้อโน้มใบหน้าของร่างสูงลงมาใกล้และสวนหมัดเข้าที่คางเป็นรอบที่สอง แต่ยังไม่ทันที่ร่างนั้นจะลอยหงายหลังตามแรงกระแทก คอเสื้อของเขาก็ถูกกระชากกลับไปอีกรอบ 

‘มีปัญหามากรึไงเร็นจิ การกวาดลานฝึกน่ะเป็นวิธีทำสมาธิอย่างนึงแล้วก็ช่วยฝึกเรืองกำลังแขนด้วย รู้เอาไว้ซะ!‘ เธอตะเบ็งเสียงใส่หูท่านรองจนแก้วหูแทบแตก มือเล็กๆผลักคนตัวใหญ่กว่าลงไปนั่งกับพื้น 

..ไม่รู้ว่าใครโหวกเหวกกันแน่?!.. 

เร็นจิได้แต่บ่นในใจ เอามือลูบคางป้อยๆ 

..มือหนักจริงแฮะยัยนี่.. 

..ที่ว่าฝึกสมาธินี่ คงไม่ได้ฝึกควบคุมอารมณ์ด้วยสินะ.. 

เขาบ่นอุบในใจเพราะไม่กล้าพูดออกไปจริงๆ.. 

ข้างฝ่ายลูเคีย พอเห็นเร็นจิลงไปนั่งหมดท่าแบบนั้นก็ถอนหายใจดังเฮือก วางไม้กวาดพิงต้นไม้ไว้และทิ้งกายลงไปนั่งชันเข่าคู่กับเขา 

‘ตกลงมีเรื่องอะไรถึงรีบร้อนมาแต่เช้า‘ หญิงสาวถามเสียงเบาลงกว่าตอนแรก 

‘เจ้ารู้เรื่องออนเซ็นรึยัง‘ 

‘รู้แล้ว ท่านพี่บอกเมื่อคืน‘ 

‘เอ่อ..แล้วเจ้า‘ เร็นจิอ้ำอึ้งจนหญิงสาวหันมามองอย่างขัดใจ 

‘มีอะไรก็พูดมาสิ อ้ำๆอึ้งๆอยู่ได้‘ 

‘เอิ่ม..เจ้าน่ะ มีคู่ลงแข่งหรือยัง‘ เขาถามเสียงค่อยราวกับไม่แน่ใจว่าจะถามดีไหม ขณะที่คนฟังได้ยินแล้วก็ต้องเลิกคิ้วอย่างแปลกใจกับคำถาม แต่ท้ายที่สุดเธอก็ยิ้มน้อยๆ 

‘มีแล้วล่ะ‘ เธอตอบอายๆ ใบหน้าออกสีชมพูเรื่อๆขึ้นมาทันที ‘คู่กับท่านพี่น่ะ‘ 

‘อ่อ..นั่นสินะ‘ 

..นั่นสินะ..งั้นรึ!? 

..ข้าไม่อยากได้ยินคำตอบแบบนี้เสียหน่อย.. 

..ข้าอุตสาห์ถ่อมาถามเจ้าเพราะข้าหวังคำตอบอย่างอื่นไม่ใช่หรือไงกัน!.. 

‘เจ้าล่ะเร็นจิ‘ ลูเคียหันมาถามกลับ 

‘ยะ..เอ๊ยยย มีแล้ว‘ เร็นจิกลืนน้ำลายอย่างรวดเร็วหลังจากพลาดเกือบหลุดปากไปว่ายังไม่มีคู่ที่จะเข้าแข่งขัน 

..จะให้บอกได้ยังไงว่ายังไม่มีคู่น่ะ.. ขายหน้าแย่สิ.. 

‘แต่ข้าไม่บอกเจ้าหรอกนะว่าใคร ฮ่าฮ่าฮ่า‘ เขาว่าต่อสีหน้าระรื่น ทั้งยังหัวเราะเสียงดังปกปิดความในใจที่ผิดหวังอย่างรุนแรง 

..จะให้บอกได้ยังไงว่า นอกจากเจ้าแล้ว ข้าก็ไม่อยากคู่กับใครอีก.. 

..คู่กับหัวหน้างั้นรึ..ที่เค้าพูดๆกันคงจะจริงสินะ เรื่องของเจ้ากับหัวหน้าน่ะ... 

‘งั้นเหรอ ก็ดีแล้วนี่‘ เธอว่ายิ้มๆแล้วตบไหล่เร็นจิดังป๊าบๆ 

‘ข้าแค่เป็นห่วง กลัวว่าเจ้าจะยังไม่มีคู่ก็เลยมาถามน่ะ ถ้ามีแล้วก็ดี‘ เขาว่าพลางแสร้งฉีกยิ้มกว้างที่แลดูจริงใจ 

..ครั้งนี้ ข้าก็คว้าตัวเจ้าไว้ไม่ได้อีกแล้วใช่ไหม..ลูเคีย 

..มือของข้า ไม่อาจเอื้อมไปถึงเจ้าอีกแล้ว.. 

..คุจิกิ เบียคุยะ ในที่สุดเจ้าก็ได้ครอบครองใจของนางสินะ.. 

‘เห็นข้าเป็นคนไม่มีเพื่อนขนาดนั้นเลยรึไง‘ เธอกระเซ้า พลางเอาศอกถองเบาๆ เธอเข้าใจในความหวังดีของเร็นจิดี 

‘ก็แน่ล่ะสิ ใครจะอยากคบกับยัยปากมาก กระโดกกระเดกอย่างกับผู้ชายอย่างเจ้ากันล่ะ บากะ..‘ เขาว่าพร้อมกับลุกขึ้นกระโดดหนีให้พ้นจากระยะทำลายล้างจากฝ่ามือเล็กๆของลูเคีย 

ลูเคียที่แกว่งมือไปตบหลังไม่ทัน ได้แต่ข่มเขี้ยวเคี้ยวฟันอย่างอาฆาต 

‘เจ้าบ้า!‘ เธอตะโกนไล่หลังอย่างหงุดหงิด หลังจากตั้งท่าเก้อเพราะซัดคู่กรณีไม่ทัน ขณะที่อีกฝ่ายย้ายก้นไปยืนโบกมือลาเธอนอกประตูเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

‘ข้าไม่ยอมแพ้เจ้าหรอกเร็นจิ‘ เธอว่ากับตัวเองพลางแสยะยิ้มไล่หลังร่างสูงที่พ้นไปจากสายตา 



*********************************************************************** 

‘เฮ้ย..คิระ‘ 

ชายหนุ่มผมแดงป้องปากร้องทัก คิระ อิซุรุ รองหัวหน้าหน่วยสามผู้มีผมสีทองปรกใบหน้าครึ่งหนึ่งที่ยืนตรวจความเรียบร้อยของหน่วยตรงหน้าที่ทำการ 

ชายหนุ่มร่างผอมหันหน้าไปตามเสียงเรียกอย่างไม่แปลกใจ 

‘อาบาราอิซัง! เจ้ามาก็ดี ข้ายังไม่ได้คิดบัญชีเจ้าเลยนะที่วันก่อนแอบหนีกลับก่อนน่ะ ปล่อยให้ข้ากับรุ่นพี่ฮิซางิแบกมัตสึโมโต้คุงที่เมาแอ๋อย่างหนักกลับกันสองคน เหนื่อยแทบตายเลยเชียว‘ 

‘เอาน่าๆ ก็ข้าต้องกลับไปทำงานต่อน่ะสิ‘ เร็นจิเดินไปตบหลังคิระเบาๆเป็นเชิงหยอก ‘เอาไว้วันหลังจะชดใช้ให้ละกัน..น่านะ‘ 

‘ก็ได้ๆ แต่ข้าต้องเป็นคนเลือกร้านนะ‘ คิระว่าเรียบๆ แต่เร็นจิได้ฟังกลับสะดุ้งเฮือก ได้แต่ยิ้มแหย 

‘อย่าให้มันแพงนักก็แล้วกัน เงินเดือนยังไม่ออกเลย‘ 

‘เรื่องนั้นไว้คิดดูอีกที ว่าแต่เจ้าเถอะที่มานี่มีอะไรหรือเปล่าถึงมาแต่เช้าเชียว ไม่ทำงานหรือยังไง‘ 

‘ว่าจะมาคุยกับเจ้าเรื่องออนเซ็นน่ะ‘ เร็นจิตอบ 

‘อ๋อ ที่หัวหน้าใหญ่จะจัดการแข่งขันอะไรนั่นน่ะเหรอ‘ คิระว่าขณะนึกถึงประกาศจากหัวหน้าใหญ่เมื่อวานนี้ ‘ยังไม่ได้คิดเลย เจ้าล่ะ‘ 

‘เฮ้อ ยังเลยน่ะสิ ว่าจะไปชวนยัยนั่น ยัยนั่นก็มีคู่ไปแล้วเสียอีก‘ เร็นจิผ่อนลมหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วเอนหลังพิงเสาอย่างเหนื่อยหน่าย ขณะที่อีกฝ่ายไม่มีสีหน้าแปลกใจที่ได้ยินเช่นนั้น 

‘เห..คุจิกิซังน่ะเหรอ ก็ต้องคู่กับหัวหน้าคุจิกิอยู่แล้วล่ะ‘ 

‘แม้แต่เจ้าก็พูดแบบนี้‘ ใบหน้าที่มีรอยสักนั้นยิ่งดูหมองลงไปอีกหลังเพื่อนตัวดีพูดสิ่งที่มันแทงใจเหลือเกิน 

‘ก็มันจริงนี่ ข้าว่าเจ้าตัดใจเถอะ ตั้งแต่ศึกอารันคาร์จบ เจ้าก็เห็นว่าสองคนนั่นสนิทกันขนาดไหน คุจิกิซังก็ดูร่าเริงมากขึ้นด้วยนี่นา‘ 

‘อืม ยัยนั่นมีความสุขข้าก็ดีใจนะ แต่..เฮ้ออ‘ เขาถอนใจ 

‘เอาน่าๆ‘ คิระยกมือโบกให้เป็นเชิงปลอบใจ ‘แล้วนี่เจ้ายังอยากจะสู้กับหัวหน้าคุจิกิอยู่หรือเปล่า‘ 

‘ไม่รู้สิ แต่ข้าก็รู้สึกว่าอยากจะเก่งขึ้นอีกน่ะ‘ 

‘เรื่องนั้นมันก็แน่อยู่แล้ว เราก็ฝึกกันมากขึ้นหนักขึ้นเพราะอยากจะเก่งขึ้นกันทั้งนั้นนี่นา‘ คิระว่า 

เร็นจิฟังแล้วพยักหน้าคล้อยตาม 

‘ฮ้าลลลลลโลลลล... สวัสดีหนุ่มๆทั้งหลาย สุมหัวทำหน้าเครียดอะไรกันแต่เช้าล่ะเนี่ย‘ การสนทนาของเพื่อนซี้ถูกขัดจังหวะจากรองหัวหน้าหน่วยสิบ เจ้าของหน้าอกขนาดมหึมาที่จู่ๆก็โผล่เอาตัวมาแทรกระหว่างตัวชายหนุ่มทั้งสองจนเซถลาไปด้านข้างอย่างไม่ทันตั้งตัว 

‘อะ..อรุณสวัสดิ์มัตสึโมโต้คุง‘ คิระเอ่ยทักทั้งที่ยังงงๆกับการปรากฏตัวแบบสายฟ้าฟาดของหล่อน 

‘เจ้าคุยอะไรกันอยู่ ปรึกษาปัญหาหัวใจรึยังไง ข้าคุยด้วยคนสิ‘ สาวเจ้าเอ่ยอย่างอยากรู้อยากเห็นเต็มแก่ 

‘ไม่ทำงานหรือครับ‘ คิระถาม 

‘เห็นอย่างนี้ก็เถอะข้าก็กำลังทำงานนะ? เธอว่า ?ข้าอุตสาห์หาเรื่องออกมาส่งหนังสือเวียนจะได้ไม่ต้องนั่งเคลียร์เอกสารกับหัวหน้า อุดอู้อยู่แต่ในห้องเบื่อจะตาย‘ 

คิระยิ้มขันๆ ไม่แปลกใจนักกับท่าทีและคำพูดนั้น 

‘ข้ากับคิระคุงคุยเรื่องออนเซ็นกันอยู่น่ะ‘ เร็นจิว่า 

‘เอ๋..ใช่ออนเซ็นของหัวหน้าใหญ่หรือเปล่า‘ เธอถามกลับ ชายหนุ่มพร้อมใจกันพยักหน้าเธอเลยถามต่อ ‘พวกเจ้าคู่กับใครล่ะ‘ 

‘ข้าว่าข้าจะคู่กับเร็นจิคุง‘ คิระตอบเรียบๆ 

‘เอ๋~~ แล้วข้าจะคู่กับใครดีล่ะเนี่ย‘ ใบหน้าขี้เล่นนั้นขมวดคิ้วอย่างไม่จริงจังนัก 

‘หัวหน้าฮิตซึกายะไงครับ‘ คิระว่า 

‘ตลกตายล่ะ แค่พูดคำว่า ‘ออนเซ็น‘ ก็ถูกสั่งให้นั่งเงียบๆแล้ว ยังไม่ทันจะได้พูดอะไรเลย แย่จริงๆ‘ เธอบ่นหงุงหงิง ‘อีกอย่างนะข้าก็ไม่คิดว่าหัวหน้าจะอยากคู่กับข้าหรอก หัวหน้าคงอยากจับคู่กับฮินาโมริคุงมากกว่า‘ 

‘มัตสึโมโต้คุงไปชวนรุ่นพี่ฮิซางิสิครับ รายนั้นน่าจะยังว่างอยู่นะครับ‘ คิระเสนอ 

นัยน์ตาสีเทาขี้เล่นนั้นเปล่งประกายทันที ‘อ๋า นั่นสิๆ ขอบใจนะคิระคุง ไว้คืนนี้เลี้ยงเหล้าสองขวดเลย‘ 

?หา.. คืนนี้เลยเหรอครับ? คิระโอดครวญ แต่คำพูดนั้นก็ส่งไปไม่ถึงคู่สนทนา

 

 

 

ตอนที่ 3 

ในเขตแดนอันกว้างใหญ่ของตระ ... ลคุจิกิ น้อยคนนักที่จะรู้ว่าด้านหลังคฤหาสถ์ของตระ ... ลมีสวนซากุระซึ่งจัดเป็นพื้นที่ต้องห้ามสำหรับคนภายนอก ซากุระแต่ละต้นนั้นล้วนปลูกมาตั้งแต่เจ้าบ้านรุ่นแรกๆของตระ ... ลคุจิกิ บัดนี้มันสูงใหญ่ราวกับจะแทงกิ่งก้านทะลุผ่านไปยังท้องฟ้า แม้ฤดูร้อนจะทำให้ต้นของมันดูกร้านและแห้งแล้งแต่เมื่อยามฤดูหนาวมาถึงมันจะเบ่งงานงดงามกว่าซากุระใดในเซย์เรย์เทย์ 

ในค่ำคืนที่ร้อนชื้นไร้เงาดอกซากุระเช่นนี้ มีร่างเล็กๆของลูเคียยืนสงบนิ่งจนดูคล้ายกับจะเลือนหายไปในความมืด 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอได้มายืน ณ ที่สำคัญของตระ ... ลเช่นนี้ เธอใช้สถานที่นี้ในการฝึกมาได้ระยะหนึ่งแล้วภายใต้การอนุญาตของเบียคุยะ 

ลูเคียยืนสงบจิตใจอันเป็นขั้นตอนเริ่มต้นในการสร้างสมาธิก่อนการฝึก หากทว่าเมื่อเธอหลับตาลงได้ไม่นานก็ปรากฏพลังวิญญาณรุนแรงจากด้านหลังของเธอตรงมายังเธออย่างมุ่งร้าย ลูเคียนิ่วหน้า มือชักดาบออกและหันหลังกลับไปรับคมดาบที่พุ่งมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงได้ทันท่วงที เสียงดาบกระทบกันดังก้องไปทั่วสวน 

เมื่อเพ่งมองไปยังเจ้าของดาบที่หันดาบใส่เธอ ลูเคียได้แต่เบิกตาโพลง 

‘ท่านพี่!!‘ เธอพึมพำอย่างตื่นตระหนก ทว่าอีกฝ่ายยังคงมีสีหน้าเรียบเฉยและไม่เอ่ยคำใดออกมา 

เขาพุ่งร่างสูงเข้าหาและฟาดฟันคมดาบใส่เธออย่างหนักหน่วง ขณะที่ลูเคียยังคงไม่แน่ใจว่าควรจะตอบโต้ดีไหมจึงเอาแต่ตั้งรับอย่างเดียว ระหว่างที่ลังเลอยู่นั้นเบียคุยะก็ฟาดดาบเข้าใส่ด้านขวาของเธออย่างรวดเร็วจนเธอตั้งรับไม่ทัน ได้แต่เบี่ยงตัวหลบไปด้านหลังจนล้มลง และคมดาบก็ได้กรีดแขนขวาของลูเคียเข้าเป็นทางยาว 

แม้จะเสียท่าจนลงไปนั่งพับอยู่กับพื้นแต่เธอรีบหันกลับมาตวัดดาบเข้าใส่เบียคุยะ จนชายหนุ่มต้องถอยกลับไปตั้งรับใหม่แต่ดาบของชายหนุ่มยังคงชี้มายังเธออย่างหวังเอาชีวิต 

ขณะนี้เธอรู้แล้วว่าชายหนุ่มตรงหน้าเอาจริงกับการต่อสู้เพียงใด หากเธอหลบทางดาบเมื่อครู่ไม่พ้นแล้วล่ะก็ เธอคงได้บาดเจ็บสาหัสเป็นแน่ 

เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น..ตอนนี้นั่นคงไม่ใช่ปัญหาเท่ากับคืนนี้เธอจะรอดไปจากคมดาบของเบียคุยะได้อย่างไร 

ลูเคียดึงผ้าเช็ดหน้าออกมาพันแผลไว้ลวกๆเป็นการห้ามเลือดไว้ชั่วคราว ในใจเริ่มตั้งมั่นว่าจะโค่นเขาลงให้ได้ 

..ศึกนี้เธอจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด! 

ลูเคียยันกายขึ้นมายืนอย่างมั่นคงอีกครั้ง คราวนี้นัยน์ตาเธอฉายแววเด็ดเดี่ยวกว่าเดิมด้วยความตั้งใจเต็มที่ 

หลังจากสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่เพื่อรวบรวมสมาธิ ฝ่ายตรงข้ามก็เริ่มบุกเข้ามาหาเธออีกคำรบหนึ่ง ด้วยความเร็วและรุนแรงที่เพิ่มเป็นสองเท่าของครั้งแรก แต่ครั้งนี้เธอไม่พลาดท่าอีกแล้ว เธอตั้งรับได้ดีกว่าเดิมแต่ก็ยังหาจังหวะบุกเพื่อโต้กลับไม่ได้ ทางดาบของเบียคุยะนั้นแทบจะเรียกได้ว่าไร้ช่องโหว่เลยทีเดียว 

ถ้าไม่มีช่องว่าง..ก็สร้างมันขึ้นมาสิ เธอคิด 

‘วิถีทำลายที่33 โซคัตซุย‘ ลูกไฟสีแดงดวงใหญ่ถูกปล่อยออกมาใส่เบียคุยะหลายลูกติดกัน จนชายหนุ่มต้องใช้วิถีมารสร้างเกราะขึ้นมากำบัง และทันใดเจ้าหล่อนก็ปลดปล่อยดาบเข้าโจมตี 

แต่นั่นก็ยังช้ากว่าการปลดปล่อยดาบของเขา กลีบดอกซากุระนับพันม้วนตัวเป็นเกลียวเข้าทำลายวงแหวนน้ำแข็งของลูเคียลงอย่างง่ายดาย 

ลูเคียอาศัยจังหวะนั้นใช้ก้าวพริบตาบุกประชิดตัวเบียคุยะและฟันดาบใส่ในทันใด หากทว่าเขาก็ใช้ก้าวพริบตาหลบคมดาบเธอไปได้เช่นเคย 

เบียคุยะแทบไม่รอให้เธอได้ตั้งหลัก กลีบซากุระก็ถูกบังคับให้โจมตีเธออีกระลอก ครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับเป็นการต่อสู้ที่ไร้จุดสิ้นสุด 

การต่อสู้แบบผลัดกันรุกผลัดกันรับเช่นนี้กินเวลาติดต่อกันหลายชั่วโมง แต่ดูเหมือนเขาจะเป็นฝ่ายรุกไล่เธอมากกว่า ลูเคียเดาเอาว่าเธอกับเบียคุยะจับดาบฟาดฟันกันมาราวห้าถึงหกชั่วโมงแล้วเห็นจะได้ จากกลางดึกจนเกือบรุ่งสาง จนค่ำคืนที่มืดสนิทจนท้องฟ้ากลายเป็นสีน้ำเงินจางๆ 

ลูเคียเริ่มรู้สึกถึงขีดจำกัดของร่างกาย ขาเริ่มจะล้าและแขนเริ่มจะถือดาบแทบไม่ไหว โดยเฉพาะแขนขวาที่เลือดยังคงไหลซึมออกมาเรื่อยๆนั้นเริ่มสั่นจนยากจะควบคุม เนื้อตัวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อแม้แต่ ชุดที่ใส่ก็มีร่องรอยฉีกขาดเต็มไปหมด 

แต่ฝ่ายตรงข้ามนั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง 

เขายังคงจู่โจมใส่เธอด้วยแรงที่ไม่ตกลงไปเลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าเธอจะใช้กลยุทธ์มากมายแค่ไหนในการโจมตีและตอบโต้แต่เขาก็หลบหลีกได้ทุกครั้ง ร่างกายสูงกำยำนั้นไร้ซึ่งบาดแผลแม้สักเศษเสี้ยวธุลี 
พลังวิญญาณก็ไม่ลดลงเลยสักนิด แววตาว่างเปล่าคู่นั้นยังคงมองมายังเธอราวกับจะมองทะลุตัวเธอไปยังต้นซากุระทั้งหลาย 

..ไม่ไหวแล้ว..มาได้แค่นี้เองหรือไง.. 

..ทรงตัวแทบไม่อยู่แล้ว.. 

..แค่จะคอนดาบก็ยังจะไม่ไหวเหมือนกัน.. 

เบียคุยะตวัดดาบใส่เธออย่างแรง ลูเคียยกดาบขึ้นรับ แต่เพราะแขนนั้นสิ้นไร้เรี่ยวแรงไปแล้ว ดาบฟันวิญญาณของเธอจึงกระเด็นหลุดจากมืดไปไกลตามแรงที่ถูกฟาดใส่ ส่วนร่างกายนั้นปลิวไปกระแทกเข้ากับต้นซากุระต้นหนึ่ง 

ร่างเล็กๆไหลรูดลงไปกองที่ใต้ต้นซากุระนั้นเอง 

ลูเคียหลับตาแน่นรอการปะทะของดาบฟันวิญญาณของเขากับร่างกายของเธอ.. 

..น่าสมเพชจริงๆ.. 

..ข้ามันคนไม่เอาไหน.. 

..ขอโทษค่ะท่านพี่.. 

..แต่ข้าไม่ไหวแล้วจริงๆ.. 

..ขอโทษค่ะที่ทำให้ท่านผิดหวังอีกแล้ว.. 

เธอหลับตาเนิ่นนาน จนนึกแปลกใจว่าทำไมคมดาบถึงยังไม่มาถึงตัวเธอเสียที 

..นาน..นานเกินไปแล้ว 

นัยน์ตาสีม่วงค่อยๆลืมตามองคู่ต่อสู้เพื่อหาคำตอบ... 

เธอเห็นชายหนุ่มตรงหน้าค่อยๆเก็บดาบเข้าฝักและเดินตรงมายังเธอ 

ลูเคียรู้สึกว่าขอบตาตัวเองนั้นร้อนผ่าวและเริ่มมีน้ำใสๆคลอหน่วยจนทำให้ภาพของเบียคุยะพร่าเลือน.. 

..ข้ามันแย่จริงๆด้วย.. 

..เอ๊ะ..น้ำตาเหรอ..ไม่นะ 

..อย่านะยัยโง่..อย่าร้องไห้ออกมาต่อหน้าท่านพี่นะ.. 

เธอรีบยกมือปาดน้ำตาที่เริ่มเอ่อออกไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่กล้าเผชิญหน้ากับอีกฝ่ายที่เดินมาหยุดและนั่งลงต่อหน้าเธอ 

‘ส่งแขนมา‘ เขาสั่งเสียงเบาแต่ทำให้ลูเคียตื่นตะลึง 

เพราะแม้มันจะเป็นคำสั่งแต่เสียงนั้นกลับนุ่มนวลเจือแววห่วงใยอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ลูเคียเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายในทันที 

‘ส่งแขนมาลูเคีย‘ เขาย้ำ 

เธอยังคงนิ่งงันเพราะทำตัวไม่ถูก 

เขาถอนใจนิดนึงก่อนจะถือวิสาสะคว้าแขนข้างที่เจ็บของเธอไปดูอย่างเบามือ 

‘เจ็บมากไหม‘ เขาถามพลางแกะผ้าชุ่มเลือดนั้นออก ล้วงหยิบตลับยาเล็กๆออกจากอกเสื้อ เขาบรรจงป้ายยาลงบนบาดแผลของเธออย่างเบามือ 

แขนของเธอสั่นระริกด้วยความเจ็บ ลูเคียกัดกรามแน่นข่มความเจ็บไม่ให้แสดงออกมา 

‘นิดหน่อยค่ะ‘ เธอตอบอ้อมแอ้ม เบือนหน้าหนีอีกที 

ทั้งเจ็บทั้งเขิน.. 

จนไม่รู้จะทำหน้ายังไง.. 

‘ถ้าเจ็บก็อย่าฝืนมากนัก‘ เขาว่าเรียบๆ ขณะหยิบผ้าเช็ดหน้าของตัวเองออกมาพันแผลให้เธอ 

‘ขอโทษค่ะ‘ ลูเคียว่าเสียงค่อย 

‘มีอะไรต้องขอโทษ‘ เขาถาม 

‘ข้า..ข้าฝีมืออ่อนหัด‘ เธอก้มหน้าอย่างละอาย 

ชายหนุ่มชะงักมือที่กำลังพันผ้าไปชั่วขณะเมื่อได้ยิน 

‘อืม..เพลงดาบก็ไม่แน่น วางแผนโจมตีไม่รัดกุมพอ กำลังแขนน้อยเกินไป ควบคุมจังหวะการหายใจไม่ได้ก็ไม่ได้ เสียสมาธิขณะต่อสู้บ่อย วิถีมารขั้นสูงยังไม่ดีพอ‘ เขาสาธยายจุดอ่อนของเธอเป็นฉากๆ ทำให้เธอยิ่งรู้สึกละอายมากขึ้นอีก 

‘ขอโทษค่ะ‘ 

‘เด็กโง่‘ เขาว่า ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยกลับมีรอยยิ้มขัน 

‘ทำได้ขนาดนี้ก็เก่งมากแล้วล่ะ‘ 

ลูเคียหันขวับมามองเขาอย่างไม่เชื่อหู หากทว่าเขากลับฉวยโอกาสที่เธอหันมา ป้ายยาเข้าที่รอยถลอกเล็กๆบนแก้มของเธอ 

ลูเคียผงะไปนิดด้วยความคาดไม่ถึง 

‘นั่งนิ่งๆ‘ เขาดุ ‘เจ้ายุกยิกแบบนี้ ข้าจะทายาให้เจ้าได้ยังไง‘ 

ได้ยินแบบนั้นเธอเลยนั่งเกร็งจนแทบไม่หายใจ 

เบียคุยะหันมาเห็นเข้าก็อดขำออกมาไม่ได้ จึงดีดนิ้วเข้าที่หน้าผากของเจ้าหล่อนอย่างหมั่นเขี้ยว 

‘ดูเจ้าสิ พอบอกให้นั่งนิ่งๆก็เกร็งเสียจนไม่หายใจหายคอ‘ เขาว่า แล้วถามต่อด้วยเสียงจริงจัง ‘ข้าน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือไง‘ 

‘ค่ะ เอ๊ย ไม่ค่ะ‘ ลูเคียลุกลี้ลุกลนตอบทั้งที่ตัวเกร็งเหมือนเดิม 

เบียคุยะได้แต่ส่ายหน้าอย่าขำๆ หันไปก้มหน้าก้มตาทายาให้เธอ่ต่อโดยไม่พูดอะไรอีกจนเสร็จ เขาปิดตลับยานั้น เก็บมันไว้ที่อกเสื้อเช่นเดิม 

‘ขอบคุณค่ะท่านพี่‘ ลูเคียว่า ใบหน้ามอมแมมนั้นยังเป็นสีชมพูจางๆ 

ทว่าราวกับเขาไม่ได้ยิน 

‘ลูเคีย‘ เขาเรียก น้ำเสียงดูจริงจัง 

‘คะ ท่านพี่‘ 

‘เมื่อเย็นนี้อุคิทาเกะมาคุยกับข้า เรื่องของเจ้า‘ 

‘เรื่องของข้าหรือคะ‘ เสียงของเธอออกจะเป็นกังวลด้วยเกรงว่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงหรือเธอไปทำอะไรผิดโดยไม่รู้ตัว 

‘ใช่ เรื่องการแต่งตั้งเจ้าเป็นรองหัวหน้าหน่วยสิบสาม แทนชิบะ ไคเอ็น‘ 

 

 

เหมือนภาคแรกนะจ๊ะ ของเฮียสีม่วง..ของเจ๊สีส้ม (^^) 

ตอนที่ 4 

‘ใช่ เรื่องการแต่งตั้งเจ้าเป็นรองหัวหน้าหน่วยสิบสาม แทนชิบะ ไคเอ็น‘ 

ลูเคียนิ่งไปราวกับฟังไม่ทัน เธอกระพริบตาถี่ทบทวนคำพูดของเขาอีกรอบ 

‘ระ ระ รองหัวหน้าหน่วยเหรอคะ‘ 

‘อืม เจ้าฟังไม่ผิดหรอกลูเคีย‘ เขาย้ำ 

‘ข้าน่ะเหรอคะ!?‘ น้ำเสียงนั้นตกใจมากทีเดียว 

‘ใช่ หน่วยสิบสามไม่มีรองหัวหน้ามานานเกินพอแล้วและเจ้าก็มีผลงานโดดเด่นที่สุดในศึกที่ผ่านมา เรื่องแต่งตั้งอย่างเป็นทางการคงจะประกาศในอีกสองสามวันนี้‘ เขาอธิบาย ใบหน้าสวยนั้นมีรอยยิ้มระบายจางๆทว่าแฝงไว้ด้วยความกังวล 

เธอยื่นมือมาดึงแขนเสื้อเขา ตัวเริ่มสั่นเทิ้ม 

‘ท่านพี่คะ..‘ เธอกระซิบเรียกเขา ‘ข้าดีใจนะ แต่. .ข้า..ข้ายังอยากจะเก่งกว่านี้..ข้า..ข้า..กลัวจะทำไม่ได้..ข้ากลัว..‘ 

เสียงเธอสั่นเครือจนเขาใจไม่ดี 

..ฮิซานะ เจ้าจะว่าอะไรไหมถ้าข้าจะ..ทำเรื่องที่เกินเลยไปบ้างเพื่อปลอบโยนนาง.. 

..ข้าเคยละทิ้งโอกาสที่จะอยู่เคียงข้างนางมาแล้วครั้งหนึ่ง.. 

..ข้าไม่อยากทำเช่นนั้นอีก.. 

..ข้าอยากอยู่ข้างๆนาง.. 

..ไม่ว่านางจะสุขหรือทุกข์.. 

..ข้าไม่อาจทอดทิ้งนางเช่นที่เคยทำอีกแล้ว.. 

เขาหลับตาลงและตัดสินใจคว้าร่างเล็กๆของเธอมากอดไว้ 

ลูเคียตกตะลึงจนลืมทุกสิ่งทุกอย่าง นัยน์ตาสีม่วงเปิดกว้างจนลืมหายใจ 

‘ไม่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องคิดอะไร ข้าจะอยู่ข้างๆเจ้าเอง‘ 

เสียงกระซิบนั้นอ่อนโยนที่สุดเท่าที่เธอเคยได้ยิน.. 

ร่างเล็กๆเกาะแขนเขาไว้แน่นและเริ่มสะอื้น.. 

เขากระชับอ้อมกอดนั้นขึ้นอีก.. 

..เจ้าจะไม่เป็นไร.. 

..เจ้าไม่ต้องเดียวดายอีกแล้ว.. 

..เพราะข้าจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น.. 

..ข้าสัญญา.. 



..อุ่นจัง.. 

..อุ่นเหลือเกิน.. 

..ราวกับความกังวลในใจจะหายไป.. 

..อยากร้องไห้.. 

..จะเป็นไรไหมนะ ถ้าจะร้องไห้ออกมาบนเสื้อท่านพี่.. 

..เป็นรองหัวหน้าหน่วยน่ะเหรอ.. คนอย่างข้าจะทำได้ไหมนะ.. 

..ช่างมันเถอะ.. 

..ดีใจจนอยากแบ่งปันกับใครสักคน.. 

..ข้าแบ่งปันกับท่านได้ไหมคะท่านพี่.. 

..ผ่านอ้อมกอดนี้.. 

..ตั้งแต่เกิดมาข้าไม่เคยได้กอดใครมาก่อน.. 

..และไม่เคยมีใครกอดข้า.. 

..วันนี้ข้าเห็นแก่ตัวสักวันได้ไหมนะ.. 

..อยากจะถูกกอดไว้แบบนี้นานๆ.. 

..อุ่นไปทั้งตัวทั้งใจ.. 

..ข้าไม่ได้เดียวดายอีกต่อไปแล้วใช่ไหมคะท่านพี่.. 

..เพราะข้าไม่อยากอยู่คนเดียวอีกแล้ว.. 

.. 


เบียคุยะก้มมองร่างเล็กๆในอ้อมกอดเขาที่ร้องไห้จนหลับไป เขายิ้มอย่างเศร้าๆขณะมองเธอ.. 

..เธอที่เหมือนกับเธออีกคน 

..เธอที่จากเขาไปแล้ว 

เขาหลับตา เม้มปากแน่น พยายามสะกดกลั้นความรู้สึก.. 

..แต่ไม่อาจห้ามหยดน้ำใสที่ไหลลงเป็นทาง 

..น้ำตาของเจ้าชายน้ำแข็ง 

.. 

..นานเท่าไหร่แล้วนะ ที่ข้าไม่ได้กอดใครสักคน.. 

..ฮิซานะ ตั้งแต่เจ้าจากไป.. 

..ข้าก็อ้างว้างเหลือเกิน.. 

..ตั้งแต่เจ้าจากไป ข้าไม่เคยได้แบ่งปันความทุกข์หรือสุขร่วมกับใคร.. 

..จนกระทั่งวันนี้.. 

..ข้าได้รับความกังวลมาจากนาง.. 

..แต่กลับมีความสุขอย่างประหลาด.. 

..ราวกับว่าข้าไม่ได้อยู่คนเดียวอีกแล้ว.. 

..ความเหงายามที่ไม่มีเจ้ามันเริ่มลดน้อยลง.. 

..ความอ้างว้างในใจข้าก็เลือนลางลง.. 

..จิตใจคนเรามันช่างประหลาดเหลือเกิน.. 

..แค่กอดก็สามารถส่งผ่านความรู้สึกไปยังอีกฝ่ายได้.. 

..และยังเยียวยาจิตใจได้อีก.. 

..นางทำให้ข้าคิดถึงเจ้า.. 

..คิดถึงวันคืนที่เราเคยเดินไปด้วยกัน.. 

..แต่นางไม่เหมือนเจ้า.. 

..แม้หน้าตาจะเหมือนกัน.. 

..แต่ก็ไม่เหมือนกัน.. 

..ร่างกายเจ้าอ่อนแอ แต่จิตใจเจ้าเข้มแข็ง.. 

..แต่นางไม่ใช่.. 

..ด้านร่างกายนางเข้มแข็งกว่าเจ้า.. แต่จิตใจนางบอบบางนัก.. 


.. 

.. 

..ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน ฮิซานะ..

 

 

 

ตอนที่ 5 

คฤหาสน์ตระ ... ลคุจิกิอันกว้างขวางมีห้องหับมากมายนับไม่ถ้วนแบ่งเป็นสองตึกหลักคือตึกใหญ่ของผู้เป็นเจ้าบ้านและตึกเล็กของผู้รับใช้ ตึกหลักของคฤหาสน์มีเพียงเจ้าบ้านคุจิกิ เบียคุยะและคุณหนูลูเคียผู้เป็นน้องสาวอยู่กันเพียงสองคน 

ถึงแม้จะเรียกห้องนอนของลูเคียว่าเป็นห้องนอนเล็กแต่นั่นเป็นเพียงคำเรียกอันหมายถึงห้องที่มีความสำคัญรองจากห้องของเบียคุยะเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วห้องของลูเคียนั้นก็โอ่โถงและสะดวกสบายไม่ต่างจากห้องของเบียคุยะเท่าใดนัก เพียงแต่พื้นที่ของห้องอาจจะเล็กกว่ากันอยู่บ้าง 

ในห้องนอนของลูเคีย เตียงสี่เสาชวนฝันพร้อมผ้าม่านบางรอบด้านตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องอย่างโดดเด่น ร่างเล็กๆขยับอย่างเกียจคร้านบนเตียงอ่อนนุ่มซึ่งปูด้วยผ้าไหมชั้นดี มีเสียงครางเล็กน้อยจากร่างนั้น แพขนตาค่อยๆปรือขึ้นและปิดลงซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเจ้าตัวสามารถปรับสายตาให้กับยามเช้าได้แล้วจึงเปิดให้เห็นดวงตาสีม่วงเข้มกลมโต 

หญิงสาวค่อยๆดันร่างหนักอึ้งของตัวเองออกจากที่นอนนุ่ม นัยน์ตาสวยนั้นมองไปยังนาฬิกาตั้งโต๊ะรูปกระต่ายชัปปี้บนโต๊ะหัวเตียงซึ่งชี้บอกเวลาเจ็ดโมงเช้าเช่นทุกวัน เธอดึงผ้าห่มออกจากตัว เปิดผ้าม่านบางและหย่อนเท้าลงแตะพื้นอย่างเชื่องช้าจนมั่นใจว่าตนมีสติพอจะยืนได้โดยไม่ล้มจึงลุกขึ้นยืนและเดินผ่านห้องแต่งตัวเข้าห้องน้ำไป 

ลูเคียหยุดยืนที่อ่างล้างหน้าและหยิบแปรงสีฟันขึ้นแปรง นัยน์ตาสีม่วงกระพริบตาช้าๆขณะเพ่งมองหน้าตัวเองในกระจก รอยแผลเล็กๆบนแก้มชวนให้นึกถึงการฝึกกับเบียคุยะเมื่อคืน ลูเคียยกนิ้วที่ว่างอยู่ขึ้นแตะมันเบาๆ พลันระลึกถึงนิ้วของเขาที่ป้ายยาให้เธออย่างนุ่มนวล เธอรู้สึกว่าใบหน้านั้นชาจนร้อน มือที่ถือแปรงหยุดนิ่ง 

..เมื่อคืนนี้.. 

..ท่านพี่.. 

..ทายาให้.. 

..แล้วก็บอกเรื่องการเลื่อนตำแหน่ง.. 

..แต่ข้าดันทำตัวงี่เง่า กลัวเรื่องไม่เป็นเรื่อง.. 

..กลัวคิโยเนะกับเซ็นทาโร่จะโกรธเอาที่ข้ามหน้าข้ามตา.. 

..กลัวว่าจะทำได้ไม่ดี.. 

..แล้วก็พาลคิดถึงท่านไคเอ็นขึ้นมา.. 

..ทำตัวงี่เง่าไม่พอ.. 

..ยังจะร้องไห้ต่อหน้าท่านพี่อีก!!.. 

..แล้วก็..แล้วก็.. 

ใบหน้าขาวเริ่มเปลี่ยนสี นึกถึงภาพตัวเองถูกเขาดึงไปกอดแล้วก็ร้องไห้กับอกเขาอย่างฟูมฟาย.. 

..แล้ว..แล้วข้ากลับมาที่ห้องได้ยังไง?!.. 

..ในเมื่อข้า.. ข้า.. ข้า... 

.. 

.. 

ร่างบางทรุดลงนั่งกับพื้น 

..อย่าบอกนะว่า..ว่า.. 

..ท่านพี่.. 

.. 

.. 

..ไม่เอาแล้ว ไม่คิดๆ.. 

เธอใช้สองมือตีแก้มตัวเองเรียกสติ 

..อย่าคิดแบบนั้นกับท่านพี่นะ!.. 

..ไปอาบน้ำได้แล้ว!!.. 

เธอรีบแปรงฟันต่อและวิ่งไปอาบน้ำด้วยความวุ่นวายใจ.. 


********************************* 


7.30 น.


ลูเคียเดินอย่างใจลอยไปตามทางเดินอันยาวไกล 

..จะมองหน้าท่านพี่ได้ยังไงกัน.. 

..ทำตัวงี่เง่าขนาดนั้น!.. 

..แล้วก็.. 

..ไปกอดท่านพี่แบบนั้นได้ยังไง!!.. 

..ยัยโง่ รู้จักเจียมตัวซะบ้างสิ!!.. 

..ทำไงดี..ทำไงดี!.. 

เธอหยุดเท้าที่หน้าประตูห้องทานข้าว กลั้นใจชะโงกเข้าไปดู 

ร่างสูงในชุดหัวหน้าหน่วยนั่งอย่างสงบอยู่ในห้อง ด้านหน้ามีเพียงโต๊ะทานข้าวที่ว่างเปล่าอันแสดงว่าเขาทานอาหารเช้าเสร็จไปแล้ว 

เธอกลืนน้ำลายแห้งผาก 

‘ถ้าเจ้ายังยืนอยู่ตรงนั้นเจ้าจะไปทำงานสายนะลูเคีย‘ เขาว่าเสียงเข้ม ลูเคียสะดุ้งรีบก้าวออกไปแสดงตัว 

‘คะ..ค่ะ!‘ เธอรับคำและเดินไปนั่งที่ประจำของตัวเอง สาวใช้นำอาหารเช้ามาวางให้ เธอเอ่ยขอบใจและตั้งหน้าตั้งตาทานข้าวเช้าอย่างรวดเร็ว ในใจนึกภาวนาให้ตัวเองกินเสร็จเร็วๆ จะได้รีบออกไปให้พ้นหน้าเขาเสียที 

..จะทำหน้ายังไงดีล่ะ!.. 

..ทำตัวไม่ถูกแล้ว!.. 

.. 

‘หลับสบายหรือเปล่า‘ เขาถามเรียบๆแหวกความเงียบเข้ามา ลูเคียเกร็งตัวขึ้นทันใด มือเริ่มสั่นเบาๆ 

‘..เอ่อ..ค่ะ ท่านพี่..‘ เธอกลั้นใจ ไม่พูดอะไรต่อ หันกลับมากินข้าวแบบรีบๆอีกครั้ง 

เขาชำเลืองมองเธอเงียบๆแต่ไม่พูดอะไร จนเธอทานเสร็จและวางตะเกียบลงบนจานว่างเปล่า 

‘ไปด้วยกันไหม‘ เขาถาม น้ำเสียงนิ่งลึกไร้ความรู้สึกเหมือนเช่นเคย ลูเคียเริ่มสั่นอีกรอบ 

‘มะ..ไม่เป็นไรค่ะ คือ ข้า..ข้า..ข้าลืมของไว้ที่ห้อง กะ..กะ..กะว่าจะกลับไปเอาก่อนค่ะ ทะ..ท่านพี่ไปก่อนเลยค่ะ‘ เธอพูดเสร็จก็รีบกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจากห้องอย่างเร็วจี๋ 

เบียคุยะหันมองตามร่างเล็กๆนั้นไปโดยไม่ว่าอะไรอีก.. 


************************************* 


..ลูเคีย เจ้าโกรธข้า??.. 

..หรือเพราะทำตัวไม่ถูกถึงได้หลบหน้าข้า?!.. 

..แต่ก็ดี.. 

..เพราะข้าก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน.. 


Flashback 

เบียคุยะถอนใจให้กับความรู้สึกอ่อนไหวของตัวเอง เขาก้มมองลูเคียที่หลับสนิทในอ้อมกอดเขาอีกครั้งก่อนจะพบว่าเขาไม่อาจละสายตาไปจากใบหน้ามอมแมมของเธอได้ 

คราบเหงื่อและฝุ่นผงไม่อาจทำให้ใบหน้านั้นหม่นหมองเลยสักนิด และกลับยิ่งขับเน้นความเป็นเด็กสาวไร้เดียงสาของเธอให้มากขึ้นอีก 

เขารู้ดีแก่ใจมาพักใหญ่ว่าลูเคียก็คือลูเคีย ไม่ใช่ฮิซานะ เวลาที่เขามองเธอ มันไม่มีภาพของฮิซานะมาซ้อนทับอีกแล้ว เขากล้ามองเธอตรงๆมากขึ้นเวลาคุยกัน แต่ครั้งนี้ต่างออกไปตรงที่เขามองเธอขณะที่เธอไม่รู้ตัว 

ใบหน้านั้นเนียนเรียบไร้รอยตำหนิ มีเพียงบาดแผลเล็กๆที่เพิ่งเกิดขึ้นซึ่งเขามั่นใจว่าเมื่อมันหายไปมันจะไม่ทิ้งร่องรอยใดไว้ให้ดูต่างหน้า เขายังจำสัมผัสที่เขาบรรจงป้ายยาให้เธอที่พวงแก้มนั้นได้ ความรู้สึกนั้นยังติดอยู่ที่นิ้วและไม่อาจลบเลือน 

หยดน้ำตาเล็กๆที่ยังคงติดอยู่ที่ขนตาเธอ ทำให้ใจเขาสั่นไหว 

แต่ไหนแต่ไรมาเธอไม่เคยร้องไห้ต่อหน้าคนอื่นและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง..ต่อหน้าเขา 

เธอแสร้งทำตัวเข้มแข็งมาตลอด ฝืนยิ้มให้คนอื่นทั้งที่ใจสลายและเศร้าโศก จนกระทั่งวันนี้ วันนี้เธอยอมร้องไห้ออกมาต่อหน้าเขาและเปิดเผยความอ่อนแอของเธอให้เขารู้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด นั่นยิ่งทำให้ใจเขาสั่นมากขึ้น 

สั่น..เพราะความเปราะบางของเธอ 

สั่น..เพราะความไว้ใจที่เธอมีให้


สั่น..เพราะเริ่มไม่แน่ใจในความรู้สึกของตัวเอง 

คำสัญญาที่มีต่อฮิซานะยังดังก้องในสมองและเขายังจดจำมันได้ทุกถ้อยคำ ว่าจะปกป้องและดูแลนางด้วยชีวิต..ใช่ เขาไม่ลืม แต่เขาเริ่มไม่มั่นใจว่าจะทำต่อได้ในฐานะของ ‘พี่ชาย‘ 

เขาไม่ใช่ ‘พี่ชายโดยสายเลือด‘ ที่จะโอบกอดน้องสาวตัวเองได้โดยไม่ขัดเขิน 

ความรู้สึกบางอย่างกำลังเติบโตในตัวเขา ความรู้สึกที่เขาไม่เคยปล่อยให้มันได้มีชีวิต แต่เพราะการตัดสินใจที่จะดึงเธอมากอดกลับทำให้มันเติบโตขึ้น 

เขาเคยปกป้องเธอด้วยการตกลงกับอุคิทาเกะไม่ให้เธอมีอันดับ แต่ครั้งนี้เขาปกป้องเธอด้วยอ้อมกอด 

..ฮิซานะ.. เจ้ารู้ไหมว่ามันทำได้ยากเหลือเกิน 

..ข้าจะปกป้องนางได้ยังไง ถ้าข้าไม่เข้าใจนาง.. 

..แต่เมื่อข้าเข้าใจนาง.. ความรู้สึกข้ามันยิ่งถลำลึก 

..หรือข้าต้องห้ามตัวเองให้ได้?.. 

..ฮิซานะ.. 

..ตอนแรกข้าคิดว่าการกอดนาง ปลอบโยนนาง เป็นสิ่งที่ ‘พี่ชาย‘ ควรจะทำ 

..แต่ข้าลืมไป.. 

..ข้าลืมเสียสนิท.. 

..ว่าข้าไม่ใช่ ‘พี่ชายแท้ๆ‘.. 

..ข้าไม่อาจถอนสายตาจากนาง.. 

..กลิ่นหอมอ่อนๆจากร่างเล็กๆนั้นกำลังท้าทายข้า.. 

..ริมฝีปากสีชมพูนั้นกำลังเหนี่ยวรั้งข้า.. 

..พวงแก้มเนียนนุ่มนั้นกำลังชักชวนข้า.. 

..เส้นผมละเอียดสีดำสนิทนั้นกำลังดึงดูดข้า.. 

..ร่างบอบบางชวนทะนุถนอมนั้นกำลังฉุดรั้งข้า.. 

..เจ้ารู้บ้างไหมว่าข้าต้องสู้กับตัวเองมากแค่ไหนในการจะละสายตาจากนางและกำจัดความอยากรู้อยากลองสัมผัสร่างกายของนางออกไป 

..ข้าเพิ่งสัญญากับนางไป ว่าเราจะเริ่มต้นกันใหม่.. 

..ตอนนี้ข้าชักเริ่มไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นไปได้ด้วยดี 

..เจ้าจะให้ข้าทำยังไง ฮิซานะ??.. 

เบียคุยะรู้สึกว่าร่างกายตนเองนั้นหนักจนแทบลุกไม่ขึ้น เขาหลับตาลง ตั้งสติและพยายามขับไล่ความคิดทุกอย่างออกไปจากหัว 

..เจ้ารู้ไหมว่าการใช้ดาบฟาดฟันศัตรูนั้นมันช่างง่ายกว่าการตัดใจนัก.. 

เขาช้อนร่างบางของลูเคียพร้อมๆกับลุกขึ้นยืนอย่างมั่นคง ลูเคียที่หลับอยู่ส่งเสียงครางออกมาเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนแต่ก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมา 

เขาใช้ก้าวพริบตาพาร่างที่หลับสนิทในอ้อมแขนไปยังห้องนอนของเธอ และวางเธอลงบนที่นอนอันอ่อนนุ่ม เขาหยิบผ้าห่มมาห่มให้เธอ เอาผ้าม่านรอบเตียงลงทุกด้านและเดินออกไปในทันที 


******************************** 




ตอนที่ 6 


..สามวันถัดมา.. 

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น เบียคุยะก็กลับบ้านดึกทุกวันโดยอ้างว่าติดงานในช่วงเย็น ขณะที่ลูเคียเองก็ดูเหมือนจะสบายใจกับการหลบเลี่ยงเขาได้สักพัก ลูเคียก็รู้สึกว่าอารมณ์ตัวเองเริ่มเข้าที่เข้าทางและไม่ได้คิดถึงเรืองที่เกิดขึ้นอีก 

เช้าวันนี้ของลูเคียจึงเป็นเหมือนวันไปทำงานวันอื่นๆของเธอ เว้นเสียแต่มีหนังสือเรียกประชุมในตอนเช้าจากอุคิทาเกะวางอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอ 

ลูเคียกลืนน้ำลาย นึกถึงเรื่องที่เบียคุยะบอกเธอในคืนนั้น 

‘คุจี่กี่ซังงงงงง‘ เสียงคิโยเนะแทรกขึ้นมาพร้อมกับร่างเล็กๆที่พุ่งมายังเธอราวกับลูกธนู ทำให้เธอต้องหยุดความคิดที่เริ่มฟุ้งซ่านไว้ก่อน 

‘ไปประชุมกันเถอะ คุจิกิซัง‘ เซ็นทาโร่รีบพูดต่อ คิโยเนะหันมองเซ็นทาโร่ตาขวาง 

‘ไม่รู้ว่าเรื่องอะไรเนอะคุจิกิซัง / เรารีบไปหาหัวหน้ากันเถอะคุจิกิ..‘ 

‘เจ้าจะพูดแทรกข้าทำไมเนี่ยคิโยเนะ / เซ็นทาโร่!‘ 

ลูเคียหัวเราะแหะๆกับการทะเลาะกันของสองคนนี้ที่ดูเหมือนจะกลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วกับการแย่งกันพูดของทั้งคู่ 

‘จ้ะๆ พวกเราไปกันเถอะ เดี๋ยวจะสาย‘ ลูเคียว่า แล้วก็ถูกคิโยเนะคว้าแขนลากไปยังห้องประชุมทันที 

ห้องประชุมใหญ่ของหน่วยสิบสามตอนนี้เนืองแน่นไปด้วยนักสู้ในหน่วยทุกคนทั้งที่มีอันดับและไม่มีอันดับ ต่างคนต่างคุยกันจอแจระหว่างรอหัวหน้าอุคิทาเกะ 

ลูเคียถูกคิโยะเนะกับเซ็นทาโร่ลากไปยังข้างที่นั่งของอุคิทาเกะทั้งที่เป็นนักสู้ไร้อันดับ แต่ไม่เคยมีใครขัดในเรื่องนั้น สองคู่หูก็ยังคงนั่งทะเลาะกันไม่เลิก ทิ้งให้ลูเคียรู้สึกหวั่นใจจนเหงื่อเต็มมือ 

..คนอื่นจะมองยังไงที่นักสู้ไร้อันดับได้เป็นรองหัวหน้า?.. 

..คิโยเนะ กับเซ็นทาโร่คงจะโกรธมาก.. 

เธอเริ่มประสาทเสีย มือทั้งสองจิกที่ฮากามะแน่น 

..คงจะโดนว่าว่าอาศัยเส้นสายตระ ... ลคุจิกิอีกแน่.. 

..เหมือนตอนเข้ามาใหม่ไม่มีผิดเลย.. 

ลูเคียกัดริมฝีปากแน่น 

‘คุจิกิซัง เป็นอะไรรึเปล่า สีหน้าไม่ดีเลย‘ คิโยเนะทักแววตาเป็นห่วงเป็นใย ลูเคียสะดุ้ง 

‘มะ ไม่เป็นไร‘ เธอหัวเราะแหะๆ ‘อากาศร้อนน่ะ อย่าใส่ใจเลย..‘ 

การสนทนาของเธอถูกขัดจังหวะด้วยการเข้ามาของอุคิทาเกะ 

‘สวัสดีครับ / ค่ะ หัวหน้า‘ ทุกคนในห้องพร้อมใจกันเอ่ยทักทายเขาเป็นเสียงเดียวกันพร้อมกับโค้งคำนับเมื่ออุคิทาเกะนั่งลงบนเบาะนั่งหน้าห้องประชุม 

‘สวัสดีทุกคน‘ อุคิทาเกะทักตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ลูเคียนั่งก้มหน้ามองพื้น 

‘ขอบใจทุกคนที่อุตสาห์มาประชุมพร้อมหน้าพร้อมตา..‘ เขาหยุดจิบน้ำชา ลูเคียหัวใจเต้นแรงจนแทบหลุดออกจากอก 

‘วันนี้ข้ามีเรื่องสำคัญจะแจ้งกับพวกเจ้าสองเรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคือ..‘ เขาหยิบม้วนกระดาษข้างตัวออกมาคลี่ ลูเคียมือสั่น 


‘..ประกาศแต่งตั้ง คุจิกิ ลูเคีย ขึ้นเป็นรองหัวหน้าหน่วยสิบสามแห่งสิบสามหน่วยพิทักษ์..‘ 

.. 

.. 

ห้องประชุมเงียบกริบ เงียบเสียจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้น ลูเคียกลืนน้ำลายอย่างลำบาก นัยน์ตาเปิดกว้างมองพื้น กัดกรามแน่น 

‘ระ..ระ.. รองหัวหน้าหรือคะ?‘ คิโยเนะที่นัยน์ตาเบิ่งกว้างเหมือนกันหันไปถามอุคิทาเกะซ้ำราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง 

‘ใช่แล้ว คิโยเนะ..‘ เขาตอบด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ลูเคียมองไปยังประตูบานใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ เริ่มอยากจะวิ่งหนีออกจากห้อง 

‘คะ..คะ..คะ..คุจิกิ ลูเคียหรือครับ?‘ คราวนี้เป็นเซ็นทาโร่ที่เอ่ยถาม ทั้งน้ำเสียงและแววตาเหมือนกันกับคิโยเนะไม่มีผิด ลูเคียกัดฟันแน่นพยายามข่มใจ 

‘ถูกแล้วเซ็นทาโร่..‘ 

ทั้งสองคนเบนสายตามาจ้องมองเธอด้วยความตื่นตะลึง 

‘ข้า..ข้า..‘ ลูเคียรู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ ขณะมองสบตาคนทั้งสอง 

.. 

‘ฉลอง!!!! อย่างนี้ต้องปิดหน่วยฉลอง!!!!‘ 

คิโยเนะกับเซ็นทาโร่ตะโกนขึ้นพร้อมกันดังลั่นห้องประชุม 

ลูเคียตกใจ รู้สึกผิดคาดอย่างมาก ได้แต่นั่งดูสองคนนั้นกอดคอกันโวยวายให้จัดงานฉลองด้วยอาการอ้าปากค้าง 

‘หน่วยเรามีรองหัวหน้าแล้วเซ็นทาโร่‘ คิโยเนะน้ำตาไหลพรากอย่างปีติ 

‘คุจิกิซังด้วยนะคิโยเนะ คุจิกิซังน่ะ‘ เซ็นทาโร่โผเข้ากอดคิโยเนะ ทั้งคู่กอดกันกลม 

‘รู้แล้วๆ เจ้าสองคนเงียบก่อนเถอะ ฉลองแน่แต่เดี๋ยวรอประชุมเสร็จก่อนสิ..‘ อุคิทาเกะหัวเราะกับท่าทีดีใจจนออกนอกหน้าของพวกเขา พลางโบกมือให้ทั้งสองสงบสติอารมณ์ลงหน่อย คิโยะเนะปาดน้ำตาแล้วโผเข้ากอดลูเคียแน่น 

‘..คุจิกิ ลูเคีย ก้าวออกมา..‘ เขาทำเสียงเข้ม คิโยเนะปล่อยร่างของลูเคียออกจากวงแขน ลูเคียขยับตัวมานั่งตรงหน้าอุคิทาเกะ 

‘ค่ะ หัวหน้า‘ ลูเคียก้มหัวขณะรอรับคำสั่ง อุคิทาเกะหยิบตรารองหัวหน้าหน่วยพร้อมกับม้วนกระดาษขึ้นมาถือไว้ 

‘นับจากบัดนี้เป็นต้นไป เจ้าจะเป็นทั้งผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา ขอให้ทำหน้าที่ทั้งสองด้วยใจที่หนักแน่น มั่นคง เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก..‘ เขาว่าพลางยื่นของทั้งสองให้กับลูเคีย 

‘..ยินดีด้วยนะคุจิกิ..‘ เขายิ้มอ่อนโยนให้เธอ 

‘ค่ะ‘ ลูเคียเงยหน้าและยื่นมือไปรับมา เธอถอยกลับไปนั่งที่เดิมกับคิโยเนะและเซ็นทาโร่ที่ต่างก็แย่งกันเป็นคนผูกตราให้เธอที่แขน อุคิทาเกะยิ้มให้ลูเคียอย่างชื่นชม จากนั้นจึงหยิบม้วนกระดาษอีกอันขึ้นมา 

‘เอาล่ะ ประกาศเรื่องต่อไป..‘ เขากระแอมนึดนึงก่อนจะพูดต่อ 

‘ข้าขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับสมาชิกใหม่ของหน่วยเรา..ซึซึมุระ โคคุโตะ‘ 

สิ้นเสียงประกาศของอุคิทาเกะ ห้องประชุมก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง พร้อมๆกับมีใครบางคนลุกขึ้นมาจากที่นั่งหลังห้องก้าวมานั่งตรงหน้าอุคิทาเกะ 

เขาเป็นชายหนุ่มผิวขาวรูปร่างสูงเพรียว ผมสีทองบางส่วนรวบสูง บางส่วนปล่อยไว้เคลียบ่า นัยน์ตาสีทองเหมือนสีผมทอประกายระริกส่อแววซุกซน คิ้วเข้มโก่งได้รูป ริมฝีปากนั้นยิ้มน้อยๆตลอดเวลา ใส่ต่างหูสีเงินเงาวับที่ด้านซ้าย.. 

ลูเคียขมวดคิ้วมองผู้มาใหม่อย่างครุ่นคิด.. 


..ซึซึมุระ โคคุโตะ.. 

 



...เค้ารึ..?!..

 




ตอนที่ 7 

**โคคุโตะเป็น OC (Original Character)** 


Flashback 

ย้อนกลับไปสิบห้าปีที่แล้ว.. 

คุจิกิ เบียคุยะ เจ้าบ้านตระ ... ลคุจิกิคนที่ยี่สิบแปด ไม่เพียงแต่เป็นจะผู้นำตระ ... ลคุจิกิ แต่ยังได้รับการยอมรับให้เป็นผู้นำสี่ตระ ... ลขุนนางเนื่องจากไม่อาจหาใครมาเทียบเคียงได้ 

การประชุมร่วมของสี่ตระ ... ลขุนนางในปีนั้นจัดขึ้นที่ตะ ... ลซึซึมุระ ตระ ... ลที่ถือได้ว่าอยู่รองจากตระ ... ลคุจิกิเพียงเล็กน้อย และเป็นที่ทราบกันดีในตระ ... ลใหญ่ทั้งสี่ว่าตระ ... ลซึซึมุระถือเป็น ‘คู่ปรับ‘ กับตระ ... ลคุจิกิในทุกๆด้าน 

บางคนถึงกับกล่าวว่า.. 

‘ถ้าตระ ... ลคุจิกิเป็นดวงอาทิตย์ ที่ครองท้องฟ้าในยามกลางวัน ตระ ... ลซึซึมุระก็จะเป็นดวงจันทร์ที่ครองนภาตอนกลางคืน‘ เลยทีเดียว 

วันนั้นเป็นวันหนึ่งช่วงกลางฤดูฝน ท่ีลูเคียถูกปลุกแต่เช้าให้ติดตามเบียคุยะไปด้วย จากการประชุมครึ่งวันเหมือนอย่างเคยกลับกลายเป็นการประชุมที่ไม่รู้จะจบลงเมื่อไร ร้อนถึงเบียคุยะที่อาศัยช่วงพักกลางวันออกมาบอกให้เธอกลับบ้านไปก่อน ลูเคียรับคำและเตรียมตัวออกจากคฤหาสน์ของซึซึมุระ.. 

‘สวัสดี..‘ เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กชายดังทักเธอจากด้านหลังขณะกำลังเดินอยู่หน้าประตูใหญ่ 

ลูเคียในชุดกิโมโนสีโอลโรสลายดอกโบตั๋นหันไปตามเสียงเรียกนั้น เธอพยายามทำสีหน้าให้นิ่งที่สุดอย่างที่ถูกสั่งไว้ แต่เมื่อเห็นผู้ที่เอ่ยเรียกก็ต้องเลิกคิ้วแปลกใจนิดๆ 

เด็กน้อยผมสีทองยาวสวยมัดรวบตึงยืนยิ้มแผล่จนเห็นฟันขาวซี่เล็กๆ สีผมอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์และชุดผ้าไหมเนื้อเนียนละเอียดชั้นดีที่ใส่อยู่ทำให้เธอเดาได้ไม่ยากว่าเด็กน้อยผู้นี้คือทายาทของตระ ... ลซึซึมุระ และถึงแม้จะยังเด็กแต่เด็กชายก็สูงพอๆกับเธอจนดูคล้ายกับว่าทั้งคู่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอยิ้มหวานให้อย่างเป็นมิตร 

‘สวัสดีค่ะนายน้อย‘ เธอทักกลับตามมารยาท ในใจนึกสนเทห์ที่เด็กคนนี้แลดูร่าเริงสดใสเหมือนเด็กธรรมดา ทั้งที่เกิดในตระ ... ลใหญ่แต่กลับมีท่าทีเป็นมิตรกับคนอื่นมาก ผิดกับพวกผู้ใหญ่ที่มักทำหน้ายักษ์ใส่กัน 

..คงจะยังเด็ก เลยสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้ตามธรรมชาติ.. 

ชั่วขณะนึง เธอกลับหวนนึกถึงเบียคุยะ 

..ตอนท่านพี่ยังเด็ก จะร่าเริงสดใสแบบนี้หรือเปล่านะ?.. 

‘เจ้ามาจากตระ ... ลไหนล่ะ‘ เขาเริ่มถามด้วยความสนใจ ‘ข้าไม่เคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อนเลย‘ 

‘คุจิกิค่ะ‘ ลูเคียตอบยิ้มๆ ฟังดูจากคำพูดคำจา นายน้อยแห่งซึซึมุระคงคิดว่าเธออายุพอๆกับเขาซึ่งลูเคียก็คิดว่าปล่อยไว้แบบนี้คงจะดีกว่า 

‘อ๋อ มากับท่านพี่เบียคุยะล่ะสิ‘ 

‘ค่ะ แต่ท่านพี่ยังประชุมไม่เสร็จ ข้าเลยคิดว่าจะกลับแล้วล่ะ‘ 

‘ให้ข้าไปส่งไหม พอดีข้าจะไปเดินเที่ยวในตลาดสักหน่อย ให้ข้าเดินไปเป็นเพื่อนนะ‘ เด็กน้อยเสนอตัว นัยน์ตาสีทองทอประกายเว้าวอน 

ลูเคียยิ้มขันในความช่างเจรจาของเด็กชาย รอยยิ้มจริงใจที่ระบายบนใบหน้ายิ่งขับเน้นเสน่ห์ของเขาให้เพิ่มขึ้น 

‘ตกลงค่ะนายน้อย‘ แววตาแบบนั้น..ใครจะปฎิเสธได้ลงคอ?! 

‘โอ๊สส งั้นเราไปกันเถอะ‘ เขาว่าแล้วรีบเดินนำเธอออกไปจากคฤหาสน์ ลูเคียยิ้มขันและรีบก้าวเท้าไปจนทัน 

เด็กชายเดินก้าวเท้าเป็นจังหวะะ มือสองข้าง 
แกว่งไกวสอดประสานเป็นจังหวะเดียวกันกับการเดิน จนดูคล้ายทหารที่กำลังเดินสวนสนาม ลูเคียเห็นแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ 

‘จริงสิ เจ้าชื่ออะไร‘ เขาหันมาถาม ‘ข้าชื่อโคคุโตะ‘ 

‘ลูเคียค่ะ คุจิกิ ลูเคีย‘ 

‘ลูเคียเหรอ ชื่อแปลกจัง‘ เขาทักยิ้มๆ ‘แล้วเจ้าก็ตัวเล็กมาก ไม่เห็นเหมือนท่านพี่เบียคุยะที่ตัวใหญ่อย่างกะยักษ์เลย‘ 

ลูเคียหัวเราะคิกคักเมื่อได้ยินคำเปรียบเปรยนั้น ก่อนจะตอบ 

‘ข้าถูกรับเลี้ยงมาน่ะค่ะนายน้อย ไม่ได้เป็นน้องแท้ๆของท่านพี่เบียคุยะหรอกค่ะ‘ เธออธิบาย โคคุโตะหันมามองแล้วพยักหน้าเข้าใจ 

‘มิน่า เจ้าถึงดูใจดีแล้วก็อารมณ์ดีกว่าผู้ใหญ่พวกนั้น..‘ โคคุโตะพูดแล้วยกมือขึ้นปิดปากราวกับนึกได้ว่าตนเองเพิ่งพูดสิ่งที่ไม่ควรพูดออกไป 

‘ข้า.. ข้าไม่ได้หมายความว่าเจ้าดูไม่เหมือนพวกขุนนางนะ เอ่อ..ไม่ใช่สิ ไม่ใช่ ข้าหมายถึงว่าเจ้าดูเป็นกันเองมากน่ะ‘ โคคุโตะหน้าเจื่อนรีบอธิบาย ลูเคียยิ้มให้อย่างไม่ใส่ใจ 

‘ไม่เป็นไรค่ะนายน้อย‘ เธอว่า โคคุโตะโล่งอกที่ลูเคียไม่ถือสาจนยิ้มออกมาได้อีกครั้ง 

‘อ้อ เจ้าเรียกข้าว่าโคคุโตะเฉยๆดีกว่านะ มีคนเรียกข้าว่านายน้อยเยอะแล้ว อีกอย่างนึง เราเป็นเพื่อนกันข้าว่า เรียกชื่อกันน่าจะสนุกกว่า‘ เขาบอกอย่างตื่นเต้นราวกับอยากจะถูกเรียกชื่อมากกว่าฐานะตัวเอง ลูเคียหัวเราะ 

‘ก็ได้ โคคุโตะ‘ เธอลองเรียก เด็กชายทำท่าดีใจที่ได้ยิน 

‘เรียกอีกสิ เรียกอีก‘ เขาคะยั้นคะยอ 

‘พอแล้วน่าโคคุโตะ‘ เธอแย้งแบบไม่จริงจังนัก 

‘เถอะน่า ข้าชอบ‘ 

‘โคคุโตะ..‘ 

‘อืม..‘ เขาหลับตาฟังเธอเรียกอย่างตั้งใจ มือทั้งสองกอดอยู่ที่อก ใบหน้าเปื้อนยิ้ม 

‘โคคุโตะ..‘ ลูเคียพยายามกลั้นหัวเราะ 

‘อืม..‘ 

‘โคคุโตะ..‘ เสียงเธอเริ่มแผ่ว 

‘เรียกอีก อย่าหยุดนะลูเคีย‘ 

‘...‘ 

ไม่มีเสียงตอบจากคู่สนทนา โคคุโตะลืมตาขึ้นดูทว่าไร้เงาของหญิงสาวที่อยู่ข้างกาย เขาหันหลังกลับไปจึงพบว่าเธอหยุดยืนอยู่หน้าร้านร้านหนึ่ง นัยน์ตาสีม่วงเพ่งมองเข้าไปภายในอย่างสนอกสนใจ เขายิ้มและเดินย้อนกลับไปหาเธอ 

เธอกำลังเพ่งมองตุ๊กตากระต่ายสีขาวตัวขนาดเท่าเธอที่ตั้งอยู่ด้านในของร้านผ่านกระจกใส เขามองลูเคียสลับกับกระต่ายตัวนั้น 

‘เจ้าอยากได้กระต่ายนั่นเหรอ?‘ เขาถามขณะชะโงกหน้าเขาไปใกล้เธอ ลูเคียสะดุ้ง เงยหน้าขึ้นตามเสียงทักจนหน้าทั้งคู่เกือบชนกัน หน้าหวานขึ้นสีนิดๆ 

‘อืม..‘ เธอพยักหน้า 

‘ไป เข้าไปซื้อกัน..‘ เขาคว้ามือลูเคีย เตรียมจะเดินเข้าไปในร้าน แต่เธอกลับขืนตัวและดึงร่างเขากลับมา 

‘ไม่เป็นไรหรอกโคคุโตะ‘ เธอว่า 

‘เห อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่มีเงินน่ะ ไม่จริงน่า เจ้าเป็นน้องสาวท่านพี่เบียคุยะทั้งที ตุ๊กตากระต่ายตัวเดียวเจ้ากลับไม่มีตังซื้องั้นเหรอ!‘ โคคุโตะนึกโมโหเบียคุยะอยู่ในใจจนขมวดคิ้วแน่น 

‘ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกโคคุโตะ‘ เธอแย้ง แล้วอธิบายต่อ ‘ข้ากำลังเก็บเงินอยู่ ขาดแค่นิดหน่อยเอง ข้าไม่อยากรบกวนท่านพี่น่ะ‘ 

คำตอบที่เธอคาดว่าดีแล้วกลับยิ่งทำให้เขาขุ่นเคือง 

‘ถ้าเจ้าไม่มี งั้นข้าจะซื้อให้เจ้าเอง!‘ 

‘เดี๋ยว โคคุโตะ!‘ ลูเคียเรียก แต่ไม่ทันแล้ว เขาเดินตัวปลิวเข้าร้านไปโดยไม่ฟังอะไรทั้งนั้น 

ลูเคียยกมือตบหน้าผากตัวเอง คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้ เธอถอนใจแล้วค่อยๆเดินตามเด็กชายเข้าไป 

..เอาไว้หาเงินได้ครบ ค่อยเอาไปให้โคคุโตะทีหลังก็ได้มั้ง.. 

ป้าเจ้าของร้านร่างอ้วนเกินออกมารับแขกอย่างยิ้มแย้ม 

‘สวัสดีค่ะ รับอะไรดีคะคุณหนูทั้งสอง‘ เธอทัก แต่พอหันไปเห็นลูเคีย ป้าเจ้าของร้านก็มีท่าทีสนิทสนมขึ้นมาทันที ‘อ้าว ลูเคียซามะนี่เอง พาเพื่อนมาด้วยหรือคะ‘ 

‘ค่ะ‘ ลูเคียตอบยิ้มๆ ผิดกับโคคุโตะที่ยืนกอดอกอารมณ์ค้าง 

‘อยากได้ชัปปี้ตัวนี้หรือคะ?‘ คุณป้าเจ้าของร้านถามขณะมือจับอยู่ที่ชัปปี้ตัวใหญ่นั้น ลูเคียพยักหน้าช้าๆ 

‘ป้าครับ เอาใส่กล่องเลย! ข้าจะซื้อให้ลูเคีย!‘ โคคุโตะประกาศลั่น 

ป้าเจ้าของร้านหัวเราะคิกคักเมื่อเห็นท่าทางโผงผางของเด็กชายที่ประกาศจะซื้อของให้เด็กสาว 

‘ไม่ได้หรอกจ้ะหนุ่มน้อย‘ ป้านั่งยองๆยิ้มจนตาหยีให้โคคุโตะ แต่อีกฝ่ายยิ้มไม่ออก 

‘ข้ามีเงินนะ มากพอจะซื้อได้ทั้งร้านด้วย‘ โคคุโตะเตรียมหยิบถุงเงินที่ห้อยไว้ที่เอวออกมา 

‘ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกจ้ะ‘ ป้าอธิบาย ‘ตัวนี้มีคนซื้อแล้วน่ะจ้ะ แต่ยังไม่มาเอาไป ป้าเลยต้องตั้งไว้แบบนี้ก่อน‘ 

ลูเคียกับโคคุโตะเบิกตามองอย่างตกใจ 

‘ขอโทษด้วยนะจ๊ะ แต่ป้าขายให้ไม่ได้จริงๆ‘ ป้ายิ้มให้อย่างใจเย็น 

‘ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ‘ ลูเคียโค้งคำนับให้ป้าเจ้าของร้านก่อนจะเดินมาดึงมือโคคุโตะ ‘ไปกันเถอะโคคุโตะ‘ 

‘แต่..‘ 

‘ไม่เป็นไรหรอกโคคุโตะ‘ ลูเคียยิ้มกว้าง 

เห็นลูเคียทำใจได้ โคคุโตะก็จำต้องตัดใจ ไม่ดื้อดึงอยู่ต่อ แต่ก็เดินกระฟัดกระเฟียดออกจากร้านตามลูเคีย 

‘โคคุโตะ ขอบใจนะ‘ 

‘มีอะไรน่าขอบใจ ตุ๊กตาตัวเดียวก็ซื้อให้เจ้าไม่ได้‘ โคคุโตะบ่นอย่างหงุดหงิด 

‘เราเพิ่งจะรู้จักกันแต่เจ้าก็ใจดีกับข้า อีกอย่างนึง ไม่ได้ชัปปี้ก็ไม่เป็นไรหรอก คนที่ซื้อมันไปก็คงชอบมันมากๆเหมือนกัน‘ ลูเคียยิ้ม พยายามทำให้โคคุโตะอารมณ์ดี 

‘เจ้านี่ประหลาดคน ผิดหวังแล้วยังยิ้มอยู่ได้อีก‘ 

‘ก็..จะว่าไงดีล่ะ อืม ชีวิตน่ะบางทีมันก็ไม่ได้ดั่งใจหรอกนะ‘ เธอยิ้มแหยๆ โคคุโตะหันมามองเธอด้วยความตกใจ 

‘อะไรกัน เจ้าเข้าใจเรื่องยากๆแบบนั้นด้วยเหรอ‘ โคคุโตะถามอย่างแปลกใจ 

‘ก็..นะ‘ 

ลูเคียกับโคคุโตะเดินกันต่อไปโดยไม่พูดไม่จา ลูเคียเข้าใจว่าโคคุโตะกำลังสงบสติอารมณ์อยู่จึงไม่ได้ชวนคุยอะไร จนกระทั่งทั้งคู่เดินมาถึงร้านขนมหวานร้านหนึ่ง โคคุโตะมองเข้าไปในร้านอย่างตื่นเต้นราวกับลืมเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ไปจนหมดสิ้น 

‘นี่ลูเคีย เจ้าชอบขนมหวานหรือเปล่า ไดฟูกุร้านนี้อร่อยมากเลยล่ะ‘ 

‘อืม‘ 

‘ต้องลองแล้วเจ้าจะติดใจ‘ โคคุโตะถือวิสาสะคว้าข้อมือลูเคียวิ่งเข้าไปในร้าน ลูเคียตกใจนิดๆ 

‘ลุงครับ ไดฟูกุไส้ถั่วแดงสองถุง!‘ โคคุโตะตะโกนสั่งด้วยเสียงอันดัง เจ้าของร้านหันมาตามเสียงตะโกนจึงรู้ว่าคนสั่งคือขาประจำของร้าน เขาตอบรับด้วยความยินดี 

‘ได้เลยขอรับนายน้อยโคคุโตะ‘ เจ้าของร้านยิ้มให้ 

‘หอมอะไรอย่างนี้ น้ำลายข้าจะไหลแล้ว‘ โคคุโตะทำหน้าทะเล้น ลูเคียหัวเราะท่าทีของนายน้อยบ้านซึซึมุระ 

‘ได้แล้วขอรับนายน้อย‘ เจ้าของร้านส่งถุงกระดาษให้โคคุโตะสองถุง โคคุโตะส่งถุงหนึ่งให้ลูเคีย เธอรับไปและเตรียมหยิบเงินออกมาจ่ายค่าขนม โคคุโตะเห็นแล้วหวีดลั่น 

‘เจ้าจะทำอะไรน่ะลูเคีย!‘ 

ลูเคียสะดุ้ง นัยน์ตาสีม่วงกลมโตเบิกกว้างอย่างตกใจ 

‘ก็..ก็จ่ายค่าขนมไง‘ เธอตอบ 

‘จะบ้าเหรอ เจ้าต้องให้ข้าเลี้ยงสิ‘ 

‘หา..?!‘ 

‘ข้าพาเจ้ามา และข้าก็เป็นสุภาพบุรุษพอที่จะจ่ายเงินค่าขนมของเจ้านะ!‘ โคคุโตะอธิบายเสียงดังขณะหยิบเงินมาจ่าย ลูเคียหน้าซีด รู้สึกแปลกๆที่ต้องให้เด็กมาเลี้ยงขนม แต่เธอก็ไม่อยากขัดใจโคคุโตะ 

‘ค..ค่ะ‘ 

เธอเก็บถุงเงินเข้าที่ โคคุโตะเห็นแล้วก็ยิ้มอย่างพอใจ 

ทั้งสองเดินออกมาหน้าร้านและนั่งลงกินไดฟุกุกันอย่างเอร็ดอร่อยที่โต๊ะรับแขกของร้าน 

‘อืม อร่อยจริงด้วย‘ ลูเคียชม ของหวานคือสิ่งที่เธอชอบเป็นชีวิตจิตใจ 

‘ใช่ไม๊ล่า วันไหนข้าไม่ได้กินนะรู้สึกเหมือนจะขาดใจตายเลยล่ะ‘ 

‘วันหลังข้าต้องมาซื้อบ้างแล้ว‘ ลูเคียยิ้มแก้มตุ่ย 

‘ถ้าเจ้ามานะ บอกว่าเป็นเพื่อนข้าสิ เจ้าของร้านจะคิดราคาพิเศษให้‘ 

‘จะดีเหรอ‘ ลูเคียถามพลางหยิบไดฟุกุลูกสุดท้ายเข้าปาก 

‘ดีสิ ก็เจ้าเป็นเพื่อนข้านี่นา‘ เขาว่าขณะรินน้ำชาใส่ถ้วยเล็กให้เธอและตัวเอง 

‘ขอบใจ‘ 

‘นี่ลูเคีย เจ้ารีบกลับหรือเปล่า ข้าอยากพาเจ้าไปที่ๆนึงล่ะ เจ้าต้องชอบแน่ๆ‘ เขาถาม ยิ้มร่าเริง 

‘อืม ก็ว่างนะ‘ เธอตอบ หยักหน้าน้อยๆ 

เขายิ้มและคว้าข้อมือเธอออกวิ่งไปทางนอกเมืองด้วยความกระตือรือล้น ไม่นานนักทั้งคู่ก็วิ่งมาถึงชานเมือง บ้านเรือนเริ่มหายไปจากสายตาและปรากฎทุ่งนาและทุ่งข้าวสาลีสลับกันไปแทน

ลูเคียมองรวงข้าวสีทองโบกสบัดตามแรงลม สวยเสียจนเธอลืมหายใจ กว่าจะรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่โคคุโตะชลอฝีเท้าลงเป็นสัญญาณว่าใกล้ถึงที่หมายแล้ว 

ในที่สุดเด็กชายก็หยุดวิ่ง เขาดึงมือเธอมาหยุดยืนเคียงข้างเขา ลูเคียมองไปข้างหน้าอย่างตื่นใจ 

ทุ่งดอกไม้หลากสีสันขนาดใหญ่อยู่เบื้องหน้า ชวนให้รู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่า ลูเคียรู้สึกเหมือนตัวเองกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง 

นับแต่ถูกรับเข้าตระ ... ลคุจิกิ ทุกวันของเธอแม้จะสุขสบายแต่กลับเงียบเหงาและเปล่าเปลี่ยว จืดชืด ไร้สีสัน ..นกน้อยในกรงทอง 

บางครั้งเธอก็เรียกตัวเองแบบนั้น 

ภาพทุ่งดอกไม้ตรงหน้าชวนให้คิดถึงเรื่องในวัยเด็กของตัวเอง มันอาจไม่สุขสบาย อดมื้อกินมื้อ แต่สบายใจ ลูเคียหันมองโคคุโตะแล้วยิ้มออกมาในที่สุด 

..ขอกลับไปเป็นเด็กสักวันได้ไหม.. 

..แค่ตอนนี้เท่านั้น.. 

..อยากจะโบยบินไปในทุ่งดอกไม้นั่น.. 

โดยที่เธอไม่ต้องพูดอะไร โคคุโตะยิ้มกว้าง รั้งมือเธอไว้และพาเธอวิ่งเข้าไปยังทุ่งดอกไม้ 

กลีบดอกไม้ที่ถูกพวกเธอวิ่งผ่านไปหลุดออกจากกิ่งก้านและปลิวขึ้นด้านบนตามแรงลม ไม่นานนักพวกเธอก็ถูกล้อมรอบด้วยกลีบดอกไม้หลากสีที่ทิ้งตัวลงพื้นอย่างอ้อยอิ่ง 

โคคุโตะหยุดเท้าลงตรงกลางทุ่ง ปล่อยมือเธอและนั่งลงชื่นชมความงามของมันอย่างเงียบๆ ลูเคียเองก็นั่งลงข้างๆเขา 

เธอนั่งเอนกายไปด้านหลัง เหยียดขาไปจนสุดและหายใจเข้าสูดกลิ่นหอมหวานของดอกไม้รอบกายอย่างดื่มด่ำและผ่อนคลายอย่างที่สุด เธอปรือตาลงช้าๆก่อนจะสะดุ้งตัวเมื่อรู้สึกว่ามีของบางอย่างหล่นลงบนหัวเธอ 

เธอหันไปหาโคคุโตะอย่างงงๆ เธอเห็นเขายิ้มกว้างจนเห็นฟัน เธอเหลือบตาขึ้นมองของที่อยู่บนหัวเธอและหยิบมันลงมาดู 

..มงกุฎดอกไม้.. 

เธอรู้สึกใบหน้าร้อนวูบขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ 

‘ข้าให้‘ 

‘ขะ ขอบใจ‘ ลูเคียตอบ ไม่กล้าสบตา 

‘วันนี้ข้าสนุกมากเลยลูเคีย‘ 

‘ข้าก็เหมือนกัน‘ 

‘เอาไว้เรามาเที่ยวด้วยกันอีกนะ‘ 

ลูเคียสะอึก เบือนหน้าหนี เธอกับเขาต่างกัน เธอไม่ใช่เด็กผู้หญิงอย่างที่เขาคิด เธอเป็นยมฑูตที่ไม่รู้วาจะมีเวลาว่างอีกเมื่อไหร่ 

‘ช้าไม่แน่ใจ โคคุโตะ‘ เธออยากบอกความจริงกับเขา แต่ก็กลัวว่านั่นจะทำลายฝันอันสวยงามของเขา 

‘ทำไมล่ะ‘ เขาถามกลับ น้ำเสียงเริ่มเครียด ‘หรือว่าท่านพี่เบียคุยะไม่เคยปล่อยให้เจ้าออกมาข้างนอกน่ะ‘ 

เธอไม่ตอบ ยิ่งทำให้โคคุโตะเข้าใจผิด 

เธอเห็นเขากำมือแน่นอย่างขุ่นเคือง 

‘ไม่ใช่แบบนั้น‘ เธอตอบเสียงแผ่ว แต่แล้วตอนที่เธอครุ่นคิดอยู่นั้นเธอก็รู้สึกถึงลมอุ่นๆและเนื้อนุ่มนิ้มที่บริเวณแก้มเธอ 

..เขาหอมแก้มเธอ.. 

เธอเห็นใบหน้าขาวของอีกฝ่ายแดงจัดขณะเขาถอนใบหน้าออกจากแก้มเธอ ลูเคียช๊อคอย่างรุนแรงจนพูดอะไรไม่ออก 

‘ข้า..ข้าชอบเจ้า!‘ เขาบอก นัยน์ตาสีทองเสมองไปยังทางอื่นหลบสายตาเธอด้วยความเขินจัด 

‘ข้าจะเป็นยมฑูต..‘ เขาพูดอย่างจริงจัง ใบหน้าแดงราวลูกตำลึงสุก ‘ข้าจะตั้งใจฝึก ตั้งใจเรียน ข้าได้เป็นยมฑูตเมื่อไหร่ ข้าจะไปพาเจ้าออกมาจากที่บ้าๆนั่น!‘ 

ลูเคียตกตะลึง 

‘อนาคตข้าจะเป็นเจ้าบ้านซึซึมุระ ข้าจะซื้อตุ๊กตากระต่ายนั่นให้เจ้าทุกแบบทุกขนาดที่เจ้าอยากได้ ข้าจะพาเจ้ามาที่นี่ทุกวัน กินไดฟุกุด้วยกันทุกวัน..


‘ถะ..ถึงตอนนั้น เจ้ามาเป็นเจ้าสาวของข้านะ! ลูเคีย!‘ 

ลูเคียนั่งนิ่ง รู้สึกว่าเรื่องเลยเถิดไปไกลกว่าที่คิด 

‘มันเป็นไปไม่ได้ โคคุโตะ‘ เธอตัดสินใจพูดออกมา ‘ข้าไม่ใช่เด็กและข้าก็แก่กว่าเจ้าเกือบร้อยปี โคคุโตะ‘ 

เขาอึ้ง มองหน้าเธออย่างไม่เชื่อ เขาเริ่มคิดว่าอาจเพราะเธอตัวเล็กทำให้เขาเดาอายุเธอผิดไป แต่ช่างปะไร.. 

‘ไม่ใช่เด็กแล้วยังไง! แก่กว่าข้าแล้วยังไง! ข้าไม่เห็นจะสน!‘ 

ลูเคียขมวดคิ้ว นึกอยากเดินหนีไปให้ไกล แต่การขัดใจซึซึมุระย่อมไม่ดีต่อตระ ... ลคุจิกิแน่ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้พูดอะไรต่อ หยดน้ำเล็กๆหลายหยดก็ตกลงมาจากท้องฟ้าใส่ใบหน้าและลำตัวของ้ธอ 

‘แย่แล้ว! ฝนตก!‘ โคคุโตะโวยวายขึ้นพร้อมๆกับลุกมาคว้าข้อมือเธอเพื่อออกวิ่งอีกครั้ง 

รอบกายพวกเขามีแต่ต้นไม้สูงชะลูดไร้กิ่งก้านที่หนาพอจะใช้หลบฝน ทางเดียวที่ทำได้คือวิ่งกลับเข้าไปในเมือง 

ลูเคียมองกลับไปยังทุ่งดอกไม้อีกครั้งแต่มองไม่เห็นเพราะฝนเริ่มตกหนักจนกลายเป็นม่านหนา 

เท้าเล็กๆสองคู่ยังคงวิ่งฝ่าสายฝนที่สาดเทลงมาอย่างหนักจนเนื้อตัวเปียกปอน ผมสีดำและทองเปียกลู่แนบใบหน้า พื้นดินที่โดนน้ำและกลายเป็นโคลนทำให้การวิ่งผ่านไปเริ่มยากขึ้นทุกที ดินแฉะสีดำกระเด็นเปรอะเปื้อนชุดของคนทั้งคู่จนดูไม่จืด มงกุฎดอกไม้ปลิวหายไปตามแรงลมที่ผ่านร่างไปไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร 

ร่างเล็กๆสองร่างยืนหอบหายใจอย่างหนักตรงชายคาบ้านหลังหนึ่งริมถนนใหญ่ที่ใช้อาศัยหลบฝน โคคุโตะย่อร่างลงไปนั่งยองเอาหลังพิงกำแพงแล้วหายใจยาว ขณะที่ลูเคียยืนหันหลังให้ถนนพยายามบิดน้ำออกจากชายเสื้อที่เปียกโชก 

‘นี่มันเรื่องอะไรกัน ลูเคีย‘ เสียงทุ้มไร้อารมณ์ดังขึ้นข้างหลังเธอ 

ลูเคียสะดุ้ง กลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างหวาดกลัว ร่างเล็กรีบหันไปโค้งคำนับอย่างไม่ต้องคิด 

‘ขออภัยค่ะท่านพี่‘ 

‘ข้าถามว่าไปทำอะไรมา‘ เขาคาดคั้น นัยน์ตาสีเทาดุจัดจ้องเธออย่างไม่วางตา 

‘ข้า..ข้า..‘ 

หากยังไม่ทันที่ลูเคียจะตอบ ร่างเล็กๆอีกร่างก็มายืนคั่นกลางคนทั้งคู่ 

‘สวัสดีครับท่านพี่เบียคุยะ‘ โคคุโตะโค้งคำนับแล้วยืนมองหน้าเบียคุยะอย่างท้าทาย ใบหน้าที่มักร่าเริงกลับเคร่งเครียด 

เบียคุยะมองสบสายตาสีทองของเด็กชายก่อนจะเอ่ยทักเรียบๆ 

‘สวัสดีนายน้อยโคคุโตะ‘ 

‘ข้าชวนลูเคียออกมาเดินเล่นแถวชายทุ่ง พอดีเจอฝนเข้าเลยวิ่งกลับมา‘ 

‘งั้นรึ‘ เบียคุยะมองสบตาสีทองที่มองเขาอย่างไม่พอใจดด้วยท่าทีเฉยเมย 

ลูเคียยังยืนก้มหัวตัวเกร็ง 

‘คุโรดะ‘ เบียคุยะเรียกข้ารับใช้ที่ยืนกางร่มให้เขา โดยไม่หันไปมอง ‘พานายน้อยโคคุโตะไปส่งบ้านซึซึมุระ ข้าจะพาลูเคียกลับบ้านเอง‘ 

‘ครับ นายท่าน‘ คุโรดะส่งร่มที่กางอยู่ให้เบียคุยะ และหยิบร่มอีกอันที่เอวออกมากาง เขาโค้งคำนับนายน้อยบ้านซึซึมุระ 

โคคุโตะโค้งคำนับให้เบียคุยะเป็นการขอบคุณและเดินไปหาคุโรดะ 

‘ลูเคีย กลับบ้าน‘ 

‘ค่ะ‘ ลูเคียรับคำและรีบเดินก้มหน้าก้มตาไปหาเบียคุยะ เธอรวบเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนและเปียกชื้นไว้กับตัวราวกับไม่ต้องการให้มันไปสัมผัสถูกเสื้อของเบียคุยะ 

‘ลาก่อนนายน้อยโคคุโตะ‘ เบียคุยะบอกลา ส่วนลูเคียก็โค้งคำนับให้เขา 

‘ท่านพี่เบียคุยะ‘ เด็กชายทักตอบใบหน้านิ่งตึง 

‘สิบปีให้หลัง.. ข้าจะมารับลูเคียไปเป็นเจ้าสาวของข้า‘ เขาโค้งคำนับเบียคุยะและกล่าวลา 

‘ลาก่อนท่านพี่เบียคุยะ‘ 

..End of flashback.. 





ตอนที่ 8 

‘ท่านรองอาบาราอิคะ เซ็นรับหนังสือเวียนด้วยค่ะ‘ ยมทูตสาวใบหน้าจิ้มลิ้มจากหน่วยหนึ่งยื่นเอกสารสองสามฉบับให้เร็นจิที่กำลังนั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่ 

เขายื่นมือไปรับเอกสารนั้นโดยไม่หันไปมอง พู่กันในมือตวัดเซ็นชื่อลงบนกระดาษใบแรกและส่งคืนให้หญิงสาว เขาเห็นเธอโค้งคำนับที่หางตาก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอหายลับไป เขาโยนหนังสือเวียนที่เพิ่งรับมาบนกองกระดาษสูงที่อยู่ขวามืออย่างไม่ใส่ใจนัก 

..หัวหน้านะ หัวหน้า .. 

..ทำไมต้องมาเร่งเอางานเอกสารภายในวันนี้ด้วยนะ.. 

เขาเขี้ยวฟันอย่างขุ่นใจเมื่อเหลียวมองเอกสารสูงหนึ่งคืบด้านซ้ายมือ แล้วหันมาจดจ่อกับงานตรงหน้าอีกครั้ง แต่ทำได้ไม่นานก็ต้องเหวี่ยงพู่กันในมือทิ้งไปอย่างหงุดหงิด 

..น่าเบื่อชะมัด งานเอกสารพวกนี้.. 

เขาเอามือประสานท้ายทอย เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน 

..เสียเวลาไปฝึกจริงๆเล้ย.. 

..เฮ้อ.. 

..ช่วงนี้เป็นช่วงรับเด็กใหม่นี่นา ทำไมยังไม่มีคำสั่งออกมาซักทีนะ.. 

..คันไม้คันมือ อยากฝึกเด็กใหม่จะแย่อยู่แล้ว.. 

..เฮ้อ.. 

เขาถอนใจอีกรอบและตัดสินใจลุกขึ้นยืนยืดเส้นยืดสาย (ทั้งที่เพิ่งนั่งทำงานได้ครึ่งชั่วโมง) ร่างสูงเหวี่ยงแขนตัวเองไปมาราวกับเมื่อยล้าเสียเต็มประดา แต่มือเจ้ากรรมพลันปัดไปโดนเอกสารด้านขวามือบางส่วนจนปลิวหล่นลงที่พื้น 

ชายหนุ่มยืนนิ่งมองเอกสารที่วางแผ่บนพื้นอย่างเหนื่อยหน่ายอยู่ครู่หนึ่ง และค่อยๆย่อกายลงเก็บ 

..หนังสือเวียนเมื่อกี๊นี้?.. 

เขาหยิบมันขึ้นมาดูพร้อมๆกับลุกขึ้นยืน 

..เอ๋.. 

..มีชื่อของยัยนั่นด้วย?!.. 

.. 

เขาไล่สายตาอ่านเอกสารนั้นตั้งแต่ต้น ก่อนจะกรีดร้องโหยหวนดังลั่นที่ทำการหน่วยหก 

*****

ผีเสื้อนรกกระพือปีกเบาๆเพื่อทรงตัวอยู่บนนิ้วเรียวยาวของเบียคุยะโดยไม่ใส่ใจต่อเสียงกรีดร้องจากห้องข้างๆ ชั่วพริบตาที่เสียงร้องหยุดลงบานประตูห้องหัวหน้าของเขาก็เปิดออกอย่างรุนแรงพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของเร็นจิที่โผล่พรวดเข้ามาโดยไม่ได้ขออนุญาต 

‘ไทโชวววววว**!!‘ 

(taichou (ไทโชว) = หัวหน้าหน่วย, fukutaichou (ฟุคุไทโชว) = รองหัวหน้าหน่วย .. คือ เราว่าเรียกตามการออกเสียงแบบญี่ปุ่นแล้วมันน่ารักดี มันให้ความรู้สึกดีกว่าการพิมพ์ว่า ‘หัวหน้า‘ นิดหน่อย : ไรท์เตอร์) 

ผีเสื้อนรกกระพือปีกถี่ขึ้นพาร่างเล็กๆลอยสูงและบินออกไปทางหน้าต่าง 

‘ไม่รู้จักการเคาะประตูหรือไงเร็นจิ‘ เขาถามเสียงเย็น 

แต่เร็นจิกลับทำราวไม่ได้ยิน ‘ลูเคียน่ะ.. ‘ 

‘ถ้าเป็นเรื่องรองหัวหน้าหน่วยล่ะก็ ข้ารู้แล้ว‘ 

เร็นจิเบิกตากว้าง 

‘ทะ ท่านรู้อยู่แล้ว?‘ 

เขาพยักหน้าช้าๆแทนคำตอบ 

Flashback 

สายลมที่พัดผ่านสระน้ำกว้างช่วยพัดความเย็นจากสระเข้าสู่เรือนหลังใหญ่ด้านหลังที่ทำการหน่วยสิบสามหรือที่เรียกขานกันทั่วว่า ‘วังฤดูฝน‘ ทำให้ตัวเรือนไม่ร้อนจัดจนเกินไปในช่วงกลางฤดูร้อนเช่นนี้ 

ช่วงยามเย็นที่พระอาทิตย์เริ่มคล้อยหลัง อุคิทาเกะ จูชิโร่ มักออกมายืนรดน้ำต้นบอนไซอย่างอารมณ์ดี แต่นั่นไม่ใช่วันนี้ 

เขากำลังรอคอยการมาของเบียคุยะที่เขาส่งข้อความไปหาเมื่อตอนบ่ายด้วยมีเรื่องสำคัญอยากจะคุย..เรื่องของลูเคีย 

หลังจบศึกฤดูหนาว เขาก็คิดว่าถึงเวลาแล้วเสียทีที่หน่วยสิบสามจะต้องมีรองหัวหน้าแทนไคเอ็น และเขามองไม่เห็นว่าจะมีใครเหมาะสมไปมากกว่าลูเคีย 

ว่ากันตามตรง การแต่งตั้งรองหัวหน้าหน่วยถือเป็นเรื่องอันแสนธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือการที่ลูเคียอยู่ใต้ชายคาของเบียคุยะ คนที่เขาเคยสัญญาด้วยว่าจะไม่ให้เธอได้รับตำแหน่งนักสู้มีอันดับอย่างเด็ดขาด แต่นี่เขากำลังจะให้เธอรั้งตำแหน่งรองหัวหน้า เขาคาดเดาได้ไม่ยากว่าเบียคุยะต้องไม่ยอมอย่างแน่นอน.. นั่นแหละที่เขาหนักใจ 

เขาหยิบกรรไกรขึ้นตัดกิ่งบอนไซเล็กๆออกอย่างระมัดระวังก่อนจะสัมผัสได้ถึงแรงกดดันวิญญาณอันคุ้นเคยจากด้านหลัง เขาลดกรรไกรลงและหันไปทักทาย 

‘สวัสดีเบียคุยะ‘ 

ร่างสูงของอีกฝ่ายก้มหน้าเล็กน้อยเป็นการตอบรับ ‘ท่านต้องการพบข้า มีธุระอะไร‘ 

อุคิทาเกะวางกรรไกร และเดินไปนั่งที่ชานเรือน ‘นั่งก่อนสิ อากาศดีแบบนี้ นั่งจิบน้ำชาไประหว่างคุยก็ไม่เลวนักหรอกนะ‘ 

เบียคุยะไม่ตอบคำ แต่ก็หมุนตัวไปนั่งตามคำเชิญ อุคิทาเกะรินน้ำชาลงในแก้วและส่งให้ 

‘ขอบคุณ‘ 

เขามองหน้าชายหนุ่มรุ่นน้องก่อนจะตัดสินใจพูด 

‘ข้าเชิญเจ้ามาคุยเรื่องลูเคีย ข้าจะแต่งตั้งนางเป็นรองหัวหน้าหน่วย‘ 

‘ข้าจำได้ว่าเราเคยคุยกันเรื่องนี้แล้ว อุคิทาเกะไทโชว‘ เบียคุยะยกชาขึ้นจิบ 

‘ข้ารู้ แต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วเบียคุยะ‘ เขาเว้นจังหวะรอฟังคำแย้งจากเบียคุยะ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังเงียบ เขาจึงพูดต่อ ‘ตำแหน่งนี้ว่างมานานเกินไป และปู่ยามะก็เร่งรัดหลังจากจบศึกฤดูหนาวว่าหน่วยสิบสามควรหาคนมาเติมตำแหน่งให้เต็มและถ้าจะให้ดีก็ควรจะเป็นนาง เพราะนางสังหารระดับอารันคาร์กับเอสปาด้าลำดับที่เก้าได้..‘ 

‘แต่นางเกือบตายถ้าข้าตามไปไม่ทัน‘ เบียคุยะแย้งขึ้นในทันที มือนั้นบีบถ้วยชาแน่นอย่างข่มโทสะ 

‘เรื่องนั้นข้ารู้ เบียคุยะ‘ 

‘ทำไมไม่แต่งตั้งคนจากหน่วยอื่นขึ้นมาแทน‘ 

‘เพราะข้าต้องการคนใน และลูเคียรู้งานของตำแหน่งนี้ดี‘ 

‘ข้าปฏิเสธ‘ 

‘เบียคุยะ‘ เขารู้อยู่แล้วว่าเบียคุยะต้องไม่ยอมแน่ ‘ที่ข้าเรียกเจ้ามาครั้งนี้ข้าไม่ได้เรียกมาเพื่อขออนุญาตจากเจ้า ข้าเรียกมาเพื่อให้เจ้าได้รับรู้เอาไว้ว่าไม่ว่ายังไง ข้าก็จะแต่งตั้งนางเป็นรองหัวหน้า‘ 

เบียคุยะยิ้มกลับเ ... ้ยม ‘ต่อให้ท่านแต่งตั้งนางเป็นรองหัวหน้า ท่านคิดว่าเส้นสายของตระ ... ลคุจิกิจะปลดนางออกทีหลังไม่ได้หรือไร‘ 

‘เจ้า!..‘ อุคิทาเกะตวาดใส่อย่างเหลืออด เขาหายใจแรงพยายามข่มความโกรธ ‘เจ้าคิดบ้างหรือเปล่าว่านางจะรู้สึกยังไง เจ้าบอกว่านางคือศักดิ์ศรีของเจ้า แต่สิ่งที่เจ้าทำกลับเป็นการไม่ให้เกียรตินาง!‘ 

เบียคุยะนิ่งไป ราวกับคำพูดนั้นแทงใจดำ อุคิทาเกะถอนใจ 

‘ข้ารู้เบียคุยะ ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงนาง แล้วข้าไม่ห่วงนางหรือยังไง‘ เขาว่าอย่างเหนื่อยอ่อน ‘ที่ผ่านมานางก็เหมือนลูกสาวข้า แต่ข้าไม่อาจฉุดรั้งนางไว้กับที่ได้ เจ้าก็เห็นไม่ใช่หรือว่านางพยายามฝึกฝนแค่ไหน เข้มงวดกับตัวเองแค่ไหน พิสูจน์ตัวเองแค่ไหน เจ้าไม่รู้หรือไงว่าทุกอย่างที่นางทำไปนั้นก็เพื่อเจ้า เพื่อตระ ... ลคุจิกิของเจ้า‘ 

‘..‘ เบียคุยะนั่งมองน้ำชาก้นถ้วยในมือด้วยอับจนคำพูด 

‘ที่นางต้องการก็แค่.. การยอมรับจากเจ้า..เบียคุยะ‘ 

ชายหนุ่มหลับตาลงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะลุกขึ้นยืนหันหลังให้เตรียมจะเดินออกไป ลมเย็นจากสระน้ำพัดชายเสื้อคลุมสะบัดไปมา 

‘ถ้าเช่นนั้นก็ทำตามที่ท่านเห็นสมควร‘ 

End of flashback 



‘พิธีรับตำแหน่งจัดขึ้นเช้าวันนี้ที่หน่วยสิบสาม‘ เบียคุยะบอกเรียบๆ 

เร็นจิตาค้าง ‘ถ้าอย่างนั้น..ข้าไปหานางนะ.. ‘ เขาขออนุญาตอย่างเกรงๆ 

‘ตามสบาย แต่งานต้องเสร็จก่อนเที่ยง เข้าใจหรือเปล่า‘ 

‘ครับ ไทโชว‘ เร็นจิรับคำด้วยหัวใจพองโตและรีบออกไปจากห้องในทันที 


*****************************************************************************************

 

 

ตอนที่ 9 

ร่างบางของลูเคียเดินไปตามโถงทางเดินไม้ที่ทอดยาวภายในที่ทำการหน่วยสิบสาม ท่ามกลางเสียงทักทาย ‘ลูเคียโดโนะ / คุจิกิ ฟุคุไทโชว‘ตลอดทาง เธอยิ้มรับคำทักทายเหล่านั้นด้วยความเขินอายนิดๆ เธอเดินเลี้ยวซ้ายขึ้นบันไดกลางแล้วเดินเลี้ยวขวาไปจนเกือบสุดทาง เธอหยุดยืนที่หน้าประตูบานหนึ่ง 

..ห้องทำงานของไคเอ็นโดโนะ.. 

ตั้งแต่ไคเอ็นตายไปในครั้งนั้น ห้องนี้ก็แทบจะเรียกได้ว่าถูกปิดตาย ทั้งเธอและอุคิทาเกะไทโชวต่างก็ไม่สามารถทำใจเปิดเข้ามาในห้องนี้ได้ มีเพียงคิโยเนะและเซ็นทาโร่ที่จะเข้ามาค้นหาเอกสารบ้างเป็นครั้งคราวก่อนที่คูคาคุซังจะมาเก็บของใช้ส่วนตัวของเขาออกไปทั้งหมด หลังจากนั้นห้องนี้ก็ไม่มีใครย่างกรายเข้ามาเยือนอีกเลย 

เธอยิ้มให้กับตัวเอง เธอรู้สึกได้ถึงความกล้าที่จะช่วยเธอให้ก้าวผ่านมันไป หลังจากถูกช่วยชีวิตโดยอิจิโกะและการต่อสู้กับเออร์โรนีโร เอสปาด้าหมายเลขเก้า เธอตระหนักได้ว่าตอนนี้เธอเข้มแข็งพอที่จะเดินต่อไปข้างหน้า เธอไม่โทษตัวเองเรื่องของเขาอีกแล้ว เธอยื่นมือไปบิดลูกบิดประตูและเปิดมันออก 

ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมเฉกเช่นครั้งสุดท้ายที่เธอได้เข้ามา.. วันที่เขาตาย 

โต๊ะทำงานสีน้ำตาลตัวใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง หันหน้าออกไปยังหน้าต่าง เธอจำได้ดีของคำพูดที่เขาเคยพูดกับเธอ ‘หันหน้าออกหน้าต่างเพื่อจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอก‘ ในเวลาว่างเธอมักจะเห็นเขานั่งชมวิวภายนอกอย่างมีความสุข ทั้งสายฝนพรำในฤดูฝน ปรอยหิมะในฤดูหนาว เฝ้าดูกลีบดอกซากุระเบ่งบานจนกระทั่งปลิดปลิวหลุดจากต้น หรือบางครั้งก็เฝ้ามองมิยาโกะซามะที่กำลังฝึกซ้อมอยู่ที่ลานข้างๆด้วยสีหน้าเปี่ยมสุขและเต็มไปด้วยความรัก 

เธอเหลียวมองด้านขวามือก็พบตู้หนังสือขนาดใหญ่สูงห้าชั้นที่เมื่อก่อนเคยมีหนังสือวางอยู่เต็ม ซึ่งเธอก็เคยมาหยิบยืมไปอ่านหลายต่อหลายครั้งตามคำแนะนำของเขา ด้านซ้ายเป็นเก้าอี้โซฟายาวสีเขียวแก่พร้อมโต๊ะกลางตัวเล็กๆที่เธอ คิโยเนะ เซ็นทาโร่และมิยาโกะซามะมักจะมานั่งคุยกันในช่วงพักกลางวันอย่างสนุกสนาน บางวันที่อากาศดีหน่อยอุคิทาเกะไทโชวก็จะมาร่วมวงสนทนา ทำให้ห้องนี้ครึกครื้นอยู่เสมอ ถัดไปเป็นเคาท์เตอร์ครัวเข้ามุมเล็กๆสำหรับวางขนมนมเนยและชุดน้ำชาที่มิยาโกะซามะเตรียมไว้ให้พวกเธอไม่เคยขาด ชารสหวานหอมที่เขาชอบยังคงติดที่ปลายลิ้นของเธอ ลูเคียรู้สึกว่าขอบตาเริ่มจะร้อนผ่าวและมีน้ำตาคลอหน่วย 

..ข้าจะเป็นรองหัวหน้าหน่วยที่ดีแบบท่านได้หรือเปล่านะ ไคเอ็นโดโนะ.. 

..ข้ออยากจะนำความสุข เสียงหัวเราะ และรอยยิ้มกลับมาให้ห้องนี้อีกสักครั้ง.. 

..คนอย่างข้า จะทำได้หรือเปล่านะ.. 

..เป็นกำลังใจให้ข้าด้วยนะคะ ไคเอ็นโดโนะ.. 

เธอยกมือบางปาดน้ำตาขณะเดินไปหยุดยืนที่โต๊ะทำงานตัวนั้น แม้จะไม่มีคนเข้ามาใช้ห้องนี้แต่เธอรู้ดีว่าอุคิทาเกะมักให้คนเข้ามาทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ เธอยืนเท้าโต๊ะมองออกไปนอกหน้าต่าง พลันผีเสื้อนรกปรากฏขึ้นในสายตา



..ยินดีด้วยกับตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วย มื้อเย็นวันนี้เวลาหนึ่งทุ่มตรง อย่ามาสาย 
..คุจิกิ เบียคุยะ..
 


ลูเคียเบิกตากว้าง 

..ข้อความจากท่านพี่.. 

เธอไหวไหล่น้อยๆมีรอยยิ้มเขินๆประดับใบหน้า เธอเดาว่าเขาคงอยากจะใช้เวลาฉลองกับเธอแต่กลัวว่าเธอจะติดนัดคนอื่นจึงต้องส่งข้อความมานัดไว้ล่วงหน้า (แน่ละ ยังมีงานเลี้ยงของหน่วย งานเลี้ยงของชมรมรองหัวหน้า แล้วก็สมาคมยมทูตสตรีอีกนี่นะ) 

เธอหันกลับมาสนใจโต๊ะทำงานที่บัดนี้กลายมาเป็นของเธอ 

..จะเอาอะไรมาวางไว้บ้างดีนะ.. 

หมอนอิงลายชัปปี้ กระถางดอกไม้เล็กๆสักอัน ชุดเครื่องเขียนครบชุด และที่ขาดไม่ได้ก็ต้องเป็นกระดาษวาดรูป มีห้องส่วนตัวแบบนี้ เวลาว่างคงได้วาดรูปอย่างสบายใจ.. เธอคิดอย่างมีความสุข 

..ก๊อก ก๊อก..


เสียงเคาะประตูเรียกให้เธอละความสนใจจากโต๊ะทำงานหันไปมอง ชายหนุ่มผมสีทองยืนเอามือไพล่หลังยิ้มหวานให้เธอเหมือนกับครั้งแรกที่เธอและเขาเจอกัน เธอยิ้มตอบแล้วเอ่ยทัก 

‘ไม่เจอกันนานนะ โคคุโตะ‘ 

เขาโค้งให้เธอ ใบหน้ายังมีรอยยิ้มพราย ‘สิบห้าปี ลูเคียโดโนะ‘ 

เธอยักไหล่เบาๆ พลางยิ้มขัน ‘ครั้งนั้นเจ้ายังสูงพอๆกับข้าอยู่เลย ไม่ทันไรโตเป็นหนุ่มซะแล้ว‘ เธอแซว พลางกะประมาณความสูงของเขา สิบห้าปีจากเด็กน้อยตัวเท่าเธอ บัดนี้เธอคาดว่าเขาคงสูงพอๆกับเร็นจิ 

‘แต่ท่านไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด‘ เขาว่ายิ้มๆ ‘ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตอนนั้นข้าถึงคิดว่าท่านอายุเท่าข้า‘ 

‘ข้าสูงขึ้นนะ!‘ เธอแย้งอย่างไม่จริงจังนัก ‘ถึงจะหน่อยเดียวก็เถอะ!‘ 

เขาหัวเราะคิกคัก เดินเข้ามาใกล้เธอ ‘แต่ท่านยังสวยเหมือนเดิม‘ เขาว่าเสียงเบาแค่พอได้ยินแค่สองคน 

ลูเคียรู้สึกว่าแก้มร้อนวูบ นัยน์ตาสีม่วงสดใสมองจ้องนัยน์ตาสีทองที่สั่นระริกอย่างลองเชิง 

..เจ้าเด็กนี่.. 

..ปากดีไม่มีเปลี่ยน.. 

โคคุโตะยังคงไม่ยี่หระกับสายตานั้นของลูเคีย 

‘ท่านเป็นเหตุผลให้ข้าเลือกหน่วยสิบสาม ลูเคียโดโนะ‘ เขายิ้มบางๆ 

ลูเคียส่งสายตาท้าทาย ‘งั้นรึ แต่ข้าไม่ออมมือให้เจ้าหรอกนะ ถึงจะเป็นว่าที่เจ้าบ้านซึซึมุระก็ตาม‘ 

เขายักไหล่ ‘ไม่เป็นไร ขอแค่ได้อยู่ใกล้ๆท่านก็พอ‘ เขาพูดเนิบๆแต่มีท่าทีเอาจริง 

ลูเคียหรี่ตามองอีกฝ่าย 

..โคคุโคะ.. 

..เจ้านี่มัน.. 

‘อ้อ จริงสิ ข้ามัวแต่มองท่าน ลืมไปเลยว่าข้ามีของขวัญมาให้ท่านด้วย‘ เขาหยิบตุ๊กตาชัปปี้ตัวเท่าฝ่ามือในชุดกระโปรงสีชมพูออกมาจากด้านหลังส่งให้เธอ ลูเคียทำหน้าแปลกใจเล็กน้อย ‘คิดเสียว่าเป็นของขวัญยินดีกับตำแหน่งใหม่ก็แล้วกัน‘ 

ลูเคียยื่นมือไปรับ ‘เอ่อ ขอบใจ‘ 

‘ด้วยความยินดี ลูเคียโดโนะ‘ เขาโค้งหัวให้นิดหนึ่ง 

ลูเคียมองชัปปี้ตัวจ้อยในมือก่อนจะกรีดร้องเมื่อเห็นโบว์สีชมพูเล็กๆที่หูข้างซ้ายของชัปปี้ ‘นี่มันรุ่นจำนวนจำกัดนี่นา! มีแค่ห้าตัวเท่านั้นในเซย์เรย์เทย์!‘ 

โคคุโตะพยักหน้ารับ ฉีกยิ้มกว้างอย่างพอใจเมื่อเห็นเธอชอบของขวัญที่เขาให้ ‘ข้าจำได้ว่าท่านชอบชัปปี้‘ 

ลูเคียยิ้มหน้าบาน ‘ขอบใจมาก โคคุโตะ รุ่นนี้ข้าไม่ทันซื้อเพราะว่า..‘ เธอหยุดเว้นวรรค เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ แต่แล้วก็กลับมายิ้มร่าเริงได้อีก ‘ตอนนั้นโดนขังอยู่ที่หอสำนึกผิด‘ 

โคคุโตะอึ้งไป สีหน้าสลดลงเพราะคิดไม่ถึง ‘ข้า..ไม่ได้ตั้งใจ‘ 

ลูเคียเห็นอีกฝ่ายซึมลงถนัดตาก็รู้ทันทีว่าเขาคิดว่ามันไปกระตุ้นความทรงจำที่ไม่ดีของเธอและคงกลัวว่าเธอจะไม่พอใจ เธอยิ้มหวานแล้วเดินเข้าไปหา ตบแขนเขาเบาๆ 

‘ไม่เป็นไร อย่าคิดมากโคคุโตะ ตอนนั้นข้าโดนขังอยู่ก็จริง แต่มันไม่แย่นักหรอก อีกอย่างนึง ข้าก็ยังไม่โดนประหารสักหน่อย ข้าไม่ได้คิดมากเรื่องนั้นหรอกนะโคคุโตะ‘ 

เขาถอนใจ ยิ้มอย่างไม่เต็มใจนัก 

‘เจ้าคงได้ยินแล้วว่ามันเป็นแผนของไอเซ็น โซซึเกะ‘ เธอว่ายิ้มๆ พยายามไม่ให้เขาคิดมาก 

‘ถ้าข้าเกิดเร็วกว่านี้อีกสักหน่อย คงได้ช่วยท่านอีกแรง‘ เขาว่าเศร้าๆ ‘เสียดาย.. ‘ 

‘ลูเคียยยยยยยย‘ 

เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นหน้าประตูขัดจังหวะคนทั้งคู่ 

‘เร็นจิ!‘ 

ชายหนุ่มผมสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาในห้องพร้อมลิลลี่สีขาวช่อเล็กๆห่อด้วยกระดาษสีเขียวอ่อนในมือ เขามองโคคุโตะด้วยสีหน้าประหลาดใจ 

‘ซึซึมุระ โคคุโตะ นี่อาบาราอิ เร็นจิ รองหัวหน้าหน่วยหก‘ ลูเคียแนะนำ โคคุโตะหันไปคำนับ 

เร็นจิผงกหัวตอบอย่างอารมณ์ดี ‘ยินดีที่ได้รู้จักโคคุโตะ‘ 

‘ถ้าเช่นนั้นข้าขอตัวก่อนดีกว่าครับ‘ โคคุโตะว่าพลางยิ้มน้อยๆ และเดินออกจากห้องไป 

เร็นจิมองตามหลังโคคุโตะแล้วหันไปหาลูเคีย ‘เอานี่ ยินดีด้วยคุจิกิฟุคุไทโชว‘ เขาว่าล้อๆ ยื่นช่อลิลลี่ให้เธอ 

‘ขอบใจเร็นจิ‘ เธอรับช่อกุหลาบไปอย่างยินดี 

‘แต่ก็ยังช้ากว่าข้าล่ะน้า ฮ่าฮ่าฮ่า‘ เร็นจิหัวเราะเสียงดัง หลังจากเกทับเจ้าหล่อนได้ ลูเคียตบเข้าที่หลังของเร็นจิเต็มแรงอย่างหมั่นไส้ 

‘แค่สองปีเองเจ้าบ้า!‘ 

ทั้งคู่มองสบตากันแล้วหัวเราะคิกคัก 

‘ข้ายินดีกับเจ้าด้วยจริงๆนะลูเคีย‘ เขาว่าอย่างจริงใจ ลูเคียพยักหน้ารับ ‘จริงสิ เด็กใหม่เมื่อกี๊นี้ เจ้าว่านามสกุลอะไรนะ‘ 

‘ซึซึมุระ‘ 

เร็นจิเลิกคิ้ว ‘เห ซึซึมุระที่เป็นหนึ่งในสี่ตระ ... ลใหญ่ใช่หรือเปล่า‘ 

ลูเคียพยักหน้า เร็นจิยังทำหน้างง 

‘แปลกดีแฮะ ข่าวว่าไม่ถูกกับคุจิกิไม่ใช่หรือไง‘ 

ลูเคียเบ้ปากนิดๆอย่างไม่ใส่ใจทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าอะไรทำให้โคคุโตะเลือกหน่วยสิบสามหน่วยเดียวกับเธอ แต่เธอคิดว่าจะเป็นการดีกว่าถ้าไม่บอกเร็นจิ

‘ช่างเถอะ เจ้าว่างหรือเปล่าลูเคีย ไปหาอะไรอร่อยๆกินกัน ข้าเลี้ยงเอง‘ 

ลูเคียทำตาวาว ‘ดีสิ งั้นก็อย่าช้า ไปกันเลย เจ้าคิ้วตลก‘ 


******************************************************************** 

เบียคุยะยกมือเคาะประตูห้องทำงานของเร็นจิสามครั้ง ทว่าไร้เสียงตอบรับ นัยน์ตาสีเทาหรี่ลงด้วยความหงุดหงิดใจ เขาถือวิสาสะเปิดประตู 

..เจ้าบ้านั่น ยังไม่กลับมาอีกรึ.. 

เขาบ่นในใจเมื่อเห็นว่าห้องรองหัวหน้าของตนว่างเปล่า เขาเดินไปที่โต๊ะทำงานของเร็นจิ หยิบกองเอกสารที่ทำเสร็จแล้วขึ้นมา ขณะหมุนตัวจะเดินกลับก็เห็นหนังสือเวียนของวันนี้เข้า เขาหยิบขึ้นมาอ่าน 

นัยน์ตาเย็นเยือกเพ่งมองอยู่ที่ชื่อชื่อหนึ่งที่ปรากฏอยู่ด้านล่างชื่อของลูเคีย 

..ซึซึมุระ โคคุโตะ.. 



ตอนที่ 10


17.16 น. 

เสียงน้ำจากฝักบัวในห้องน้ำของห้องนอนเล็กดังซู่ซ่าอยู่ไม่นานก็หยุดลงราวกับผู้ใช้ไม่อยากเสียเวลาอยู่ในห้องน้ำนานกว่านี้ หญิงสาวร่างเล็กรีบคว้าผ้าเช็ดตัวซับหยดน้ำตามร่างกายของตนอย่างเร่งรีบ มือข้างหนึ่งดึงหมวกอาบน้ำออกและเหวี่ยงไว้ที่ตะขอข้างประตู เธอเดินก้าวเท้าออกจากห้องน้ำ เท้าที่เปียกวาดลงบนพรมเช็ดเท้าขนสั้นพอหมาด มือซ้ายถอดผ้าเช็ดตัวออกแขวนไว้กับราวเล็กๆ มือขวาคว้ายูคาตะสีขาวจากไม้แขวนเสื้อมาสวมและผูกเชือกคาดเอวไว้อย่างลวกๆขณะเดินไปหยุดยืนข้างเตียง 

เธอเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มหนาหน้าปกสีหวานที่โต๊ะพร้อมๆกับก้าวขาขึ้นไปนั่งบนเตียง เธอหยิบหมอนใบใหญ่ที่ใช้หนุนนอนตั้งขึ้นพิงหัวเตียง กะให้เอียงนิดๆพอนั่งสบาย แล้วจึงเอนหลังลงไป 

มือเรียวบางแตะลงบนที่คั่นหนังสือลายชัปปี้ที่โผล่ขึ้นมาจากด้านบนและแง้มหนังสือออก เผยให้เห็นหน้าที่เธออ่านค้างไว้ 

..เหมันต์สีรุ้ง.. 

..หนังสือนิยายที่ยืมมาจากรันงิคุซัง.. 

..สนุกจนแทบวางไม่ลง.. 

ถึงขนาดต้องรีบกลับมาอาบน้ำ ยอมกระทั่งละทิ้งการนอนแช่น้ำในอ่างน้ำวนอันยั่วยวนใจแล้วเปลี่ยนไปเลือกอาบฝักบัวและไม่สระผม ด้วยหวังว่าระหว่างรอทานข้าวเย็นพร้อมเบียคุยะ เธอจะมีเวลาอ่านต่อได้อีกสักหลายๆหน้า 

เธอไม่รอช้า ก้มลงอ่านหนังสือในมืออย่างใจจดใจจ่อ 

[..เขาและเธอวิ่งจูงมือกันไปในทุ่งหญ้าสีทองอร่ามกลางท้องฟ้ายามเย็นที่เป็นสีส้มสดใส..] 
[..เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นและความรักที่เปี่ยมล้นของเขากำลังส่งผ่านมายังเธอทางอุ้งมือนุ่มนิ่มนั้น..] 
[..เขาวิ่งช้าลง เธอชะลอฝีเท้าตาม เขาหยุดวิ่งและดึงร่างเธอเข้าสู่อ้อมกอดอันอบอุ่น..] 
[..เขาใช้สองมือประคองใบหน้าหวานขึ้นสบตาและค่อยๆจุมพิตเธออย่างนุ่มนวล..] 


อาาา.. 

ลูเคียส่งเสียงครางเล็กน้อยขณะวาดภาพตามตัวหนังสือขึ้นในใจ เธอเห็นริมฝีปากของเบียคุยะที่กำลังกดทับริมฝีปากของเธอ ริมฝีปากอิ่มเผยอขึ้นเล็กน้อยเมื่อจินตนาการถึงแรงกดทับของเขาที่สัมผัสเธอ.. 

.. 


แววตาสีม่วงเปิดกว้างอย่างตกใจ 

..ริมฝีปากของท่านพี่งั้นรึ?!..
 

ลูเคียขมวดคิ้ว สะบัดหน้าไปมาไล่ความคิดโง่งมของตัวเอง 

..จะบ้าหรือไง! เจ้าคิดอะไรของเจ้าอยู่เนี่ย!!.. 

..กล้าดียังไงถึงได้คิดถึงท่านพี่ในด้านน่าอายแบบนั้น!!..
 

ใบหน้าหล่อเหลาของคนผู้นั้นปรากฏขึ้นในห้วงคิด แก้มเนียนร้อนวาบจนชา 

..ก็รู้อยู่หรอกว่าท่านพี่น่ะหล่อ.. 

..ก็รู้อยู่หรอกว่าท่านพี่น่ะมีเสน่ห์เหลือล้น.. 

..ก็รู้อยู่หรอกว่าภายใต้หน้ากากเย็นชานั้นมีความอบอุ่นและอ่อนโยนซ่อนอยู่.. 

..ก็รู้อยู่หรอกว่าความรู้สึกนั้นของท่านพี่ มีไว้ให้ข้าคนเดียว.. 

..แต่การคิดถึงท่านพี่ในแง่นั้นมันเกินไป!!.. 

..ท่านพี่ไม่ใช่ของเจ้า!!.. 

..ไม่เคยใช่!!.. 

..และไม่มีวันใช่!!.. 

..ท่านพี่น่ะ.. 

..เป็นของท่านพี่ฮิซานะ!!.. 

..ตลอดมาและตลอดไป!!.. 

..อย่าได้คิดฝันอาจเอื้อมจะไขว่คว้า.. 

..อย่าได้คิดเลยเถิดแม้แต่นิดเดียว!!.. ลูเคีย!!
 


ลูเคียหรี่ตาลงด้วยความหงุดหงิดใจ มือซ้ายกำผ้าปูที่นอนจนยู่ยี่คามือ ผมสีดำสนิทส่ายไปมาเพื่อขับไล่ความคิดอันสับสน เธอถอนใจยาว ฝ่ามือเล็กๆตีแก้มตัวเองอย่างแรงจนขึ้นสีชมพูเรื่อ หวังว่าความเจ็บจะช่วยเรียกสติให้กลับคืนมา 

เวลาผ่านไปชั่วอึดใจ ลูเคียกลอกตาไปมาอย่างเบื่อหน่าย เธอตัดสินใจเอาเองว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีว่าเธอพร้อมจะเริ่มอ่านนิยายอีกครั้ง เธอกรีดนิ้วเปิดหน้าที่อ่านค้างไว้ขึ้นมา 


..เธอไม่ขัดขืนเขาเฉกเช่นครั้งก่อนๆอีกแล้ว เขารู้สึกได้ถึงการตอบสนองของเธอ ริมฝีปากของเธอขยับตามเขาอย่างพอใจในรสจูบ นั่นยิ่งทำให้เขาต้องการเธอมากขึ้น เขาใช้ลิ้นแตะริมฝีปากของเธอเบาๆ เธอครางอย่างเป็นสุขก่อนจะเผยอปากขึ้นเล็กน้อยให้ลิ้นอุ่นของเขาเข้าไป.. 


..อืม.. 

ภาพของเบียคุยะปรากฏขึ้นอีกครั้งพร้อมกับรสจูบของเขาในภาพลวงตาที่เธอสร้างขึ้น 

โครม!!! 

ลูเคียเขวี้ยงหนังสือลงพื้นด้วยความอารมณ์เสียสุดขีด เมกุมิ สาวใช้ส่วนตัวเปิดประตูผางและวิ่งกระหืดกระหอบหน้าตาตื่นเข้ามา 

‘คุณหนูคะ! เกิดอะไรขึ้น!?!‘ 

‘ไม่มีอะไร‘ 

‘แต่ข้า..‘ 

‘ข้าบอกว่าไม่มีอะไร!!‘ ลูเคียขึ้นเสียงอย่างไม่พอใจ นัยน์ตาสีม่วงแข็งกระด้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ‘ออกไปได้แล้ว!!‘ 

เมกุมิมองลูเคียด้วยความตกตะลึง แต่ไหนแต่ไรมาลูเคียไม่เคยวางท่าใส่บ่าวไพร่ในบ้าน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการพูดจาหยาบคายใส่เธอ สิบกว่าปีที่เธออยู่รับใช้ลูเคียต่อจากสาวใช้คนก่อน ลูเคียดีต่อเธอเสมอมา ทว่าวันนี้เจ้านายสาวของเธอดูแปลกไปจนเธอนึกเป็นห่วงไม่ได้ เมกุมิไม่นึกโกรธลูเคียที่ขึ้นเสียงกับเธอเลยสักนิด วันนี้เจ้านายเธอคงเจอเรื่องไม่ดีมาก็เป็นได้ 

‘ข้าบอกให้ออกไป!!‘ ลูเคียตวาดย้ำด้วยเสียงโกรธเกรี้ยว 

เมกุมิได้สติ ตัดสินใจคำนับและถอยออกจากห้องไปแต่โดยดี 

ลูเคียมองตามหลังเมกุมิพร้อมทั้งขว้างตุ๊กตาชัปปี้ใส่อย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ 

..บ้าเอ๊ยยย!!.. 

..บอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามคิดถึงท่านพี่ในแง่นั้น!!!.. 

..เจ้าเป็นตัวโง่งมแบบไหนกันลูเคียถึงพูดจาไม่รู้ฟัง!!!.. 

++ ข้าเองก็ไม่ได้อยากคิดถึงท่านพี่ในแบบนั้นสักหน่อย!! ++ 

เธอได้ยินเสียงที่สองในใจแว้ดสวนขึ้นมา.. ความคิดที่ขัดแย้งกันในตัวเธอเริ่มจะตอบโต้กันอย่างรุนแรง 

++ ก็แค่นึกภาพตามนิยายเท่านั้น!! ++ 

++ ไม่ได้คิดอยากจะทำเรื่องแบบนั้นกับท่านพี่หรอกน่า!! ++ 

++ เจ้าก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าเรื่องของข้ากับท่านพี่ยังไงก็เป็นไปไม่ได้!! ขอแค่ได้คิดถึงในจินตนาการแค่นั้นเองไม่ได้หรือไงกัน!! ++
 

.. 

ลูเคียรู้สึกว่าความคิดแรกนั้นเงียบไปอย่างไร้ข้อโต้แย้ง เธอยิ้มเ ... ้ยมเกรียมอย่างเจ้าเลห์หลังเห็นด้วยกับความคิดที่ว่า ‘ก็แค่ในจินตนาการเท่านั้น ไม่เห็นเป็นไร‘ ไหล่บางไหวขึ้นเบาๆอย่างไม่แยแส 

‘นั่นสินะ ก็แค่ในจินตนาการเท่านั้น‘ เธอพึมพำ เริ่มรู้สึกว่าอารมณ์กลับมาดีอย่างน่าประหลาด เธอลุกไปหยิบหนังสือนิยายที่เธอขว้างไปที่ตกอยู่หน้าประตูขึ้นมาและกลับมานั่งที่เตียงอย่างเดิม 

รอยยิ้มกรุ้มกริ่มประดับบนใบหน้าหวานหลังตัดสินใจอย่างแน่วแน่ 

----------------------------------------------------- 

[..เขาประคองร่างบอบบางนั่งลงกับพื้น ขณะที่มือทั้งสองของเธอยังเกาะเกี่ยวอยู่ที่ไหล่ของเขา..] 
[..เธอยังคงปล่อยให้เขารุกไล้ด้วยจุมพิตแสนหวานทว่าเร่าร้อน เธอเลื่อนมือขึ้นสัมผัสเส้นผมสีน้ำตาลเข้มของเขา ไรผมเนียนลื่นไหวผ่านซอกนิ้วของเธอ..]

ฉากเลิฟซีนในหนังสือยังคงดำเนินต่อไปควบคู่กับภาพในจินตนาการของลูเคีย เมื่อชายหนุ่มในหนังสือยังคงมัวเมาในรสจูบอย่างยาวนาน เธอก็รู้สึกได้ถึงมวลพลังงานที่ก่อตัวตรงท้องน้อยพร้อมกับอาการเสียววาบเบาๆจนเธอต้องงอตัวขึ้น 

[..เขากดริมฝีปากลงที่ซอกคอของเธอ ไล้เลียหาจุดอ่อนไหวอยู่ชั่วครู่ก่อนจะดูดเบาๆที่จุดนั้น เธอแอ่นหลังขึ้นพร้อมกับปล่อยเสียงคราง..] 

ลูเคียเกลี่ยปลายนิ้วผ่านต้นคอ ความรู้สึกวาบหวามแผ่ซ่านตามทางที่ปลายลิ้นของเบียคุยะลากผ่าน เธอร้องฮืมมจากลำคอ 

[..เขาถอนจูบเร่าร้อนออกจากเธอ เธอมองสบตาเขาแล้วยิ้มอ่อนหวาน ร่างบางค่อยๆหมุนกายนั่งหันหลังให้เขา เอนหลังอกกว้างอันอบอุ่น แขนของเขาโอบรอบเอวเธออย่างหวงแหน เธอยกแขนโอบศีรษะเขาทำให้ร่างกายเธอกับเขาแนบชิดกันมากขึ้น..] 

ลูเคียยกแขนเกี่ยวรั้งพนักพิงของเตียงไว้ นัยน์ตาปรือลงขณะเบียคุยะโอบกอดเธอจากด้านหลัง 

[..มือเรียวของชายหนุ่มสอดมือเข้าไปในยูคาตะสีน้ำเงินเข้ม มือใหญ่ที่สัมผัสผ่านต้นขาทำให้ขาเธอสั่นระริกด้วยความเสียวซ่าน เขาหยุดมือตรงส่วนบอบบางของเธอ เธอรู้สึกถึงปลายนิ้วกลางของเขากำลังบดขยี้ติ่งเนื้อเล็กๆของเธอ เธอแอ่นหลังอย่างควบคุมไม่ได้ ศีรษะที่เงยขึ้นเบียดเข้ากับอกกว้างของชายหนุ่ม ปอยผมสีทองของเธอระอยู่ที่ต้นคอเขาอย่างเย้ายวน..] 

ลูเคียค่อยๆลากนิ้วลงไปยังจุดซ่อนเร้นของตัวเองก่อนจะพบว่ามันเปียกชุ่มทั้งที่เธอเช็ดให้แห้งหลังอาบน้ำไปแล้ว ปลายนิ้วของเบียคุยะที่ลากผ่านทำให้ตัวเธอสั่นเบาๆ แต่เธอกลับมีความสุขอย่างประหลาด เขาปลดเชือกผูกเอวของเธอออกอย่างแช่มช้า พลันยูคาตะสีขาวทิ้งตัวลงตามแรงโน้มถ่วงเปิดให้เห็นหน้าท้องแบนเรียบ สะโพกกลมกลึง แม้ชายเสื้อบางส่วนจะยังคงปิดปทุมถัน แต่ท่อนล่างนั้นว่างเปล่าไร้อาภรณ์บดบัง 

[..มืออีกข้างของเขานวดเฟ้นหน้าอกของเธอ ปลายนิ้วของเขาแตะคลึงที่ยอดอกจนมันชูชัน เธอร้องครางอีกครา..] 

ลูเคียวางหนังสือลงข้างตัวและยกมือข้างนั้นขึ้นเคล้าคลึงหน้าอกตัวเอง แรงสั่นเล็กๆทำให้เสื้อเปิดออกจนหมดเผยให้เห็นไหล่เนียนขาว ร่างเล็กงอตัว ขาเหยียดตึงหนีบแน่นด้วยความเกร็ง 

**************************************************************** 


18.25 น. 

เบียคุยะก้าวเท้าผ่านประตูใหญ่ที่มีข้ารับใช้ยืนเรียงแถวรอรับผู้เป็นเจ้าบ้านเมื่อกลับจากทำงาน ชายชราใส่แว่นผู้ยืนอยู่หัวแถวค้อมหัวให้เขาด้วยความเคารพนบนอบ 

‘ของที่สั่งไว้ได้หรือยัง‘ ผู้เป็นเจ้านายเอ่ยถามด้วยสีหน้าท่าทางที่เรียบเฉยอันเป็นปรกติวิสัย 

ชายชรายิ้มกว้าง ‘นี่ขอรับ‘ พร้อมกับยื่นกล่องไม้ยาวราวหนึ่งศอกให้เบียคุยะ 

เขาหยิบไปเปิดออกดูอยู่ชั่วครู่ และปิดกล่องนั้นไว้อย่างเดิม ‘ดี‘ เขาตอบสั้นๆขณะเดินไปหยุดที่เก็นคัง (บริเวณที่ถอดรองเท้า) 

‘ลูเคียล่ะ กลับมาหรือยัง‘ 

‘กลับมาแล้วขอรับ ตอนนี้อยู่ในห้องนอนขอรับ‘ 

‘งั้น-‘ 

เขายังพูดไม่ทันจบ พลันรู้สึกถึงพลังวิญญาณของลูเคียที่แผ่ออกมาอย่างไร้การควบคุม เขาหันไปหาที่มาอย่างร้อนรนด้วยเกรงว่าจะเกิดเรื่องร้ายกับเธอ นัยน์ตาสีเทาขุ่นทอแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด 

..จากห้องนอนเล็ก!.. 

ร่างสูงหมุนตัวออกวิ่งไปทางห้องนอนลูเคียทันที มือจับดาบแน่นพร้อมที่จะชักออกมาทุกเมื่อ หัวใจเขาเต้นแรง คิ้วขมวดแทบจะเป็นปมด้วยความเครียดจัด 

..ลูเคีย.. 

..รอก่อนนะ ข้ากำลังไปหาเดี๋ยวนี้แล้ว.. 

มือใหญ่เอื้อมมือไปกระชากบานประตูให้เปิดออกอย่างแรง 

ภาพตรงหน้าทำให้เขาขยับไม่ได้ และลืมแม้แต่จะหายใจ นัยน์ตาสีเทาเปิดกว้างอย่างไม่คาดคิด 

เขาเห็นร่างเล็กๆของเธอนอนตะแคงหันหน้ามาทางเขาอยู่บนเตียง ขาข้างหนึ่งตั้งชัน มือซ้ายสอดอยู่ที่หว่างขาอันเปลือยเปล่า มืออีกข้างคลึงเค้นอยู่ที่หน้าอกเล็กแต่แน่นตึงของตน 

แวบแรกที่เขาเห็น นัยน์ตาสีม่วงนั้นกำลังปรืออยู่อย่างเคลิบเคลิ้ม แต่เมื่อสบตาสีเทาของเขา นัยน์ตานั้นก็เปิดกว้างอย่างตกใจสุดขีด 

เขารู้สึกราวกับมีก้อนบางอย่างมาจุกอยู่ที่ลำคอ นัยน์ตาสีเทาอ่านยากประสานเข้ากับนัยน์ตาสีม่วงชวนหลงใหลอยู่พักใหญ่ ก่อนเขาจะข่มใจเลื่อนประตูปิดไว้อย่างเดิม 


..บัดซบ.. 


..บัดซบที่สุด!!.. 



ตอนที่ 11

 


สารเลวเอ๊ย!! 


เจ้าบ้านตระ ... ลคุจิกิสบถเป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้ หลังจากนอนพลิกตัวไปมาอยู่อย่างนี้จนเกือบตีสามเพราะไม่อาจข่มตาหลับลงได้ เขายกมือก่ายหน้าผาก นัยน์ตาสีเทาดุจัดเพ่งมองเพดานอย่างหงุดหงิด 

ทุกครั้งที่หลับตาลง ภาพของลูเคียเมื่อตอนเย็นจะปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าเขาจะพยายามลบภาพนั้นมากเท่าไรความพยายามนั้นก็ดูจะไร้ผล เมื่อภาพนั้นกลับเด่นชัดขึ้นทุกที หากยังมีสิ่งที่ทรมานเขายิ่งกว่า.. 

..การแข็งตัวใต้ชุดนอนของเขา 

มือข้างหนึ่งของเขาจิกผ้าปูที่นอนแน่นจนยับย่นด้วยความโกรธ เขาโกรธตัวเองที่ไม่อาจหาทางดับอารมณ์ทางเพศอันรุนแรงที่มีต่อเธอลงได้ ทั้งที่เขาพยายามปลดเปลื้องมันด้วยการคิดถึงหน้าของฮิซานะขณะบำบัดความใคร่ของตัวเอง หากทว่านั่นกลับยิ่งตอกย้ำความอ่อนแอในใจเพราะเขาลืมไปว่าฮิซานะกับลูเคียนั้นหน้าตาราวกับพิมพ์เดียวกัน ไม่นานใบหน้าของฮิซานะก็ค่อยๆเปลี่ยนไปทีละน้อยและกลายเป็นหน้าของเธอในที่สุด 

..มันผิด!.. 

..นางเป็นน้องสาวของฮิซานะ.. 

..เจ้าคิดกับนางแบบนั้นไม่ได้!!.. 

..มันผิด.. 

..มันผิด.. 

..มันผิด.. 

..มันผิด!.. 

..ผิดต่อตัวนางเอง.. 

..และผิดต่อฮิซานะ!!.. 

หากสิ่งที่คิดล้วนตรงข้ามกับการตอบสนองด้านร่างกายที่ดูจะไม่สนใจต่อความผิดบาปในใจของเจ้าของร่าง มันยังยืนยันในความต้องการของมันอย่างไม่ลดราวาศอก ยิ่งเขาเพิกเฉยต่อมัน มันก็ยิ่งสร้างความเจ็บปวดให้ร่างกายเขามากขึ้นอีก ลมหายใจถี่กระชั้นของเขาเต็มไปด้วยความต้องการที่กำลังไล่ต้อนเขาให้จนมุม 

.ไม่.. 

..ไม่.. 

..ไม่มีวัน!!.. 

เขากำหมัดแน่นทุบลงบนฟูกนอนอย่างคั่งแค้น 

..ครืด.. 

เสียงบานประตูห้องนอนเปิดออกพร้อมกับร่างเล็กในชุดยูคาตะสีขาวก้าวเข้ามาในห้อง เธอเลื่อนบานประตูปิดลงและเดินตรงมายังเขาอย่างเงียบงัน 

นัยน์ตาสีเทาเปิดกว้างด้วยความตกใจขณะยันร่างขึ้นดูผู้มาเยือนด้วยศอก 

‘..ลูเคีย..‘ เขาเพ้อเรียกชื่อเธออย่างไม่เชื่อสายตา คิ้วเรียวสวยขมวดเข้มอย่างตึงเครียด 

เธอหยุดยืนที่ข้างเตียงและนั่งลงข้างร่างของเขา เธอยื่นมือบางผลักที่อกเขาเบาๆให้ลงไปนอนพร้อมกับก้าวขึ้นเตียงและขึ้นคร่อมร่างของเขาโดยไม่พูดไม่จา 

‘เจ้า..จะทำอะไรน่ะ?‘ เขาถาม พลางใช้มือจับไหล่เธอไว้ไม่ให้เข้ามาใกล้กว่านั้น 

เธอกลับแตะที่มือเขาและยกมันออกอย่างไม่ใส่ใจ 

เธอก้มตัวลงกระซิบที่ข้างหูเขาแผ่วเบา ‘ข้ารู้ว่าท่านต้องการ‘ เธองับเข้าที่ติ่งหูนิดหนึ่ง เบียคุยะสะดุ้ง พยายามเบี่ยงกายหนีทว่ามือของเธอกดลงที่ไหล่เขาแน่นอย่างไร้ความเกรงใจ 

เธอใช้ปลายลิ้นสะบัดเลียเข้าที่ลำคอเขา ‘เช่นเดียวกับที่ข้าต้องการท่าน‘ 

เธอไม่ว่าเปล่า ปลายลิ้นอุ่นไล่เลียจากกกหูลากยาวลงมาถึงต้นคอ พร้อมกับปล่อยลมหายใจจางๆที่กระตุ้นให้ความซาบซ่านทวีคูณ 

‘อา...‘ เบียคุยะไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้ครางออกมาได้ เขาหายใจแรงพยายามควบคุมสติของตัวเองซึ่งทำได้ยากขึ้นทุกที 

‘..ลูเคีย..หยุด..‘ เขาสั่ง ทว่าน้ำเสียงนั้นไม่เด็ดขาดเหมือนอย่างเคย เขายกมือขึ้นดันเพื่อผลักร่างเธอออกไปอีกครั้ง หากคราวนี้เธอไม่ขัดขืนเช่นครั้งแรก 

ลูเคียขยับถอยออกห่างไปแต่โดยดี ทว่าเธอกลับหยุดตรงต้นขาของเขา ก่อนจะก้มลงประคองส่วนนั้นของเขาไว้ในอุ้งมือเล็กอันอบอุ่น มันตอบสนองต่อการสัมผัสนั้นอย่างรวดเร็ว เบียคุยะช็อค 

เธออาศัยจังหวะนั้นดึงกางเกงเขาลงอย่างรวดเร็วจนเขาไม่ทันตั้งตัว มือหนาที่คว้ากางเกงไม่ทันสะบัดลงที่ผมเรียบลื่นของเธอ เขายันร่างตัวเองขึ้นนั่ง พยายามดันหัวลูเคียให้ออกไปให้พ้นจากร่างกายเขา 

‘ข้าบอกให้หยะ.. อาาาา..‘ เขาพูดไม่ทันจบก็ต้องครางออกมา เพราะเธอก้มลงเลียหยดน้ำที่ปลายยอดโดยไม่ฟังเสียงเขาเลยสักนิด เขาแอ่นหลังขึ้น ศีรษะตกไปด้านหลัง ปอยผมสีดำสนิทเปียกชุ่มด้วยเหงื่อระที่ใบหน้าหล่อเหลา 

..ไม่นะ.. 

มือเรียวบางดึงรูดไว้จนตึงแล้วค่อยตวัดลิ้นไปรอบๆส่วนคอ 

เขากัดฟัน ไม่ให้ตัวเองหลงระเริงไปกับมันและไม่ร้องครางออกมา แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเขารู้สึกดีเหลือเกิน ทุกสัมผัสของเธอทำให้ร่างกายเขาเบาหวิวขึ้นทุกที ภาพเพดานที่เขาจ้องมองเริ่มพร่าเลือน เลือดในกายเดือดพล่าน 

..ไม่!.. 

เธอรูดมันขึ้นลงเบาๆช้าๆและเริ่มส่งมันเข้าปากของเธอ ไอร้อนภายในช่องปากและการสัมผัสของส่วนยอดกับด้านในของลำคอกระตุ้นความหื่นกระหายที่อยู่นอกอำนาจจิตใจ เขาหายใจแรง ร่างกายร้อนราวกับกำลังถูกเผา 

..ไม่ ไม่ ไม่.. 

‘..หะ..หยุด..ที..อาาาา‘ 

แม้ปากและจิตใจจะต่อต้าน ทว่าร่างกายกลับลิงโลดอยู่ในปากของเธอ 

เขาออกแรงผลักหัวเธอ หวังว่าเธอจะลุกจากไป แต่การณ์กลับกลายเป็นว่าเธอเม้มปากแน่นขึ้นและเริ่มรูดขึ้นลงช้าๆเน้นๆ เบียคุยะเจียนคลั่ง 

‘..ลู..เคีย..‘ 

เขาเรียกเธอเสียงสั่น เริ่มจะคุมสติตัวเองไม่อยู่ ยิ่งเขาพยายามดันเธอออกก็ยิ่งทำให้เธอเร่งจังหวะขึ้น 

เขาทิ้งกายลงบนเตียงด้วยสิ้นไร้หนทางขัดขืนและไม่อาจผลักไสเธอออกไป เขาจำนนต่อความต้องการทางร่างกายของตนเอง ได้แต่ทิ้งร่างลงบนเตียงและรับการปรนนิบัติจากเธอแต่โดยดี 

เขารู้สึกถึงการแข็งตัวที่เพิ่มมากขึ้นอันเป็นสัญญาณว่าเขาใกล้จะถึงจุดสุดยอดเต็มที เธอเองก็คงรู้สึกได้เช่นกัน เธอรูดมันเร็วขึ้นจนในที่สุดร่างกายเขาก็เหยียดเกร็งพร้อมกับปล่อยของเหลวสีขาวขุ่นรสชาติประหลาดเข้าสู่ช่องปากของเธอ ร่างสูงนั้นเหยียดเกร็งและกระตุกอย่างแรงอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งของเหลวนั้นถูกขับออกจากร่างจนหมด เธอรูดมันช้าๆเบาๆเพื่อไล่ของเหลวที่ค้างท่ออยู่ออกมาจนหมด เธอไล้เลียมันทุกหยาดหยด 

เขาเบิกตากว้าง.. 


..

 

ห้องนอนใหญ่ของเขาสว่างเรืองด้วยแสงแดดยามเช้าที่สาดเข้ามา เขาสัมผัสได้ถึงของเหลวที่เปียกแฉะอยู่บริเวณต้นขา 

เขากัดฟันกรอดอย่างแค้นใจ ร่างสูงลุกขึ้นกระชากผ้าปูเตียงและฉีกทึ้งผ้าห่มราคาแพงออกจากเตียงด้วยอารมณ์ขุ่นมัวอย่างที่สุด 



 



ตอนที่ 12 

‘เมกุมิ..เมกุมิ..‘ ลูเคียชะโงกหน้าร้องเรียกหาสาวใช้ของเธอผ่านประตูฟุสุมะที่กั้นห้องกับโถงทางเดิน 

หญิงสาวร่างเล็กที่สูงกว่าเธอเล็กน้อยปรากฏร่างตามเสียงเรียกของผู้เป็นนายแทบจะในทันที เมกุมิยิ้มกว้างเมื่อเธอก้าวเข้าไปในห้องนอนเล็กและเห็นลูเคียยืนบิดกายอยู่หน้ากระจกแต่งตัวบานใหญ่ 

‘เจ้ามาช่วยข้าพับแขนเสื้อทีสิ‘ เธอสั่งอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าสวยสดใสที่ยิ้มแย้มรับอรุณยามเช้า ช่วยทำให้เมกุมิพลอยรู้สึกสดชื่น กระตือรือร้นตามอารมณ์ของเจ้านายไปด้วย สาวใช้ไม่รีรอให้เจ้านายพูดซ้ำรีบเดินเข้าไปหาและเริ่มพับแขนเสื้อให้ทันที 

ลูเคียส่งป้ายรองหัวหน้าหน่วยให้เมกุมิ สาวใช้รับไปด้วยใบหน้าปลาบปลื้มอย่างที่สุด 

‘ยินดีด้วยนะเจ้าคะ เบียคุยะซามะต้องภูมิใจในตัวท่านมากแน่ๆเลยเจ้าค่ะ‘ 

ใบหน้าลูเคียขึ้นสีแดงจัดทันทีที่ได้ยินชื่อของเขา เมกุมิยิ้มหวานอย่างรู้ทัน สิบปีที่เธอติดตามรับใช้ลูเคีย มีหรือเธอจะไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของเจ้านายทั้งสองของเธอเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนในช่วงสามปีที่ผ่านมา แม้ทั้งคู่จะยังไม่แสดงออกอะไรแต่แววตานั้นทำให้เธอรู้ได้ไม่ยากว่าเจ้านายสาวนั้นมีใจให้เจ้าบ้านคุจิกิเพียงคนเดียว ส่วนเบียคุยะซามะของเธอนั้นก็มักจะดูแลเอาใจใส่คุณหนูของเธออยู่ตลอดเวลา แต่เพราะฐานะเจ้าตระ ... ลทำให้เขาไม่ยอมแสดงอาการหรือท่าทีอะไรออกมา เธอได้แต่ภาวนาว่าสักวัน คุณหนูของเธอจะก้าวขึ้นมาเป็นนายหญิงของบ้านนี้เคียงคู่กับเขาเสียที 

‘ปลอกแขนนี้ก็สวยมากเลยนะเจ้าคะ เห็นว่าเบียคุยะซามะสั่งทำให้คุณหนูโดยเฉพาะเชียวล่ะเจ้าค่ะ‘ เมกุมิว่าพลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ขณะตวัดเชือกผูกตรารองหัวหน้าเข้ากับต้นแขนของลูเคีย 

ลูเคียยกแขนขึ้นดูปลอกแขนใหม่ที่เธอเพิ่งได้มาเมื่อคืน หลังจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อวานตอนเย็นที่ทำให้เธอตกใจจนแทบทำอะไรไม่ถูกเมื่ออยู่ๆเบียคุยะในจินตนาการของเธอก็ปรากฏกายขึ้นตรงหน้าขณะที่เธอกำลังเปลือยกายอยู่บนเตียง เธอเห็นนัยน์ตาสีเทานั้นตกใจไม่น้อยไปกว่าเธอ เธอพยายามตั้งสติคว้าผ้าห่มมาปิดร่างบางแต่ก็ช้ากว่าเสียงประตูที่ปิดลงแค่ไม่กี่วินาที เธอใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงที่เหลืออยู่ไปกับการแต่งตัวพร้อมๆกับสาปแช่งในความทุเรศและน่ารังเกียจของตัวเอง หลังจากนั้นเธอก็ไปยืนตัวสั่นคล้ายกำลังจะเสียสติอยู่หน้าประตูห้องทานข้าวเพราะไม่รู้จะมองหน้าเขาได้ยังไง จนเวลาผ่านไปราวสิบนาทีเธอก็ยังไม่ได้ยินเสียงใดๆเล็ดลอดออกมาจากในห้องทานข้าว เธอชักเอะใจว่าเขาอาจจะไม่ได้อยู่ในห้องทานข้าว จึงรวบรวมความกล้าเปิดประตูเข้าไปก่อนจะพบว่าในห้องทานข้าวนั้นว่างเปล่า ไร้เงาเจ้าบ้านอย่างที่คาด แต่บนโต๊ะกินข้าวมีกล่องสีน้ำตาลยาววางอยู่พร้อมกับกระดาษสีขาวที่ดูคล้ายจดหมาย เธอเดินไปหยิบมาดูจึงพบว่าเป็นข้อความของเขาที่ส่งถึงเธอว่าบังเอิญติดงานด่วน มาทานข้าวเย็นด้วยไม่ได้ ได้แต่ทิ้งของขวัญไว้ให้อยู่ในกล่องสีน้ำตาลที่วางทับจดหมายฉบับนี้ ลงท้ายด้วยลายเซ็นอันคุ้นตา 

ในตอนนั้นเธอทั้งอาย ทั้งดีใจ ทั้งเกลียดตัวเอง ทั้งหวาดผวา ระคนกันไปจนทำอะไรไม่ถูก ยิ่งเมื่อหยิบกล่องไม้นั้นมาใกล้ก็ยิ่งรู้สึกอยากเอาหัวโขกพื้นให้ตายคาที่ไปเสียเดี๋ยวนั้นเพราะบนฝากล่องนั้นแกะสลักนูนสูงและเคลือบรักลายทองเป็นอักษรคำว่า ‘คุจิกิ‘ ซึ่งเท่ากับว่าเขายอมรับเธอเป็นสมาชิกคนหนึ่งของตระ ... ลอย่างภาคภูมิใจ และเมื่อเห็นปลอกแขนลายเดียวกันกับของเขาวางพาดยาวอยู่ในกล่องก็ยิ่งทำให้ละอายใจมากเข้าไปอีก เธอได้แต่ปลอบใจตัวเองว่ามันไม่ใช่ความผิดของเธอที่เขาเข้ามาเห็นอะไรแบบนั้นเพราะนั่นเป็นห้องของเธอ เขาอยากทะเล่อทะล่าเข้ามาเอง มันเป็นเรื่องสุดวิสัย และช่วยไม่ได้จริงๆ ซึ่งถ้าเขาจะโกรธ เกลียดหรือผิดหวังในตัวเธอเพราะเหตุนั้น เขาคงไม่ทิ้งของขวัญชิ้นนี้ไว้ให้เธอหรอกกระมัง และที่เขาผิดนัดก็เพราะเขาคงจะกระดากอายไม่ต่างกันกับเธอต่างหาก พอคิดอย่างนั้นก็รู้สึกดีขึ้นมาบ้าง และกล้าหยิบมันมาใส่ตอนแต่งตัวเช้าวันนี้ 

ลูเคียยิ้มบาง รู้สึกประทับใจกับของขวัญชิ้นนี้อย่างมากในครั้งแรกที่เธอสวมมัน สัมผัสของปลอกแขนอันเรียบลื่นทว่ารัดเข้ากับแขนได้พอดิบพอดีทำให้การเคลื่อนไหวของเธอไม่ติดขัด เนื้อผ้าชั้นดีราคาแพงทำให้ไม่อับชื้นใส่แล้วรู้สึกสบายมากกว่าที่คิด ลวดลายที่เนื้อผ้าอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตระ ... ลคุจิกิช่วยกระตุ้นให้เธอรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่ได้พิสูจน์ตัวเองจนเขายอมรับ และช่วยเป็นแรงผลักดันให้เธอพยายามมากขึ้นไปอีก 

‘เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ คุณหนู‘ 

ลูเคียกระพริบตาเบาๆเมื่อมองตัวเองผ่านภาพสะท้อนในกระจกเงาตรงหน้าแล้วยิ้มให้กำลังใจตัวเองในการเริ่มต้นวันใหม่ที่อะไรๆก็ต่างไปจากเดิม หน้าที่ ความรับผิดชอบ ภาระงานที่จะมากขึ้นเป็นเท่าตัวตามตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วย เธอบอกตัวเองว่าจะตั้งใจและพยายามให้ถึงที่สุด 

เพื่อตัวเธอเอง และ.. 


..เพื่อเบียคุยะ.. 



*************************************************************************************** 


ถึงกระนั้น บรรยากาศห้องทานข้าวกลับยังคงเงียบขรึมเช่นทุกวัน เบียคุยะนั่งที่เดิม อ่านหนังสือพิมพ์ระหว่างรอเธอเหมือนเดิม ดื่มชาเกียวกุโระเหมือนเดิม เธอเข้ามานั่งที่เดิม ทักเขาด้วยประโยคเดิมๆ เขาตอบเธอด้วยประโยคเดิม สาวใช้คนเดิมยกถาดอาหารมาให้เจ้านายทั้งสองผู้เริ่มต้นทานข้าวอย่างเงียบๆและดำเนินไปแบบเงียบๆเหมือนเดิม..เหมือนเดิมทุกสิ่งทุกอย่าง 

ลูเคียลอบมองเขาด้วยหางตา อดรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาไม่ได้ ยิ่งเมื่อเห็นท่าทีนิ่งเฉยเย็นชาไม่พูดไม่จาไม่สบตาของเขา เธอก็ยิ่งหงุดหงิด เธอกัดตะเกียบด้วยความรำคาญใจ 

..น่าเบื่อ.. 

..น่าเบื่อชะมัด.. 

..วันนี้เป็นวันสำคัญของข้าทั้งที จะเริ่มต้นให้มันสดใส ให้มันดีกว่าทุกวันหน่อยไม่ได้หรือยังไงนะ.. 

..ข้าอุตสาห์จะได้เริ่มต้นอะไรใหม่ๆกับเขาบ้าง ท่านก็เป็นเสียแบบนี้ไปซะได้.. 


‘ท่านพี่คะ‘ เธอตัดสินใจเปิดการสนทนา ด้วยหวังว่าจะเปลี่ยนบรรยากาศให้มันสดใสชื่นมื่นขึ้นมาบ้าง 

เขากลับตอบอย่างเสียไม่ได้ ‘มีอะไร‘ 

เธอรู้สึกแปลกๆกับคำพูดนั้น แต่ก็ตัดสินใจไม่ใส่ใจมันและสลัดมันออกจากหัว ‘ขอบคุณสำหรับปลอกแขนอันนี้ค่ะ‘ ลูเคียยิ้มอย่างจริงใจ เธอดีใจจริงๆที่ได้ของขวัญจากเขา ไม่ว่ามันจะคืออะไร ไม่ว่ามัน 
จะเล็กหรือใหญ่ ขอแค่มาจากเขา มันมีค่าในสายตาเธอเสมอ 

‘ไม่เป็นไร‘ เขาตอบโดยไม่มองหน้าเธอ 

ลูเคียกลั้นใจพูดต่อ ‘ยาวกำลังดี แล้วก็ใส่สบายด้วยค่ะ‘ เธอยกแขนให้เขาดู คล้ายกับพยายามจะบอกเขาว่าเธอชอบของขวัญชิ้นนี้มากแค่ไหน แต่เขายังคงมองอยู่แต่จานข้าวของตนเอง 

‘ก็ดี‘ 

‘กล่องก็สวยมากด้วย ทำมาจากไม้หอมหรือเปล่าคะ กลิ่นหอมมากๆเลยค่ะ‘ 

‘ใช่‘ เขาตอบห้วน 

ลูเคียเริ่มรู้สึกโกรธขึ้นมารำไรเพราะเธอจับความรู้สึกหงุดหงิดในน้ำเสียงนั้นได้อย่างชัดเจนขึ้นทุกครั้งที่เขาตอบ คิ้วบางเริ่มขมวดปม พยายามหายใจเข้าออกช้าๆหวังว่าจะช่วยระงับอารมณ์ที่เริ่มกรุ่น เธอมองออกว่าตอนนี้ต่างคนต่างก็หงุดหงิด เธอชักจะคิดว่าเช้านี้ของเธออาจไม่ดีอย่างที่หวัง 

‘เมื่อคืนนอนดึกหรือคะ‘ เธอฝืนยิ้ม พยายามถามไถ่อย่างห่วงใย พยายามมองโลกในแง่ดีว่าเขาอาจจะงานยุ่งเกินไปจนนอนไม่พอหรือไม่ได้นอน หรือกำลังทุกข์ใจอะไรจนเก็บอารมณ์ไม่อยู่เช่นทุกที 

‘อืม‘ 

‘มีเรื่องอะไรหรือเปล่าคะ เห็นว่าเมื่อคืนมีงานด่วน.. ‘ 

‘ไม่ใช่ธุระของเจ้า‘ 

..ตึก!..
 

เสียงลูเคียกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรงตามสติที่ขาดผึงไปเรียบร้อย



..ไม่ใช่ ‘ธุระ‘ ของข้า..งั้นรึ?!?.. 

..ข้าถามก็เพราะเป็นห่วง.. 

..ท่านกลับตอบแทนความเป็นห่วงของข้าด้วยคำพูดแบบนั้น!!.. 

..งี่เง่า!!!.. 

..ท่านมันงี่เง่าที่สุด!!!..



เบียคุยะสะบัดหน้ามองเธอ ‘รักษามารยาทด้วย ลูเคีย‘ น้ำเสียงเย็นเยียบสาดเข้าร่างลูเคียโครมใหญ่ เธอหันมองสบตาเขาด้วยความโกรธอย่างรุนแรง 

‘ขออภัยที่ข้างี่เง่า อยากสอดรู้สอดเห็นเรื่องของท่าน ข้ามันโง่ไปเองที่นึกเป็นห่วงท่าน!‘ เธอตอบกระแทกเสียง ลุกจากที่นั่งและเดินลงส้นเท้าออกไปจากห้องอย่างไม่พอใจ 

เบียคุยะได้แต่นั่งมองอย่างตกตะลึงกับท่าทางและคำพูดของเธอ เขาไม่เคยเห็นเธอตอบโต้เขามาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องน้ำเสียงและสายตาแบบนั้นของเธอ น้ำเสียงที่มักขัดเขินเต็มไปด้วยความประหม่ากลับดุดันและแฝงไว้ด้วยความเสียใจ นัยน์ตาสีม่วงที่เคยหลุบลงต่ำยามที่เขาดุเธอกลับจ้องเขาอย่างไม่เกรงกลัว 

แต่สิ่งที่ทำเขารู้สึกสะท้านไปทั้งตัวคือ หยดน้ำเล็กๆที่ปริ่มนัยน์ตาโกรธจัดคู่นั้นของเธอ 

ความจริงที่ว่า เขาเป็นคนทำให้เธอต้องหลั่งน้ำตา ทิ่มแทงลงกลางใจเรียกให้เขาได้สติและคลายจากอารมณ์โกรธเกรี้ยวในทันใด คำพูดไร้น้ำใจของเขากำลังย้อนกลับมาทำร้ายตัวเขาเองอย่างสาสม 

..เธอเจ็บ.. 

..หัวใจเขาเจ็บยิ่งกว่า.. 

เขาผุดลุกจากที่นั่งและใช้ก้าวพริบตาตามร่างของเธอไป 



*************************************************************************************** 


เขาคว้าข้อมือเธอไว้ขณะที่เธอกำลังแทรกตัวผ่านประตูห้องนอนเล็ก เธอพยายามเกร็งและสะบัดข้อมือให้หลุด ไม่แม้แต่จะหันหน้ามามองเขา 

‘ลูเคีย.. ‘ เขาเรียกเธอเสียงเบาผิดจากเมื่อครู่ที่เขาตวาดใส่เธออย่างลิบลับ มือแกร่งยังคงจับข้อมือเธอไว้แน่น 

‘..ปล่อย..‘ เสียงสั่นเครือของเธอกรีดลงหัวใจเขา เขาเห็นเธอใช้มืออีกข้างป้ายน้ำตาออกจากใบหน้าสวยของเธอ ใจเขาแทบสลาย 

..ไม่มีทาง.. 

..ข้าจะไม่ปล่อยเจ้าเด็ดขาด.. 

‘ข้าบอกให้ปล่อย..‘ เธอย้ำ เสียงยังคงสั่นเพราะน้ำตาที่ยังรินไหลด้วยความน้อยใจเป็นที่สุด 

เขาเมินสิ่งที่เธอพูด ‘หันหน้ามาลูเคีย‘ เขาสั่งเบาๆและกระตุกมือเธอให้หันมา แต่เธอฝืนตัวเองต่อต้านคำสั่งนั้น ร่างที่เล็กกว่ายังดึงดันจะหนีไป เขาไม่มีทางเลือกนอกจากออกแรงดึงเธออย่างแรงจนร่างเล็กปลิวเข้าแผ่นอกกว้าง เขาโอบมืออีกข้างรอบเอวเธอเพื่อไม่ให้เธอดิ้นหลุดไปไหนได้ 

‘..ปล่อย..‘ เธอดิ้นขลุกขลักในวงแขนเขาทั้งที่รู้แก่ใจว่ายังไงก็ดิ้นไม่หลุด 

‘ไม่‘ เขาปฏิเสธคำสั่งของเธอ ‘จนกว่าเราจะคุยกันเสร็จ‘ 

‘คุย? นึกอยากจะคุยขึ้นมาแล้วหรือเจ้าคะ เบียคุยะซามะ?‘ เธอประชด พยายามทำเสียงให้เป็นปรกติให้มากที่สุด ใบหน้าหวานนั้นยังคงเบือนมองไปทางอื่นที่ไม่มีเขา ‘ขออภัย แต่ข้าไม่อยากคุย‘ 

..ข้ารู้..


..ว่าข้าเป็นฝ่ายผิด.. 

..เพราะความฝันเมื่อคืน ทำให้ข้าโกรธตัวข้าเอง.. 

..ข้าไม่ได้โกรธเจ้า.. 

..แต่ข้ากลับเอาไปลงที่เจ้า.. 



‘ขอโทษ.. ‘ เสียงกระซิบหวานหูทำให้เธอนิ่งไป เธอยอมรับว่าคาดไม่ถึงที่คนอย่างเขาจะขอโทษ ‘เมื่อคืนข้าฝันร้าย..ก็เลยหงุดหงิด‘ 


..เป็นเพราะข้าไร้เหตุผล.. 

..และควบคุมตัวเองไม่ได้.. 

..ถึงได้ทำร้ายจิตใจเจ้าโดยไม่รู้ตัว.. 


‘ท่านอารมณ์เสีย แล้วมาลงที่ข้าเนี่ยนะ‘ เธอต่อว่าเขาด้วยสีหน้าบึ้งตึง อันที่จริงเธอก็ยอมให้อภัยเขาตั้งแต่เขาเอ่ยคำ ว่าขอโทษแล้ว แต่ก็ยังโกรธอยู่นิดๆจึงอดไม่ได้ที่จะต่อว่าเขากลับไป ‘เรารึก็อุตสาห์เป็นห่วง มาว่าไม่ใช่ธุระของข้าอีก ดี วันหลังข้าจะได้ไม่ถามอะไรท่านทั้งนั้น‘ 

เขารู้ว่าเธองอนและอยากพูดประชดเขา อยากให้เขาเจ็บอย่างที่เธอเจ็บ..และมันก็ได้ผลอย่างที่เธอต้องการ คำพูดของเธอไม่กี่คำ ทำเขาเจ็บไปทั้งหัวใจ 

แต่นั่นก็สมควรแล้วกับสิ่งที่เขาได้ทำลงไป.. สาสม 

‘ข้า..ไม่ได้ตั้งใจจะหมายความว่าอย่างนั้น‘ เขานึกหาคำมาอธิบายให้เธอฟัง พยายามหาเหตุผลดีๆสักข้อให้เธอสบายใจ ถึงจะรู้แก่ใจว่ากำลังโกหกก็ตาม ‘ข้าไม่อยากให้เจ้ากังวลกับเรื่องของข้า‘ 


..เจ้าจะให้ข้าบอกเจ้ายังไงว่าข้านอนดึกเพราะอะไร.. 

..เจ้าจะให้ข้าบอกเจ้ายังไงว่าทำไมข้าถึงนอนไม่หลับ.. 

..เจ้าจะให้ข้าบอกเจ้ายังไงว่าข้าฝันถึงอะไร.. 


‘อภัยให้ข้านะ‘ เขาว่าเรียบๆ แต่เป็นน้ำเสียงที่เธอชอบ ที่เธออยากฟัง เพราะมันทำให้เธอรู้ว่า ‘เขามีหัวใจ‘ 

เธอนิ่งแสร้งทำเป็นครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่แล้วตอบเสียงค่อย 

‘อืม..ก็ได้‘ เธอกระพริบตาเบาๆไล่น้ำตาที่เริ่มแห้งและตัดสินใจเงยหน้าขึ้นมองเขา เธอเห็นนัยน์ตาสีเทาคู่นั้นกำลังขอโทษเธอ เขากำลังสำนึกเสียใจในสิ่งที่ทำไปจนทำให้เธอต้องร้องไห้ เธอจ้องมองมันอยู่นานจนเธอเริ่มถูกมันครอบงำและดึงเธอเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เธอเม้มกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว เธอไม่อาจต้านแรงดึงดูดนั้นได้เลย สรรพเสียงรอบข้างหายไป ไม่เห็น ไม่ได้ยินอะไรอย่างอื่นอีก นอกจากนัยน์ตาสีหมอกตรงหน้า เธอรู้สึกถึงฝ่ามือหนาโอบอุ้มแก้มเธอ นิ้วข้างหนึ่งของเขาปาดหยดน้ำที่หลงเหลือบนใบหน้าเธอออกอย่างนุ่มนวล 

เขาเช็ดน้ำตาให้เธอ ขณะที่เขาและเธอไม่สามารถละสายตาออกจากกันและกันได้ เธอดึงดูดเขา และเขากำลังดึงดูดเธอ ทั้งคู่ต่างดึงดูดซึ่งกันและกัน เขารู้สึกว่ากำลังจะไปไกลเกินกว่าจะย้อนกลับ กำลังจะก้าวข้ามเส้นบางๆที่เคยกั้นเขาและเธอไว้ ท้ายที่สุดเขาก็ลังเลที่จะข้ามมัน.. 

เขายังไม่พร้อมที่จะข้ามมันไป.. 

‘..ลูเคีย..‘ เขาดึงตัวเองกลับมาในที่สุด เสียงอ่อนโยนนั้นดึงเธอกลับมาเช่นกัน 

เธอกลอกตาไปมา นึกตกใจในสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น เสียงหัวใจเริ่มเต้นถี่รัวและสูบฉีดเลือดขึ้นใบหน้าจนแดงจัด เธอเบือนหน้าหนีเขาอีกหน 

‘คะ?‘ 

เขาคลายอ้อมกอดเธอ ปล่อยร่างเธอเป็นอิสระ เธอหันกลับไปมองเขาที่ใบหน้ายังคงเรียบเฉย มีเพียงแววตาและน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงกว่าเดิม 


‘เก็บของซะ คุจิกิ ฟุคุไทโชว วันนี้ข้าจะเดินไปส่ง ‘ 


ลูเคียยิ้ม พลางยืดตัวตรงและโค้งคำนับเขา ‘ทราบแล้วค่ะ คุจิกิ ไทโชว‘ 






ตอนที่ 13 

ลูเคียไล่สายตาสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองในกระจกขณะยืนแขม่วท้องให้เมกุมิผูกโอบิแบบไคโนะกุชิและคาดโอบิจิเมะเข้ากับเอวบางของเธอ โอบิสีทองตัดกับกิโมโนสีแดงลายดอกสีขาวฟ้าเล็กๆช่วยขับเน้นให้ผิวขาวของเธอดูเปล่งปลั่งและสดใส เธอรู้สึกตื่นเต้นที่งานเลี้ยงเย็นนี้เป็นงานของเธอ ไม่สิ พูดให้ถูกคือสมาคมรองหัวหน้าหน่วยกับยมทูตสตรีจัดงานนี้ฉลองรับตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยให้เธอโดยเฉพาะ ลูเคียจึงพิถีพิถันเรื่องการแต่งตัวของตัวเองมากกว่าครั้งไหนๆ 

..ต้องไม่ทำให้ตระ ... ลคุจิกิขายหน้า.. 

เธอคิด พลางหันหน้ามองเมกุมิที่ก้มหน้าก้มตาง่วนอยู่กับการช่วยเธอแต่งตัว 

‘คุณหนูไม่ลืมอะไรแน่นะคะ พัดนัทสึ(พัดสำหรับพกคู่กับชุดกิโมโน)ก็เอาไปแล้วใช่ไหมคะ‘ เมกุมิถามย้ำ มือสองข้างวุ่นวายอยู่กับการเก็บรายละเอียดที่ทรงผมของเธออันเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการแต่งตัวอันยาวนาน 

ลูเคียพยักหน้า ‘อืม เอามาแล้ว‘ 

เมกุมิหยิบช่อดอกไม้สดเล็กๆเสียบเข้ากับผมที่รวบไว้ด้านหลังของเจ้านายสาว ‘ผ้าเช็ดหน้า นาฬิกาพก ถุงเครื่องหอมล่ะคะ‘ 

‘เอามาแล้วเหมือนกัน‘ ลูเคียตอบ ดวงหน้าสวยอมยิ้มเล็กน้อยเมื่อมองเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก 

..แต่งหน้าทำผมดีๆ ก็สวยเหมือนกันแฮะ.. 

..นานๆแต่งตัวสวยทีก็ดีนะ.. 

พักหลังเธอไม่ค่อยได้ใส่ชุดที่เป็นทางการมากนัก ส่วนมากเวลาออกไปไหนมาไหนก็ใส่แต่ชุดยมฑูตทั้งวี่ทั้งวัน กลับมาก็เปลี่ยนเป็นยูคาตะสำหรับใส่อยู่บ้าน เรื่องแต่งตัวสวยก็เลยไม่ต้องพูดถึง ยิ่งเรื่องแต่งหน้าทำผมด้วยแล้วแทบจะเรียกว่าเลิกคิดได้เลยก็ว่าได้ 

‘ข้าเอารองเท้าโซริไปวางไว้ให้ที่เก็นคังแล้วนะเจ้าคะ‘ เสียงเมกุมิว่าต่ออย่างกระวนกระวาย 

ลูเคียหันมองเมกุมิแล้วหัวเราะคิกคัก อดแซวเจ้าหล่อนไม่ได้ ‘เจ้าตื่นเต้นกว่าข้าเสียอีก เมกุมิ‘ 

‘แน่ล่ะสิคะ วันนี้เบียคุยะซามะไปด้วยไม่ใช่หรือเจ้าคะ‘ ลูเคียรู้สึกตัวเกร็งขึ้นมาทันที ท่าทีนั้นมีหรือจะหลุดรอดสายตาของเมกุมิไปได้ สาวใช้ยิ้มขันแล้วพูดต่อ ‘งานวันนี้ก็เป็นงานของคุณหนู ข้าไม่ยอมให้คนอื่นสวยกว่าคุณหนูของข้าหรอกเจ้าค่ะ‘ 

ลูเคียยิ้มเอียงอายเมื่ออีกฝ่ายพูดถึงชื่อของคนๆนั้น พวงแก้มใสระบายสีแดงระเรื่อยามที่คิดถึงเขา 

..ท่านพี่.. 

..ป่านนี้คงจะแต่งตัวเสร็จแล้ว.. 

..ท่านพี่จะว่ายังไงบ้างนะ ถ้าเห็นข้าในชุดแบบนี้น่ะ.. 

..ข้าจะสวยพอในสายตาท่านหรือเปล่านะ.. 

เมกุมิยกแขนเจ้านายสาวแล้วหมุนเธอไปรอบๆ ‘เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ รับรองว่าเบียคุยะซามะต้องมองท่านทั้งคืนแน่‘ สาวใช้เอ่ยราวกับอ่านใจเจ้านายสาวได้ 

‘เมกุมิ!!‘ 

เจ้าของชื่อกลับหัวเราะคิกที่เห็นทีท่าเขินอายของลูเคียตามคาด ‘ได้เวลาแล้ว รีบไปเถอะเจ้าค่ะ‘ เธอตัดบทและดันหลังลูเคียให้ออกจากห้อง 


************************************************************************************ 

ลูเคียสวมรองเท้าโซริโดยมีเมกุมิยืนอยู่ข้างๆ สาวใช้ก้มหัวคำนับเธอ ‘เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ‘ 

‘ขอบใจนะ เมกุมิ‘ หญิงสาวตอบ ร่างบางหมุนตัวแล้วก้าวเดินไปยังประตูใหญ่ หัวใจในอกเต้นตึกตักรุนแรงเมื่อเห็นร่างสูงของเบียคุยะยืนหันหลังให้เธออยู่หน้าประตู กิโมโนสีดำ ฮากามะสีเทา ฮาโอริสีดำประทับตราประจำตระ ... ล ทำให้เขาดูเคร่งขรึมและลึกลับน่าค้นหา 


เธอเดินตรงไปยังเขา ก่อนจะพบว่า เขากำลังยืนคุยอยู่กับใครอีกคน.. 

อันที่จริงเธอก็ชวนใครคนนั้นไปงานด้วย แต่เธอคาดไม่ถึงว่าใครคนนั้นจะมาแวะหาเธอที่นี่ก่อนจะเข้างาน 

..ซึซึมุระ โคคุโตะ... 



************************************************************************************ 


‘สวัสดีขอรับ ท่านพี่เบียคุยะ‘ ชายหนุ่มผมทองโค้งคำนับเจ้าบ้านตระ ... ลคุจิกิตามธรรมเนียมปฏิบัติ 

เบียคุยะรู้สึกคิ้วซ้ายกระตุกอย่างไม่สบอารมณ์ในทันที แต่ก็ผงกศีรษะตอบรับตามมารยาท ‘สวัสดีนายน้อยโคคุโตะ‘ แม้ใบหน้าเขาจะยังคงเรียบเฉยดุจหน้ากากน้ำแข็ง ทว่าจิตใจนั้นกลับเริ่มจะว้าวุ่นขึ้นมา 

..โคคุโตะ? มาทำอะไรที่นี่??.. 

..หรือว่า.. 

..เพราะลูเคีย???.. 


เขายังจำได้ดีถึงเหตุการณ์เมื่อสิบห้าปีก่อน เจ้าเด็กเมื่อวานซืนตรงหน้ากล้าพูดใส่หน้าเขาว่า ‘จะมารับลูเคียไปเป็นเจ้าสาว‘ ในตอนนั้นเขายังนึกขันกับเจ้าเด็กนี่ และคิดว่าคงเป็นเรื่องของเด็กที่นึกสนุก พูดจาอะไรไปเรื่อยเปื่อย แต่ตอนนี้เขาชักเริ่มไม่แน่ใจว่าเขาคิดถูก เพราะอย่างน้อยคนตรงหน้าก็เป็นว่าที่เจ้าบ้านซึซึมุระ หนึ่งในตระ ... ลขุนนางเช่นเดียวกับคุจิกิ ที่มักจะถูกสอนและกำชับนักหนาเรื่องสัจจะวาจา 

..หรือเพราะลูเคีย โคคุโตะถึงเลือกหน่วยสิบสาม???.. 

หนึ่งในปัญหาคาใจนับตั้งแต่วันที่เห็นชื่อโคคุโตะในคำสั่งแต่งตั้งของลูเคียที่เขาได้แต่เก็บไว้ในใจและพยายามไม่ใส่ใจมัน แต่ดูท่าว่าวันนี้เขาคงต้องคิดดูใหม่เสียแล้ว 

‘ท่านพี่ก็ไปงานเลี้ยงด้วยสินะขอรับ‘ เด็กหนุ่มถามอย่างสนิทสนม 

‘อืม หัวหน้าหน่วยทุกคนได้รับเชิญไปงานนี้‘ เขาตอบพลางจ้องมองชายหนุ่มที่แต่งตัวแบบทางการเหมือนเขาไม่มีผิด ต่างกันตรงตราประจำตระ ... ลที่ประทับตรงปกเสื้อเท่านั้น 

โคคุโตะทำสีหน้าแปลกใจ ‘ท่านพูดราวกับว่าถ้าไม่ได้รับเชิญในฐานะหัวหน้าหน่วยก็จะไม่ไป ทั้งที่เป็นงานเลี้ยงที่จัดให้ลูเคียโดโนะ‘ 

คำเปรยเรียบๆนั้นราวกับเป็นระเบิดลูกย่อมๆที่หย่อนลงกลางใจเบียคุยะ เขาหันขวับกลับไปมองโคคุโตะสีหน้าไม่พอใจ ‘ไปทั้งที่ไม่ได้รับเชิญ ไม่เรียกว่าถูกกาลเทศะ‘ 

‘ท่านเป็นคนสำคัญของนางนะ! ต่อให้ไม่มีใครเชิญ ท่านก็ควรจะไป!‘ โคคุโตะเริ่มใส่อารมณ์ในน้ำเสียง คนอื่นอาจจะไม่กล้าโต้เถียงกับคุจิกิ เบียคุยะ แต่คนๆนั้นต้องไม่ใช่เขาแน่ 

‘ข้าจะไปไหนหรือไม่ไปไหน เป็นดุลยพินิจของข้า ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้า‘ 

‘ท่านจะไปไหน หรือไม่ไปไหนก็เรื่องของท่าน แต่ท่านควรใส่ใจลูเคียโดโนะให้มากกว่านี้!!‘ 

เบียคุยะรู้สึกเหมือนถูกน้ำร้อนราด โทสะพลุ่งพล่านเป็นริ้ว ‘ระวังคำพูดด้วยนายน้อยโคคุโตะ ถึงท่านจะเป็นว่าที่เจ้าบ้านแต่ท่านก็ยังไม่ได้รับตำแหน่ง หรือสภาอาวุโสบ้านซึซึมุระไม่ได้สอนเรื่องสัมมาคารวะ‘ 

‘หึ‘ โคคุโตะแค่นหัวเราะ ‘ข้าพูดแทงใจท่านล่ะสิ‘ 

เบียคุยะไม่ตอบคำ พยายามไม่ต่อล้อต่อเถียงด้วย โคคุโตะเห็นแบบนั้นยิ่งรู้สึกสนุกกับการแหย่หนวดเสือมากขึ้นไปอีก 

‘ข้าขอเตือนท่านด้วยความหวังดี ท่านพี่เบียคุยะ‘ โคคุโตะว่าเรียบๆ เบียคุยะปรายตามองเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ยอมรามือ ‘หากท่านยังเป็นแบบนี้ล่ะก็ ท่านจะเสียนางไปในที่สุด‘ 

‘นั่นเป็นเรื่องส่วนตัว อย่าได้ยื่นมือเข้ามาสอด นายน้อยโคคุโตะ‘ 

‘ข้าไม่สนเรื่องของท่าน ข้าสนแต่เรื่องของนาง‘ 

‘การยุ่มย่ามกับชีวิตผู้อื่น ไม่ใช่วิสัยที่ควรกระทำ‘ 

โคคุโตะแค่นยิ้มมุมปาก ยื่นหน้าเข้าไปใกล้เบียคุยะแล้วโยนระเบิดใส่เขา ‘แม้ว่านางจะยินยอมงั้นรึ‘ 

ใบหน้าสลักยังนิ่งเฉย แต่โคคุโตะเห็นอาการตกใจและความโกรธอย่างรุนแรงในแววตาสีเทาดั่งหมอกคู่นั้น 

..ที่ว่า ยินยอม มันหมายความว่ายังไง??.. 

..แค่มีเร็นจิเป็นคนสนิทยังไม่พออีกรึ ถึงต้องลากเจ้าเด็กนี่เข้ามาอีกคน??.. 

..ข้ายอมให้เจ้ามีเร็นจิเพราะข้าเห็นแก่ความสัมพันธ์ที่มีมานานของพวกเจ้า.. 

..แต่คนๆนี้ไม่ใช่!!.. 

..ลูเคีย.. 

..เจ้าต้องการอะไร??..
 


‘ท่านพี่..‘ เสียงเล็กดังมาจากด้านหลังของคนทั้งคู่ที่ยืนโต้เถียงกันอยู่ ชายหนุ่มทั้งสองพร้อมใจกันหันหลังกลับไปมองหญิงสาวที่เพิ่งเดินเข้ามา หญิงสาวที่พวกเขากำลังรอคอย เบียคุยะรู้สึกได้ทันทีว่าไม่ใช่แค่เขาที่ถูกภาพตรงหน้าสะกดไว้ หากเด็กหนุ่มที่ยืนข้างเขาก็หยุดการเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน 

ร่างเล็กอันคุ้นเคยที่ชินตา วันนี้กลับไม่เหมือนวันก่อนๆหรือวันไหนๆ เด็กสาวที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการแต่งตัวคนนั้นหายไป กลายเป็นสาวสะพรั่งที่รวบผมเป็นช่อไว้ด้านหลังประดับดอกไม้เล็กๆ เธอสวมกิโมโนสีแดงที่เขาซื้อไว้ให้เธอตั้งแต่ต้นปีที่เธอยังไม่เคยได้มีโอกาสเอาออกมาใส่ เธอปัดแก้มด้วยสีชมพูบางๆให้พอดูเป็นธรรมชาติ แพขนตางอนยาวและเข้มขึ้นขับเน้นนัยน์ตาสีม่วงชวนหลงใหล เส้นบางรอบดวงตายิ่งทำให้นัยน์ตานั้นสวยคมราวกับจะบาดหัวใจผู้คนที่มองมัน 

‘..โคคุโตะ..‘ 

ยามที่เธอขยับปากพูด ลิปกรอสสีชมพูม่วงทอประกายยิบยับทำให้ริมฝีปากนั้นอวบอิ่มและเย้ายวนกว่าที่เคย 

เขากระพริบตายืนมองเธออย่างตกตะลึงจนลืมไปเสียสนิทว่ากำลังโต้เถียงอยู่กับเด็กหนุ่มข้างๆ 


..สวย.. 

..สวยกว่าวันที่เจ้าอยู่ในอ้อมกอดของข้าหลายเท่านัก.. 

..ลูเคีย..
 


‘เอ่อ.. ‘ ปากเล็กๆนั้นขยับช้าๆ เขาสังเกตุเห็นว่าแก้มเธอสีเข้มขึ้นอีกเท่าตัว ‘ข้าว่าเราไปกันได้แล้วมั้งคะ‘ 

เขาเห็นเด็กหนุ่มที่เพิ่งได้สติผายมือให้เธอ เธอมองสบตาเขาเป็นเชิงขออนุญาต เมื่อเห็นเขาไม่ว่าอะไร เธอจึงเดินคู่ไปกับโคคุโตะ เขาเดินตามหลังคนทั้งคู่ไปโดยไม่อาจละสายตาจากเธอแม้เสี้ยววินาที เธอสวยเสียจนเขาอยากจะจดจำทุกรายละเอียดของร่างกายเธอเอาไว้ในความทรงจำ 

เขาเห็นโคคุโตะปรายตามองเขาแว่บหนึ่งก่อนจะก้มลงพูดที่ข้างหูเธอด้วยเสียงที่ดังพอที่เขาจะได้ยิน ‘ข้ากล้าพนันว่าวันนี้ท่านสวยที่สุดในงาน ลูเคียโดโนะ‘ 

‘เจ้าบ้า!!‘ ลูเคียเขินจัดซัดหมัดลุ่นๆเข้าที่แขนของโคคุโตะ เขาได้ยินเสียงเด็กหนุ่มร้องโอดครวญตามด้วยเสียงหัวเราะต่อกระซิกของคนทั้งคู่ที่ไม่ทันสังเกตว่ากำลังสร้างความไม่พอใจให้คนที่เดินตามหลังมาอย่างมาก 

..หงุดหงิด.. 

..ไอ้ท่าทีสนิทสนมราวกับรู้จักกันมานานแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงกัน??..



‘ข้านึกว่าเจ้าจะไปที่งานเลยเสียอีก‘ 

‘ทีแรกข้าก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ข้าอดใจรอเจอท่านตอนเย็นไม่ไหวนี่สิ‘ 

‘ตลกน่าโคคุโตะ เราเพิ่งจะเจอกันไปตอนประชุมหลังเลิกงานไม่ใช่รึ‘ โคคุโตะยักไหล่คล้ายไม่ใส่ใจ 

‘อ้อ จริงสิ ท่านพี่เบียคุยะ‘ โคคุโตะเดินช้าลงจนมาอยู่ข้างเขา ‘พรุ่งนี้ข้าจะให้ลูเคียโดโนะฝึกพิเศษให้ข้าเสียหน่อย คาดว่าจะเลิกดึก ถ้ายังไงข้าคงจะพานางไปทานมื้อเย็นก่อนแล้วจะพานางไปส่งที่บ้านเอง หวังว่าท่านจะอนุญาต‘ 

‘ข้าบอกว่าจะฝึกให้เจ้าเมื่อไหร่กัน! โคคุโตะ!‘ ลูเคียถามอย่างตกใจ 

โคคุโตะยิ้มกว้าง ตอบกลับแบบจงใจยั่วประสาทอีกฝ่าย ‘ข้าขออยู่นี่ไง ท่านจะฝึกให้ข้าไหมล่ะ‘ 

‘แต่..‘ ลูเคียหันมองเขาอย่างขอความช่วยเหลือ เพราะไม่แน่ใจว่าควรจะตอบเด็กหนุ่มอย่างไร ‘ท่านพี่.. ‘ 

‘ตามสบาย‘ เขาตอบสั้นๆราวกับไม่ได้คิดอะไร หากเสี้ยวนาทีให้หลังเขากลับสำนึกเสียใจจนอยากชกหน้าตัวเองที่ตอบไปโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วน 


..ขอแบบนั้น.. 

..มันขอไปเดทไม่ใช่รึ????..
 


‘ได้เลยโคคุโตะ‘ ลูเคียหันไปตอบด้วยท่าทางยียวนไม่แพ้กัน ‘ถ้าเจ้าเ ... ้ยนกระหือรืออยากจะฝึกนัก พรุ่งนี้ข้าจะจัดให้เต็มที่จนร้องขอกลับบ้านไม่ทันเลยเชียวล่ะ‘ 

‘อย่าดูถูกกันเกินไปนัก ลูเคียโดโนะ‘ 

‘ยังหรอก ไว้เจ้าเจอหลุมมหาภัยของคิโยเนะก่อนเถอะ‘ 

โคคุโตะนึกถึงหญิงสาวที่ทำตัวกระโดกกระเดกอีกคน ‘เห คิโยเนะซังน่ะเหรอ ไม่ใช่ว่าในบ่อมีแต่เหล้าหรอกนะ‘ 

‘เดี๋ยวก็รู้‘ เธอว่าพลางยักคิ้วหลิ่วตาอย่างปรามาส 

โคคุโตะยักไหล่เบาๆ ยิ้มอย่างกวนๆ ‘วางใจเถอะ ข้าไม่ตกหลุมของคิโยเนะซังหรอก เพราะข้าตกหลุม‘รัก‘ท่านอยู่‘ 

ร่างสูงที่เดินตามมาด้านหลังหยุดเดินในทันทีราวกับถูกหอกแทงทะลุอกแล้วตรึงร่างเขาไว้กับที่ เขารู้สึกลำตัวชาวาบ สมองหยุดสั่งการใดๆ เขาเห็นลูเคียโวยวายใส่เด็กหนุ่มพร้อมกับต่อยเขาที่ปลายคางจนเด็กหนุ่มเซไปด้านหลัง ทว่าเด็กหนุ่มยังคงยิ้มร่าเริงดูไม่สะทกสะท้านกับรอยแดงที่ปลายคางของตน 

‘ข้าบอกให้เจ้าเลิกพูดแบบนั้นไง โคคุโตะ!!‘ 

..รัก??.. 

‘ก็ข้ารู้สึกแบบนั้นจริงๆนี่นา‘ 

..เจ้าเด็กนั่นมันพูดว่า ‘รัก‘ งั้นรึ??.. 

‘โอ๊ยย.. พอแล้วๆ ก็ได้ๆ ข้าเลิกพูดก็ได้ สงสัยท่านจะซ้อมข้าจนตายแน่ถ้าข้าไม่เลิก‘ 

..ปากดีกล้าพูดถึงขนาดนี้เชียวรึ?..
 

‘ใช่ ถ้าเจ้าไม่เลิก ข้าจะซ้อมเจ้าจนกว่าจะตายคามือเลยเชียวล่ะ!‘ 

..พูดออกมาได้หน้าตาเฉย..
 

‘วันนี้ท่านก็ซ้อมข้ามาทั้งวันแล้วนะ ลูเคียโดโนะ‘ 

..ช่างเป็นคนที่น่าหงุดหงิด.. 

‘เป็นผู้ชายประสาอะไร เจ็บนิดเจ็บหน่อยทำเป็นสำออยไปได้‘ 

..และน่ารำคาญจริงๆ..
 

‘น่า..ท่านอย่าโกรธเลยนะ เอานี่..วันนี้ข้าก็มีของขวัญมาให้ท่านด้วยนะ‘ 

..ถ้ามีเซมบงซากุระอยู่ในมือล่ะก็.. 

‘เจ้าจะติดสินบนข้าหรือไง‘ 

.. ข้าคงจะฆ่าเจ้าเสียตรงนี้เลย โคคุโตะ.. 


‘สินบงสินบนอะไร ข้าไม่ได้ซื้อมาซักหน่อย หยกนี่ข้าเจอมันตกที่สวนหลังบ้าน ข้าเห็นมันสวยดีก็เลยเก็บมันมา นี่ๆ มีที่ให้ร้อยเชือกด้วย ข้าก็เลยไปขโมยเชือกในห้องเก็บของมาร้อยเป็นสร้อยข้อมือ เอามือมา ข้าจะผูกให้‘ 

‘จะทำอะไร นายน้อยโคคุโตะ‘ เขาถามเสียงเย็นเยือกเมื่อเห็นเด็กหนุ่มคว้าข้อมือลูเคียของเขาขึ้นมาหน้าตาเฉย 

โคคุโตะกระพริบตาถี่แกล้งตีสีหน้าว่าไม่เข้าในคำถาม ‘ก็..ผูกสร้อยข้อมือให้นางไงท่านพี่เบียคุยะ หรือว่า..‘ เขาเห็นนัยน์ตาสีทองส่องประกายระยิบก่อนจะทิ้งระเบิดลูกใหญ่ 

‘หรือว่า..ท่านอยากจะเป็นคนผูกให้นางเอง‘ 

‘โคคุโตะ!!‘ เสียงลูเคียแว้ดขึ้นก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร มือเล็กๆทุกตีเด็กหนุ่มไม่หยุด แก้มเนียนเปลี่ยนจากสีชมพูเรื่อเป็นแดงเข้มดุจสีชาด ‘ท่านพี่ไม่ใช่เพื่อนเล่นเจ้านะ!!‘ 

เบียคุยะยังคงยืนเงียบเช่นเดียวกับหัวใจที่หยุดเต้นไปชั่วขณะ คำพูดนั้นตรงประเด็นเสียจนเขาไม่รู้จะรับมือกับมันอย่างไร 


..เจ้าเด็กนี่ทำอย่างกับอ่านใจข้าออก.. 

..เจ้าพูดถูกโคคุโตะ.. 

..หากจะมีคนผูกสร้อยเส้นนั้นหรือเส้นไหนๆให้นาง.. 

..ข้าเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์..
 


เขากระตุกยิ้มเจ้าเลห์นิดหนึ่งเมื่อเห็นท่าทีเขินอายรุนแรงของลูเคีย เขาตัดสินใจกระแอมออกไปเสียงดังเพื่อขัดจังหวะคนทั้งคู่ 

‘โคคุโตะ ลูเคีย รักษามารยาทในที่สาธารณะด้วย‘ น้ำเสียงจริงจังและเข้มงวดทำให้ทั้งสองคนรีบหันมาทำตัวสงบเสงี่ยม แต่เขารู้ดีว่าโคคุโตะคงไม่หยุดแค่นี้แน่.. 




ตอนที่ 14

 

‘โอ้โฮแฮะ คุจิกิซังวันนี้เจ้าเสน่ห์แรงไม่เบา มีขุนนางหนุ่มตามประกบถึงสองคนเชียวนะ‘ มัตซึโมโตะ รันงิคุ กระแซะเข้ามาแซวทันทีที่ลูเคียหย่อนก้นลงนั่งหลังจากทักทายบรรดาหัวหน้าหน่วยที่มาแสดงความยินดีจนครบทุกคนแล้ว 

ลูเคียเหลียวมองขุนนางหนุ่มทั้งสองคนที่รันงิคุพูดถึงขณะรินเหล้าใส่ถ้วยตัวเอง ‘ท่านพี่มาด้วยไม่เห็นแปลกนี่คะ ส่วนโคคุโตะก็รู้จักกันนานแล้วและก็อยู่หน่วยเดียวกัน ไม่แปลกอีกเหมือนกันค่ะ‘ 

‘น่าอิจฉาจังน้า มีแต่หนุ่มหล่อวนเวียนอยู่ข้างๆตั้งหลายคน‘ รันงิคุเอามือเท้าคางทำท่าเพ้อ แต่เมื่อเห็นลูเคียยังนิ่งจิบเหล้าอย่างเฉยชาไม่มีท่าทีละเมอเพ้อพกตาม เจ้าหล่อนเลยอยากจะแหย่เสียหน่อย ‘นี่ลูเคีย เจ้าได้จูบสองคนนี้มั่งรึยัง‘ 

..พรวด.. 

ลูเคียสำลักเหล้าอย่างแรงจนใบหน้าแดงก่ำ ‘แค่กๆ..ถะ..ถามอะไรแบบนั้นคะ รันงิคุซัง!‘ 

‘อายแบบนี้แสดงว่าจูบไปแล้วล่ะสิ ใครกันน้า หรือว่าทั้งสองคนเลย‘ รันงิคุแหย่ต่อด้วยความสนุกสนาน 

‘ไม่ได้จูบกับใครทั้งนั้นแหละค่ะ!‘ 

‘งั้นวันนี้ก็ดื่มให้เยอะๆจะได้ใจกล้าๆหน่อย‘ รันงิคุรินของเหลวสีชมพูในขวดของตัวเองใส่ถ้วยใบเล็กของลูเคีย ลูเคียมองอย่างไม่ค่อยไว้ใจเมื่อเห็นเครื่องดื่มแบบใหม่ที่เธอไม่เคยดื่มมาก่อน แต่ก็ตัดสินใจยกขึ้นลอง 

‘น้ำผลไม้แบบใหม่หรือคะ อร่อยดีนี่‘ ลูเคียยกแก้วของตนขึ้นจิบอย่างเพลิดเพลิน รสหวานหอมคล้ายสตรอว์เบอร์รี่ทำให้เธอไม่อยากหยุดดื่ม รันงิคุยิ้มหวานแต่ไม่ตอบคำถามเธอแถมยังลุกไปหอบมาให้เธอเพิ่มอีกหลายขวด 

ไม่นานนักเร็นจิกับโคคุโตะก็เดินเข้ามาร่วมวงและนั่งประกบเธอทั้งซ้ายขวา ลูเคียคุยกับสองหนุ่มอย่างออกรสและสนิทสนม ซึ่งเธอก็หารู้ไม่ว่าการกระทำนั้นอยู่ในสายตาของใครบางคนตลอดเวลา 

‘คุจิกิไทโชว โบราณเค้าว่าเพ่งมองอะไรนานๆสายตาจะเสียเอาได้นะ‘ เคียวราคุ ซุนซุย เอี้ยวตัวมากระซิบกระซาบกับเบียคุยะที่นั่งมองลูเคียกับชายหนุ่มอีกสองคนด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ 

ขุนนางหนุ่มไม่ตอบคำ ไม่แม้แต่จะหันมองหน้าหัวหน้าหน่วยขี้เมา 

ท่าทีเมินเฉยนั้นกลับกระตุ้นให้เคียวราคุหยอกเบียคุยะต่อ ‘สาวๆในงานมีตั้งเยอะตั้งแยะ ท่านเล่นไม่มองไม่สนใจสาวไหนเลย มองแต่คุจิกิซังแบบนั้นเดี๋ยวแม่หนูน้อยของข้าก็สึกเหรอแย่สิ‘ 

หัวหน้าหน่วยหกกระแทกแก้วลงบนโต๊ะอย่างแรง ‘ลูเคียเป็นแม่หนูน้อยของท่านเมื่อไหร่กัน เคียวราคุไทโชว‘ 

‘น่าๆเบียคุยะ ใจเย็นหน่อย‘ อุคิทาเกะที่นั่งข้างๆเคียวราคุโผล่หน้ามายกมือแตะไหล่ห้ามปรามรุ่นน้องที่ทำท่าจะวางมวยกับเคียวราคุตั้งแต่เริ่มงาน ‘ซุนซุยเจ้าก็อย่าแหย่เบียคุยะนักเลย‘ 

แต่เคียวราคุยังไม่หยุด ‘นางสวยใช่ไหมล่ะ ใจข้างี้ละลายเลยเชียวล่ะ อ้อ พ่อหนุ่มน้อยหน้ามนนั่นใช่ทายาทซึซึมุระที่เพิ่งเข้ามาใหม่ใช่หรือเปล่านั่น‘ เขาบุ้ยปากไปทางโคคุโตะ 

‘ใช่แล้วเพิ่งเข้ามาใหม่หมาดๆ ไฟแรงน่าดูเชียวล่ะ‘ อุคิทาเกะตอบ น้ำเสียงนั้นดูพอใจเด็กหนุ่มพอดู 

‘อยู่หน่วยเจ้าเหรอจูชิโร่‘ 

‘อืม แต่ข้าก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรด้วยนักหรอกนะ เห็นสนิทกับคุจิกิดีก็เลยว่าจะให้นางจัดการไปน่ะ‘ 

‘อะไรกัน มาใหม่ได้แค่วันสองวันก็สนิทกันแล้วรึ‘ เคียวราคุทำเป็นเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ แต่สำหรับเบียคุยะมองปราดเดียวก็รู้ว่านั่นมันเสแสร้งชัดๆ! อุคิทาเกะพยักหน้าตอบ 

‘เห็นว่ารู้จักกันก่อนหน้านี้นานแล้ว แล้วก็นะ ตอนคัดเลือกเข้าหน่วยข้าก็ถามว่าทำไมถึงเลือกหน่วยสิบสาม‘ อุคิทาเกะแกล้งเอามือลูบคางทำท่าเหมือนกำลังคิด แต่ก็ลอบสังเกตอาการเบียคุยะไปในที เขาเห็นเบียคุยะตวัดสายตามองเขา เขายิ้มกว้างอย่างไม่สะทกสะท้าน ‘เจ้าอยากรู้หรือเปล่าเบียคุยะ ว่าซึซึมุระตอบว่ายังไง‘ 

‘ไม่ใช่ธุระกงการอะไรของข้า รุ่นพี่ นั่นเป็นเรื่องในหน่วยของท่าน‘ 

‘แต่ข้าอยากรู้‘ หัวหน้าหน่วยแปดทำท่ากระตือรือร้นอยากฟัง อุคิทาเกะก็เลยสนองตอบแต่โดยดี ขณะเบียคุยะแสร้งทำเมินไม่สนใจ 

‘ซึซึมุระบอกว่า เพราะเขาชื่นชมคุจิกิมานานแล้ว เธอเป็นแรงบันดาลใจให้เขาเข้ามาเป็นยมทูต เพื่อเขาจะได้เดินตามรอยเท้าของเธอ‘ 

‘โอ้ว ความสัมพันธ์ของว่าที่เจ้าบ้านซึซึมุระกับเจ้าหญิงคุจิกิคู่นี้น่าสนใจจริงๆ เจ้าว่าไหมจูชิโร่‘ เคียวราคุทำขยิบหูขยิบตากับอุคิทาเกะ แล้วได้ทีแหย่เบียคุยะต่อ ‘คุจิกิไทโชว ถ้าท่านไม่ทำอะไรซักอย่าง ข้าว่างานนี้คุจิกิมีเสียดุลให้ซึซึมุระแน่ๆ‘ 

‘นั่นเป็นเรื่องของนาง ไม่เกี่ยวกับข้า‘ เบียคุยะตอบน้ำเสียงเย็นชาไม่เปลี่ยน ในใจนึกรำคาญคู่หูหัวหน้าหน่วยข้างๆที่รับส่งลูกเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย แต่อดใจหายกับเหตุผลของโคคุโตะไม่ได้ 

‘ตอนไปฮูเอโก้มุนโด้ไม่เห็นทำเหมือนอย่างที่พูดเลยนะ คุจิกิ‘ เคมปาจิที่เพิ่งมานั่งฝั่งตรงข้ามเคียวราคุเกิดคันปากอยากสอดขึ้นมา ‘ข้าล่ะเบื่อพวกปากไม่ตรงกับใจ แถมเรื่องมากอย่างเจ้าจริงๆ‘ 

เบียคุยะได้แต่ส่งสายตาอาฆาตไปให้เคมปาจิซึ่งก็ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวอะไรเลยสักนิด 

‘เห็นมัตซึโมโตะว่าเด็กใหม่นั่นถึงจะเพิ่งเข้ามาใหม่ แต่ก็เนื้อหอมเอาเรื่องทีเดียวล่ะ ถ้าคุจิกิจะชอบก็ไม่แปลกหรอก‘ แม้แต่ ฮิตสึกายะ โทชิโร่ ก็ยังอดใจไม่ไหวขอร่วมวงด้วย และก็โดนสายตาอาฆาตจากเบียคุยะไปอีกคนตามระเบียบ 

‘นี่คุจิกิไทโชว‘ เคียวราคุตบบ่าเบียคุยะเบาๆ ‘บอกตามตรงนะ เรื่องของท่านกับคุจิกิซังน่ะ เค้ารู้กันทั่วเซย์เรย์เทย์แล้ว อย่ามัวอิดออดทำเป็นเหนียมอายอยู่เลยน่า‘ 

‘รู้อะไร นางเป็นน้องสาวข้าก็แค่นั้น‘ 

‘น้องสาวบุญธรรม‘ เคียวราคุแก้ให้โดยไม่สนใจจิตสังหารของขุนนางหนุ่ม ‘ไม่ได้เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดสักหน่อย‘ 

‘นางเป็นน้องสาวของฮิซานะ‘ 

‘แล้วยังไง ฮิซานะจังเสียไปตั้งเกือบหกสิบปีแล้วนา‘ 

‘ห้าสิบสองปี‘ 

‘ข้าบอกแล้วว่าหมอนี่มันปากแข็ง‘ เคมปาจิสอดขึ้นอีกทีพลางยกขวดสาเกขึ้นซดหลายอึก 

เคียวราคุหัวเราะร่วนแล้วหันไปกระซิบกับคนปากแข็ง ‘ข้าจะบอกอะไรดีๆให้นะคุจิกิไทโชว อาทิตย์หน้าหน่วยสิบสามเค้าจะพาเด็กใหม่ไปฝึกนอกสถานที่หนึ่งสัปดาห์ ถ้าท่านยังไม่ทำอะไรให้ชัดเจนล่ะก็ ท่านได้เสียนางให้เจ้าหนุ่มนั่นแน่‘ 

เบียคุยะทำเป็นนั่งเงียบไม่ตอบสนองและจิบสาเกไปเรื่อยๆ แต่เคียวราคุมั่นใจว่าเบียคุยะกำลังคิดถึงสิ่งที่เขาเพิ่งพูดไป หัวหน้าหน่วยขี้เล่นนั่งเท้าคางมองยมทูตสาวที่เดินไปเดินมาในงานด้วยสายตาหวานเชื่อม เขาเห็นฮินาโมริกับอิซาเนะเดินส่ายไปมาทั่วงานด้วยใบหน้าแดงก่ำ เขาสะกิดเบียคุยะให้ดูพวกหล่อน 

‘สาวๆพวกนั้นไม่ทันไรก็เมาซะแล้ว ข้าอยากจะรู้จังว่าคุจิกิซังเวลาเมาแล้วจะเป็นแบบไหนน้า‘ 

‘หญิงสาวตระ ... ลขุนนางไม่ได้รับอนุญาตให้กินเหล้าจนเมา พวกเธอรู้ว่าดื่มอะไรได้แค่ไหน‘ เบียคุยะตอบขณะจ้องมองร่างเล็กที่นั่งอยู่ห่างออกไป ลูเคียรู้ตัวเองดีว่ากินสาเกได้กี่ขวดถึงจะไม่เมาและเขาเชื่อว่าเธอจะไม่ดื่มมากไปกว่านั้น แต่นาทีต่อมาเขาชักจะไม่มั่นใจว่าเขาคิดถูกเมื่อร่างเล็กนั้นลุกขึ้นยืนและเซไปจนเกือบล้มถ้าไม่ได้เร็นจิกับโคคุโตะคว้าเธอไว้ได้ทัน เขาเห็นเธอทรุดนั่งลงกับพื้นและเอามือกุมศีรษะไว้ 

‘เฮ้ๆ แต่ข้าว่านางเมาแล้วนะ‘ เคียวราคุที่มองลูเคียอยู่เช่นกันว่าเสียงเครียดขึ้นมา 

‘เป็นไปไม่ได้ ลูเคียรู้ว่าดื่มสาเกได้แค่ไหน ไม่ดื่มจนเมาเด็ดขาด‘ 

‘ถ้าอย่างนั้นข้าว่าที่นางกินก็ไม่ใช่สาเกแล้วล่ะ‘ 

เบียคุยะหันขวับ ‘อะไรนะ‘ 

‘เรามาดูกันดีกว่าว่าสาวๆเค้าดื่มอะไรกัน‘ เคียวราคุว่าแล้วโบกมือเรียกรองหัวหน้าหน่วยของตัวเอง ‘นานาโอะจางงงงงงงง‘ 

‘มีอะไร‘ หญิงสาวใส่แว่นปรากฏตัวขึ้นข้างกายเขาในพริบตา ใบหน้าสวยหวานแดงเรื่อเหมือนสาวคนอื่น 

‘หืม เจ้าเมาแล้วน้า ให้ข้าช่วยประคองดีกว่า‘ ไม่ว่าเปล่า เคียวราคุเอามือโอบเอวเจ้าหล่อน ซึ่งเธอก็หันมาเอาถาดวางขวดสาเกฟาดเข้าที่หัวเจ้านายจนหน้าหงายในทันที 

เคียวราคุลูบหัวป้อยๆ ทำท่าจริงจังขึ้นมา ‘นี่ นานาโอะจัง วันนี้พวกเจ้าดื่มสาเกกันเยอะไปหรือเปล่า‘ 

‘ที่เสิร์ฟให้สาวๆวันนี้ไม่ใช่สาเก แต่เป็นค็อกเทล‘ เบียคุยะเริ่มขมวดคิ้วเมื่อได้ยิน ‘น้ำผลไม้ผสมเหล้า มัตซึโมโตะคุงเพิ่งได้สูตรมาจากโลกมนุษย์น่ะค่ะ‘ 

เบียคุยะสิ้นความอดทน เขาลุกขึ้นยืนท่ามกลางสายตางงงวยของหัวหน้าหน่วยคนอื่น ‘ข้าจะกลับแล้ว ราตรีสวัสดิ์‘ ร่างสูงบอกโดยไม่รอฟังอะไรทั้งนั้น เขาเดินตรงไปหาลูเคียเป็นอันดับแรก 

‘ลูเคีย กลับบ้าน‘ 

‘หืม‘ เธอเงยหน้ามองเจ้าของเสียงด้วยสายตาหวานฉ่ำเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ในค็อกเทล แต่แม้จะเมาเธอก็ยังมีสติพอจะพูดและฟังรู้เรื่องจึงพยักหน้าเบาๆเป็นการตอบรับ ‘ค่ะ ท่านพี่‘ 

‘หะ..หัวหน้า ให้ข้ากับซึซึมุระช่วยพาลูเคียกลับไหมครับ‘ เร็นจิเสนอตัวเมื่อเห็นลูเคียลุกแล้วเซไปข้างๆอีกหน สองหนุ่มที่รีบสอดมือเข้าไปรับร่างบางแทบชักมือกลับไม่ทันเมื่อมือของเบียคุยะคว้าเธอได้ก่อนใคร 

‘นั่นสิครับ ท่านพี่เบียคุยะ‘ 

‘ข้าไม่เมาซักหน่อย‘ ลูเคียพูดอย่างไม่พอใจที่ถูกหาว่าเมาต่อหน้าเบียคุยะ 

‘ไม่เป็นไรเร็นจิ ข้าจัดการได้‘ คำตอบจากเบียคุยะทำให้เร็นจิกับโคคุโตะต้องถอยกลับไป ทั้งสองหนุ่มกล่าวลาตามมารยาทและกลับเข้าไปในงานเลี้ยง 

‘เดินไหวหรือเปล่า‘ 

‘ไหวค่ะ แค่มึนๆน่ะค่ะ‘ เธอพยายามเดินให้ตรงแต่ก็เซไปอีก เบียคุยะจึงต้องประคองเธอไปตลอดทาง ทั้งคู่ต่างก็เดินไปโดยไม่พูดจากัน ลูเคียเริ่มรู้สึกว่าตัวเองอาการแย่ลงเรื่อยๆแต่ก็พยายามกลั้นใจเดินต่อไปหวังว่าจะถึงบ้านเร็วๆเสียทีขณะเบียคุยะสาละวนอยู่กับการพาลูเคียเดินไปโดยไม่ให้สะดุดเข้ากับอะไรก็ตามที่อยู่บนถนน 

ลูเคียเริ่มใจชื้นและเริ่มโล่งอกที่เห็นประตูบ้านคุจิกิ เธอเดินผ่านเข้าบ้านด้วยอาการผะอืดผอมเต็มแก่ การเดินเป๋ไปเป๋มาทำให้เธอวิงเวียนมากขึ้นและที่สุดก็ทนไม่ไหวต้องรีบวิ่งเข้าห้องน้ำที่อยู่ข้างห้องรับแขกและอาเจียนออกมา 

เบียคุยะยังคงยืนเฝ้าเธออยู่หน้าห้องน้ำที่มีเสียงโอ้กอ้ากสลับกับเสียงกดชักโครกดังลอดออกมาเป็นระยะๆ ถึงเขาจะรู้ว่าเป็นเรื่องปกติของคนเมา แต่เพราะเป็นเธอเขาก็เลยอดห่วงไม่ได้ 

..ทุเรศสิ้นดี..ลูเคีย.. 

..ทุเรศจริงๆ.. 

..เมาในงานเลี้ยงฉลองตำแหน่งของตัวเองยังไม่พอ ยังจะอ้วกต่อหน้าท่านพี่อีก!!.. 

เธอเอามือเหนี่ยวผนังใกล้ๆรั้งตัวเองให้ยืนขึ้น เธอเดินโงนเงนไปที่อ่างล้างหน้า วักน้ำเย็นลูบจนทั่วหน้าและกลั้วคออยู่หลายครั้งจนเริ่มรู้สึกดีขึ้นจึงลากสังขารออกจากห้องน้ำ แล้วก็ต้องตกใจเมื่อร่างสูงของเขายังคงยืนอยู่หน้าห้องน้ำไม่ได้จากไปไหน 

‘ท่านพี่!‘ 

‘ตามข้ามาลูเคีย‘ เขาว่าเสียงเย็น ลูเคียกลืนน้ำลายดังเอื้อก ได้แต่เดินตามเขาไปต้อยๆ 

..ซวยแล้วไง.. 

..โดนทำโทษแน่ๆ.. 

..ท่านพี่โกรธแล้วเห็นไหม.. 

..ทั้งโง่ ทั้งงี่เง่า.. 

..ไม่เคยดื่มก็ดันดื่มซะเมาจนได้.. 

..เจ้ามันแย่ที่สุด!!.. 

เจ้าบ้านคุจิกิหยุดยืนหน้าห้องนอนตัวเอง ลูเคียกระพริบตาปริบๆอย่างไม่ค่อยเข้าใจนักว่าเขาพาเธอมาที่ห้องนอนเขาทำไม เขาเปิดห้องและเดินเข้าไปด้านใน ส่วนเธอยังยืนลังเล 

‘เข้ามาข้างใน ลูเคีย‘ เขาสั่ง เธอกลืนน้ำลายแห้งผากได้แต่ก้มหน้าทำตามที่เขาบอก ‘นั่งรออยู่ที่นี่ ห้ามออกไปไหนจนกว่าข้าจะกลับมา เข้าใจไหม‘ 

‘เข้าใจค่ะ‘ ลูเคียผงกหัวรับทราบอย่างมึนๆ มึนเพราะฤทธิ์เหล้าและมึนเพราะไม่รู้ว่าทำไมต้องเป็นห้องนอนของเขาแทนที่จะเป็นห้องหนังสือ 

เธอตัดสินใจนั่งลงที่โต๊ะรับแขกตามคำสั่ง เบียคุยะจึงเดินออกจากห้องไป ลูเคียก้มหน้ามองพื้นพลางเงี่ยหูฟังฝีเท้าที่ห่างไปเรื่อยๆด้วยความหวาดกลัวว่าจะโดนลงโทษอะไร เมื่อเห็นเขาหายไปนานเธอก็เริ่มหลุกหลิกมองไปรอบห้อง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้เข้ามาในห้องของเขา หลายครั้งที่เธอได้แต่นึกสงสัยว่าห้องของเขาจะเป็นแบบไหนกัน ตอนนี้เธอก็ได้รู้เสียที อย่างแรกที่เห็นคือมันกว้าง แม้พื้นที่จะกว้างกว่าห้องของเธอไม่มาก แต่เพราะเครื่องเรือนน้อยชิ้นทำให้มันดูกว้างกว่าเยอะทีเดียว ทุกอย่างในห้องดูเรียบง่ายเกินกว่าจะเป็นห้องของเจ้าบ้าน แม้จะดูโปร่งโล่งสบายแต่บางอย่างกลับทำให้ลูเคียรู้สึกได้ถึงความโดดเดี่ยวและอ้างว้าง 

..เป็นห้องของเจ้าบ้านที่ไร้ชีวิตชีวาเหลือเกิน.. 

..ท่านพี่คงจะเหงามาก.. 

..ไม่มีคนสนิท.. 

..ไม่มีบ่าให้แบ่งเบาความทุกข์.. 

..ไม่มีอ้อมกอดให้แบ่งปันความสุข.. 

..ที่ผ่านมาข้าหลงคิดว่าข้านั้นโดดเดี่ยวอยู่ในบ้านกว้างใหญ่เพียงคนเดียว.. 

..ทั้งที่ท่านพี่ก็โดดเดี่ยวไม่ต่างไปจากข้าเลยสักนิด.. 

..เพราะข้าเอาแต่คิดถึงแต่ความรู้สึกตัวเอง.. 

..จนไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของท่านพี่.. 

..ตั้งแต่ท่านพี่และอิจิโกะช่วยข้าไว้ ข้าก็ไม่เหงาอีกต่อไป.. 

..ข้าไม่อยากให้ท่านพี่ต้องทนเหงาแบบนี้เลย.. 

..ท่านพี่ฮิซานะคะ.. 

..ข้าอยากจะช่วยท่านพี่เหลือเกิน.. 

เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรียกให้เธอหยุดความคิดฟุ้งซ่าน ประตูเปิดออกพร้อมกับร่างสูงที่เดินกลับเข้ามาพร้อมกับถ้วยสองใบซึ่งเขาวางมันลงบนโต๊ะข้างหน้าเธอ


‘ชามะตูมกับน้ำผึ้ง จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น‘ 

‘อ่อ..ค่ะ..ขอบคุณค่ะ ท่านพี่‘ เธอรินน้ำผึ้งใส่ถ้วยชามะตูมที่มีไอร้อนลอยกรุ่นกะประมาณให้ออกหวานแล้วคนให้เข้ากัน แม้จะยังเมาแต่เธอก็อดดีใจไม่ได้ที่เขาเป็นห่วงเธอถึงขนาดไปชงชามาให้เธอ เธอรับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่เขามีให้ผ่านท่าทีเย็นชาแข็งกระด้างนั้น 

เบียคุยะดูเธอเริ่มจิบชาและลุกออกจากห้องไปอีกครั้งโดยไม่พูดไม่จา พอชาใกล้หมดถ้วยเขาก็กลับเข้ามาพร้อมกับหอบผ้ากองหนึ่งมาวางไว้บนโต๊ะสูงหน้าห้องน้ำซึ่งลูเคียไม่ทันได้ใส่ใจ เธอหันไปก้มคำนับเขา 

‘ขอบคุณค่ะท่านพี่ ข้ารู้สึกดีขึ้นแล้ว ไม่รบกวนท่านพี่แล้วล่ะค่ะ‘ 

‘คืนนี้เจ้าต้องค้างที่นี่‘ คำตอบเรียบๆจากอีกฝ่ายทำให้ลูเคียรีบเงยหน้าขึ้นมองเขา ปากเล็กๆอ้าค้างอย่างคาดไม่ถึง ‘นี่เสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัว‘ 

‘แต่.. ‘ 

‘ไม่มีแต่ เจ้าเมาแบบนี้ข้าไม่ปล่อยให้เจ้าอยู่คนเดียวแน่‘ เขาตัดบทเสียงเข้มจนลูเคียไม่กล้าเถียง ‘อาบน้ำแล้วเข้านอนซะ ลูเคีย‘ 

เขากำชับและเดินออกจากห้องไป ทิ้งให้ลูเคียนั่งหวาดระแวงจนแทบสร่างเมาอยู่คนเดียวในห้องกว้าง 

..บ้าไปแล้ว.. 

..จะให้ข้านอนห้องเดียวกับท่านพี่เนี่ยนะ!!.. 

เธอซี้ดปากขณะชะเง้อมองเตียงขนาดคิงไซส์น่านอนของเขาแล้วข่มใจ 

..ไม่มีทาง!!.. 

เธอลุกพรวดวิ่งโซเซออกจากห้อง แต่แล้วต้องรีบวิ่งกลับเข้ามาอย่างเดิมเมื่อออกไปเจอเขายังยืนกอดอกอยู่หน้าห้อง เธอกลืนน้ำลายและคว้ากองผ้าเช็ดตัววิ่งเข้าห้องน้ำไปอย่างเร็ว 

..บ้า.. 

..ท่านเฝ้าหน้าประตูแบบนั้นข้าก็หนีไม่ได้สิ.. 

..แต่.. 

..ก็ได้.. 

..ค้างก็ค้าง.. 

ลูเคียอาบน้ำและแต่งตัวจนเสร็จจึงเดินออกจากห้องน้ำ เธอหันซ้ายหันขวาไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าของห้อง เธอเดินวนรอบเตียงหลายรอบ พยายามทำใจนั่งลงบนเตียงอยู่หลายครั้งแต่สุดท้ายก็นั่งลงที่พื้นเพราะความเขินอายที่จะต้องนอนเตียงเดียวกับเขา เธอดึงหมอนใบใหญ่ลงมาใบหนึ่งและเอนตัวลงนอนที่พื้นข้างเตียงนั้นเอง 

เบียคุยะเดินกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง เขาย่นคิ้วเมื่อไม่เห็นร่างเล็กของเธอบนเตียงจึงเดินอ้อมไปอีกฝั่งจึงพบว่าเธอนอนคุดคู้อยู่ที่พื้น เขาสั่นหัวเบาๆมีรอยยิ้มบางระบายบนใบหน้าแล้วตัดสินใจปล่อยเธอนอนไปแบบนั้นสักพัก ชายหนุ่มเดินเข้าห้องน้ำและจัดการธุระส่วนตัวของตัวเอง เสร็จแล้วก็กลับมายืนดูเธอที่เดิม 

เขายิ้มขันกับความคิดของลูเคียที่เลือกนอนที่พื้นมากกว่าจะนอนบนเตียงของเขา เขาย่อร่างลงข้างร่างบอบบาง 

‘ลูเคีย‘ เขาเรียกเธออย่างอ่อนโยน เธอพยายามเงยหน้าตามเสียงของเขา แต่ไม่อาจลืมตาได้และรู้สึกว่าหัวหนักอึ้งเพราะยังเมาอยู่ 

‘อืม..ปวดหัว.. ‘ เธอพึมพำเอามือกุมหัวแล้วรู้สึกตัวเบาคล้ายกำลังลอยขึ้นและตกลงอีกครั้งบนบางอย่างที่นุ่มนิ่ม เธอขยับตัวยุกยิกและรู้สึกอุ่นไปทั้งตัว เสียงหัวใจของใครบางคนเต้นอยู่ข้างหู 

‘ง่วงแต่หลับไม่ได้ล่ะสิ‘ เสียงเบาราวกระซิบนั้นเอ่ยถาม 

‘อืม..‘ เธอครางด้วยความรู้สึกทรมานอย่างที่เขาบอก ง่วง หนังตาหนักจนลืมไม่ขึ้น แต่กลับหลับไม่ลงเพราะรู้สึกราวกับโลกกำลังเหวี่ยงเธอไปมา หัวเธอกำลังหมุนติ้วๆ 

‘ได้ยินหรือเปล่า‘ 

..อืม.. 

..ได้ยิน.. 

..เสียงหัวใจ..ของท่านพี่.. 

..เต้นตึก ตึก.. 

‘ฟังไปเรื่อยๆ ไม่ต้องสนใจอย่างอื่น‘ เสียงนุ่มนั้นบอกเธอ

 


..ตึก ตึก.. 


..ตึก ตึก.. 


..ตึก ตึก.. 


..ตึก ตึก.. 

..ตึก ตึก.. 


.. 


เสียงนั้นค่อยๆห่างออกไปและเธอก็ไม่ได้ยินอะไรอีก.. 

เบียคุยะฟังเสียงหายใจที่เริ่มช้าลงและคงที่ของเธออันเป็นสัญญาณว่าเธอหลับไปแล้วในอ้อมกอดของเขา ดวงหน้าหวานซุกอยู่กับอกกว้าง เขายิ้มในความมืดรอบกาย 

‘ราตรีสวัสดิ์ ลูเคีย‘

 

..

 

..




‘อืมมม‘ เสียงครางในลำคอออกมาจากร่างเล็กที่นอนขดอยู่บนเตียงก่อนที่เจ้าตัวจะขยับร่างเบาๆ 

..ยังรู้สึกว่าหัวหมุนอยู่เลยแฮะ.. 

หญิงสาวกลอกตาไปมาใต้หนังตาที่ยังปิดจนปรับสภาพได้จึงค่อยๆเปิดเปลือกตาขึ้น 

ภาพแรกที่เธอเห็นทำให้เธอหยุดหายใจ เธอกระพริบตาถี่และหลับตาลงอีกครั้งด้วยหวังว่าภาพนั้นจะหายไป 

..ฝัน.. 

..เจ้ากำลังฝัน.. 

..พอลืมตามาภาพนั้นจะหายไป.. 

..ฝัน.. 

เธอลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว 

..อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก.. 

เธอกรีดร้องอยู่ในใจ แม้จะยังมืดเพราะเป็นเวลากลางดึกแต่ระยะห่างแค่หนึ่งศอกก็เพียงพอที่จะทำให้เธอเห็นใบหน้าของเขาได้ชัดเจน 

..ทะ..ทะ..ทะ..ท่าน..พะ..พะ..พี่.. 

..อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก.. 

..จะหล่อไปหน๊ายยยยยยยย.. 

หัวใจเริ่มเต้นเร็วและแรง มันฉีดเลือดขึ้นใบหน้าเธอจนแดงจัด 

..อ๊ากกกกกกกกกกกกกก.. 

..หล่อ.. 

..หล่อได้อีก.. 

..แค่ไม่ติดปิ่นก็หล่อจะแย่แล้ว!!.. 

..แต่นี่.. 

..อ๊ากกกกกกกกกกกกกกก.. 

..ก็รู้ว่าหล่อ.. 

..แต่นี่มัน.. 

..หล่อยิ่งกว่าตอนกลางวันอีก!!.. 

เธอเริ่มหายใจไม่ทันเมื่อเพ่งมองใบหน้าเรียวของเขา ผมยาวประบ่าสีดำกรอมใบหน้า นัยน์ตาปิดสนิท คิ้วบางโก่ง ริมฝีปากเรียบเนียน 

..นะ..นะ..น่ารัก.. 

..อย่างกับลูกแมว.. 

..ถ้าเอามือแหย่จมูก จะโดนงับไหมนะ.. 

เธอยิ้มและหัวเราะคิกคักกับความคิดพิเรนท์ของตัวเองในความมืด 

..ตอนกลางวันท่านดุอย่างกับเสือ.. 

..แต่ตอนนอนน่ารักอย่างกับแมวเชื่องๆ.. 

.. 


.. 


เธอเม้มปากเมื่อสายตาสบกับริมฝีปากของเขา 

..น่าจูบชะมัด.. 

..จะเป็นยังไงนะ.. 

..ถ้าจะขโมยจูบท่านพี่ตอนหลับแบบนี้น่ะ.. 


.. 


..บ้า บ้า บ้า.. 

..เพ้อเจ้อใหญ่แล้ว.. 

..แต่ท่านพี่น่ารักจริงๆนี่นะ.. 

..อยากจะนอนมองท่านพี่ตอนหลับแบบนี้ทุกวัน.. 

..อิจฉาท่านพี่ฮิซานะจังเลยแฮะ.. 

..อิจฉาท่านที่ได้นอนข้างท่านพี่ทุกวัน.. 

..อิจฉาท่านที่ได้เป็นเจ้าของท่านพี่ทั้งตัวทั้งหัวใจ.. 


.. 


ลูเคียกลั้นหายใจยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขา 


..แค่จูบทีเดียวเอง.. 


.. 


.. 


.. 


.. 


.. 


.. 


..เฮ้อ.. 

เธอดึงตัวเองกลับมาที่เดิม ใบหน้าหวานยิ้มเศร้าๆ 


.. 


.. 


..ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ท่านพี่เบียคุยะ.. 




ตอนที่ 15


14 กรกฎาคม.. 09.15 น. 

‘คุจิกิฟุคุไทโชววววว‘ เสียงคิโยเนะร้องโวยวายมาตามโถงทางเดิน ก่อนร่างเล็กผมสั้นคล้ายเด็กผู้ชายจะถีบประตูและพุ่งเข้ามาเกาะขอบโต๊ะของเธอ ร่างนั้นหอบแฮ่ก 

ลูเคียยังคงก้มหน้าเขียนรายงาน แต่ก็ยิ้มน้อยๆเป็นการต้อนรับ ‘มีเรื่องอะไรน่าสนุกอีกแล้วล่ะสิ คิโยเนะ‘ 

คิโยเนะวางกระดาษชุดนึงลงหน้าลูเคียด้วยความตื่นเต้นสุดขีด ‘นี่ไงล่ะ นี่ไง การแข่งขันของหัวหน้าใหญ่น่ะ‘ 

‘หืม‘ ลูเคียเงยหน้ามองคิโยเนะและหยิบกระดาษแผ่นนั้นมาดูอย่างสนใจ หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมามีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นตั้งเยอะแยะจนเธอลืมไปแล้วว่าเธอกับเบียคุยะจะลงแข่งเพื่อชิงตั๋วไปเที่ยวออนเซ็นกัน เธอก้มหน้าอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้น 


ถึง ไทอินแห่งสิบสามหน่วยพิทักษ์ 
..ตามที่หัวหน้ายามาโตะ เก็นริวไซ หัวหน้าหน่วยที่ 1 แห่งสิบสามหน่วยพิทักษ์ ได้ขอความร่วมมือในการส่งรายชื่อเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมชิงรางวัลบัตรกำนัลที่พักพร้อมอภินันทนาการจำนวน 5 รางวัลและรางวัลอื่นๆอีกมากมายนั้น หัวหน้ายามาโตะ เก็นริวไซ ได้กำหนดกฎ กติกาการเข้าร่วมชิงรางวัล ดังนี้ 
1. ผู้เข้าร่วมการแข่งขันตรวจสอบรายชื่อตามเอกสารแนบ 
2. ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกคู่จะต้องเข้าร่วมกิจกรรมในวันที่ 17 กรกฎาคม ณ เมืองโตเกียว โลกมนุษย์ หากไม่เข้าร่วมถือว่าสละสิทธิ์ 
3. ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกคู่จะได้รับภาพถ่ายของสถานที่ต่างๆในเมืองโตเกียว จำนวน 5 ภาพ 
4. ให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันทุกคู่ตามหาสถานที่ตามรูปภาพที่ได้รับ และนำไปประทับตราที่สถานที่ดังกล่าว 
5. ผู้เข้าร่วมการแข่งขันคู่ที่ประทับตราครบทั้ง 5 สถานที่เท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์ในการจับสลากชิงรางวัล คู่ละ 2 รางวัล 

หมายเหตุ : 1. ให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันระดับหัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วย ประทับตราจำกัดพลังวิญญาณได้ที่หน่วยที่ 12 
2. ผู้เข้าร่วมการแข่งขันสามารถขอรับกายหยาบได้ที่หน่วยที่ 12 และร้านอุราฮาระ 
3. ผู้เข้าร่วมการแข่งขันสามารถแลกเปลี่ยนเงินได้ที่ร้านอุราฮาระ 

..จึงเรียนมาให้ทราบโดยทั่วกัน 

หัวหน้าหน่วย 1 สิบสามหน่วยพิทักษ์ 
ยามาโตะ เก็นริวไซ 



ลูเคียนั่งกระพริบตาปริบๆมองกระดาษในมือ.. 


..อีก 3 วัน.. 



************************************************************************* 



14 กรกฎาคม.. 19.15 น. 

ร่างสูงโปร่งของหัวหน้าหน่วยหกยังคงนั่งหน้าดำคร่ำเครียดกับกองงานเอกสารหนาหลายตั้งทั้งที่ล่วงเลยเวลาอาหารเย็นมานานแล้ว แต่จิตใจนั้นหาได้ใส่ใจกับกระดาษตรงหน้าเลยแม้สักนิด เขาหันมองนาฬิกาที่ดูจะเดินช้าเต็มที เขาพยายามสนใจงานตรงหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าไม่อาจทำให้ความว้าวุ่นในใจลดลงได้ เวลาที่เขาก้มมองกระดาษในมือ หรือแม้แต่มองตู้หนังสือ ใบหน้ากลมของเธอก็จะลอยซ้อนขึ้นมาทับทันที เขากัดฟันอย่างหงุดหงิด 

เมื่อคืนเจ้าเด็กนั่นมาขอให้ลูเคียฝึกพิเศษให้ตอนเย็นของวันนี้ ไม่รู้ป่านนี้ไปถึงไหนกันแล้ว เขาลุกขึ้นละความสนใจจากโต๊ะทำงาน ร่างสูงเดินไปหยุดยืนริมหน้าต่างเหม่อมองออกไปด้านนอก.. 



********************************************** 



14 กรกฎาคม.. 23.09 น. 

ร่างสูงของเจ้าตระ ... ลคุจิกิเซไปด้านหลังครึ่งก้าวเมื่อเห็นร่างบางคุ้นตาของเธอยืนอยู่ริมสระน้ำ 

ชั่วพริบตานั้นเบียคุยะรู้สึกราวกับว่าทุกอณูในร่างกายถูกแผดเผาด้วยเพลิงบรรลัยกัลป์ หัวใจเต้นแรงจนราวกับจะแตกออกเป็นเสี่ยง เม็ดเหงื่อจำนวนมากผุดพรายบนหน้าผากอย่างรวดเร็ว ความร้อนที่ก่อตัวในร่างกายอย่างฉับพลันทำให้สายตาเริ่มจะพร่าเลือนจนทำให้ยืนแทบไม่ไหว 

‘กลับมาแล้วหรือคะท่านพี่‘ หญิงสาวหันมาโค้งคำนับเขาอย่างร่าเริง ‘เร็นจิบอกว่าท่านออกไปทำภารกิจ--‘ 

เธอหยุดพูดเมื่อเห็นท่าทีเขาแปลกไปและเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากลเมื่อเขาเซไปด้านข้างและใช้มือข้างหนึ่งยันร่างไว้กับต้นไม้ เธอรีบวิ่งเข้าไปประคองเขาในทันที และเมื่อเธอสัมผัสได้ถึงความร้อนอันผิดปกติจากผิวกายของเขาเธอก็แทบจะกรีดร้องออกมา 

‘ท่านพี่คะ!‘ เธอครางเสียงสั่น ใจคอไม่ดีเอาเสียเลย 



Flashback 

แสงจันทร์ในคืนเดือนหงายสาดส่องไปทั่วทุ่งหญ้าแห้งสีน้ำตาลอ่อนและสาดกระทบฮาโอริสีขาวประทับตราหมายเลขหกที่กลางหลัง ลมแรงพัดชายฮาโอริโบกสะบัด แต่เจ้าของร่างยังคงยืนอย่างมั่นคงแม้อยู่ต่อหน้าสัตว์ประหลาดตัวมหึมาที่ดูเผินๆคล้ายหมีควาย เสียงฮอลโลว์ตัวนั้นคำรามดังก้องไปทั่ว ทว่าไม่อาจข่มขวัญผู้เป็นอริได้เลยแม้สักนิด 

‘จงโปรยปราย เซ็มบงซากุระ‘ ร่างสูงเอ่ยนามของอาวุธในมือที่พลันเปลี่ยนรูปเป็นกลีบดอกซากุระนับล้านล่องลอยในอากาศตามคำสั่งผู้เป็นนาย เขาบังคับคลื่นสีชมพูโถมเข้าใส่สัตว์ร้ายทุกทิศทาง มันกรีดร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เมื่อกลีบซากุระจางลงและกลับคืนสู่สภาพดาบดังเดิม สัตว์ร้ายที่ร่างอาบเลือดทรุดลงนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น เฝ้ารอคมดาบสุดท้ายที่จะปลิดชีวิตมัน ร่างสูงของคนผู้นั้นย่างเท้าไปยังเป้าหมายอย่างใจเย็น 

‘เจ้ายมทูตผู้โชคร้ายเอ๋ย‘ มันเอื้อนเอ่ยคำพูดสุดท้ายของมันกับเขา ‘วันนี้เจ้ามอบความตายให้ข้า แต่เช่นเดียวกัน ข้าจะมอบความทุกข์ทรมานให้เจ้า เพราะความสามารถของข้าคือการกระตุ้นตัณหาและราคะในใจของเจ้า จนเจ้าไม่อาจจะต้านทานมันได้‘ 

เขาเงื้อดาบขึ้นสูง นัยน์ตาสีเทาเย็นชาจนทำให้อากาศรอบด้านเย็นยะเยือก เขาไม่สนทนากับมัน ทว่าสัตว์ร้ายยังคงกล่าววาจาต่อไป ‘ดาบของเจ้า ยมทูตเอ๋ย ดาบของเจ้าที่ฟาดฟันข้า ได้บอกข้าถึงความปรารถนาของเจ้า ตอนที่ดาบเจ้าสัมผัสข้ามันบอกข้าว่าเจ้าปรารถนาในตัวนาง อยากจะครอบครองนาง อยากเป็นเจ้าของ--‘ 

ปิศาจร้ายไม่อาจเอ่ยวาจาได้จบคำ ลมหายใจสุดท้ายก็หลุดลอยไปพร้อมกับคมดาบที่ผ่าเข้ากลางหน้าผาก ของเหลวสีแดงข้นกระเด็นเปรอะเปื้อนใบหน้าของชายหนุ่ม 

เขาใช้ปลายนิ้วยกขึ้นเช็ดรอยเลือดแต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อเลือดของมันค่อยๆซึมลงใต้ผิวหนังของเขาทีละน้อย ทีละน้อย จนหายไปหมดสิ้น 


End of flashback
 





หยดเลือดเพียงไม่กี่หยดของสัตว์นรกที่ซึมแทรกลงในร่างกายเขา ส่งผลรุนแรงกว่าที่เขาจะคาดคิด เพียงแค่เห็นร่างของเธอ เปลวเพลิงในจิตใจก็ลุกโชติช่วงจนไม่อาจดับ ความต้องการนั้นกำลังเผาเขาทั้งเป็นจากภายใน ความปรารถนาต่อร่างบางนั้นทำให้ท่อนเนื้อนั้นแข็งชันและต่อต้านจิตใจเขาที่พยายามควบคุมมัน 

‘ท่านพี่‘ ลูเคียพยายามเรียกให้เขาคงสติเอาไว้ นัยน์ตาคู่สวยที่เคยทอแววร่าเริงบัดนี้มีหยาดน้ำใสคลอหน่วย เธอไม่รอช้ารีบพยุงร่างสูงที่อาการย่ำแย่ลงไปยังห้องนอนใหญ่ของเขาอย่างรวดเร็ว


‘ลูเคีย‘ เขาเรียกเธอ เสียงทุ้มนั้นแหบพร่าและขาดช่วงขณะเดินโซซัดโซเซไปตามแรงพยุงของหญิงสาว เขาพยายามไม่ใส่ใจกับเนินเนื้อที่เสียดสีกับร่างกายเขา หากมันทำได้ยากเหลือเกิน ภาพเนินอกขาวเมื่อวันก่อนของเธอย้อนกลับมาอีกครั้ง ภาพนั้นล่องลอยไปมาในอากาศคล้ายจะยั่วยวนให้เขาแทบคลั่ง 

‘ท่านพี่ ข้าอยู่นี่ ปู่เซเกะไปตามหมอแล้ว อดทนหน่อยนะคะ‘ เสียงเล็กๆสั่นพร่า ด้วยความกลัวจับใจ กลัวที่จะต้องเสียเขาไป กลัวว่าเขาจะเป็นอะไรไป กลัว..กลัวเหลือเกิน 

‘ไม่ ไม่ต้อง‘ เขาห้าม พยายามไม่ใส่ใจกับฝ่ามือบอบบางที่จับต้องตัวเขา แค่การสัมผัสธรรมดากลับทำให้ผิวกายเขาสั่นระริกอยากจะคว้าเธอมากอดจูบลูบคลำให้หนำใจ ‘ให้ข้าอยู่คนเดียว‘ 

เขาใช้มือข้างหนึ่งหยุดร่างของตัวเองไว้ที่บานประตูของห้องนอน มือแกร่งอีกข้างนั้นปล่อยเธอจากการโอบรัด 

‘แต่..‘ 

‘เจ้าก็ด้วยลูเคีย‘ เขาเปิดประตูและดันร่างอันหมดสภาพที่ไร้เรี่ยวแรงกระทั่งจะทรงตัวยืนของตัวเองผ่านบานประตู และทิ้งให้เธอยืนอยู่หน้าห้อง นัยน์ตาเบิกโพลง 

‘ไปซะ‘ เขาไล่ซ้ำ และไม่รอช้าที่จะดึงบานประตูให้ปิดลง 

ลูเคียเห็นดังนั้นก็โผเอามือรั้งบานประตูจากด้านนอกและเบียดร่างเล็กๆผ่านช่องประตูที่กำลังจะปิดได้ทันการ 

‘ข้าไม่ไป!‘ เธอยังดึงดันขณะปราดเข้าพยุงร่างของเขาอีกหน สติที่เหลือน้อยเต็มทีของเขาถูกริดรอนลงไปอีกเมื่อร่างเล็กที่เบียดเข้ากับร่างเขาอย่างเต็มที่ 

‘ออก..ไป..‘ เขาบอกด้วยเสียงแหบแห้งระหว่างพยายามแกะมือเธอออกจากร่างตนเองที่กำลังหอบหายใจ จากที่ร้อนและหงุดหงิดอยู่แล้ว การเสียเวลากับเธอยิ่งทำให้อารมณ์ของเขาเดือดพล่านยิ่งขึ้น 

‘ข้าบอกว่า ข้าไม่ไป!‘ เธอดื้อดึง พยายามฉุดรั้งร่างของคนที่โตกว่าไปยังที่นอน 

‘อย่าขัดคำสั่งข้า!‘ เขากัดฟันสั่งเธอขณะร่างสูงที่อ่อนแรงของเขาถูกผลักลงบนที่นอนอย่างง่ายดายคำสั่งของเขาดูไร้น้ำหนักเหลือเกินยามที่เธอดื้อรั้น 

‘ข้า!..ไม่!..ไป!.. ท่านพี่จะโกรธข้าก็ได้ แต่ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น!‘ เธอยืนประกาศก้อง ตอกย้ำความต้องการของตนใส่หน้าเบียคุยะทั้งน้ำตา เขาหน้านิ่วทันทีที่ได้ยิน ลมหายใจถี่กระชั้นจนต้องเอามือกุมหน้าอกไว้ ปากเล็กที่กำลังอวดดีนั่นแทบทำให้เขารั้งใจไม่ไหว 

‘ข้าขอร้อง ลูเคีย‘ เขาก้มหน้าพยายามสูดหายใจเพื่อดับอารมณ์ที่กำลังคุโชน มืออีกข้างกำผ้าปูที่นอนไว้แน่น ลูเคียเห็นท่าไม่ดี คิดว่าอาการเขาทรุดหนัก จึงรีบลงไปนั่งประคองไว้ เธอเป็นห่วงเขาจนไม่ทันฟังว่าเขากำลังพูดอะไร 

‘ออกไป..ก่อน..ที่ข้า..‘ คำพูดเขาติดขัด ลมหายใจเขาเริ่มขาดช่วง สติเริ่มจะหลุดลอย 

‘ไม่เอา ข้าจะไม่ทิ้งท่านไว้คนเดียวเด็ดขาด‘ เธอยืนกรานหนักแน่น ทั้งที่ปากคอสั่นด้วยความกังวล ก่อนจะลุกเดินไปที่ประตู 

‘เซเกะ..หมอมารึยะ--‘ เธอตะโกนถามท่านพ่อบ้านยังไม่ทันจบประโยคก็ถูกชายหนุ่มลุกตามมาดึงร่างของเธอออกจากประตูอย่างแรง เขาเหวี่ยงร่างเล็กของเธอลงกับที่นอน แล้วริมฝีปากร้อนของผู้เป็นเจ้าบ้านก็ประกบทับกับปากเล็กๆของหญิงสาวอย่างรวดเร็วจนเธอไม่ทันตั้งตัว อารามตกใจทำให้เธอสะดุ้งและเบี่ยงตัวหนี หากร่างสูงนั้นกลับไม่ปล่อยให้เธอไป มือแกร่งข้างหนึ่งกดไหล่เธอไว้กับที่นอน 

เธอรู้สึกได้ถึงความหิวกระหายของบุรุษตรงหน้าที่พยายามลิ้มรสริมฝีปากของเธออย่างไม่รู้จักพอ ไม่นานเมื่อเธอเริ่มได้สติ เธอจึงพบว่ารสสัมผัสนั้นช่างเร่าร้อนและชวนเสียสติยิ่งนัก แม้จะร้อนแรงแต่กลับประทับใจจนไม่อยากลุกหนี 

จูบแรกของเธอ.. 

จากนั้นลูเคียก็ต้องพบว่าเธอกำลังจมลงไปสู่ช่วงเวลาที่เธอเคยได้แต่วาดฝันและปรารถนา 

..มันดีแบบนี้นี่เอง.. 

ร่างเล็กอ่อนระทวย เธอปล่อยกายปล่อยใจให้เขาอย่างเต็มที่ และตอบรับรสสัมผัสอย่างเต็มใจจนเธอปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอกำลังลุ่มหลงมันจนไม่อาจถอนตัว ไม่สิ เธอไม่อยากจะหยุดมันเลยต่างหาก เธอได้แต่ไล้เลียความหวานจากปากของเขาต่อไปเรื่อยๆเพราะไม่อาจหยุดตัวเองได้อีก ปลายลิ้นอุ่นของเธอกระตุ้นให้เขาเปิดปาก ลิ้นชุ่มชื้นเกี่ยวกระหวัดกันราวกับจะดูดกลืนวิญญาณของอีกฝ่ายให้ดับดิ้นไป ปลายนิ้วของหญิงสาวสอดผ่านไรผมเรียบลื่นดุจแพรไหม เธอโน้มใบหน้าเขาลงมาแนบชิดกว่าเดิม 

จูบเขาทวีความเร่าร้อนตามการตอบสนองของเธอ เธอรู้สึกคล้ายจะละลาย มือข้างหนึ่งของเขาเลื่อนไปตามส่วนโค้งเว้าของเธอ เธอแอ่นหลังด้วยความซาบซ่านอันเป็นความรู้สึกเดียวกันกับตอนที่เธออ่านนิยายเล่มนั้น เธอเริ่มบิดตัวไปมาเพราะอารมณ์ทางเพศที่เริ่มก่อตัว เธอต้องการเขา ต้องการอย่างมาก เธอถอดฮาโอริสีขาวของเขาออกและปัดมันลงไปกองที่พื้น มือเรียวบางที่เปะป่ายไปมาอย่างไร้ทิศทางเริ่มสอดเข้าไปในอกเสื้อของเขาตามแรงปรารถนา 

หมับ.. 

มือแกร่งของบุรุษเพศจับเข้าที่ข้อมือข้างนั้นของเธอเป็นการหยุดสิ่งที่เธอกำลังทำ พร้อมๆกับถอนริมฝีปากออกจากเธอ 

เธอค่อยๆลืมตาขึ้นทีละน้อยเมื่อรู้สึกว่าอารมณ์เมื่อครู่ถูกหยุดอย่างกะทันหัน และพบว่าเขากำลังจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ 

‘ท่านพี่‘ เธอพึมพำแต่เบี่ยงหน้าหลบสายตาของเขาด้วยความเขินอาย 

‘ขอ..โทษ‘ เขาอ้ำอึ้ง พลางปล่อยมือทั้งหมดจากร่างของเธอและถอยไปนั่งที่ขอบเตียง เขายกมือกุมหน้าผากเปียกชื้น รู้สึกเสียใจอย่างรุนแรงที่ปล่อยให้พิษของฮอลโลว์ควบคุมตัวเขาจนเกือบสมบูรณ์ เขาสาปแช่งความอ่อนแอของตัวเองที่ต่อต้านมันไม่ไหว มือข้างหนึ่งแกะปิ่นดาวชายเลี้ยงโคออกและเหวี่ยงมันเข้ากับฝาผนังอย่างแรงด้วยความโกรธ อุ้งมือหนาสองข้างยกมือปิดหน้าด้วยความละอายและไม่กล้าสู้หน้าเธอ 

ทว่าลูเคียกลับยิ้มอ่อนโยน ใบหน้านวลแปรเปลี่ยนเป็นสีชมพูจัด เธอเอื้อมมือมาแกะมือเขาออกจากใบหน้าคมคายอย่างนุ่มนวล เธอใช้แขนทั้งสองโอบรอบคอเขาไว้ และโน้มใบหน้าสวยอันคุ้นเคยลงมาจนจมูกแนบชิดกัน เธอหลับตาพริ้มและจรดริมฝีปากอิ่มของเธอลงบนปากของเขาอย่างอ่อนหวาน คล้ายกับยินยอมให้เรื่องนั้นดำเนินต่อไป 

นัยน์ตาสีหมอกตกตะลึง จังหวะนั้นเองที่พิษของสัตว์ร้ายนั้นลุกโหมขึ้นอีกครั้ง ทั้งยังรุนแรงกว่าเดิมและเขาไม่อาจยับยั้งมันไว้ได้อีกต่อไป เขาจูบเธอกลับอย่างดูดดื่มและรุ่มร้อนครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับไม่รู้จักพอ เขาปล่อยให้ร่างกายถูกครอบงำในที่สุด 

เธอรู้สึกได้ถึงรสจูบที่เร่งเร้าขึ้นและมือไม้ของเขาก็เริ่มอยู่ไม่สุข ร่างกายเธอนั้นก็อ่อนปวกเปียกจนหากไม่ได้แรงเหนี่ยวรั้งที่เธอโอบคอเขาไว้ เธอคงไม่อาจนั่งอยู่เช่นนี้ได้เลย มือของเขาเริ่มแกะสายผูกเอวของเธอออก การจุมพิตอันยาวนานทำให้เธอเริ่มหายใจไม่ทัน แต่กระนั้นเธอก็ไม่อาจละจากริมฝีปากของอีกฝ่ายลงได้เช่นกัน 

ผ้าคาดเอวถูกแกะออกในเวลาไม่นาน และเธอเริ่มรู้สึกถึงมือของเขาที่กำลังรุกล้ำเข้าไปยังส่วนนั้นของเธอ เขาวางร่างเธอลงบนฟูกหนานุ่มที่เขาใช้ทุกค่ำคืน มือใหญ่นั้นดึงเสื้อเธอเปิดออกอย่างแรง 
หน้าอกเต่งตึงราวกับเด็กสาวแรกรุ่นกำลังชูชันท้าทายเขาเหมือนวันนั้น เขาใช้มือทั้งสองข้างกดข้อมือของเธอไว้แนบกับที่นอน ลิ้นอุ่นๆเกี่ยวตวัดไปตามเนินขาวอย่างเร่าร้อน ร่างของเธอสะท้านขึ้นลงตามรอยที่ลิ้นนั้นลากผ่าน เธอร้องครางเบาๆอย่างเป็นสุข 

ระหว่างที่เธอกำลังเพลินกับการโอ้โลมนั้น เธอก็รับรู้ได้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่ผ่านเข้าไปในร่างกาย ความใหญ่ของมันเริ่มทำให้เธออึดอัด และเพราะเป็นครั้งแรกของเธอมันจึงกลายเป็นความเจ็บปวดแทบจะในทันที 

เธอเริ่มขัดขืนหากดูเขาจะไม่สนใจอีกแล้ว สิ่งนั้นยังคงรุกรานเธออย่างไม่ปรานีปราศรัยและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ 

เธอนึกถึงคำที่เธอพูดกับเขาไว้ก่อนหน้านี้ 

.. คำสัญญาที่ว่าเธอจะไม่ทอดทิ้งเขา.. 

ทำให้เธอกัดฟันทนรับความเจ็บปวดนั้นไว้ทั้งที่หยาดน้ำใสเริ่มไหลรินจากดวงตา 

มือเล็กๆทั้งสองจิกลงบนผ้าปูที่นอนอย่างแรงจนเหงื่อซึมชื้น แขนเกร็งแน่นขณะอดกลั้นต่อความเจ็บ แม้จะอยากกรีดร้องมากเท่าไรเธอก็ไม่อาจเปล่งเสียงใดออกมาได้ 

แก่นกายแข็งแรงถูกดันเข้าออกอย่างแรงโดยไม่รอให้เธอปรับสภาพทำให้ส่วนบอบบางของเธอแสบสะท้าน แรงกระแทกที่หน้าท้องทำให้เธอเริ่มรู้สึกเจ็บร้าวระบม 

ไม่นานนักเขาก็เร่งจังหวะขึ้นอีก ความเจ็บปวดเพิ่มทวีคูณจนแทบจะทนต่อไปไม่ไหว แต่ทันใดเธอก็รู้สึกว่าร่างของเขากำลังกระตุกอย่างรุนแรงจนเธอใจเสีย หากทว่าน้ำอุ่นๆที่ไหลซึมออกมาทำให้เธอรู้ว่ามันจบลงแล้ว 

ชายหนุ่มที่อ่อนแรงทิ้งกายลงบนร่างเปลือยเปล่าของเธอและหลับไปในทันที 

ลูเคียยกมือเช็ดน้ำตาตัวเอง แม้ความเจ็บจะยังคงอยู่แต่ภาพตรงหน้าทำให้เธอยิ้มขัน 

เจ้าบ้านตระ ... ลคุจิกิ นายเหนือแห่งหน่วยหกแห่งสิบสามหน่วยพิทักษ์นอนหลับตาพริ้มบนอกเธอราวกับเด็กทารกที่ไร้พิษสง เธอยกมือขึ้นกอดเขา ใช้มือลูบเส้นผมสีดำที่เธอหลงใหลอย่างทะนุถนอม แม้ว่าร่างกายเธอจะเพิ่งถูกเขาทำร้าย มา แข้งขายังสั่นสะท้านเบาๆ แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ เธอก็ยังยืนยันที่จะเลือกทางเดินนี้ 

..ท่านพี่ฮิซานะ.. 

..ท่านจะโกรธข้าไหมกับสิ่งที่ข้าทำลงไป.. 

..ข้าไม่ได้อยากมาแทนที่ท่าน เพราะข้ารู้ว่าไม่มีวันเป็นไปได้.. 

..ถึงข้าจะไม่รู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านพี่เมื่อเย็นนี้.. 

..แต่ข้ารู้สึกได้ถึงคลื่นพลังของฮอลโลว์ในตัวท่านพี่.. 

..แม้ตอนนี้มันจะเริ่มสลายไป.. 

..ข้าก็ยังมั่นใจว่าต้องเป็นเพราะฮอลโลว์ที่ท่านพี่เพิ่งไปสู้มาด้วยแน่ๆ.. 

..แม้ว่าท่านพี่จะไม่เต็มใจ.. 

..แม้ว่าท่านพี่จะถูกมันครอบงำ.. 

..แต่ข้าก็ยินดีที่ได้ช่วยแบ่งเบามันจากท่านพี่.. 

..ข้าเต็มใจ.. 

..ท่านพี่เบียคุยะ.. 

..หากนี่จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ข้าขอกอดท่านไว้อีกสักหน่อยได้ไหมคะ.. 

..พอท่านตื่นมา มันคงเป็นแค่ความฝันชั่วข้ามคืน.. 

..ไม่มีอะไรมากกว่านั้น.. 

เธอยิ้มให้ตัวเองและกอดเขาไว้เนิ่นนาน นานเสียจนเธอเองก็พล็อยหลับไป พอตื่นมาเธอก็ค่อยๆพลิกร่างไร้สติของเขาลงบนที่นอนและห่มผ้าให้ เธอยันร่างบอบช้ำของตัวเองขึ้นอย่างยากลำบาก ตรงส่วนนั้นของเธอเจ็บเสียจนแทบยืนไม่อยู่ 

หญิงสาวกัดฟันลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าให้เข้าที่เข้าทาง และเดินออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ 

‘ฝันดีนะคะท่านพี่‘ 


************************************ 


แสงแดดของฤดูร้อนที่สาดส่องผ่านบานประตูโชจินั้นแรงเสียจนทำให้ชายหนุ่มตื่นจากนิทราและยกมือขึ้นบัง 

..สายแล้วเหรอเนี่ย.. 

เขาสะบัดหน้าหนีแสงจ้าไปอีกทาง 

..นี่ข้ากลายเป็นคนตื่นสายตั้งแต่เมื่อไหร่กัน.. 

ชายหนุ่มยันกายอันแสนหนักอึ้งขึ้นนั่ง ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนไหลย้อนกลับสู่ตัวเขาอีกครั้งราวกับแผ่นฟิล์มที่ฉายซ้ำ ร่างกายเขาชาวาบตั้งแต่หัวจรดเท้า หางตาเขาสบเจ้ากับฮาโอริสีหัวหน้าหน่วยของเขากองอยู่ข้างเตียง เขาหลับตาลงและกัดฟันอย่างเจ็บปวด 

‘บัดซบ!!‘ 

เขาสบถอย่างเกรี้ยวกราดที่สุด คังเซย์คัง (ปิ่นดาวชายเลี้ยงโค) ยังกระจัดกระจายอยู่ที่พื้นตรงที่เขาขว้างมันออกไปเมื่อคืนนี้ 

‘สารเลว!!‘ 

เขาไม่รอช้ารีบคว้าเสื้อที่อยู่ใกล้มือที่สุดมาใส่อย่างลวกๆและวิ่งออกจากห้องไปในพริบตา 

ทางเดินไม้อันคุ้นเคยทว่าวันนี้ราวกับมันช่างยาวไกลหลายเท่านัก 

‘นายท่าน‘ พ่อบ้านชราที่ยืนคุมคนตัดหญ้าอยู่หันมาทักเขาเมื่อเห็นเขาวิ่งผ่านมา 

เขาหยุดเท้าเมื่อถูกทัก 

‘ลูเคียล่ะ‘ ผู้เป็นเจ้าบ้านเอ่ยถาม น้ำเสียงตื่นตระหนกของผู้เป็นนายทำให้พ่อบ้านตกใจเล็กน้อย 

‘วันนี้คุณหนูไม่สบาย นอนพักอยู่ในห้องขอรับ‘ พ่อบ้านคุมสติไว้ เอ่ยตอบนิ่งๆ แต่ใจคนฟังหล่นวูบไปที่พื้น 

..นี่ข้าทำอะไรลงไป.. 

..ข้าทำอะไรลงไป!!.. 

เขาเริ่มออกวิ่งอีกครั้งโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ห้องนอนเล็กของคฤหาสน์ 

เบียคุยะวิ่งไปด้วยสมองอันว่างเปล่า ประตูห้องเล็กอยู่ตรงหน้า เขาไม่ลังเลเลยสักนิดที่จะเปิดมันออกอย่างแรง 

เขาเบิกตากว้างเมื่อมองเข้าไปยังภายในห้องนั้น.. 

หญิงสาวในชุดยูคาตะสีขาวลายดอกนั่งหยีตายกมือบังแสงแดดที่สาดเข้าห้องในตอนที่เขาเปิดประตูอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือ มือหนึ่งถือพู่กัน อีกมือวางทาบไว้กับรูปวาดชัปปี้ที่เธอโปรดปราน 

‘ข้า..‘ เขารู้สึกเหมือนมีก้อนเล็กๆจุกที่ลำคอ 

‘เอ่อ ท่านพี่คะ‘ เธอขัดขึ้น ‘ปิดประตูก่อนได้ไหมคะ คือว่า..ข้าแสบตาค่ะ‘ 

เขาถอนใจเบาๆ ก้าวเท้าเข้ามาในห้องและปิดประตูอย่างเชื่องช้า 

ลูเคียกระพริบตาถี่พลางลดมือที่ใช้บังแดดลง 

‘อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านพี่‘ เธอพยายามทำท่าทางและควบคุมน้ำเสียงให้ปกติมากที่สุด 

แต่เขากลับยังคงยืนอยู่ตรงนั้น ปากขยับขึ้นลงทว่าไร้เสียงเล็ดลอดออกมา คำพูดมากมายก่อตัวที่ลำคอแต่ไม่สามารถเปล่งออกมาเป็นคำพูดได้ 

‘เซเกะ..‘ 

‘คะ??..‘ 

‘เซเกะว่าเจ้าไม่สบาย‘ 

‘ปวดหัวนิดหน่อยค่ะ ไม่เป็นอะไรมาก สงสัยเพราะเมื่อวานเล่นงานเจ้าโคคุโตะหนักมือไปหน่อย ขอบคุณท่านพี่ที่เป็นห่วงค่ะ‘ เธอแสร้งยิ้มทั้งยังโกหกคำโต 

เขาไม่ตอบคำหรือพูดอะไร ได้แต่เดินมาตรงหน้าเธอและก้มมาคว้าข้อมือเธอ ฉุดให้เธอลุกขึ้นยืน 

หากความบอบช้ำของเธอจากเหตุการณ์เมื่อคืนยังไม่จางหาย การลุกขึ้นยืนอย่างเร็วทำให้ความเจ็บปวดสะท้านไปทั้งร่างของเธอจนต้องกรีดร้องออกมา ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงปลิวสู่อ้อมกอดของเขาในทันที 

เขาใช้สองมือกอดร่างสั่นเทาเพราะความเจ็บของเธอไว้แนบอกและนั่งลงช้าๆ 

‘ทำไม..ลูเคีย‘ 

‘คะ?‘ 

‘ทำไมเจ้าถึงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น‘ 

คำถามนั้นทำใจเธอสั่นสะท้าน เธอไม่คาดหวังว่าเขาจะจำเรื่องเมื่อคืนได้ แต่เขาก็จำได้ 

‘ข้า..ข้าไม่รู้..‘ เสียงเธอเริ่มสั่นเพราะความสับสน น้ำตาเริ่มรินไหลโดยไม่รู้ตัว ‘ข้าไม่รู้ว่าควรทำอะไรหรือต้องทำอะไรต่อ ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้จริงๆ‘ 

เธอยกมือสองข้างขึ้นปิดหูแล้วสะอื้นไห้ ร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น 

เขายังคงกอดเธอ รับรู้ได้ถึงความสับสนของเธอ เขาเองก็สับสน แต่เขาต้องรับผิดชอบกับการกระทำของตัวเอง 

‘แต่งงานกับข้านะ ลูเคีย‘ 

ลูเคียช็อคกับสิ่งที่ได้ยิน มันเป็นคำถามที่เธอไม่คาดคิดว่าจะได้ยินหรือคาดหวังว่ามันจะออกมาจากปากเขา เธอยิ้มน้อยๆอย่างปวดใจเป็นที่สุด 

‘ไม่ค่ะ‘ เธอตอบอย่างเด็ดเดี่ยว เบียคุยะตกตะลึง 

‘เจ้าว่าอะไรนะ‘ 

‘ข้าจะไม่แต่งงานกับท่านค่ะ ท่านพี่เบียคุยะ‘ 

‘ข้ารู้ว่าสิ่งที่ข้าทำมันไม่น่าให้อภัย..‘ 

‘ไม่ใช่!..‘ เธอแย้งขึ้นเสียงแข็ง ก่อนจะอ่อนลง ‘ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะท่านพี่‘ 

‘แล้วทำไม..‘ 

‘เพราะว่า..เพราะว่า..เรื่องเมื่อคืน..มันคือความผิดพลาด‘ 

คำตอบนั้นเป็นดั่งสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจ เขารู้สึกชาวาบไปทั้งตัว 

‘อะไรที่ผิดพลาด‘ 

‘..ทุกอย่าง.. ‘ 

เขานิ่งเงียบเพราะคำตอบของเธอ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องพูดอะไรต่อ 

‘เจ้าโกรธข้า? ‘ 

เธอส่ายหน้าเบาๆ ‘ข้าไม่เคยโกรธท่าน และไม่มีวันโกรธท่าน‘ 

‘แต่ข้าทำร้ายเจ้า--‘ 

‘พอเถอะค่ะท่านพี่‘ เธอตัดบท ไม่ยอมฟังที่เขาพูดต่อ ‘ท่านไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น‘ 

..ใช่แล้วล่ะท่านพี่.. 

..ปล่อยให้มันเป็นแค่ฝันชั่วข้ามคืนเถอะ.. 

..ข้าไม่อาจแทนที่ท่านพี่ฮิซานะได้.. 

..และยิ่งไม่อาจบีบบังคับให้ท่านแต่งงานกับข้าเพราะความผิดพลาด.. 

..มันไม่ใช่ความผิดของท่านเลยสักนิด.. 

..ได้โปรดเถอะ ให้มันจบๆไปแบบนี้แหละดีแล้ว.. 

..อย่าได้แต่งงานกับข้าเพียงเพราะคำว่ารับผิดชอบเลย เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการ.. 

..สิ่งเดียวที่ข้าต้องการจากท่าน.. 

..คือหัวใจของท่าน.. 

..ไม่ใช่ร่างกายที่ไร้หัวใจ.. 

‘แค่ลืมมันไปก็พอค่ะ ท่านพี่‘ 

‘เจ้าต้องการแบบนั้นรึ‘ เขาว่า สมองนั้นว่างเปล่าพอๆกับร่างกาย 

..ท่านพี่คะ.. 

..ท่านพี่เบียคุยะ.. 

..ข้าอยากถามท่านเหลือเกิน.. 

..ว่าในสายตาท่านเคยมีข้าอยู่บ้างไหม?.. 

..แต่ข้ากลัวคำตอบนั้นเสียจนไม่กล้าจะเอ่ยถามท่านออกไป.. 

‘ค่ะ เป็นเช่นนั้นค่ะ‘ เธอยืนกรานหนักแน่น เธอตัดสินใจแล้ว 

‘ถ้าอย่างนั้น..‘ 

‘ท่านพี่แค่ฝันไป เรื่องเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้นจริง‘ 

‘ถ้านี่เป็นสิ่งที่เจ้าต้องการ ข้าก็จะไม่บีบบังคับเจ้า‘ เขาพูดแค่นั้นก็ปล่อยเธอจากอ้อมแขน เธอเองก็เขยิบตัวลงจากตักเขามานั่งที่พื้น 

ร่างสูงลุกขึ้นยืนและหันกายไปเปิดประตูโดยไม่หันมามองเธอ 

‘ข้าจะส่งคนไปบอกอุคิทาเกะให้ว่าเจ้าไม่สบาย ขอลาหยุดซักวัน‘ 

‘ขอบคุณค่ะท่านพี่‘ เธอโค้งคำนับปกปิดน้ำตาที่รินลงมาเป็นสายพร้อมๆกับประตูที่ปิดลง 

..เป็นอย่างนี้น่ะดีแล้วค่ะท่านพี่.. 

เธอฟุบตัวลงและร้องไห้อย่างสุดจะทน 



ตอนที่ 16 

15 กรกฎาคม 

..นี่เจ้าคิดอะไรของเจ้าอยู่กันแน่? ลูเคีย?!.. 

..ข้าไม่เข้าใจเจ้าจริงๆ.. 

..ฮิซานะ.. 

..นางบอกว่ามันคือความผิดพลาด.. 

..ถูกล่ะที่ว่าข้าขาดสติเพราะฮอลโลว์นั่น แต่--.. 

‘อ่า เอ่อ‘ เสียงเร็นจิอ้ำอึ้งคล้ายไม่แน่ใจนักว่าจะพูดดีไหม ‘หัวหน้าครับ ตรงนี้ท่านเขียนผิดนะครับ‘ 

‘เอาวางไว้ เดี๋ยวข้าแก้อีกที‘ หัวหน้าคุจิกิตอบกลับอย่างรำคาญโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองรองหัวหน้าของตนที่ไม่รู้ว่ามายืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานตั้งแต่เมื่อไหร่ 

น้ำเสียงสะบัดของเบียคุยะทำเอาเร็นจิมือไม้สั่นพั่บๆ เหงื่อเม็ดเป้งแตกตามร่องนิ้วและซอกคอ ปกติเขาก็ชินกับน้ำเสียงเย็นเหมือนน้ำแข็งของหัวหน้าอยู่หรอก แต่วันนี้มันเย็นกว่าเก่าอีกน่ะสิ เขาแอบเหลือบตามองเบียคุยะผู้ที่ทำท่าเขียนหนังสือแต่มือที่ถือพู่กันอยู่นั้นไม่ขยับเขยื้อนมานานสองนานจนน้ำหมึกมันหยดย้อยไปทั่วกระดาษแผ่นนั้นหากเจ้าตัวยังคงนั่งนิ่งคล้ายสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว อาการผิดปกติขั้นรุนแรงของผู้เป็นหัวหน้าทำให้เร็นจิทำตัวไม่ถูก 

‘เอ่อ ฉบับนี้ท่านเซ็นกำกับผิดที่..‘ เร็นจิบอกด้วยเสียงหวาดๆ 

‘เอาวางไว้ เร็นจิ‘ 

ชายหนุ่มผมแดงรีบเสือกกระดาษใบนั้นกลับไปไว้ที่โต๊ะที่มันเคยอยู่ตามคำสั่ง 

‘ส่วนอันนี้--‘ เร็นจิว่าพลางกลืนน้ำลายอย่างเกรงๆ จะพูดก็กลัว จะไม่พูดก็ไม่ได้ ‘--ท่านลืมประทับตราหน่วย‘ 

‘ถ้าอย่างนั้นก็วางกองเอกสารนั่นไว้อย่างเดิม เดี๋ยวข้าตรวจเองอีกที‘ 

เร็นจิลอบกลืนน้ำลายครั้งแล้วครั้งเล่ารวบรวมความกล้าที่จะพูด 

‘ง่า หัวหน้า ขออภัยที่ข้าถามตรงๆ ท่านไม่สบายหรือเปล่าครับ‘ 

เบียคุยะวางพู่กันลงกระแทกกับโต๊ะ เร็นจิสะดุ้งเฮือกสุดตัว ร่างสูงใหญ่ผงะถอยหลังกรูดไปสองก้าว กองเอกสารในอ้อมแขนแทบหล่นลงพื้น 

‘ข้าไม่เป็นไร ถ้าหมดเรื่องพูดแล้วก็ออกไปได้‘ 

เร็นจิได้ยินดังนั้นก็ไม่รอช้าที่จะวางกองเอกสารหนาหนึ่งคืบไว้บนโต๊ะที่มันเคยอยู่ รีบโค้งคำนับและหมุนตัวพาตัวเองออกไปจากห้องในพริบตาก่อนจะโดนบังไคจากหัวหน้าที่อารมณ์บูดจัด 

ทันทีที่ประตูปิดลงตามแผ่นหลังของเร็นจิ เบียคุยะทิ้งตัวพิงพนักเก้าอี้ แววตาสีเทาหม่นมองไปยังบานประตูอย่างเลื่อนลอย 

..ฮิซานะ.. 

..ข้าไม่ใช่เด็กหนุ่มดังเช่นหกสิบปีที่แล้วที่ไร้เดียงสากับความรัก.. 

..ข้ารู้ตัวเองดีว่ารู้สึกยังไงกับลูเคีย.. 

..พิษของฮอลโลว์นั่นจะไม่มีผลกับข้าเลย หากข้าไม่ต้องการนาง.. 

..แต่เพราะข้าต้องการนาง.. 

..‘ความผิดพลาด‘ ที่นางเรียกจึงเกิดขึ้น.. 

..ข้าขอโทษฮิซานะ.. 

..ข้าขอโทษที่ไม่อาจทนรับสภาพการเป็นพี่ชายของนางได้อีกต่อไป.. 

..ข้าต้องการนาง.. 

..เช่นเดียวกับที่ข้าต้องการเจ้า.. 

..ข้าไม่รู้ว่าที่นางเรียกมันว่า ‘ความผิดพลาด‘ นั้น เป็นเพราะนางไม่เคยมีใจให้ข้า.. 

..หรือเพราะนางไม่อยากยอมรับว่านางเองก็มีใจให้ข้ากันแน่.. 

..ข้าสงสัยเหลือเกิน.. 

..ว่าที่นางบอกให้ข้า ‘ลืม‘ นั้น.. 

..นางหมายความตามที่พูดจริงหรือเปล่า?.. 

..ข้าจะทำยังไงดี.. 

..ฮิซานะ.. 


..ข้าจะทำยังไงดี.. 


****************************************** 


ห้องนอนเล็กของคฤหาสน์คุจิกิ ลูเคียนั่งกอดเข่าเบียดกายเข้ากับมุมห้องคล้ายจะให้มันช่วยปลอบประโลมจิตใจที่บอบช้ำ ดวงหน้าขาวเปื้อนไปด้วยรอยน้ำตา นัยน์ตาแดงก่ำ ศีรษะอิงแนบผนังอย่างหมดอาลัย 

..เจ็บ.. 

..เจ็บอยู่ในอก.. 

..เจ็บเหมือนครั้งนั้น.. 

..ไม่สิ.. 

..เจ็บยิ่งกว่า.. 

..ทำไมนะ.. 

..ทำไมข้าต้องไปรักคนมีเจ้าของแล้วทุกที.. 

..ครั้งนั้นก็ไคเอ็น.. 

..ครั้งนี้ก็ท่านพี่อีก.. 

..ทำไมข้าถึงได้เป็นคนบาปอย่างนี้กันนะ.. 

..รู้ทั้งรู้ว่าเขาไม่มีใจ.. 

..แต่ก็ห้ามตัวเองไม่ให้รักไม่ได้.. 

..รัก.. 

..แต่ไม่อาจครอบครอง.. 

..รัก.. 

..แต่ไม่อาจเป็นเจ้าของ.. 

..แม้ร่างกายจะเป็นของกันและกัน.. 

..แต่ใจนั้น.. 

..กลับแบ่งแยก.. 

..ไคเอ็นโดโนะ.. 

..ข้าควรทำยังไงดี.. 

..ข้าต้องตัดใจให้ได้ใช่ไหมคะ.. 

..ทั้งที่มันเจ็บเหลือเกิน.. 

..แต่ข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่น.. 

..ไม่มีทางเดินใดเหลือไว้ให้ข้า.. 

..นอกจาก ตัดใจ.. 

ลูเคียยิ้มเยาะให้กับหนทางอันเจ็บปวด เส้นทางเดียวที่เธอต้องเดิน ทั้งที่แค่คิดก็เจ็บร้าวไปทั้งร่างกายและจิตใจ แต่เธอก็ยังต้องก้าวไป เธอไม่มีทางให้ย้อนกลับ มีแต่ต้องเดินต่อไป..เท่านั้น 

..นั่นสินะ.. 

..เจ้ามัวมานั่งพร่ำเพ้อหาสวรรค์วิมานอะไรกันล่ะนี่.. 

..เจ้าน่าจะรู้ดีอยู่แล้วว่าเจ้าไม่มีทางเลือกอื่น.. 

..ต่อให้เจ้าอ้อนวอนกับพระเจ้า.. 

..หรือต่อให้เจ้าทำสัญญากับปิศาจ.. 

..สิ่งที่เจ้าปรารถนาก็ไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้.. 

..ท่านพี่น่ะสูงศักดิ์.. 

..สูงเกินกว่าที่เจ้าจะเอื้อมถึง.. 

..ตัดใจเสียเถอะ.. 

..ไม่ว่าจะไปต่อหรือหยุดแค่นี้ เจ้าก็เจ็บอยู่ดี.. 

..อย่าเสียเวลาอีกเลย.. 

..ตัดใจซะ.. 

..ตัดใจ.. 


.. 


.. 


..แค่ตัดใจเท่านั้น.. 

หญิงสาวฝืนยิ้มทั้งน้ำตา บอกตัวเองว่าเธอทำได้ เธอเข้มแข็งพอจะผ่านพ้นมันไปได้ ทั้งที่ใจมันเจ็บ หน้าอกมันจุกจนแทบหายใจไม่ออก ร่างกายกำลังปริร้าวและเริ่มแตกเป็นเสี่ยง เธอซบหน้าลงกับขาทั้งสองข้างและสะอื้นอยู่เช่นนั้นต่ออีกครึ่งค่อนวัน 

เธอดึงหน้าใบหน้าชื้นแฉะที่ชุ่มด้วยน้ำตามองนาฬิกาที่เดินอย่างไม่ใส่ใจว่าเจ้าของห้องจะอยู่ในสภาพเช่นไร มันยังคงทำหน้าที่บอกเวลาอย่างเที่ยงตรงเช่นเคย เธอยกหลังมือปาดรอยน้ำตาที่แก้มอย่างลวกๆ 

..สี่โมงกว่าแล้ว.. 

..ข้าอยู่ที่นี่ไม่ได้.. 

..อย่างน้อยก็ไม่ใช่วันนี้.. 

..ข้าต้องออกไปจากที่นี่.. 

..ก่อนท่านพี่จะกลับมา.. 

..ข้าทนไม่ได้ หากต้องเห็นหน้าท่านพี่วันนี้.. 

..กลัว.. 

..ข้ากลัวเหลือเกิน.. 

..กลัวว่าหากข้าเห็นแม้เพียงชายฮาโอริ ข้าจะไม่อาจตัดใจ.. 

..เพราะฉะนั้น ถ้าจะไปก็ต้องรีบไปเสียตั้งแต่ตอนนี้.. 

เธอลุกพรวดเตรียมไปหยิบห่อผ้า แต่แล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าหากบ่าวไพร่ในบ้านเห็นเธอหอบผ้าหอบผ่อนออกไปล่ะก็ต้องเป็นเรื่องแน่ ทำเป็นออกไปเดินเล่นคงจะดีกว่า จะได้ไม่ผิดสังเกต

เธอพยักหน้าให้กับตัวเอง ร่างบางเดินปรี่เข้าห้องน้ำจัดการเสื้อผ้าหน้าผมทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทาง เธอบอกลาจั๊ปปี้บนที่นอนและเดินออกจากห้องไป 

‘ข้าออกไปเดินเล่นหน่อยนะ‘ เธอบอกเซเกะ พ่อบ้านชราที่เดินมาทักทายเธอ 

ชายชราถามอย่างห่วงใย ‘หายดีแล้วหรือขอรับ‘


‘ดีขึ้นเยอะแล้วล่ะ อยากออกไปสูดอากาศข้างนอกสักหน่อยน่ะ‘ คุณหนูของบ้านยิ้มให้อย่างร่าเริงเพื่อซ่อนความเจ็บปวดไว้ภายใน 

‘ขอรับคุณหนู‘ ชายชราค้อมหัวให้เธอและเดินเลี่ยงออกไป 

ลูเคียแสร้งเดินเนิบๆออกจากบ้าน เมื่อพ้นรั้วบ้านคุจิกิ ลูเคียพยายามเดินเข้าตรอกซอกซอยเพื่อหลบเลี่ยงเส้นทางกลับบ้านของเบียคุยะ แต่เพียงแค่ผ่านเข้าตรอกแรกเธอก็ต้องพบกับคนที่เธอไม่อยากเจอมากที่สุด 

หญิงชราผมสีดอกเลาเกล้ารวบอย่างพิถีพิถัน เครื่องแต่งกายสวยสดและเครื่องประดับหรูหราบ่งบอกชนชั้นอันไม่ธรรมดา ยมทูตชายร่างยักษ์สองคนประกบซ้ายขวาดุจบุคคลสำคัญ นัยน์ตาสีเทาคมดุจเหยี่ยวจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเธอ แม้หญิงชราจะสอดแขนไว้ในชายเสื้อกิโมโนสลับข้าง หากลูเคียกลับรู้สึกราวกับถูกมือของหญิงชราเกาะกุมลำคอเธอไว้จนแทบหายใจไม่ได้ 

พริบตาที่ลูเคียเห็นหญิงชรา เธอก็ต้องรีบโค้งคำนับด้วยความเคารพอย่างสูงสุด 

‘สายัณห์สวัสดิ์เจ้าค่ะ ยูยะซามะ‘ 

‘จะรีบไปไหนรึ ลูเคีย‘ แม้น้ำเสียงของหญิงชราจะเนิบนาบแต่กลับทรงพลังคล้ายกับจะทะลวงเข้าไปในจิตใจของผู้ที่ยืนตรงหน้า 

‘เอ่อ แค่ไปเดินเล่นค่ะ‘ 

‘อย่างนั้นหรอกรึ‘ ลูเคียเห็นหญิงชราล้วงหยิบซองจดหมายออกมายื่นส่งให้เธอ ‘ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัว.. ‘ 

ยูยะซามะ เน้นเสียงตรงคำว่าเป็นการส่วนตัวอย่างชัดเจน ‘คืนนี้มาพบข้าตามเวลาและสถานที่ในจดหมาย‘ 

ลูเคียยื่นมือไปรับจดหมายนั้นมาและค้อมศรีษะลงต่ำ ‘ทราบแล้วเจ้าค่ะ‘ 

‘ดี แล้วข้าจะรอ‘ 

‘ค่ะ ยูยะซามะ‘ ลูเคียค้อมตัวลงต่ำ เธอเห็นเงาของหญิงชราและผู้คุ้มกันเดินหันหลังกลับไป เมื่อเงาสามร่างหายไปในตึกด้านซ้ายมือ ลูเคียก็ถอนใจยาวอย่างโล่งอก ร่างบางทิ้งตัวพิงผนังด้านข้างคล้ายหมดสิ้นเรี่ยวแรง หญิงสาวเอามือลูบอกเร็วๆเรียกขวัญตัวเองกลับมา เธอหยิบจดหมายนั้นแกะออกดู 

..เวลาสามทุ่มตรง ร้านเหล้าโอกิ.. 

ทันทีที่เธออ่านจบ เปลวไฟไร้ที่มาก็ลุกท่วมจดหมายฉบับนั้น ไม่เหลือแม้เพียงเถ้าถ่าน 

*************************** 


เบียคุยะปรายหางตามองบ้านหลังหนึ่งที่เขาเพิ่งเดินผ่านมาเมื่อเสี้ยวนาทีก่อนหน้านี้ เขารู้ว่าเธอหลบเขาอยู่หลังกำแพงนั่น พลังวิญญาณของเธอหยุดอยู่ตรงนั้นชั่วครู่และค่อยๆห่างออกไป เขาแสร้งทำไม่รู้ไม่เห็นและเดินตรงไปยังบ้านคุจิกิ หากในใจนั้นเจ็บปวดทรมาน 

..เจ้าหลบหน้าข้ารึลูเคีย.. 

..เจ้าไม่ต้องการเจอหน้าข้าขนาดนั้นเชียวรึ.. 

..แต่ถ้านั่นจะทำให้เจ้าสบายใจขึ้นบ้าง ข้าก็จะปล่อยเจ้าไป.. 

‘ลูเคียล่ะ‘ 

‘ออกไปเดินเล่นขอรับ เบียคุยะซามะ‘ 

‘งั้นรึ‘ 

..คืนนี้ ลูเคีย.. 

..ไม่ว่าเจ้าจะกลับมาดึกแค่ไหน.. 

..ไม่ว่าเจ้าจะกลับมาเมื่อไหร่.. 

..ข้าก็จะรอคุยกับเจ้าให้สิ้นเรื่องสิ้นราวไป.. 

..ข้าจะรอ.. 

..ข้าจะรอ.. 

..จนกว่าเจ้าจะกลับมา.. 


******************************** 


..ทั้งที่คิดว่าจะตัดใจได้.. 

นัยน์ตาสีม่วงเปิดค้าง 

..ทั้งที่คิดว่าจะทำใจได้.. 

ร่างบางยืนนิ่งอย่างไร้ลมหายใจ 

..ทั้งที่คิดว่าจะไม่เป็นไร.. 

ขาเล็กทั้งสองข้างแข็งดุจหิน 

..ทั้งที่คิดว่าจะผ่านมันไปได้.. 

แขนบางสองข้างทิ้งห้อยแนบลำตัว 

..แต่ทำไมมันถึงไม่เป็นอย่างนั้นล่ะ!.. 

..ทำไม.. 

..ทำไม.. 

..แค่เห็นเงา ก็โหยหาอยากจะกลับไปซบกับอกกว้างของเขา.. 

..แค่เห็นชายเสื้อคลุม ก็โหยหาไออุ่นจากกายนั้น.. 

..แค่เห็นผมที่พลิ้วไหว ก็โหยหาสัมผัสยามที่มันลื่นไหลผ่านปลายนิ้ว.. 

..อยากจะเข้าไปหา.. 

..อยากจะบอกว่ารัก.. 

..อยากจะกอดเขาไว้.. 

..อยากจะทำทุกอย่างเพื่อรั้งเขาไว้ข้างกาย.. 

..แต่มันก็เป็นแค่ฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง.. 

..ที่สุดแล้วก็ตัดใจไม่ลง.. 

..และกลับมาเป็นอย่างเดิม.. 

..รักไม่ได้..เลิกไม่ได้.. 

..ไม่รู้จะทำยังไง.. 

ลูเคียยืนพิงกำแพงบ้านหลังหนึ่งด้วยน้ำตาที่ไหลบ่า 

เพราะการเสียเวลาคุยกับยูยะซามะทำให้เธอถูกรั้งไว้ที่ต้นตรอกนั้น ประจวบเหมาะกับที่เบียคุยะเดินผ่านมาพอดี แม้จะเห็นเพียงชายฮาโอริกับปลายผมยาวที่ปลิวสยาย น้ำตาที่แห้งเหือดไปแล้วก็หลั่งรินออกมาอย่างรุนแรงจนไม่อาจกลั้น 

เธอยกมือกุมหน้าอกด้วยเจ็บปวดจากภายใน เธอออกวิ่งไปจากที่ตรงนั้นอย่างไร้จุดหมาย 

เธอรู้สึกคล้ายจะเป็นบ้า ความคิดฟุ้งซ่านต่างๆหวนคืนมาอีกครั้ง เธอต้องการบ่าของใครสักคนช่วยแบกรับมัน เธอไม่อาจอยู่คนเดียวและคิดอะไรต่อมิอะไรวกไปวานมาได้อีก 

ภาพใบหน้าของเพื่อนวัยเด็กลอยขึ้นมาเมื่อเธอกำลังต้องการที่พักใจ ลูเคียเม้มปากแน่นนึกถึงสิ่งที่เร็นจิเคยพูดกับเธอไว้ว่าบ่าของเขาพร้อมจะช่วยแบกรับทุกสิ่งจากเธอ.. 

ลูเคียตัดสินใจวิ่งไปทางหอพักของหน่วยหก ที่ๆเขาจะอยู่ที่นั่น และมีอกอุ่นช่วยปลอบประโลมเธอ 

************************************ 


ลูเคียยืนนิ่งอยู่หน้าบานประตูไม้บานหนึ่งบนชั้นสามของหอพักหน่วยหก ห้องริมสุดที่มีขนาดใหญ่กว่าห้องอื่น ห้องของเร็นจิ 

ร่างบางกลั้นใจยกมือขึ้นเคาะประตูสองครั้ง เสียงเจ้าของห้องก็ดังลอดออกมาว่ารับรู้แล้ว เสียงฝีเท้าหนักเดินมาที่ประตูและเปิดออก พร้อมกับร่างสูงที่มองเธออย่างแปลกใจระคนตกใจอย่างยิ่ง 

‘ลูเคีย เกิดอะไรขึ้น‘ เสียงห้าวของเขาถามอย่างตื่นตระหนก มือแกร่งสองข้างเขย่าตัวเธอเบาๆ ยังไม่ทันที่เธอจะเอ่ยอะไร น้ำตาเธอก็ร่วงเผลาะลงมาเป็นสาย เธอมองเขาผ่านนัยน์ตาที่พร่ามัว เธอพยายามฝืนยิ้มแต่เขากลับไม่ยิ้มให้เธอ 

ลูเคียรู้สึกตัวลอยเมื่อร่างบางเบาของเธอถูกเขายกเข้าไปในห้องอย่างง่ายดาย เธอไม่ขัดขืน ไม่คิดขัดขืน เมื่อเท้าเธอแตะพื้นเธอก็หมดแรงจะยืนต่อ เธอเกาะเสื้อเขาแน่นและดึงรั้งร่างสูงลงนั่งกับเธอ เธอร้องไห้จนตัวโยน และกรีดร้องใส่อกเขา 

เธอโทษตัวเองที่อ่อนแอ แค่ตัดใจแค่นี้ก็ทำไม่ได้ จะก้าวต่อก็ไม่ได้ 

..เธอโทษรักต้องห้ามอันเส็งเคร็งที่ทำให้เธอไม่เหลือทางเดิน 

..เธอโทษฮิซานะที่ดันไปแต่งงานกับเเบียคุยะ.. 

..เธอโทษเบียคุยะที่ไปรับเธอมาในฐานะน้องบุญธรรม.. 

..เธอโทษเบียคุยะที่เกิดในตระ ... ลสูงส่ง.. 

..และโทษตัวเองที่ไปหลงรักเบียคุยะ.. 

มือแกร่งหนาที่ประคองเธอเอาไว้ลูบหลังเธอเบาๆโดยไม่ซักไซ้อะไร กอดนั้นอุ่นจนเธอรู้สึกผ่อนคลายและดีใจที่มีคนช่วยแบกรับความทุกข์นั้นไป 

เธอร้องไห้จนแทบไม่มีเสียง ใบหน้าสวยยังแนบอิงกับอกกว้างจนได้ยินเสียงหัวใจเต้น มือบางยังเกาะกุมอย่างหวงแหนราวกับเขาเป็นสิ่งเดียวที่เธอเหลืออยู่ 

‘เร็นจิ..‘ เธอเอ่ยขึ้นในที่สุด เธอไม่รู้ว่าเขาจะอยากฟังเธอพูดไหม แต่เธอต้องการจะพูดกับใครสักคน ระบายมันกับใครสักคน 

‘ไม่ว่าข้าจะพูดอะไร อย่าถามได้ไหม‘


‘หืม‘ เขาครางด้วยความสงสัยว่ามันแปลว่าอะไรวะนั่น แต่ก็..เอาเหอะ ปล่อยให้พูดไปเรื่อยๆคงจะดีกว่าสินะ ‘เอาสิ จะพูดอะไรก็ว่ามา‘ 

‘ข้ารักเขา..แต่ข้าไม่ควรรักเขา..ข้าไม่ควรคิดกับเขาแบบนั้น..เขาไม่ใช่ของของข้า..แต่ข้าก็ต้องการเขา..เขาคงไม่ได้คิดกับข้าแบบนั้น..ข้ารู้ ข้ารู้..ว่าข้ารักเขาข้างเดียว..แต่ข้าตัดใจไม่ได้..ข้าไม่รู้ว่าจะทำยังไง..ข้าควรทำยังไง เร็นจิ‘ 

‘เจ้าถามข้าจริงๆน่ะ‘ เสียงทุ้มนั้นถามเธอกลับ เธอพยักหน้าหงึกๆที่อกเขา ‘ไม่เห็นต้องตัดใจนี่‘ 

‘หืม‘ ลูเคียผละออกจากอกนั้น และมองสบนัยน์ตาสีเพลิงมองหาคำอธิบาย 

‘เจ้าก็รักต่อไปสิ ถึงเขาจะไม่รักเจ้า--‘ เขาว่าเสียงจริงจัง 

‘เจ้าไม่เข้าใจ..มันเจ็บ..เวลาที่มองเขาแล้วไม่มีสิทธิ์ในตัวเขา--‘ 

‘ทำไมข้าจะไม่เข้าใจ‘ เขาเปรยเสียงเข้มขึ้นมา ‘ข้าเข้าใจ ลูเคีย ข้าเข้าใจ.. ฟังข้านะ มันไม่ผิดหรอกที่จะแอบรักเขาคนนั้นน่ะ‘ 

‘ทั้งที่เขาเป็นพี่ชายน่ะนะ!?‘ เธอตะโกนใส่เขาแล้วต้องรีบเอามืออุดปากตัวเอง เธอไม่คิดจะบอกเร็นจิว่าใครคือผู้ชายคนนั้น แต่ที่สุดเธอก็หลุดปากออกไป 

หากเร็นจิกลับมีท่าทีไม่แปลกใจ จนเธออดถามไม่ได้ ‘เจ้ารู้??‘ 

เขาพยักหน้า ‘ข้ารู้ ลูเคีย ว่าเจ้ารักหัวหน้า‘ เธอนิ่งไป เขาพูดต่อ ‘สายตาเจ้ามันฟ้องเวลาอยู่กับหัวหน้า‘ 

‘งะ..งั้นเหรอ‘ ลูเคียมองเขากลับอย่างอายๆ ‘อย่าบอกใครนะ‘ 

เร็นจิหัวเราะลั่น ‘ถึงข้าไม่พูด เค้าก็รู้กันทั่วอยู่แล้ว‘ 

‘อะไรนะ!‘ หน้าขาวนวลแดงจัดในทันที 

‘ข้าบอกว่าเค้ารู้กันหมดแล้วว่าเจ้ารักคุจิกิ เบียคุยะ ชัดไหม‘ เร็นจิว่าขำๆเมื่อเห็นท่าทีเขินจัดของลูเคีย เขาเห็นสีหน้าแบบนั้นแล้วรู้สึกได้ว่าเธอรู้สึกดีขึ้นแล้ว บางทีถ้าเขาชวนคุยเรื่องสนุกๆ ยัยนี่คงสบายใจขึ้น ‘ข้ามีดังโงะเหลืออยู่หน่อย อยากกินหรือเปล่า‘ 

‘อืม ก็ดี‘ เธอตอบยิ้มๆ ร่างสูงลุกเดินไปหยิบจานขนมมาให้เธอ ‘นี่ มีครั้งนึงข้าเคยฝันถึงฮอลโลว์ดังโงะล่ะ‘ 

‘เจ้ากินมากไปรึเปล่า เก็บไปฝันได้ขนาดนั้น‘ 

ลูเคียหัวเราะคิกคัก ‘ข้าฝันว่าถูกไม้เสียบดังโงะแทงพุงเอาด้วยนะ‘ 

‘เจ้าก็เป็นแบบนี้ประจำนี่นา ชอบเก็บเรื่องของกินไปฝันเป็นตุเป็นตะอยู่เรื่อย‘ เร็นจิยิ้มกว้าง 

ชายหนุ่มมองเธอ เธอมองเขา และทั้งคู่ก็หัวเราะให้กัน ลูเคียรู้สึกว่าอารมณ์ดีขึ้นมาก ไม่ซึมเศร้าอีกแล้วและตัดสินใจได้ว่าจะรักเบียคุยะต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น 

ทั้งสองคนคุยกันต่ออย่างสนุกสนานจนเกือบสามทุ่ม ลูเคียจึงปลีกตัวออกมาเพื่อไปตามนัดของยูยะซามะ 



*************************************** 



..เมื่อไหร่เจ้าจะกลับมา.. 

..สี่ทุ่มกว่าแล้ว.. 

..เจ้าไปอยู่ที่ไหนกัน.. 

..แต่ข้าจะรอ.. 

..ไม่ว่าจะอีกนานแค่ไหน.. 

เสียงฝีเท้าบ่าวไพร่และสาวใช้วิ่งกันอึกทึกครึกโครมที่โถงทางเดิน ทำให้เบียคุยะย่นคิ้วอย่างไม่พอใจ แต่ก่อนที่เขาจะออกไปสั่งให้ทุกคนเงียบเสียงลง ประตูห้องอ่านหนังสือของเขาก็เปิดขึ้นก่อน 

‘เบียคุยะซามะ คุณหนูนอนสลบอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ขอรับ‘

 

 

 

 

ตอนที่ 18 

‘เบียคุยะซามะ คุณหนูนอนสลบอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ขอรับ‘ 

เพียงคำสั้นๆก็แทบจะทำให้เจ้าบ้านคุจิกิหยุดหายใจ ไม่ต้องรอให้พ่อบ้านเซเกะพูดซ้ำ ร่างสูงของเบียคุยะก็รีบรุดออกไปหน้าประตูใหญ่ทันที สาวใช้ที่ยืนรอบร่างคุณหนูของบ้านแตกฮือไปคนละทิศคนละทางเมื่อเห็นเบียคุยะเดินตรงเข้ามาหาลูเคียด้วยท่าทีเยือกเย็นแต่กลับปล่อยรังสีสังหารรุนแรง 

‘คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู..‘ เมกุมินั่งสั่นร่างลูเคียเบาๆด้วยเสียงสั่นเครือที่พร้อมจะร้องไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ เธอหันมองหน้าเบียคุยะ ‘คุณหนูไม่ยอมตื่นเลยเจ้าค่ะ เบียคุยะซามะ‘ 

เบียคุยะย่อกายลงข้างร่างเล็กของหญิงสาวที่เขานั่งรอมาทั้งคืน มือหนาแตะเธออย่างห่วงใย ‘ลูเคีย..ลูเคีย ได้ยินข้าหรือเปล่า ลูเคีย‘ 

เขาสัมผัสพลังวิญญาณของเธอและพบว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ลมหายใจแม้จะแผ่วแต่คงที่ และไม่ว่าเขาจะสั่นเธอแรงแค่ไหนเธอก็ไม่รู้สึกตัว ใจเขาเริ่มวิตกอย่างรุนแรง ‘ไปตามอุโนะฮานะไทโชวที่หน่วยสี่เดี๋ยวนี้..ไม่..ไม่ต้องแล้ว ข้าพานางไปเร็วกว่า‘ 

เบียคุยะช้อนร่างบางของเธอไว้ในอ้อมแขนและใช้ก้าวพริบตาออกไป 


********************************************* 


ณ ที่ทำการหน่วยสี่ ในห้องรับรองพิเศษ เบียคุยะมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตากังวล ชั่วโมงเศษแล้วที่เขามายืนอยู่ในห้องนี้ คนของหน่วยสี่พยายามทุกวิถีทางที่จะปลุกเธอให้ตื่น หากไม่มีวิธีใดได้ผล อุโนะฮานะไทโชวจึงสั่งตรวจร่างกายลูเคียอย่างละเอียดในทันที ขณะที่เขาได้แต่รอและภาวนาให้เธอปลอดภัย 

..ฮิซานะ คุ้มครองนางด้วย.. 

..อย่าให้นางเป็นอะไรไป.. 

..ขอให้นางปลอดภัย.. 

..ได้โปรดเถอะ ฮิซานะ.. 

ทุกวินาทีที่ผ่านไปยิ่งทำให้เขาจิตใจย่ำแย่ มือหนานั้นบีบขอบหน้าต่างคล้ายจะให้มันแหลกเป็นผุยผงคามือ เสียงติ๊กๆของนาฬิกาที่เดินอย่างไม่หยุดหย่อนกำลังทำให้เขาประสาทเสีย ช่องว่างของเสี้ยวนาทีที่ไม่มีเธอมันบาดหัวใจเขานัก 

‘คุจิกิไทโชว‘ อุโนะฮานะ เร็ตสึ หัวหน้าหน่วยสี่เดินเข้ามาเรียกเขา น้ำเสียงอ่อนนุ่มแต่จริงจังนั้นบอกให้เขารู้ว่าทุกอย่างคงไม่ราบรื่นอย่างที่เขาปรารถนาเสียแล้ว 

เบียคุยะหันมองแล้วถามสั้นๆ ‘นางเป็นอะไร‘ 

‘ข้าตรวจละเอียดแล้ว พบยานอนหลับชนิดรุนแรงในร่างกายของคุจิกิซังค่ะ‘ 

‘ยานอนหลับชนิดรุนแรง?‘ เขาทวนคำ ในใจทั้งหวาดหวั่น ทั้งหวาดวิตก ทั้งโกรธเคือง ทั้งคั่งแค้น ทั้งเจ็บปวด ทั้งขลาดกลัว.. กลัวที่จะเสียเธอไป 

แต่อารมณ์ทั้งหลายนั้นกลับยังคงถูกปกปิดไว้ภายใต้หน้ากากน้ำแข็งอันขึ้นชื่อของเขาอย่างมิดชิด 

‘ค่ะ คุจิกิไทโชว ท่านพอจะทราบหรือเปล่าคะว่าทำไมคุจิกิซังถึงต้องทานยานอนหลับแรงขนาดนี้‘ 

เบียคุยะใจหายวูบ แว่บหนึ่งเขาคิดว่าอาจเป็นเพราะเขาที่ทำให้เธอเป็นแบบนี้ แต่บางอย่างไม่สมเหตุสมผล หากลูเคียจะกินยานอนหลับแรงขนาดนี้ ก็ควรจะกินตอนอยู่ในห้องตัวเอง ไม่ใช่ไปกินที่นอกบ้าน.. 

..หรือมีคนต้องการปองร้ายเธอ!?.. 

..ใครล่ะ ใครกัน?.. 

..ใครกันที่กล้าทำกับนางแบบนี้.. 

..ใครกันที่มันบังอาจแตะต้องนาง.. 

..หากนางเป็นอะไรไป ข้าจะไม่ปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ต่อไปแน่.. 

..ต่อให้ข้าต้องไปตามหามันถึงในขุมนรกก็ตาม.. 

‘ไม่มียาแบบนั้นในตระ ... ลคุจิกิ‘ เขาตอบ ขณะพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้ปล่อยจิตสังหารออกมาพร่ำเพรื่อต่อหน้าหัวหน้าหน่วยรุ่นพี่ 

‘ถ้าเราไม่ทราบว่ายาที่นางกินเป็นแบบไหนหรือประเภทใด ข้าก็ไม่อาจรักษาค่ะ‘ 

นัยน์ตาสีเทาหรี่ลงคล้ายไม่พอใจในคำอธิบาย ‘หมายความยังไงที่ว่าไม่อาจรักษา‘ 

‘ข้าไม่อาจให้ยาสุ่มสี่สุ่มห้าได้ค่ะ ยาแต่ละตัวมีฤทธิ์ต่อต้านและส่งเสริมยาตัวอื่น ข้ารักษานางไม่ได้หากไม่รู้ว่านางได้รับยาตัวไหนมาก่อน‘ 

‘ถ้าเช่นนั้น.. ‘ 

‘เราคงต้องรอจนกว่ายาจะหมดฤทธิ์ไปเองค่ะ‘ 

เบียคุยะหลับตาลงช้าๆ แค่ฟังเขาก็รูสึกแย่เหลือเกินที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรกับเธอ หรือเธอไปไหนมา เธอกินยานั่นได้ยังไง และคำถามมากมายในหัวที่ไม่อาจตอบ ‘เมื่อไหร่ยาจะหมดฤทธิ์‘ 

‘เรื่องนั้นข้าก็ไม่อาจตอบได้เช่นกันค่ะ คุจิกิไทโชว ในเมื่อข้าไม่รู้ว่ามันคือยาอะไร ซึ่ง..หากมันแรงมากก็อาจจะกินเวลาเป็นสัปดาห์หรือ.. ‘ เธอหยุดหายใจ ‘แม้แต่เป็นเดือน เป็นปี‘ 

เขากำมือแน่นและถอนใจยาว 




************************************ 


‘ลูเคีย..‘ เสียงทุ้มนั้นเอ่ยเรียกเธอเบาจนเกือบเป็นเพียงเสียงกระซิบ 

ร่างสูงของขุนนางหนุ่มยืนนิ่งข้างร่างเล็กบนเตียงนั้นมาครู่ใหญ่ นัยน์ตาแข็งกร้าวดุจัดที่เคยทำให้ใครต่อใครหวาดกลัวและสั่นสะท้านกลับมีแต่ความเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน เขาทรุดกายลงนั่งที่เก้าอี้ไม้ที่ไร้ลวดลายเมื่อเห็นว่าเธอยังนอนสงบไม่ไหวติง 

เพราะความเป็นขุนนางที่มีพิธีรีตองมากมาย แค่จะจับมือเธอในที่สาธารณะยังเป็นเรื่องต้องห้าม แต่เรื่องนั้นมันไม่สำคัญกับเขาอีกแล้ว ใช่.. ไม่มีอะไรสำคัญกับเขาเท่ากับเธออีกแล้ว ใครจะมองยังไงก็ช่างหัวมันปะไร กฎเกณฑ์น่ารำคาญพวกนั้นดีแต่สร้างความเจ็บปวด ให้เขากับฮิซานะมาตลอด ไหนจะเรื่องของลูเคียในอดีตนั่นอีก พอกันทีกับกฎบ้าบอน่าหงุดหงิดพวกนั้น 

มือหนาอบอุ่นเอื้อมหยิบมือบางมาประคองไว้อย่างหวงแหน ลึกๆเขาแอบหวังว่าเธอจะหันมองเขา ลืมตาขึ้นมาหัวเราะกับเขา หรือแม้แต่บีบมือตอบเขาเบาๆ แต่ภาพเหล่านั้นกลับยังอยู่แค่ในจินตนาการ มือเรียวเล็กบางเบาดุจขนนกในอุ้งมือชวนให้นึกถึงครั้งที่เขาเสียฮิซานะไป 

‘..ข้าไม่อยากเสียเจ้าไป.. ‘ 

‘..ลูเคีย.. ‘ 

‘..ไม่ใช่เพราะสัญญาที่ข้าให้ไว้กับฮิซานะ.. ‘ 

‘..แต่เพราะหัวใจข้าเรียกร้องเช่นนั้น.. ‘ 

‘..ข้าคงรู้สึกตัวช้าไป.. ‘ 

‘..ถึงได้ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมาถึงขนาดนี้.. ‘ 

‘..กลับมาได้ไหม..ลูเคีย.. ‘ 

‘..ข้ามีเรื่องมากมายจะบอกเจ้า.. ‘ 

‘..ข้ามีเรื่องมากมายจะคุยกับเจ้า.. ‘ 

‘..ยังมีเรื่องที่ข้ายังไม่ได้บอกเจ้า.. ‘ 

‘..ลืมตามาฟังข้าก่อนได้ไหม.. ‘ 

‘..นะ.. ‘ 

‘..ลูเคีย.. ‘ 

หากใบหน้านวลนั้นยังคงนิ่งเรียบ เปลือกตายังปิดสนิท ปากเล็กไม่ขยับเขยื้อน ไม่รับรู้ ไม่ใส่ใจสิ่งที่เขาพูด มีเพียงทรวงอกที่พองขึ้นและยุบลงช้าๆบอกว่าเธอยังคงหายใจและเธอยังมีชีวิต 

แค่ร่างกายที่ไม่มีตอบสนองใดๆ 

‘ข้าจะพานางกลับ‘ เขาเอ่ยขึ้นในที่สุด 

อุโนะฮานะที่ยืนอยู่ข้างประตูพยักหน้ารับรู้เบาๆ ก่อนจะหันไปสั่งให้ลูกน้องจัดเตรียมของใช้ในกรณีฉุกเฉินและคู่มือการดูแลให้เบียคุยะ 

หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้เบียคุยะ ‘คุจิกิไทโชว ขออภัยด้วยที่ข้าทำให้นางฟื้นขึ้นมาไม่ได้‘ 

‘ไม่ใช่ความผิดของท่าน อุโนะฮานะไทโชว‘ เขาตอบเรียบๆ มือนั้นยังกุมมือเล็กไว้ไม่ยอมปล่อย ‘ท่านพอจะบอกข้าได้ไหมว่ายานอนหลับพวกนี้หาได้จากที่ไหนบ้าง‘ 

‘ยานอนหลับอย่างแรงพวกนี้มีไม่กี่ชนิด ถ้าท่านอยากทราบ ข้าจะจดรายละเอียดให้ค่ะ‘ หญิงสาวตอบและเดินออกจากห้องไป 


****************************** 

‘ท่านทำเกินไปหรือเปล่าคะ ยูยะซามะ‘ อุโนฮานะเอ่ยถามหญิงชราคนเดียวกับที่ลูเคียเจอเมื่อตอนเย็นในห้องรับแขกอีกห้องที่อยู่ห่างจากห้องพักของลูเคีย 

หญิงชรากลับแค่นยิ้มราวกับมันเป็นเรื่องสุดแสนจะธรรมดา ‘เจ้าเองก็อยากรู้ผลของการเดิมพันครั้งนี้เหมือนกันไม่ใช่รึ เร็ตสึ‘ 

หญิงสาวที่อ่อนวัยกว่ายิ้มตอบ ‘เพราะเช่นนั้นน่ะสิคะ ข้าถึงได้ยอมร่วมมือกับท่าน‘ 

ยูยะ เหลือบตามองอีกฝ่ายแล้วเดินเข้าไปใกล้ ‘ก็แค่ยื้อไว้ซักอาทิตย์สองอาทิตย์ ระยะเวลาประมาณนี้น่าจะมีปฏิกิริยาจากเจ้าหนูนั่นให้เราเห็นแล้ว ถึงจะทำเป็นเก่งอย่างนั้นน่ะนะ แต่เจ้าหนูนั่นใจร้อนเอาเรื่องเลยเชียวล่ะ‘ 

‘ข้าหวังว่าพวกท่านจะคิดถูก‘ 

‘เราจะได้เห็นผลลัพธ์กันเร็วๆนี้แหละ เร็ตสึ‘ หญิงชราขยิบตาให้กับเธอ ร่างผอมบางหากคงไว้ซึ่งท่วงท่าสง่างามทุกย่างก้าวเตรียมจะเดินออกจากประตูไป ‘สำหรับคืนนี้ ราตรีสวัสดิ์‘ 

‘ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ยูยะซามะ‘ หญิงสาวโค้งคำนับส่งผู้อาวุโสกว่า 


.. 

อุโนะฮานะเดินไปยังห้องพักฟื้นของลูเคียหลังจากยูยะซามะกลับไปแล้ว แผ่นหลังกว้างของหัวหน้าหน่วยหกยังนั่งนิ่งอย่างสงบรอพาคนสำคัญของเขากลับบ้าน 

หญิงสาวยิ้มบางๆ เมื่อเห็นท่าทีแตกสลายของเบียคุยะ.. 

..ท่านนี่ร้ายกาจจริงๆ.. 





..คุจิกิ ยูยะ.. 


 

 


ตอนที่ 19 (part 1)
 

16 กรกฎาคม.. 

เวรยามหน้าประตูหน่วยสิบสามตบเท้าเสียงดังพลางก้มหัวคำนับชายหนุ่มผมแดงผู้มาเยือนอย่างแข็งขัน ‘อรุณสวัสดิ์ครับ อาบาไรฟุคุไทโชว!‘ 

‘เอ้อ! สวัสดี‘ เขาร้องตอบขณะเดินผ่านประตูบานใหญ่เข้าไปยังที่ทำการหน่วยสิบสาม 

..ยัยนั่นจะเป็นไงบ้าง.. 

..อาการดีขึ้นหรือยังก็ไม่รู้.. 

..พรุ่งนี้ก็จะไปโตเกียวอะไรนั่นกับหัวหน้าแล้วนี่นะ.. 

..หลังจากเมื่อคืน.. 

..คงไม่ได้กลับไปร้องไห้จนตาบวมมากกว่าเดิมหรอกนะ.. 

‘สวัสดีค่ะ อาบาไรฟุคุไทโชว มาหาคุจิกิ ฟุคุไทโชวหรือคะ‘ คิโยเนะเดินปรี่เข้ามาหาเขาหน้าตาตื่นทันทีที่เขาเดินมาถึงลานข้างที่ทำการ ใบหน้าหญิงสาวร่างเล็กนั้นดูเคร่งเครียดผิดไปจากปกติที่มักจะร่าเริงและโวยวายอยู่เสมอ 

‘อืม สวัสดีคิโยเนะ ลูเคียล่ะ‘ 

คิโยเนะขมวดคิ้ว ‘คุจิกิซังน่ะ วันนี้ไม่มาทำงาน และคงไม่ได้มาทำงานอีกหลายวันเลยล่ะ‘ 

‘อะไรนะ! ทำไมล่ะ!? ยัยนั่นเป็นอะไร?!‘ 

คิโยเนะถอนใจและยื่นหน้ามาทำท่ากระซิบกระซาบจนเร็นจิต้องย่อตัวลงต่ำเพื่อให้ได้ยินได้ถนัด ‘อันที่จริงเรื่องนี้ข้าไม่ควรจะบอกใครหรอก ไทโชวน่ะย้ำนักย้ำหนาว่าให้ข้าบอกคนอื่นว่าส่งนางไปทำภารกิจที่เมืองลูคอนโน่น แต่เรื่องจริงๆก็คือคุจิกิไทโชวบอกว่านางไม่สบาย เลยมาขอให้ไทโชวอนุญาติให้ลาหยุดแบบไม่มีกำหนด ข้าเห็นว่าท่านเป็นเพื่อนสนิทกับคุจิกิซังถึงได้บอก ท่านก็อย่าไปบอกใครล่ะ‘ 

‘อืม‘ เร็นจิพยักหน้าหงึกๆทั้งที่ไม่เข้าใจ ‘ยัยนั่นน่ะเหรอจะป่วย?? แข็งแรงถึกทนขนาดนั้นไม่ป่วยง่ายๆหรอก‘ เขาตั้งข้อสังเกต 

คิโยเนะทำสีหน้าจริงจัง ‘ข้าก็ไม่รู้ว่าเรื่องเป็นไงมาไง แต่ดูท่าทางจะเป็นเรื่องไม่ดีมากๆ เพราะวันนี้คุจิกิไทโชวน่ะน่ากลัวกว่าทุกวันเลย ดูสิข้ายังขนลุกอยู่เลยเนี่ย บรื้ออ‘ คิโยเนะทำท่าถกแขนเสื้อให้เร็นจิดูขนแขนอ่อนที่ตั้งขึ้นไม่ยอมตกลง แต่เร็นจิไม่ได้สนใจ 

‘หรือจะเกิดเรื่อง.. ‘ เร็นจินึกถึงภาพลูเคียเมื่อคืนแล้วเริ่มรู้สึกจิตใจปั่นป่วนไม่ค่อยดีพิกล เขาหันไปขอบใจคิโยเนะที่อุตสาห์บอกเรื่องนี้กับเขา ‘ขอบใจนะ คิโยเนะ‘ 


***************** 

‘ไทโชว‘ เร็นจิเรียกหัวหน้าตนเองเสียงแข็งกร้าว ร่างสูงเดินลงฝีเท้าหนักมาถึงหน้าโต๊ะทำงานที่เบียคุยะก้มหน้าก้มตาเขียนรายงานอยู่ 

‘มีอะไรเร็นจิ ไม่คิดจะเคาะประตูก่อนหรือไง‘ เขาเอ่ยถามเรียบๆเหมือนเคย มือยังกวัดแกว่งพู่กันโดยไม่สนใจเร็นจิ 

เร็นจิเบิกตากว้างรีบยืนตัวตรงแนบมือเข้ากับร่าง ‘ข..ขอโทษครับ!‘ แต่แล้วเร็นจิก็นึกอะไรขึ้นได้ ‘ไม่! นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ ข้าจะมาถามท่านว่า ลูเคียเป็นอะไร‘ 

‘ไม่เกี่ยวกับเจ้า‘ 

‘เกี่ยวสิ!!‘ เร็นจิตบมือลงบนโต๊ะอย่างไม่เกรงใจ ‘หรือท่านรังแกนาง!! ท่านทำอะไรนาง บอกมานะ!!‘ 

เบียคุยะหยุดมือที่กำลังเขียน ‘ข้าเปล่า..‘ 

‘ถ้าท่านไม่ได้ทำ ทำไมถึงต้องโกหกว่านางไปทำภารกิจที่อื่นนานๆด้วย!?!‘ เร็นจิยื่นหน้าไปเค้นถาม หากทำได้เขาคงกระชากคอเสื้อคนตรงหน้ามาเขย่าสักทีสองทีแล้ว 

เบียคุยะกลับลุกขึ้นยืนช้าๆและเดินไปหยุดยืนที่หน้าต่างหันหลังให้ชายหนุ่ม มือไพล่หลังอย่างตัดสินใจ 

‘ไทโชว..‘ 

‘ลูเคียถูกวางยา‘ 

‘อะ..อะไรนะ!?‘ เร็นจิเบิกตากว้างถามซ้ำอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง 

‘ใครบางคนวางยานอนหลับอย่างแรงกับลูเคีย‘

 

‘ใคร‘ 

‘ข้ากำลังสืบอยู่‘ 

‘ยานอนหลับอย่างแรงเหรอครับ‘ 

‘ใช่‘ 

‘ก็เลยต้องปิดเรื่องนี้ไว้สินะครับ‘ 

‘อืม‘ 

‘แล้วอุโนะฮานะไทโชวล่ะครับ อุโนะฮานะไทโชวน่าจะช่วยได้ไม่ใช่หรือครับ‘ 

‘เพราะไม่รู้ว่านั่นเป็นยาอะไร เลยรักษาให้ไม่ได้‘ เขาตอบเรียบๆ 

เร็นจิจ้องมองแผ่นหลังของหัวหน้าตนด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด.. แม้น้ำเสียงของเบียคุยะและท่าทีจะยังคงเย็นชา เมินเฉย ท่าทางพูดเนิบๆอย่างไม่ใส่ใจ แต่บางอย่าง ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร สิ่งนั้นทำให้เขารู้สึกว่าเบียคุยะกำลังทุกข์ใจอย่างสุดๆ 

คนตรงหน้า กำลังทุกข์ใจเรื่องของลูเคียมากกว่าเขาหลายเท่านัก.. ส่วนลึกในจิตใจบอกเขาอย่างนั้น 

‘ล..แล้ว..จะทำยังไงดีล่ะครับ‘ 

‘รอ..รอจนกว่านางจะฟื้นขึ้นมาเอง‘ 

‘เมื่อไหร่ครับ‘ 

‘...‘ 

ไม่มีคำตอบใดจากเบียคุยะ เร็นจิรู้สึกแข้งขาอ่อน เขาเดินเซไปนั่งที่โซฟายาวอย่างหมดแรง ถ้าคนอย่างเบียคุยะยังไม่รู้ ก็แสดงว่าต้องรอต่อไปเท่านั้น.. 

‘เมื่อคืนนี้ยังดีๆอยู่เลยนี่นา..‘ 

เสียงบ่นกับตัวเองของเร็นจิให้เบียคุยะเบิกตาโพลง 

‘อะไรนะ?!‘ มือแกร่งนั้นเลื่อนมือไปจับเซมบงซากุระ เตรียมหันมาซักรองหัวหน้าของตนเอง 

‘เมื่อหัวค่ำนางไปหาข้าที่ห้องพัก ร้องห่มร้องไห้อย่างหนัก..‘ เร็นจิหันมองสบตาสีเทาของเบียคุยะ ไม่บ่อยนักที่คนอย่างเขาจะพูดอย่างจริงจัง เขาเองก็ไม่ได้อยากจะบอกเรื่องที่เขากับลูเคียคุยกันนักหรอก แต่.. เพราะเขารักลูเคีย รักมากเกินกว่าจะยอมให้ยัยนั่นเสียใจ ถึงมันจะทำให้ตัวเขาเองจะต้องเจ็บปวดมากก็ตามที 

‘..ยัยนั่นบอกข้าว่า..‘ เร็นจิมองลึกลงไปในแววตาสีเทา เขาหวังว่าเมื่อเขาพูดไป เขาจะได้เห็นปฏิกิริยาจากคนตรงหน้าบ้าง 

‘..นางหลงรักท่าน.. ‘ 

..


แล้วก็เป็นไปอย่างที่เร็นจิคาดไว้ เบียคุยะยืนนิ่งราวกับถูกริคุโจโคโรตรึงร่างไว้อย่างนั้นชั่วขณะ แต่พอเบียคุยะเริ่มขยับกาย ร่างสูงโปร่งนั้นก็ใช้ก้าวพริบตาหายออกไปจากห้องโดยไม่เอ่ยคำใด 


************************************** 

ร่างบอบบางผิวขาวนอนหลับสนิทบนเตียงอุ่น ข้างๆร่างเล็กนั้นคือชายหนุ่มร่างสูงที่กุมมือเธอไว้แน่น เขายกหลังมือหญิงสาวขึ้นจุมพิตแผ่วเบา นัยน์ตานั้นอ่อนโยนอย่างที่สุด 

‘ข้าก็รักเจ้า..ลูเคีย‘ 

ร่างสูงโน้มตัวลงที่ใบหน้านวลเนียนและจุมพิตอีกครั้งที่กลางหน้าผากมน 


‘และข้าจะรอจนกว่าเจ้าจะฟื้นขึ้นมาฟังด้วยตัวของเจ้าเอง..‘ 


 

 

ตอนที่ 19 part 2 

--- 2 เดือนถัดมา --

..จากวันเป็นสัปดาห์ จากสัปดาห์เป็นเดือน เบียคุยะก็ย้ายเข้ามาใช้ชีวิตในห้องของลูเคียอย่างเต็มตัว ทั้งกินข้าว ทั้งอาบน้ำ และนอนบนฟูกข้างเตียงของลูเคีย โต๊ะเขียนหนังสือของลูเคียเต็มไปด้วยงานเอกสารของหน่วยหกที่เบียคุยะหอบกลับมาทำทุกวัน 

..จากคนที่เคยทำงานที่หน่วยแบบหามรุ่งหามค่ำ เข้างานก่อนเวลาและกลับหลังฟ้ามืดเป็นประจำ กลับเข้างานและกลับบ้านตรงเวลา เพื่อกลับมาหาเธอที่ยังไม่ได้สติ 

..จากคนที่มักเย็นชาอยู่เสมอ กลับจับมือของเธอไว้ไม่ยอมห่าง 

..จากคนที่พูดกับคนอื่นแทบจะนับคำได้ บัดนี้กลับพูดคุยกับเธอไม่ยอมหยุด 

หลายครั้งที่บ่าวไพร่พบว่าเบียคุยะนั่งหลับไปที่ข้างเตียงของลูเคีย มือข้างหนึ่งของเขาเกาะกุมที่มือของเธอไม่ยอมปล่อย เขาใช้เวลาว่างพูดคุยกับเธอ ด้วยหวังว่าเธอจะลุกขึ้นมาพูดคุยตอบโต้เขา 

..ข้าอยากจะคุยกับเจ้า.. 

..ตื่นมาได้ไหมลูเคีย.. 

..ข้าอยากจะเห็นดวงตาสีม่วงสดใสของเจ้า.. 

..ข้าอยากได้ยินเสียงเจ้า.. 

..ข้าอยากเห็นท่าทางที่เจ้าพูดกับข้า.. 

..ข้าอยากเดินชมจันทร์กับเจ้า.. 

..ข้าอยากนั่งจิบชากับเจ้าในสวนของเรา.. 

..ได้โปรดเถอะลูเคีย.. 

..ลูเคีย.. 

..เจ้าจะหลับแบบนี้อีกนานเท่าไร 

..เจ้ารู้บ้างหรือเปล่าว่าข้าเป็นห่วงเจ้าขนาดไหน.. 

..ขอแค่เจ้าฟื้นขึ้นมา.. 

..ได้โปรดเถอะลูเคีย.. 

***************** 



เบียคุยะซามะเจ้าคะ ยูยะซามะมาขอพบเจ้าค่ะ‘ 

ร่างสูงของเจ้าบ้านชะงักมือที่กำลังบรรจงเสียบดอกคิเคียวลงในแจกันทันทีที่ได้ยินชื่อของแขกผู้มาเยือน เขาวางดอกไม้โปรดลงช้าๆและหันไปตอบหญิงรับใช้ 

‘เข้าใจแล้ว เดี๋ยวข้าออกไป‘ 

สาวใช้ถอยหลังออกจากห้องนอนเล็กและปิดประตูลงอย่างเบามือ 

เบียคุยะลุกขึ้นและพ่มหายใจออกทางปากอย่างหนักใจเมื่อนึกถึงใบหน้าหญิงชราผู้มาเยือน 

..ท่านย่ายูยะ.. 

..น้องสาวคนเล็กของท่านปู่.. 

..มาทำอะไร.. 

..แต่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร.. 

..คงเป็นเรื่องยุ่งยากชวนปวดหัวแน่.. 

เขาเดินไปนั่งลงข้างเตียงที่ลูเคียนอนหลับตาพริ้ม มืออุ่นยกขึ้นปัดปอยผมยาวที่ตกลงมาปิดหน้าของเธอ 

‘เดี๋ยวข้ากลับมานะ‘ 

เขาบอกเธอ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเธอคงไม่ได้ยินสิ่งที่เขาพูดก็ตาม.. 

******************* 


‘อรุณสวัสดิ์ขอรับ ท่านย่ายูยะ‘ 

ถึงเขาจะเป็นเจ้าตระ ... ลคุจิกิ แต่ยังไงหญิงชราตรงหน้าก็ยังถือว่าเป็นญาติสายตรงที่เขาควรจะต้องเคารพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอเป็นถึงหนึ่งในแปดสภาอาวุโสของตระ ... ลคุจิกิ 

‘อรุณสวัสดิ์ เบียคุยะซามะ‘ หญิงชรานั่งหลังตรงอย่างเย่อหยิ่งพลางเหลือบมองสาวใช้ที่กำลังรินชาให้เธอด้วยอาการประหม่า ถ้าเป็นตามปกติ เธอคงได้จับสาวใช้คนนี้มาอบรมอย่างหนักที่แสดงอาการขวัญเสียออกมาจนเธอรู้สึกได้ แต่วันนี้เธอไม่มีเวลาสำหรับเรื่องเด็กๆพรรค์นั้น 

‘ข้าจำได้ว่าการประชุมถูกเลื่อนไปเป็นอาทิตย์หน้า‘ 

‘ข้าไม่ได้มาเพราะเรื่องนั้น เบียคุยะซามะ‘ 

‘ถ้าเช่นนั้น.. ‘ 

‘ข้ามาเพราะเรื่องยัยเด็กนั่น‘ 

หัวใจเบียคุยะหล่นวูบ พร้อมกับนัยน์ตาสีสั่นระริกที่กลับมาเป็นปกติในไม่กี่วินาที 

..เรื่องของลูเคีย.. 

..จะเอาอะไรกับนางอีกล่ะ.. 

‘นางยังไม่ฟื้น และข้าขอยืนยันคำเดิม ขอให้พวกท่านอย่าได้สอดมือเข้ามายุ่มย่ามกับนาง‘ 

‘พูดจายโสโอหังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน‘ หญิงชราสะบัดพัดออกกาง และพัดให้ตัวเองช้าๆ ‘แต่เรื่องนั้นช่างมันเถอะ ข้ามาเพื่อถามท่านคำเดียว เบียคุยะซามะ‘


‘ท่านต้องการยาถอนพิษหรือเปล่า‘ 

‘พวกท่าน!‘ เบียคุยะหันขวับมองหน้าหญิงชราที่จ้องตาเขาไม่กระพริบ 

‘ใช่.. ยานอนหลับนั่นเป็นของข้าเอง และวันนั้น คนที่ใส่ยาลงในน้ำที่นางดื่มก็คือข้าเช่นกัน‘ หญิงชราล้วงหยิบกล่องไม้เล็กขึ้นมาเปิด ภายในมียาเม็ดเล็กสีขาวกลิ้งไปมา เธอวางกล่องไม้นั้นลงบนโต๊ะและเลื่อนมันไปไว้ตรงหน้าหลานชายของตน 

‘ยาถอนพิษ..แค่เม็ดเดียว นางก็จะฟื้นกลับคืนมาหาท่าน‘ 

‘แล้วข้าต้องแลกกับอะไร‘ 

..พวกเฒ่าเจ้าเล่ห์พวกนี้ไม่ทำอะไรที่ไม่หวังผลแน่.. 

เบียคุยะมองหน้าอีกฝ่ายเขม็ง เมื่ออีกฝ่ายเป็นถึงคนในสภาที่เคยคัดค้านการรับลูเคียเข้าบ้านอย่างหัวชนฝาย่อมไม่หวังดีกับเขาถึงขนาดนี้โดยไม่มีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องแน่ๆ 

ยูยะแค่นหัวเราะก่อนจะเอ่ยตอบ 

‘ข้อแลกเปลี่ยนคือ การอนุญาติให้เด็กนั่นแต่งงานกับซึซึมุระ โคคุโตะทันทีที่ฟื้น‘ 

..อะ..อะไรนะ!.. 

‘ท่านฟังไม่ผิดหรอก เบียคุยะซามะ ท่านเองก็คงจะได้เคยพบและสนทนากับเจ้าบ้านซึซึมุระแล้วไม่ใช่รึ‘ หญิงชราเอ่ยเนิบๆด้วยท่าทีที่ถือไพ่เหนือกว่า ‘ทางนั้นแจ้งความจำนงมาอย่างชัดเจนว่าต้องการแต่งงานกับยัยเด็กนั่น‘ 

‘นางยังเด็กเกินไป.. ‘ 

‘นางอายุพอกับท่านตอนที่ท่านแต่งงานกับผู้หญิงไร้หัวนอนปลายเท้าคนนั้น‘ ยูยะใช้มือเก็บรวบพัดเข้าที่พลางยิ้มเย็น 

‘ท่านก็เลือกเอาก็แล้วกันระหว่างการให้นังเด็กนั่นหลับไปตลอดชีวิตกับการยอมให้นางแต่งงานกับตระ ... ลซึซึมุระ‘

 

 

 

 

ตอนที่ 20 (part 1) 

‘สภาจะให้เวลาท่านหนึ่งอาทิตย์ในการตัดสินใจ‘ เสียงของหญิงชราผู้มีศักดิ์เป็นย่ายังคงดังก้องอยู่ในหูของเบียคุยะ แม้ว่าเธอจะกลับไปตั้งแต่เช้าแล้วก็ตาม 

กล่องไม้สี่เหลี่ยมเล็กจิ๋วในมือที่เบาดุจปุยนุ่นกลับให้ความรู้สึกหนักราวหินผาที่โถมทับลงบนร่างกายและจิตใจ แค่กล่องเล็กๆกลับทำให้ความสามารถในการตัดสินใจและความเด็ดขาดของเขาลดลงอย่างมาก 

เบียคุยะละสายตาจากมันและเบือนหน้าขึ้นมองรูปถ่ายของอดีตภรรยาบนแท่นบูชา 

‘..ฮิซานะ..‘ 

‘ข้าควรจะทำยังไงดี..‘ 

‘..ฮิซานะ..‘ 

.. 

‘เบียคุยะซามะ‘ 

เสียงเซเกะเรียกเขาที่หน้าประตูห้อง ทำให้เขาจำต้องหยุดการสนทนากับฮิซานะไว้เท่านั้น 

‘มีอะไร‘ เบียคุยะถามห้วนเพราะถูกขัดจังหวะ 

‘นายน้อยซึซึมุระมาขอพบขอรับ‘ 

‘เชิญ‘ 

สิ้นคำอนุญาต ซึซึมุระ โคคุโตะ ก็เดินปรี่เข้ามาก้มหัวคำนับเขาตามมารยาท ‘สายัณห์สวัสดิ์ขอรับ ท่านพี่เบียคุยะ‘ 

เบียคุยะที่ยังยืนนิ่งหันหลังให้แอบปรายตามองเด็กหนุ่มอย่างไม่สบอารมณ์ 

‘สายัณห์สวัสดิ์‘ เขาตอบห้วนรักษาท่าที ทั้งยังพยายามเก็บงำความไม่พอใจเรื่องลูเคียเอาไว้ 

‘มีธุระอะไร‘ 

‘ไม่มีขอรับ ข้าก็แค่อยากมาฝากเนื้อฝากตัวไว้เสียหน่อยก็เท่านั้น‘ 

‘เรื่องนั้นข้ายังไม่ได้ตัดสินใจ‘ 

แต่อีกฝ่ายยังคงพูดต่อไปโดยไม่สนคำพูดของเขา ‘ข้าเคยบอกท่านแล้ว ท่านพี่เบียคุยะ ว่าข้าจะมารับนางไปเป็นเจ้าสาวของข้า ท่านคิดว่าข้าพูดเล่นเพราะยังเด็กใช่ไหมล่ะ‘ 

‘..และข้าจำได้ว่า ข้าเคยเตือนท่านแล้ว ข้าให้โอกาสท่านแล้ว แต่ท่านกลับไม่รับมันไว้ ฉะนั้นข้าจึงต้องทำแบบนี้‘ 

‘อย่าคิดได้ใจไปนัก โคคุโตะ‘ ผู้เป็นเจ้าบ้านเอ่ยขัด ‘ลูเคียยังไม่ได้ยินยอม‘ 

‘นางจะยอม ท่านพี่เบียคุยะ‘ โคคุโตะตอบสวน 

คำแย้งของเด็กหนุ่มทำเอาเจ้าบ้านคุจิกิเริ่มหงุดหงิด เบียคุยะขบกรามแน่นพยายามข่มใจ แต่เด็กหนุ่มก็หาได้สนใจอารมณ์หรือความคิดของเขาแม้แต่น้อย 

‘ท่านพูดเหมือนท่านไม่รู้จักนาง ท่านพี่เบียคุยะ..‘ โคคุโตะว่าเรียบๆ ‘ท่านไม่รู้หรือว่า นางทำทุกอย่างได้เพื่อตระ ... ลคุจิกิ แค่แต่งงานเพื่อผลประโยชน์ตระ ... ล ท่านคิดว่านางจะปฎิเสธงั้นรึ..‘ 

‘หึ..‘ เด็กหนุ่มแค่นหัวเราะ ‘ท่านไม่เคยเข้าใจนางเลยสักนิด ก็สมควรแล้วล่ะที่ท่านจะเสียนางไป..‘ 

‘เจ้า!‘ เบียคุยะหันมาคำรามใส่อย่างเหลืออด นัยน์ตาสีเทาขุ่นมัวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อเด็กหนุ่มตรงหน้า 

‘แทงใจดำท่านอีกแล้วล่ะสิ‘ โคคุโตะตอบกลับอย่างยียวน 

ขณะเบียคุยะพูดไม่ออก อับจนทุกคำพูด เขาเริ่มหายใจแรงสะกดกลั้นความโมโหที่แทบระงับไว้ไม่อยู่ เขานึกอยากจะฆ่าเจ้าบ้านซึซึมุระให้ตายคามือเสียเดี๋ยวนี้ 

‘ข้าขอถามท่านตรงๆหน่อยเถอะ ท่านจะเก็บนางไว้ทำไมกัน ในเมื่อยามที่นางอยู่กับท่าน ท่านก็ไม่เคยได้สนใจไยดีนาง‘ เด็กหนุ่มเอ่ยถามพลางสาวเท้าเข้ามายืนเคียงข้างเขา ‘หรือแค่..ทำตามคำสั่งเสียของอดีตภรรยา‘ 

‘อ่า..‘ เด็กหนุ่มที่เขาแสนเกลียดชะโงกหน้ามองรูปของฮิซานะ แล้วพนมมือไหว้รูปของเธอครั้งนึง ‘นี่คงจะเป็นฮิซานะซามะ อดีตภรรยาของท่าน‘ 

โคคุโตะแค่นยิ้มด้วยความชิงชังเบียคุยะจับใจ ‘ท่านเก็บนางไว้ แค่ให้นางเป็นตัวแทนของฮิซานะซามะสินะครับ‘ 

‘ไม่ใช่!!‘ เบียคุยะถลึงตาตอบด้วยความโกรธรุนแรง แต่อีกฝ่ายสะบัดหน้าเดินหนีเขาไปถึงประตูแล้ว 

‘ลูเคียโดโนะกลับจากเมืองลูคอนเมื่อไหร่ เราคงจะได้ยินคำตอบจากปากของนางเอง..‘ โคคุโตะหันมาก้มคำนับเร็วๆ ‘ลาก่อนท่านพี่เบียคุยะ‘ 

ทันทีที่ร่างของเด็กหนุ่มพ้นไปจากสายตา เขาก็แทบอยากจะร้องออกมาดังๆ ร่างสูงกำหมัดแน่น 

‘ฮิซานะ..‘ 

เบียคุยะเอ่ยลอดไรฟันด้วยความโกรธที่อัดแน่นอยู่ในอก 

‘ข้ารู้แล้วว่าจะเลือกทางใด..‘ 

‘ข้ารู้แล้วว่าจะต้องทำยังไง..‘ 

‘ข้ารักนาง..‘ 

‘ข้าต้องการนาง..‘ 

‘ต้องการให้นางอยู่เคียงข้างข้าไปตลอดชั่วนิรันดร์..‘ 

‘ข้าต้องการนางกลับมา..‘ 

‘และข้าก็ไม่ต้องการให้ใครมาพรากนางไปจากข้า..‘ 

‘โดยเฉพาะไอ้เด็กเวรนั่น..‘ 

‘ข้าไม่มีวันยกนางให้กับใครเด็ดขาด..‘ 

‘ไม่มีวัน..‘ 



************ 




ตอนที่ 20 part 2 

เสียงฝีเท้าบ่าวไพร่ดังอื้ออึงอลวนในห้องนอนเล็กตั้งแต่เช้าตรู่ของวันถัดมา บรรดาสาวใช้ต่างหอบข้าวของของเบียคุยะกลับไปยังห้องนอนใหญ่กันอย่างอลหม่านตามคำสั่งของผู้เป็นเจ้าบ้าน ทั้งเสื้อผ้า งานเอกสาร ฟูกนอนหรืออะไรก็ตามที่มันเกินมาตลอดสองเดือนเศษถูกเก็บกลับไปยังที่ที่มันเคยอยู่ และทำให้ห้องนอนเล็กกลับมาอยู่ในสภาพเดิมอีกครั้ง 

ไม่นานนักห้องนอนของคุณหนูก็พร้อมสำหรับการปลุกเธอขึ้นจากนิทราอันยาวนาน 

‘คุจิกิไทโชว..‘ อุโนฮานะ เร็ตสึ เรียกเขาเมื่อทุกอย่างถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพ เม็ดยาสีขาวในมือหญิงสาวก็พร้อมสำหรับลูเคียเช่นกัน 

เบียคุยะพยักหน้าให้สัญญาณว่าเขาเองก็พร้อมแล้ว มือหนาอุ่นของเขายังคงจับประคองมือผอมบางของเธอไว้ไม่ยอมปล่อย 

อุโนฮานะหันไปทางหญิงสาวอ่อนวัย มือข้างหนึ่งง้างปากเล็กให้เผยอขึ้นเล็กน้อยและใช้มืออีกข้างหยอดเม็ดยาสีขาวเงาวับลงไป 

หัวหน้าหน่วยทั้งสองคนหันมองสบตาแต่ไม่มีใครพูดอะไร เบียคุยะที่นั่งอยู่ขอบเตียงขยับเข้าไปใกล้ลูเคียมากขึ้นอีก ส่วนอุโนฮานะนั่งลงที่เก้าอี้ตัวเล็กข้างเตียงคอยเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด 

‘อาจจะต้องใช้เวลาสักพักกว่ายาจะออกฤทธิ์น่ะค่ะ‘ อุโนะฮานะบอกเรียบๆ ขณะพยายามยั้งใจตัวเองไม่ให้ยิ้มออกมาเมื่อเห็นสีหน้ากังวลของเบียคุยะที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนไม่มีปิดบัง หน้ากากน้ำแข็งที่พังลงไม่เหลือชิ้นดีด้วยฝีมือของหญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียง 

..เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วโมงพร้อมกับความตึงเครียดในห้องที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว เบียคุยะที่พยายามข่มใจรอมาตลอดเริ่มนั่งไม่ติดเมื่อไม่เห็นการตอบสนองใดๆจากเธอ 

‘คุจิกิไทโชวคะ‘ อุโนฮานะเรียกเสียงหวาน หวังให้เขาสงบสติอารมณ์เพราะเขาเริ่มปล่อยพลังวิญญาณออกมารุนแรงขึ้นเรื่อยๆอย่างลืมตัวจนบ่าวไพร่ต่างทนไม่ไหวหายหน้าไปกันหมด 

เบียคุยะพยักหน้าช้าและเริ่มสะกดพลังวิญญาณตัวเอง ‘ขออภัยด้วย อุโนะฮานะไทโชว‘ 

หัวหน้าหน่วยสี่ยิ้มกว้างอย่างใจดีกลับมา ‘ข้าน่ะไม่เป็นไรหรอกค่ะ สงสารพวกก็แต่บ่าวไพร่ในบ้าน.. คุจิกิไทโชว!!‘ 

‘ลูเคีย..‘ 

‘ลูเคีย..ฟื้นสิ..ลูเคีย..‘ 



..หนัก.. 

..ทำไมตัวข้าถึงได้หนักแบบนี้นะ.. 

..รู้สึกเหมือนกำลังจมน้ำ.. 

..ขยับตัวไม่ได้เลย.. 

..แขนก็หนัก.. 

..ขาก็หนัก.. 

..หนังตาก็หนัก.. 

..ลืมตาไม่ขึ้นเลยแฮะ.. 

..อืม.. 

..เสียงอะไรแว่วๆน่ะ.. 

‘..ลู..เคีย..‘ 

..หืม.. 

..ใคร.. 

..ใครน่ะ.. 

‘..ลู..เคีย..‘ 

..เสียงคุ้นจังเลย.. 

..ใครกัน.. 

..ใครเรียกข้าอยู่น่ะ.. 

‘ลูเคีย..‘ 

..เสียงนั้น.. 

..เหมือน.. 

..เหมือนเสียงของท่านพี่.. 

..ท่านพี่เหรอคะ?.. 

..นั่นท่านใช่ไหม?.. 

‘ลูเคีย..‘ 

..ท่านพี่.. 

..เสียงของท่านพี่จริงๆด้วย.. 

..ทำไมเสียงเป็นแบบนั้นล่ะคะ?.. 

..ข้าไม่เป็นไร.. 

..ข้าไม่เป็นไรนะ.. 

..ท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วง.. 

..ข้าไม่เป็นไร.. 


.. 


.. 

..ลืมตาสิยัยบ้า.. 

..ท่านพี่เรียกเจ้าอยู่นะ!.. 

..ลืมตาสิ.. 

..ลืมตาได้แล้ว.. 

..โธ่ว้อยย.. 

..ทำไมแค่จะขยับแขนขยับขามันยากอย่างนี้นะ.. 

..ลืมตาก็แทบจะไม่ขึ้น.. 

..แค่ลืมตา.. 

..ลืมตาสิยัยโง่.. 

.. 

หนังตาบางของหญิงสาวกระตุกถี่รัว พร้อมกับการเคลื่อนไหวของนัยน์ตาใต้เปลือกตาบางจนเห็นได้ชัด 

‘คุจิกิไทโชว!‘ 

เบียคุยะรีบดึงมือเธอมาแนบอก มือหนายกปัดปอยผมที่ตกมาปรกหน้าแล้วประคองใบหน้าเธอแนบอุ้งมือ 

‘ลูเคีย!‘ 

เบียคุยะเรียกชื่อเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างร้อนใจ 

‘ลูเคีย!‘ 

เปลือกตาของลูเคียค่อยๆลืมขึ้น ภาพของคนคุ้นตาแม้จะเลือนลางแต่ก็จำได้ทันที ใบหน้านั้นเข้ามาใกล้จนเกือบชิดก่อนจะถอยห่างไปเล็กน้อย เธอเห็นมือตัวเองอยู่ในอุ้งมือเขาที่ยกมันขึ้นจุมพิตอย่างยินดี 

ปากเล็กนั้นเปิดขึ้นขยับเป็นคำพูด แต่ไร้ซึ่งเสียงใดออกมา 

‘คุจิกิซัง‘ เสียงอ่อนโยนของหญิงสาวที่เธอคุ้นอีกคนเรียกเธอ ‘อย่าเพิ่งฝืนร่างกายมากเกินไปค่ะ‘ 

อุโนะฮานะบอกลูเคียเสร็จก็หันมาหาเบียคุยะ ‘คุจิกิไทโชวคะ ขอข้าตรวจร่างกายคุจิกิซังซักครู่นะคะ‘ 

เขาพยักหน้าโดยไม่มอง นัยน์ตาสีเทายังคงจับจ้องที่ดวงตาคู่สวยของเธอที่เขาโหยหามาตลอดสองเดือน 

‘อยู่กับอุโนะฮานะไทโชวก่อนนะ‘ เขาบอกเธอเสียงนุ่ม ยกหลังมือเธอจูบเบาๆอีกครั้งและวางมือเธอลงบนหน้าท้องของเธอเองก่อนจะลุกไปจากเตียง 


********************** 

‘คุจิกิไทโชว..‘ อุโนะฮานะ เดินออกมาจากห้องนอนเล็กพร้อมรอยยิ้มกว้าง 

‘การตรวจขั้นต้นพบว่าร่างกายคุจิกิแม้จะยังอ่อนล้าแต่ก็ไม่พบความผิดปกติอะไรค่ะ กล้ามเนื้อส่วนต่างๆอาจจะยังขยับมากไม่ได้แต่ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ต้องคอยทำกายภาพบำบัดสม่ำเสมอซึ่งเดี๋ยวข้าจะส่งฮานะทาโร่มาช่วยคุจิกิซังภายในวันนี้ให้นะคะ‘ 

เบียคุยะมีสีหน้าโล่งใจที่ได้ยินแบบนั้น 

‘วางใจเถอะค่ะ คุจิกิซังน่ะมีร่างกายที่แข็งแกร่งและใจที่เข้มแข็งอยู่แล้วย่อมฟื้นตัวได้เร็วแน่ ข้าว่าภายในอาทิตย์นี้นางคงจะเดินเหินได้จนเกือบปรกติ‘ 

‘ขอบคุณมากอุโนะฮานะไทโชว‘ 

‘ด้วยความยินดีค่ะ‘ อุโนะฮานะยิ้ม ‘ตอนนี้ท่านเข้าไปดูนางเถอะค่ะ ถึงนางจะยังพูดไม่ได้แต่นางคงอยากเจอท่านมากแล้วล่ะค่ะ‘ 

เบียคุยะพยักหน้ารับและรีบเดินเข้าไปในห้อง 

เขาเห็นหญิงสาวร่างเล็กบนเตียงนั่งหน้ามุ่ยขณะก้มมองมือเล็กที่ไม่ขยับทั้งสองของตัวเอง เธอยังคงดูเหมือนตอนก่อนหน้านี้เว้นแต่ผมดำที่ตอนนี้ยาวถึงกลางหลังเพราะไม่ได้ตัดมาตลอดสองเดือน 

เบียคุยะเดินเข้าไปใกล้แต่เธอคงไม่ทันสังเกตจนกระทั่งเขานั่งลงที่ขอบเตียง เธอจึงเงยหน้าขึ้นช้าๆเพื่อมองสบตาเขา เธอก้มๆเงยๆมองหน้าเขาสลับกับมือของเธอราวกับจะบอกว่าเธอกำลังพยายามทำให้มันขยับให้ได้ แต่ดูเหมือนมันจะขยับไม่ได้ดั่งใจจนเธอชักจะหงุดหงิด ปากของเธอพยายามเปล่งเสียงออกมา เขายิ้มให้เธอ 

‘เจ้านี่ใจร้อนจริง‘ ชายหนุ่มยื่นมือไปคว้ามือเธอไว้ ‘ไม่ต้องรีบร้อนหรอก‘ 

แขนแกร่งอีกข้างคว้าไหล่บางแล้วดึงร่างนั้นเข้าสู่อ้อมอกของเขา เขากอดเธอแน่นราวกลับจะกลัวว่าเธอจะหลุดหายไปในอากาศ 

‘แค่เจ้ากลับมาเท่านั้นก็พอ..เรื่องอื่นก็ค่อยเป็นค่อยไปเถอะ‘ เขากระซิบ 

‘ยินดีต้อนรับกลับบ้าน ลูเคีย‘ 


*******

 

 

ตอนที่ 21 

‘คุณหนูเจ้าคะ คุณหนู..‘ เสียงเมกุมิแว่วเรียกเธออยู่ข้างหูซ้ำแล้วซ้ำอีก เธอค่อยๆลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ หลังจากช่วงบ่ายที่ฮานะทาโร่มาแนะนำและช่วยเธอทำกายภาพบำบัดเธอก็หลับไปอีกพักใหญ่ 

‘เม..กุ..มิ..‘ เธอเริ่มจะพูดได้บ้างแล้ว 

‘ตื่นเถอะเจ้าค่ะคุณหนู เย็นมากแล้วเจ้าค่ะ เดี๋ยวเบียคุยะซามะจะมาทานข้าวด้วยนะเจ้าคะ‘ 

‘อืม..ห๊ะ!‘ ลูเคียตาโต ‘ท่าน..พี่..เหรอ‘ 

หญิงสาวร่างบางรีบยันกายขึ้นทันทีที่ได้ยินนามนั้น สาวใช้รีบใช้สองมือประคองร่างเจ้านายที่ยังไม่แข็งแรงดีนัก 

‘เจ้าค่ะ ข้าเตรียมสำรับไว้ให้แล้ว..‘ 

‘เมกุมิ‘ เสียงเย็นของท่านเจ้าบ้านที่จู่ๆก็ดังขึ้นด้านหลัง ทำให้สาวใช้สะดุ้งตัวลอยและปล่อยมือจากเจ้านายสาว 

‘บ..บ..เบียคุยะซามะ‘ สาวใช้รีบหันไปตามเสียงเรียก เธอก้มหัวคำนับอย่างลุกลนและรีบเดินออกไปจากห้องในทันที 

ชายหนุ่มมองร่างสาวใช้ด้วยหางตา รอจนเธอไปพ้นจากห้องก็ก้าวเข้าไปหาลูเคียทีเตียง เขานั่งลงข้างเตียงและสอดมือประคองร่างบางแทนสาวใช้ 

‘กลับมา..แล้ว..หรือคะ‘ ลูเคียเอ่ยทักโดยไม่กล้าสบสายตา และทำเป็นว่ากำลังยุ่งอยู่กับการดันตัวเองให้ลุกขึ้นยืน 

‘ข้าช่วย‘ ร่างสูงนั้นไม่รอให้เธอเอ่ยอนุญาตก็สอดแขนข้างหนึ่งเข้าใต้เข่า อีกข้างยกแขนเธอโอบรอบคอตนเองและยกร่างบางเบานั้นขึ้นจากเตียง 

ใบหน้าหวานของหญิงสาวร้อนวาบขึ้นทันใด มือข้างที่ว่างรีบคว้าสาบเสื้อเขาไว้อย่างอัตโนมัติเพราะกลัวตก เขากลับยิ้มน้อยๆแต่ไม่ต่อว่าอะไร 

เขาอุ้มร่างเธอเดินเข้าห้องน้ำและปล่อยเธอยืนด้วยตัวเอง แม้จะเพิ่งฟื้นแต่เธอก็พอจะยืนเฉยๆอยู่ได้บ้าง 

‘ข้าพอจะ..ยืนได้..บ้างแล้ว..ล่ะค่ะ‘ ลูเคียพูดช้าๆ เพราะอยู่ในช่วงการปรับตัว 

‘ถ้าไม่ไหวก็เรียกนะ ข้าจะยืนอยู่หน้าห้องน้ำ‘ เบียคุยะว่าเรียบๆแต่น้ำเสียงนั้นห่วงใยเธอเป็นพิเศษ เขาเดินออกไปยืนรอข้างนอกโดยเปิดประตูทิ้งไว้เผื่อกรณีฉุกเฉิน 

เธอรีบวักน้ำเย็นขึ้นลูบใบหน้าซึ่งช่วยให้เธอตาสว่างและรู้สึกสดชื่น เธอรีบแปรงฟันและเช็ดหน้าเช็ดตา เสร็จแล้วเธอกลับรู้สึกอยากลองเดินสักก้าวสองก้าวโดยใช้แขนสองข้างยันผนังไว้แต่ค่อยๆไต่เดิน แต่นั่นคงจะเร็วไปสำหรับร่างกายที่ยังไม่เข้าที่ อยู่ๆขาเธอก็หมดแรงและแขนสองข้างก็ไม่สามารถเกาะรั้งอะไรได้ทัน ร่างบางจึงตกกระแทกพื้นลงไปนั่งพับเพียบเรียบแต้ 

‘เสร็จหรือยัง‘ เขาถามเมื่อเสียงน้ำไหลหยุดลง 

‘ยังค่ะ!‘ ลูเคียรีบตะโกนตอบขณะพยายามตะเกียกตะกายดันร่างตัวเองให้ลุกขึ้นยืนอีกครั้งเพราะไม่ต้องการให้เขาเป็นห่วง แต่เพราะแรงกระแทกทำให้ขาเธอเจ็บและหมดแรงไปแล้วความพยายามเหล่านั้นจึงไร้ผล เธอกลั้นใจเฮือกสุดท้ายเหวี่ยงแขนเกาะล้างหน้าหวังว่าจะใช้มันเป็นที่เกาะได้ มือบางพยายามจับขอบอ่างล้างหน้าไว้แน่น.. 

‘ลูเคีย!‘ เสียงร้อนรนของเขาดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงที่รีบปราดเข้ามาอุ้มเธอขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็ว 

‘เจ็บตรงไหนหรือเปล่า ทำไมไม่เรียก‘ เขาถามขณะอุ้มร่างเล็กออกจากห้องน้ำ เดินผ่านห้องนอนและวางร่างเธอลงกับเบาะนุ่มมีพนักสูงที่ระเบียงไม้นอกห้องนอน เขาขยับตัวไปที่ปลายเท้าของเธอ มือแข็งแรงยกเท้าของเธอขึ้นวางบนตักและไล่มือสำรวจดูว่าเธอมีบาดแผลที่ไหนหรือเปล่า 

เบียคุยะถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าร่างกายเธอยังไร้รอยขีดข่วนหรือบาดแผลใดจากการล้มเมื่อครู่ 

‘ข..ข้าไม่เป็นไรค่ะ..ข..ขอโทษค่ะ‘ ลูเคียตอบเสียงอ่อย ใบหน้าเริ่มขึ้นสีชมพูเรื่อ 

‘ทีหลังอย่าทำแบบนี้อีกนะ‘ เขาดุเสียงจริงจัง มือของเขากำลังนวดเท้าเธออย่างเบามือ 

ลูเคียก้มหน้างุดด้วยความรู้สึกผิด เธอไม่คิดว่าเขาจะเป็นห่วงเธอได้ถึงขนาดนี้ ‘ค่ะ ขอ..โทษค่ะ‘ 

‘ลูเคีย มองหน้าข้า‘ เขาสั่งเสียงเข้มจนเธอไม่กล้าขัดขืน เงยหน้ามองเขาแต่โดยดีทั้งที่ไม่เต็มใจนัก 

‘ข้าอยากให้เจ้ารับปากข้าว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเจ้าจะไม่ปิดบังข้า ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม ขอให้พูดกับข้า บอกกับข้าตรงๆ ได้ไหม ลูเคีย‘ 

‘ค่ะ..ท่านพี่..‘ ลูเคียตอบแล้วเบือนหน้าหันมองสวนหลบซ่อนความเขินอายเอาไว้ เธอเม้มปากและกัดมันแรงๆ 

‘ข้าแค่..ไม่อยากให้ท่านเป็นห่วง..แค่นี้..ข้าก็เป็นภาระให้ท่านมากแล้ว..‘ 

‘เจ้าเป็นภาระข้าหรือไม่ ข้าเป็นคนตัดสินเอง ไม่ใช่เจ้า แล้วก็..‘ เขาแย้งเรียบๆ ‘เจ้าห้ามข้าไม่ให้เป็นห่วงเจ้าไม่ได้‘ 

ความร้อนที่ใบหน้าหญิงสาวเพิ่มสูงขึ้นอีกจนแดงจัด หัวใจนั้นเต้นแรงจนแทบหายใจตามไม่ทัน 

ชายหนุ่มยังคงนวดเฟ้นบีบคลึงข้อเท้าเล็กต่อไปอีกครู่ใหญ่แล้วจึงค่อยๆวางมันลง พอดีกับที่เมกุมิยกโต๊ะเล็กพร้อมสำรับอาหารเข้ามาวางไว้ให้ข้างที่นั่งของลูเคีย จากนั้นก็ถอยฉากออกไป 

ลูเคียเตรียมเอี้ยวตัวจะไปหยิบชามข้าวต้มที่เป็นมื้อเย็นของตนแต่ไม่ทันเบียคุยะที่ฉวยไปก่อนด้วยความเร็วสูง มือเล็กจึงคว้าได้แต่อากาศ เธอจ้องมองเขาอึ้งๆ 

‘อย่าแม้แต่จะคิด‘ เขาบอกขณะตักข้าวต้มร้อนๆในชามขึ้นมาเป่า ลูเคียอ้าปากเตรียมจะเถียงแต่แล้วก็หุบปากลงและกลืนคำพูดพวกนั้นทิ้งไป 

เบียคุยะเป่าข้าวต้มในช้อนจนแน่ใจว่ามันอุ่นพอจึงยื่นมันส่งเข้าปากเล็กที่เธอกินอย่างว่าง่าย เขาเห็นหยดน้ำข้าวต้มเล็กๆติดข้างปากเธอจึงคว้าผ้าผืนเล็กมาซับให้ ลูเคียรีบคว้ามือเขาไว้ 

‘ให้ข้าเช็ดเอง..ก็ได้ค่ะ‘ หญิงสาวบอก ก่อนจะตัดสินใจยิ้มอ้อน ‘นะคะ‘ 

‘ตามใจ‘ เขายิ้มน้อยๆตอบเธอและส่งผ้าผืนเล็กนั้นให้ 

‘เอ่อ..ท่านพี่คะ‘ หญิงสาวเรียกเขาอย่างกล้าๆกลัวๆ ‘ใส่พริกป่นด้วยได้ไหมคะ‘ 

ลูเคียบอกด้วยท่าทีเกรงๆราวกับไม่แน่ใจว่าจะพูดดีไหมเมื่อเห็นเขาเริ่มตักข้าวต้มคำต่อไป 

เบียคุยะหยุดมือ มองเธออย่างแปลกใจ ‘ปกติเจ้าไม่กินเผ็ดนี่‘ 

‘เอ่อ..ค่ะ คือ..ข้ารู้สึกว่ามันจืดไปหน่อยน่ะค่ะ แล้วก็รู้สึกอยากกินอะไรที่มันเผ็ดๆ‘ เธอรีบอธิบาย ‘อาจเพราะข้าหลับไปนานมั้งคะ ลิ้นก็เลยเพี้ยนๆ‘ 

ชายหนุ่มพยักหน้าหันไปหยิบขวดพริกป่นมาเทใส่ชามข้าวต้มสองสามครั้ง 

‘อีกหน่อย..ได้ไหมคะ‘ เธอว่าพลางกลืนน้ำลายเบาๆ เพราะรู้สึกเหมือนรบกวนเขาอยู่ 

เขามองหน้าเธอเหมือนไม่ค่อยแน่ใจว่าฟังถูก ‘ใส่อีกหน่อยใช่ไหม‘ 

‘ค่ะ‘ 

เขาเทพริกลงไปอีกสองครั้ง คิ้วบางเริ่มขมวดเพราะนี่มันเผ็ดเท่าที่เขากินเลยทีเดียว 

‘อีก..อีกนิดนึง..ค่ะ‘ เธอบอกเสียงค่อย มือบิดผ้าเช็ดปากจนมันม้วนเป็นเกลียว 

‘นี่มันก็เผ็ดมากแล้วนะ ปกติอุโนะฮานะไทโชวสั่งห้ามเจ้ากินอาหารรสจัดด้วยซ้ำ‘ 

‘แต่มันช่วยทำให้ข้าหายคลื่นไส้‘ ลูเคียโพล่งออกมา แต่พอพูดจบเธอก็รีบยกมือปิดปากตัวเอง 

‘คลื่นไส้ด้วยเหรอ? อุโนะฮานะไทโชวรู้รึเปล่า?‘ เขาถามเสียงเครียดทันที 

ลูเคียส่ายหน้า ‘ข้าเดาว่าเพราะหลับไปนานท้องไส้ก็เลยปั่นป่วนน่ะค่ะ อีกสักพักพอปรับตัวได้ก็คงหาย‘ 

‘เจ้าแน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไรมาก‘ 

‘ค่ะ..ข้าแน่ใจ‘ 

เขาเห็นเธอยืนกรานก็ไม่อยากขัดใจจึงเทพริกลงไปอีกหน่อยแล้วตักป้อนเธอซึ่งเธอก็กินอย่างเอร็ดอร่อยจนหมดชาม 

‘แค่นี้จะอิ่มเหรอ‘ เขาถาม 

ลูเคียพยักหน้าช้าๆ ‘อุโนะฮานะไทโชวสั่งว่าช่วงนี้ให้กินทีละน้อยๆ แต่ให้กินบ่อยๆ เพราะยังไม่อยากให้ร่างกายทำงานหนักเกินไปค่ะ‘ 

‘งั้นรึ‘ 

ลูเคียยิ้มแป้น ‘ค่ะ ขอบคุณนะคะท่านพี่‘ 

‘เรื่องเล็กน้อย‘ เขาตอบขณะเลื่อนสายตามองสวนตรงหน้า 

ลูเคียสูดหายใจเข้าลึก อากาศสดชื่นของฤดูใบไม้ร่วงช่วยทำให้เธอรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากทีเดียว หญิงสาวแอบเหลือบมองชายหนุ่มเป็นระยะ หากยามที่มองคราใด หัวใจก็เต้นตูมตามไปเสียทุกครั้ง 

ฮานะทาโร่กับเมกุมิบอกว่าเธอหลับไปสองเดือนกว่า สองเดือนอันยาวนานจนเธอชักไม่แน่ใจว่าเรื่องใดคือเรื่องจริงหรือเรื่องใดคือความฝัน มีหลายเรื่องที่เธออยากจะถามหรือเล่าให้ชายหนุ่มตรงหน้าฟัง แต่ก็ไม่กล้าจะเอ่ยอะไรออกไป 

‘ฤดูใบไม้ร่วงแล้วสินะคะ? เธอตัดสินใจชวนคุยแบบกลางๆ 

‘อืม‘ ดวงตาสีเทายังคงมองออกไปยังสวนอันเงียบสงบ ‘เจ้าหลับไปตั้งแต่ช่วงกลางฤดูร้อน‘ 

‘แล้วที่หน่วยเป็นยังไงบ้างคะ เร็นจิยังชอบอู้งานอยู่หรือเปล่า‘ 

เบียคุยะกระตุกยิ้มมุมปาก ‘เจ้านั่นยังขี้เกียจเหมือนเดิม หาแต่เรื่องพาเด็กใหม่ไปฝึก ไม่ยอมทำงานเอกสาร ยิ่งตอนไปเที่ยวออนเซ็นกลับมาก็มัวแต่เอาเวลาไปเล่าให้คนนู้นคนนี้ฟัง‘ 

ลูเคียหันมองหน้าเบียคุยะ ดวงตากลมโตเป็นประกาย ‘ออนเซ็นของหัวหน้าใหญ่หรือเปล่าคะ‘ 

‘อืม เจ้านั่นได้ไปกับคิระ อิซึรุน่ะ‘ 

‘งั้นข้าคงฝันไป..‘ หญิงสาวพึมพำกับตัวเองเสียงเบา 

แต่ชายหนุ่มกลับได้ยินจนต้องเอ่ยทักด้วยสีหน้างุนงง ‘ฝันรึ.. เจ้าฝันว่าอะไร‘ 

‘เอ่อ.. ‘ ลูเคียหัวเราะแหะๆ ‘เรื่องไร้สาระน่ะค่ะ อย่าใส่ใจเลย‘ 

‘สำหรับข้าแล้ว เรื่องของเจ้าไม่ใช่เรื่องไร้สาระ‘ 

นัยน์ตาสีม่วงเบิ่งกว้างกับคำพูดที่เธอไม่คาดฝัน ใบหน้าร้อนรุมๆขึ้นมาอีกครั้ง ‘เอ่อ..ข้าฝันว่า..ได้ไปออนเซ็นกับท่าน‘ 

‘หืม..งั้นรึ‘ เบียคุยะยกมือลูบคาง ‘เจ้าอยากไปล่ะสิ ไว้เจ้าหายดีแล้วข้าจะพาไป‘ 

คำพูดเรียบๆแต่ทำเอาคนฟังแทบหงายหลัง นี่ถ้าเดินได้ ป่านนี้เธอคงต้องวิ่งหนีเข้าห้องด้วยความเขินจัดเป็นแน่แท้ 

เธอไม่พูดอะไรอีกเพราะมัวแต่คิดถึงเรื่องของคนตรงหน้า 

..ที่เร็นจิพูดว่าให้ข้ารักท่านต่อไป.. 

..ถึงจะเป็นแค่การแอบรักนั้นน่ะ.. 

..เป็นแค่ฝันหรือเปล่านะ.. 

..แต่จะฝันหรือไม่ฝันก็ช่าง.. 

..แค่ได้นั่งคุยกับท่านแบบนี้.. 

..ได้นั่งมองท่าน.. 

..ได้สัมผัสความอ่อนโยนของท่าน.. 

..เท่านี้ก็พอ.. 

..ไม่ต้องรักข้าก็ได้.. 

..แค่นี้ข้าก็มีความสุขมากมายแล้ว.. 

หญิงสาวอมยิ้มอยู่ในความคิดพลางปล่อยใจให้ล่องลอยไปเรื่อย จนไม่รู้ตัวว่าหลับไปเมื่อไร.. 


********** 


..หอมดอกซากุระ.. 

..แต่นี่มันฤดูใบไม่ร่วง.. 

..ฤดูใบไม้ร่วงจะมีดอกซากุระได้ยังไงกัน.. 

..เพ้อเจ้อจริงลูเคีย.. 

หญิงสาวขยับตัวทั้งที่ยังหลับตา ร่างเล็กทำให้เตียงนอนไหวเบาๆ แขนเหวี่ยงไปด้านข้างและหวังจะบิดขี้เกียจให้สุดแขน แต่แขนที่กางออกชนเข้ากับอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอต้องลืมตาขึ้นทันที 

‘ข้าทำให้เจ้าตื่นหรือเปล่า‘ เสียงเข้มนั้นถามเธออยู่ข้างๆขณะวางหนังสือในมือลงและดับไฟที่หัวเตียง 

ลูเคียนอนนิ่งไม่เคลื่อนไหว นัยน์ตาโตเบิกโพลงในความมืด เธอรู้สึกถึงแขนแกร่งที่โอบรอบเอวและลากเธอเข้าสู่อกกว้างกลิ่นดอกซากุระ 

‘ท..ท่านพี่.. ‘ 

‘หืม‘ 

เธอเอาแขนเล็กยันอกเขาสุดแรงเกิด ‘ทำไมท่านมาอยู่ในห้องข้าล่ะคะ!‘ ลูเคียถามอย่างตกใจ 

..ทำไมมานอนบนเตียงข้า.. 

..ทำไมถึงกอดข้าแบบนี้ล่ะ!!.. 

..ไม่นะ..ไม่..ไม่.. 

‘เจ้ารังเกียจข้ารึ‘ 

ลูเคียอ้าปากเหวอเมื่อได้ยินเขาตอบคำถามเธอด้วยอีกคำถามหนึ่ง ‘ป..เปล่าค่ะ‘ 

‘นี่ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อย‘ เขาว่าเรียบๆ 

..มะ..ไม่ใช่ครั้งแรก!!.. 

..คำตอบแบบไหนกันคะ?!?.. 

‘แต่ว่า.. ‘ 

‘ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น พรุ่งนี้ข้าต้องไปทำงานแต่เช้า หลับซะลูเคีย‘ 

หญิงสาวจำใจหุบปากเมื่อเขาตัดบทดื้อๆแบบนั้น ทั้งที่ใจเต้นตึกตักโครมครามจนหลับไม่ลง 

..แต่ว่านะ.. 

..ไหนๆก็ไหนๆแล้ว.. 

..ตัวท่านอุ่นจัง.. 

..ขอนอนแบบนี้ซักคืนก็แล้วกันนะคะ.. 

.. 

.. 

.. 


กำลังเคลิ้มๆ ปลายจมูกโด่งของคนร่วมเตียงก็ซบลงกับต้นคอขาวพร้อมเสียงกรนเบาๆ ลูเคียสะดุ้งเฮือก เหงื่อกาฬแตกพลั่ก 

..ท่านพี่.. 


..แล้วคืนนี้ข้าจะหลับลงได้ยังไงกัน!!.. 


 



ตอนที่ 22 

ยามเย็นคล้อยชักนำดวงจันทร์กลมโตขึ้นสู่นภาเมื่อดวงอาทิตย์เริ่มจะลับขอบฟ้า ท้องฟ้าเริ่มผันแปรจากสว่างใสเป็นมืดสลัว ร่างสูงเพรียวของหัวหน้าหน่วยหกเดินอย่างใจลอยไปตามถนนที่มุ่งสู่คฤหาสน์คุจิกิ ใบหน้าเรียบเฉยดุจผิวน้ำอันเรียบสงบไร้คลื่นลมนั้นช่วยทำให้คนรอบข้างไม่ทันสังเกตถึงความผิดปกติดังกล่าว หน้ากากน้ำแข็งอันลือชื่อของเขายังทำหน้าที่ปกปิดอารมณ์ได้อย่างดีเยี่ยม 

ประตูไม้ขนาดใหญ่ที่เห็นอยู่ไม่ไกลเริ่มขยับเข้าใกล้ตัวเขามากขึ้นเรื่อยๆเมื่อเขาสาวเท้ายาวตรงไปหามัน ชั่วขณะหนึ่งเขาหยุดชะงัก ดวงตาสีเทาหมอกยากคาดเดาทอแววหนักใจชั่วครู่ก่อนจะหายไปพร้อมกับเท้ายาวก้าวเดินต่อไปยังจุดหมาย 

ประตูไม้บานใหญ่นั้นถูกเปิดไว้รอเขาพร้อมกับบ่าวไพร่เรียงแถวรอต้อนรับ กิจวัตรยามเย็นที่คุ้นตาและคุ้นเคยทำให้เขาไม่คิดจะใส่ใจมัน เสียงทักทายผู้เป็นเจ้าบ้านดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียง แต่เสียงเหล่านั้นไม่ได้ทะลุเข้าหูเขาเลยสักนิด เขายังคงเดินตรงไปยังตัวบ้าน ไม่แม้แต่จะทักทายพ่อบ้านของตน 

โถงทางเดินไม้ยาวแยกย่อยไปยังส่วนต่างๆของบ้าน หากมีเพียงเส้นทางเดียวที่จะพาเขาไปยังจุดหมาย 

ห้องนอนเล็กของคฤหาสน์.. 

ตั้งแต่เธอฟื้นขึ้นมา ห้องแรกในบ้านที่เขาจะไปเยือนทันทีที่กลับถึงบ้านคือห้องของเธอ เขาเดินตรงไปโดยไร้ซึ่งความลังเล 

ประตูกระดาษหนาวาดลายดอกบ๊วยสีขาวเปิดออกช้าๆ เขายืนตัวแข็งทื่อเมื่อเห็นร่างเล็กของเธอวิ่งวุ่นไปมาระหว่างห้องนอนกับระเบียงไม้ด้านนอกจนไม่ได้ยินเสียงเปิดประตู 

โต๊ะไม้สี่เหลี่ยมตัวเตี้ยถูกจัดวางไว้ที่นอกชาน มีแจกันทรงสูงใส่หญ้าซุซุกิสีทองซึ่งโบกไปมาเบาๆตามแรงลม ถัดมาเป็นจานใส่ทสึคิมิดังโงะ ถั่วแระ เกาลัด และถ้วยเล็กสำหรับใส่เหล้าสาเก 

เขายืนนิ่งดูเธอที่กำลังรินเหล้าสาเกใส่ถ้วยด้วยความเบิกบานใจ ขณะที่เขารู้สึกเหมือนกำลังน้ำตาตกอยู่ภายในจิตใจที่หนักอึ้ง 

ลูเคียฟื้นมาได้เกือบอาทิตย์แล้ว ร่างกายแข็งแรงขึ้นทุกวัน กระปรี้กระเปร่าขึ้นทุกวัน ขณะที่เขาหดหู่ขึ้นทุกวัน หนักใจขึ้นทุกวัน ยิ่งวันพรุ่งนี้จะเป็นวันประชุมสภาอาวุโสของตระ ... ลด้วยแล้ว เท่ากับว่าวันนี้เป็นวันเส้นตายของเขาที่จะต้องบอกเธอเรื่องการแต่งงานกับซึซึมุระที่เขาผัดผ่อนกับตัวเองมาตลอดเสียที 

ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาเขาไม่อาจทำใจบอกเธอเรื่องนี้ได้เลย 

ทุกครั้งที่เห็นแววตาใสซื่อของเธอ ทุกคำพูดที่เตรียมไว้ก็มักจะเลือนหายไป 

ทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มร่าเริงของเธอ ทุกสิ่งที่อยากจะบอกก็มักจะมลายหายไป 

ทุกครั้งที่กอดเธอไว้แนบอก ทุกถ้อยคำก็มักจะถูกกลืนกลับลงไป 

จนสุดท้ายก็ไม่อาจจะบอกเธอออกไปได้สักที 

ก่อนกลับมาบ้าน เขาตั้งใจไว้ว่าไม่ว่าอย่างไรวันนี้เขาคงต้องบอกเธอให้ได้ แต่เขาลืมเสียสนิทว่าวันนี้จะเป็นวันที่พระจันทร์สวยที่สุดในรอบปี เป็นวันที่เหมาะกับการชมจันทร์มากที่สุด วันแห่งความหวังและการเริ่มต้นใหม่อันสดชื่น วันที่ใครต่อใครมักอธิฐานขอพรสักข้อหนึ่งจากดวงจันทร์อันไกลโพ้น

และมันจะวันแห่งความสุขของเธอ ที่เขากำลังจะทำลายมันลงไม่เหลือชิ้นดีในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า.. 

ลูเคียวางขวดเหล้าสาเกข้างถ้วยกระเบื้องสีสวยลวดลายหมดจด เธอลุกขึ้นช้าๆและลุกเดินกลับมาในห้องเพื่อจะหยิบฟูกสำหรับนั่งไปวางไว้สำหรับเธอและเขา ดวงตากลมโตที่กวาดสะดุดมาที่เขาทำให้เธอหยุดการกระทำทุกอย่างไว้และรีบค้อมตัวคำนับ 

‘ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะท่านพี่‘ 

**** 

เขาได้ยินเสียงเธอเจื้อยแจ้วชวนเขาคุยอย่างเพลิดเพลินหลังจากทานมื้อเย็นกันเสร็จแล้วที่นอกชานของห้องนอนเล็กนั้นเอง แต่เขากลับไม่มีกะจิตกะใจจะฟังแม้สักนิดเพราะมัวพะวงว่าจะบอกเธอตอนไหนดี จะบอกเธอถึงสิ่งที่คั่งค้างในใจอย่างไรดี 

ที่สุดแล้วเมื่อเห็นเขานิ่งเงียบจนผิดสังเกต เธอก็อดถามขึ้นไม่ได้ 

‘ท่านพี่คะ‘ เธอเรียกเขา รอยยิ้มบนใบหน้าหวานเริ่มเจื่อน ‘ถ้าท่านพี่มีธุระหรือมีงานต้องทำต่อก็ไปทำเถอะค่ะ ข้าอยู่คนเดียวได้ค่ะ 

‘ไม่มี‘ 

‘ท่านมีเรื่องไม่สบายใจหรือคะ‘ เธอโพล่งออกมาแล้วรีบเอามือบางปิดปากเมื่อนึกได้ว่ากำลังละลาบละล้วงเขาอย่างไร้มารยาท 

เขากลับไม่โกรธเคือง มือเรียวของเขาแตะลงที่พื้นไม้ข้างหน้า 

‘มานั่งนี่สิ ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า‘ เขาเอ่ยเรียบๆ ทว่าในใจรู้สึกราวกับกำลังถูกหินถ่วงลงทีละก้อนจะแทบพูดไม่ออก 

ลูเคียกระพริบตาปริบแต่ก็ลุกจากฝั่งตรงข้าม เดินถัดมานั่งบนตักหันหลังให้เขาตามคำสั่งโดยไม่อิดออด 

วงแขนอุ่นจากเขาพลันโอบรัดเอวเธอและรั้งเธอไปกอดไว้แน่น เธอปล่อยกายรับสัมผัสอุ่นนั้นด้วยความเคยชินและไม่ขัดขืน ไม่มีอะไรต้องเขินอายเมื่อเขานอนกอดเธอทุกคืนตั้งแต่วันที่เธอฟื้นขึ้นมาจนแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว 

‘เจ้าจำเรื่องในวันที่เจ้าหลับไปได้ไหม‘ เขาถามเสียงแผ่วราวกระซิบ 

ดวงตากลมโตของเธอเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยและเริ่มสั่นระริก 

‘จำไม่ได้ค่ะ‘ เธอโกหกอย่างรวดเร็ว แม้ว่าแท้จริงแล้วเธอจะจำได้ว่าก่อนหน้าที่เธอจะหลับไปยาวนานเธอไปพบใคร และเธอรู้อยู่แก่ใจว่าใครวางยาเธอก็ตาม แต่เธอจะไม่พูดมันอย่างเด็ดขาด เธอจะไม่กล่าวถึงคนผู้นั้นเด็ดขาด เพราะหากรู้ถึงหูคนๆนั้นแล้วล่ะก็ ชีวิตในตระ ... ลคุจิกิของเธอย่อมไม่มีวันสงบเป็นแน่ 

‘ตอบข้ามาตามตรงลูเคีย ข้ารู้ว่าเป็นท่านย่ายูยะ‘ 

ลูเคียเบิกตากว้างขึ้นอีกเมื่อได้ยินนามนั้น 

‘ไม่ใช่หรอกค่ะท่านพี่‘ 

‘ท่านย่ายูยะบอกข้าเอง เพราะฉะนั้นอย่าได้ปิดบังข้า‘ 

เธอพยักหน้าเบาๆ แม้จะยังแปลกใจว่าทำไมท่านย่าถึงเป็นคนบอกกับเขาเอง แต่ในเมื่อเขารู้แล้วเธอคงต้องตอบไปตามความจริง 

‘วันนั้นท่านย่ามาเชิญข้าไปพบเป็นการส่วนตัว เวลาสามทุ่มที่ร้านเหล้าโอกิ‘ เธอบอกอย่างหมดเปลือก เมื่อไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต้องปิดบังเขาอีก

‘หลังจากเจ้าไปหาเร็นจิสินะ‘ 

ลูเคียใจหายวูบ ‘ข้ากับเร็นจิไม่ได้.. ‘ 

‘เรื่องนั้นข้ารู้ เร็นจิเล่าให้ข้าฟังหมดแล้ว‘ เขาขัด 

หัวใจหญิงสาวสั่นไหว เริ่มครุ่นคิดถึงคำว่า หมดแล้ว ที่เขาพูดถึง.. หวังว่าเจ้าหมอนั่นคงไม่ได้บอกเรื่องที่เธอระบายอะไรออกไปหรอกนะ 

‘ท่านย่าบอกว่า อยากจะคุยเรื่องการแต่งงานของข้า‘ ลูเคียก้มหน้า กลับมาสนใจปัญหาที่ใหญ่กว่าตรงหน้า เธอพยายามกระพริบตาถี่กลั้นน้ำตาเอาไว้ ‘ท่านย่าว่าอายุข้านั้นเหมาะสมกับการออกเรือนได้แล้ว แต่ยังไม่ทันที่ท่านย่าจะอธิบายอะไรต่อ ท่านย่าก็รินน้ำชาให้ข้า บอกว่าเอามาฝาก ข้าไม่กล้าปฏิเสธ ท่านย่านั่งเงียบอยู่พักใหญ่ ข้าก็ไม่กล้าถามต่อ แล้วรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนท่านพี่กับอุโนะฮานะไทโชวเรียกข้าเมื่อวันก่อน.. ‘ 

‘สภาส่งท่านย่ามาวางยาเจ้า‘ 

ลูเคียนั่งตัวแข็ง แต่ไม่แปลกใจเท่าไรนัก ตอนนี้ที่เธอสงสัยที่สุดและยังคาใจไม่หายคือ ทำไมเธอถึงฟื้นขึ้นมาได้ 

‘พวกนั้นต้องการบังคับข้า..‘ เขาพูดต่อราวกับอ่านใจเธอออกว่าเธอกำลังสงสัยอะไร เขากลืนน้ำลายเมื่อต้องบอกเรื่องสำคัญที่สุดเสียที 

‘ต้องการบังคับข้าให้ตกลงยินยอมให้เจ้าแต่งงานกับซึซึมุระ โคคุโตะ แลกกับยาถอนพิษของเจ้า‘ 



*** 

ลูเคียรู้สึกเหมือนร่างของตัวเองกลายเป็นหินในพริบตา เลือดที่ไหลเวียนทั้งร่างพลันหยุดลง แม้แต่หัวใจก็หยุดเต้น ขณะที่สมองทำการประมวลผลเร็วจี๋จากสิ่งที่ได้ฟัง 

..ยินยอมให้ข้าแต่งกับโคคุโตะ.. 

..แลกกับยาถอนพิษ!?.. 

..ข้าฟื้นแล้ว แสดงว่าข้าได้ยาถอนพิษ.. 

..ข้าก็ต้องแต่งกับโคคุโตะสินะ.. 

เธอพยักหน้าเบาๆอย่างยอมรับชะตากรรม ทั้งที่ใจเจ็บร้าวขึ้นมา หยาดน้ำตาใสเริ่มปริ่มขอบตาร้อนด้วยไม่อยากไปจากเขา.. คนที่เธอรักมากที่สุด 

แต่เธอก็รู้ดีว่ามันเป็นหนึ่งในหน้าที่ของผู้หญิงตระ ... ลขุนนางที่สักวันจะต้องแต่งงานออกเรือนไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง 

เธอรู้..เธอเข้าใจ เพียงแต่.. 

ไม่คิดว่าวันนั้นจะมาถึงเร็วขนาดนี้.. 

เธอยังอยากใช้เวลาอยู่กับเขาให้มากกว่านี้หน่อย.. 

อยากถูกเขากอดไว้แบบนี้ นานกว่านี้หน่อย.. 


.. 

‘เจ้าพยักหน้าทำไม‘ เสียงเขาถามเครียดขึ้ง 

‘ข้าเข้าใจดีค่ะท่านพี่‘ เธอตอบ ทั้งปั้นยิ้มกว้างซ่อนความเจ็บปวดและน้ำตาที่เริ่มไหลอาบ 

‘เจ้าเข้าใจอะไร‘ 

‘พรุ่งนี้จะมีประชุมใช่ไหมล่ะคะ‘ เธอพยายามควบคุมไม่ให้เสียงตัวเองสั่น ไม่อยากให้เขารู้ว่าเธอกำลังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ‘ท่านพี่ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะคะ บอกสภาได้เลยว่าข้ายินยอม‘ 

‘เจ้าพูดอะไรของเจ้า.. ‘ เขาถามลอดไรฟัน ลูเคียนิ่งเพราะตามอารมณ์เขาไม่ถูก 

‘เจ้าจะยินยอมอะไร?!? เจ้าถามข้าสักคำหรือยังว่าข้าคิดยังไง!?‘ เขาจับคางเล็กหันมองสบตาโกรธจัดของเขา 

‘ฟังข้าให้ดีลูเคีย เจ้าเป็นของข้า นับตั้งแต่วันนั้นเจ้าก็เป็นของข้า ไม่ว่าใครก็อย่าหวังจะได้เจ้าไป‘ 

เขาไม่รอคำพูดอะไรจากเธอ ริมฝีปากอุ่นจัดพลันกดทับแสดงความเป็นเจ้าของในทันที ขณะที่ลูเคียตะลึงงัน 


..อุ่น.. 

..หวาน.. 

..นุ่ม.. 

..เหมือนคืนนั้น.. 

..แต่อ่อนโยนมากกว่า.. 

..นุ่มนวลมากกว่า.. 

..เต็มไปด้วยความรู้สึกมากมายกว่าวันนั้น.. 

.. 

..ท่านพูดจริงๆใช่ไหม.. 

..ท่านหมายความอย่างนั้นจริงๆใช่ไหมคะ.. 

..ที่ว่าข้าเป็นของท่าน.. 

..และจะไม่ยอมเสียข้าไป.. 

..บอกข้าอีกสักครั้งได้ไหมคะ.. 

..หรือเอ่ยคำนั้นให้ข้าฟัง.. 

..สักครั้ง.. 

..นะคะ.. 


ใบหน้าหล่อเหลานั้นค่อยๆผละจากเธอ มืออุ่นประคองใบหน้าเธออย่างทะนุถนอม 

‘เรื่องในวันนั้นไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นเพราะหัวใจข้าต้องการเจ้า มันเรียกร้องหาเจ้า..เพราะข้า..‘ เขาก้มหน้าลงมาชิดอีกครั้งจนปลายจมูกชนกัน 

‘เพราะข้า..รักเจ้า‘ 

เขาจุมพิตเธออีกครั้งคล้ายเป็นคำมั่นสัญญาต่อสิ่งที่เอ่ยออกไป 

ลูเคียไม่คิดอะไรต่ออีกต่อไป เธอสลัดความคิดทุกอย่างทิ้งไปทั้งหมดและเริ่มตอบรับสัมผัสอ่อนโยนจากเขาด้วยความรักที่ท่วมท้นอยู่ในใจ 

ริมฝีปากที่สัมผัสรุกเร้ากระตุ้นให้อุณหภูมิในร่างกายเริ่มสูง เขายังคงลิ้มรสความหวานจากปากเล็กนั้นไม่รู้จบ จูบหวานเริ่มทวีความร้อนรุ่ม หญิงสาวได้แต่เบี่ยงกายนิดให้นั่งสบาย แขนเรียวบางโอบไหล่กว้างและจิกเสื้อคลุมเขาไว้แน่น 

มือของชายหนุ่มเริ่มปลดโอบิของเธอออกและสอดล้วงมือสู่เนินอกเล็ก ปลายนิ้วแตะผ่านยอดถันเพียงเบาก็ทำให้ร่างเล็กสั่นไหวจนต้องเผยอปากเล็กน้อยเพื่อหอบหายใจ 

‘ทะ..ท่านพี่คะ..ต..ตรงนี้มัน..‘ เธอทาบมือลงที่มือใหญ่หวังให้เขาหยุด แต่เขาไม่สนใจ ‘ตรงนี้..ม..มัน..อา..ระเบียง..‘ 

‘ช่างสิ..‘ เขาตอบสั้นๆคล้ายไม่อยากละริมฝีปากจากเธอนานนัก ‘ข้าสั่งไว้แล้วว่าห้าม..ใครรบกวน‘ 

‘แต่..ว่า‘ 

‘ถ้าใครกล้าเสนอหน้ามา..ข้าจะฆ่ามันให้หมด‘ เขาตอบทีเล่นทีจริงและไม่รอช้าที่จะนวดคลึงอกเล็กเหมาะมือนั้น เธอสะท้านสั่น 

จูบนวลอุ่นหวานเริ่มร้อนแรง ลูเคียไม่อาจละริมฝีปากออกจากเขาได้ ลิ้นเล็กสอดไล้เลียริมฝีปากอีกคู่อย่างเร่าร้อน ขณะยูคาตะที่ไร้โอบิเริ่มหลุดหล่นจากร่างเล็กเผยไหล่เนียนขาวคล้ายจะยั่วให้ชายหนุ่มสติแตกรำไร 

เขาผละจากปากเล็กแล้วเริ่มพรมจูบไปตามสันคางไล่ลงสู่ไหล่เรียบเนียน พร้อมกับลากมือลงต่ำสู่เบื้องล่างของเธอ สัมผัสแผ่วไหวผ่านผิวบอบบางกระตุ้นให้เธอเริ่มถอดเสื้อเขาออกทีละชั้นจนเหลือเพียงอกกว้างเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ 

ริมฝีปากเล็กเริ่มไล้วนจากปลายคางแกร่งลงสู่อกแน่นที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก นิ้วเล็กเกลี่ยกรายแตะผิวเนียนละเอียดอย่างหลงใหล หากรอยนูนหนาของแผลเป็นแผลหนึ่งทำให้นิ้วเธอสะดุดกึก เธอลืมตาขึ้นมองแผลเป็นใต้ราวนมด้านซ้ายใกล้หัวใจที่เธอหยุดมือ 

‘แผลนี้.. ‘ 

‘ชินโซของอิชิมารุ‘ เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจ ปลายจมูกโด่งวาดซุกไซ้เรือนผมสีเข้มสีเดียวกับเขาอย่างมัวเมา 

ลูเคียยังจ้องมองแผลนั้นไม่วางตา..แผลเป็นที่ทำให้เธอหวนนึกถึงเหตุการณ์ในวันนั้น 

แผลเป็นที่ได้มาเพราะเขาเอาตัวเองเข้าแลกกับชีวิตของเธอ 

แผลที่เกือบจะพรากชีวิตเขาไปจากเธอ.. 

เธอจรดปลายลิ้นลากเลียแผลนั้นและขบงับเบาๆคล้ายกับจะปลอบโยน 

‘ชีวิตข้าเป็นของท่าน นับตั้งแต่วันนั้น.. ‘ เธอช้อนดวงตาสีม่วงโตสุกใสขึ้นมองเขา มือบางทาบลงที่ใบหน้าเรียวที่เธอรักหมดหัวใจ 

‘ชีวิตข้าเป็นของท่าน จากนี้และตลอดไป..ท่านพี่เบียคุยะ‘ 

 

 

 

 

ตอนที่ 23


เช้าวันใหม่มาเยือนด้วยแสงทองอุ่นยามเช้าของฤดูใบไม้ร่วง เบียคุยะยังคงนอนกอดเธอเช่นทุกเช้าที่ผ่านมา แต่มีสองสิ่งที่ไม่เหมือนเดิมคือทั้งคู่ไม่ได้นอนอยู่บนเตียงแสนสบายกับร่างที่ไร้ชุดนอนมาขวางกั้น 

เขาและเธอยังคงนอนอยู่ที่ริมประตูโชจิในห้องนอนเล็ก ไม่มีฟูก ไม่มีหมอน มีเพียงร่างที่เอนราบไปกับเสื่อทาทามิ เธอนอนหนุนแขนเขาต่างหมอนและกำลังหลับสนิท 

เบียคุยะค่อยปรือตาขึ้นมองลูเคียในอ้อมแขนและระบายยิ้มจางบนใบหน้า 

..ขอบใจนะฮิซานะ.. 

..ขอบใจที่มอบนางให้ข้า.. 

..เป็นดวงใจอีกดวงของข้า.. 

..วางใจเถอะฮิซานะ.. 

..ข้าไม่ได้รักนางเพราะหน้าตาที่ละม้ายคล้ายเจ้า.. 

..แต่ข้ารักที่นางเป็นนาง.. 

..ข้าจะดูแลนางให้ดี.. 

..ปกป้องนางไว้ให้ดี.. 

เขาแตะนิ้วสัมผัสแก้มเนียน เธอส่ายหน้าหนีและซุกใบหน้าลงที่ร่องแขนเขาโดยไม่รู้สึกตัว เขายิ้มเอ็นดู 

..ข้าไม่ต้องเข้านอนคนเดียว.. 

..และเผชิญความมืดมิดยามค่ำคืนเพียงลำพัง.. 

..ข้าไม่ต้องตื่นมาคนเดียว.. 

..และเผชิญโลกอ้างว้างเพียงลำพัง..อีกแล้ว.. 

..เพราะข้ามีนางอยู่เคียงข้าง.. 

..ขอบใจนะฮิซานะ.. 

หญิงสาวเริ่มขยับตัวดุกดิกเมื่อถือเวลาตื่นนอน เขาเห็นเธอลืมตาขึ้นอย่างเร็วเมื่อรู้สึกถึงการเสียดสีของผิวกายเปล่าเปลือยระหว่างเธอกับเขา พวงแก้มใสนุ่มนิ่มนั้นมีเลือดฝาดแทบจะในทันที 

‘อรุณสวัสดิ์‘ 

‘อ..อรุณสวัสดิ์ค่ะท่านพี่‘ ลูเคียว่าพลางขยับตัวถอยห่าง ด้วยเกรงการสัมผัสถูกร่างกายของเขา เขากลับดึงเธอมาชิดกายมากกว่าเดิม 

‘เจ้าควรจะเรียกข้าใหม่‘ 

‘หืม‘ 

‘เจ้ายังจะให้ข้าเป็นแค่พี่ชายอีกหรือไง‘ เขาก้มจุมพิตหวานครั้งแรกของวัน ‘ข้าเป็นมาห้าสิบกว่าปี และข้าไม่อยากเป็นแล้ว‘ 

ลูเคียหายใจแรงเมื่อต้องพยายามทำใจยอมรับว่าความสัมพันธ์ของเธอกับเขามันข้ามเส้นไปไกลกว่าเดิมมากนัก 

‘ข..ข้า..‘ ลูเคียรู้สึกเหมือนอยากจะเป็นลมด้วยความอายจัด มือบางกำจิกเสื้อคลุมหัวหน้าหน่วยที่คลุมร่างทั้งคู่ต่างผ้าห่ม 

‘ว่าไง‘ 

เธออึกอัก 

‘บ..บ..บ..บ..เบีย..ค..ค..คุยะ..ซ..ซ..ซ..ซามะ‘ 

‘ชื่อข้าไม่ได้ยาวแบบนั้นสักหน่อย‘ 

ลูเคียนิ่วหน้า เม้มปาก ทำตัวไม่ถูก จะเรียกตามที่เขาสั่งก็ไม่ค่อยกล้า จะไม่เรียกก็กลัวจะถูกโกรธ ใบหน้าสวยที่มัวแต่ครุ่นคิดนั้นแหยเกอย่างประหลาด 

‘ดูเจ้าทำหน้าเข้าสิ‘ เขาแซว กระซิบบอกเธอ ‘เรียกอย่างเดิมไปก่อนก็ได้‘ 

‘ค..ค่ะ ท่านพี่‘ 

‘แต่..ถ้าอยู่กันสองคน ห้ามเรียกเด็ดขาด เข้าใจหรือเปล่า‘ 

‘ข..เข้าใจค่ะ‘ 

‘หากเจ้าเรียกแบบเดิม ข้าจะลงโทษเจ้า‘ ไม่ว่าเปล่า มืออุ่นเริ่มกล้ำกลายลงต่ำคล้ายกำลังจะสาธิตการลงโทษ ลูเคียเบี่ยงตัวหนีเล็กน้อย แต่วงแขนแกร่งที่ล้อมรัดรอบเอวนั้นทำให้เธอขยับไปไหนไม่ได้ 

‘อืม..? เธอครางแผ่วจากลำคอ ตามสัมผัสที่เร่งเร้า ‘ท..ท่านพี่คะ วันนี้มีประชุมสภานะคะ‘ 

‘ประชุมตั้งบ่าย เช้านี้ยังมีเวลาอีกถมเถไป‘ เขาพรมจูบๆไปทั่วลำคอจนเธอหายใจแรง ร่างสูงพลิกกายขึ้นคร่อมร่างเล็ก ลูเคียรีบแตะมือบางลงที่หน้าอกเนียนยันร่างเขาไว้ไม่ให้เข้ามาใกล้ 

‘ด..เดี๋ยวสิคะท่านพี่!‘ 

‘ชู่วว เจ้าเรียกข้าท่านพี่สองครั้งแล้วนะ‘ เขากดริมฝีปากลงประกบเพื่อให้เธอหยุดพูด ‘มาให้ข้าลงโทษซะดีๆ‘ 

‘ท่านพี่!‘ 

‘สาม..‘ เขานับ แม้ปากจะยังคงวุ่นวายลากไล้ไปทั่วเรือนร่างเล็กที่เขาลิ้มรสมาแล้วทั้งคืน 

เธอเบิกตากว้าง 

‘ข้าลงโทษเจ้าตามจำนวนครั้งเลยดีไหม‘ เขาว่า แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้ตอบอะไร นิ้วเรียวพลันสอดใส่สู่ภายในและขยับเข้าออกจนหญิงสาวแอ่นร่างตอบสนอง มือบางที่จับบ่าเขาจิกแน่นและเกร็งสั่น นัยน์ตาหลับลงปิดสนิท ไม่รับรู้สิ่งใดนอกจากสัมผัสทางกายจากเขา 

เบียคุยะมองการตอบสนองจากร่างกายของเธอแล้วยิ้มเจ้าเลห์ 

‘เจ้าไม่ตอบ แสดงว่าตกลง‘ 

.. 


** 

สวนร่มรื่นช่วงฤดูใบไม้ร่วงนั้นลานตาไปด้วยต้นไม้ที่กำลังผลัดใบ มวลใบไม้ต่างเริ่มทยอยเปลี่ยนสีเพื่อรองรับการมาเยือนของฤดูหนาว ใบไม้สีเหลือง สีน้ำตาลและสีแดงสดต่างพากันร่วงโรยจากต้นปูพื้นดินให้ดูราวกับพื้นโมเสคหลากสีสัน 

ต้นเมเปิ้ลที่เรียงรายข้างทางเป็นทิวแถวปล่อยใบสีแดงจัดจ้านปลิวหล่นเรี่ยทั่วพื้น ขณะที่ชิกิซากุระสีชมพูอ่อนกลับกำลังผลิดอกบานสะพรั่งแข่งกับสีแดงร้อนแรงของต้นไม้รอบข้างอย่างไม่ยี่หระ 

บรรยากาศอุ่นชวนรื่นรมย์ของทิวทัศน์กลับไม่อาจปัดเป่าความหนักหน่วงของจิตใจหญิงสาวลงได้ 

ลูเคียเดินบีบเค้นมือเล็กที่เหงื่อซึมไปตลอดทางเคียงข้างร่างสูงของเบียคุยะ ความตื่นเต้นกับการต้องเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต เธอจะต้องแต่งงานกับซึซึมุระหรือไม่ อีกไม่นานเธอก็จะได้รู้ 

ไม่ใช่ว่าเธอไม่เชื่อใจเบียคุยะ ไม่ใช่ไม่เชื่อในความรักของเขา 

แต่เพราะอีกฝ่ายนั้นก็ทรงพลังและทรงอิทธิพลไม่แท้กัน 

เบียคุยะยังคงสภาพเยือกเย็นขณะเดินไป แต่เธอยอมรับว่าเธอไม่อาจอ่านใจเขาได้เลย เขาดูสงบ พร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า 

เขาหยุดตรงต้นไม้ใหญ่ที่หัวมุมนั้น เธอหยุดฝีเท้าตามเขา นัยน์ตากังวลช้อนขึ้นมอง เขาเอื้อมมือมาแตะพวงแก้มขาวก่อนจะเอ่ย 

‘บอกข้าที ว่าเจ้าเชื่อใจข้า เชื่อมั่นในตัวข้า‘ 

‘ข้าเชื่อมั่นในตัวท่านค่ะ‘ 

‘ดี เจ้าพร้อมหรือยัง‘ 

ยัง! เสียงเธอตะโกนก้องในใจตนเอง 

‘พร้อมค่ะ‘ ทว่าปากกลับไม่เชื่อฟัง 

เบียคุยะเปรยยิ้มมุมปากและปรับสีหน้าเป็นแบบเดิมที่นิ่งสงบ เขาพาเธอเดินต่อไปยังที่ประชุมกลางสวนอันงดงาม 

..สถานที่ชี้ชะตาของเขาและเธอ.. 


** 

เบียคุยะเดินนำลูเคียมายังลานยกพื้นที่ถูกจัดเตรียมเป็นที่ประชุมกลางสวน ณ ที่นั้นมีการจัดเรียงที่นั่งเป็นวงกลม บรรดาผู้อาวุโสทั้งแปดล้วนมากันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ละคนยกชาขึ้นจิบและร่วมสนทนากับคนข้างเคียง 

หากไม่ใช่แค่เหล่าผู้อาวุโสทั้งแปดคนและเขากับลูเคียอีกสองคนเท่านั้นที่จะเข้าร่วมประชุมในวันนี้ แต่ยังมีร่างของใครบางคนที่คุ้นหน้านั่งชูคอยิ้มแป้น อยู่ฝั่งตรงข้ามที่นั่งของเขา.. ซึซึมุระ โคคุโตะ 

‘สวัสดีขอรับ ท่านพี่เบียคุยะ‘ เด็กหนุ่มนั่นเอ่ยทักเขา 

เบียคุยะแค่ผงกศีรษะรับรู้การทักทายนั้น แต่ไม่ตอบอะไร แม้ในใจจะรู้สึกเขม่นเด็กหนุ่มอยู่บ้าง แต่เขาก็เข้าใจดีว่าเจ้าเด็กนี่มาทำอะไรในวันนี้ เขานั่งลงโดยมีลูเคียนั่งข้างๆ 

‘เอาล่ะ ในเมื่อทุกคนมากันพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว เราจะเริ่มจะคุยกันถึงงานมงคลระหว่างซึซึมุระกับคุจิกิได้เสียที‘ คุจิกิ กิงเรย์ เอ่ยขึ้นเป็นการเปิดประเด็น 

‘งานมงคลรึ งานมงคลอะไรขอรับท่านปู่‘ เบียคุยะเอ่ยสอดเสียงนิ่ง แสร้งตีสีหน้าไม่รู้เรื่องหน้าตาเฉย 

คำถามของเขาเรียกเหล่าอาวุโสหันมองใบหน้าอ่อนเยาว์ของผู้นำตระ ... ลอย่างไม่ค่อยพอใจนัก 

‘งานแต่งงานของซึซึมุระ โคคุโตะ กับ คุจิกิ ลูเคีย ไงล่ะเบียคุยะซามะ หรือท่านลืมข้อตกลงระหว่างเราไปแล้ว‘ ยูยะซามะเป็นคนเอ่ยตอบ นัยน์ตาสีเทาเย็นเยียบตวัดมองหลานชายอย่างเย็นชา 

‘หึ‘ เบียคุยะกลับแค่นหัวเราะ ‘ข้อตกลงอย่างนั้นรึ ข้าไม่เรียกวิธีต่ำช้าแบบนั้นว่าข้อตกลงหรอกนะขอรับ ท่านย่ายูยะ‘ 

‘ท่านคิดจะกลับคำรึ เบียคุยะซามะ‘ ยูยะถาม นัยน์ตาคมหรี่ลงด้วยโทสะที่เริ่มก่อตัว 

‘กลับคำ? ข้าจำไม่ได้ว่าไปตกลงกับพวกท่านตั้งแต่เมื่อไรกัน‘ 

‘เบียคุยะ! เจ้าจะโอหังมากไปหน่อยแล้วกระมัง! เจ้าใช้ยาถอนพิษที่ข้าให้ไป เท่านี้ก็เท่ากับเจ้ายอมรับข้อตกลงในการให้นังหนูนี่แต่งงานแล้วไม่ใช่รึ!‘ 

‘นี่พวกท่านไร้สติหรือไรกัน ถึงกล้าพูดว่านั่นคือข้อตกลง‘ เบียคุยะกระตุกยิ้มเหยียด ‘การมัดมือชก บีบข้าให้จนมุมเช่นนั้น ข้าไม่เรียกว่าข้อตกลง!‘ 

‘เบียคุยะ!!‘ หญิงชราเริ่มหายใจแรงเมื่ออีกฝ่ายเริ่มตั้งแง่ และไม่ยอมโอนอ่อนผ่อนตามอย่างที่คิด 

‘ไร้สัจจะสิ้นดี! ของก็ใช้ไปแล้ว ยังกล้ายอกย้อนเล่นแง่อีกรึ!‘ 

เบียคุยะยังคงยิ้มอย่างเลือดเย็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับความเดือดดาลของอีกฝ่าย 

‘ข้าไม่ตกลง ไม่ยินยอม และไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานระหว่างลูเคียกับโคคุโตะ‘ พูดถึงตรงนี้เขาก็อดกลอกตามองเด็กหนุ่มผมทองเจ้าของชื่อไม่ได้ ท่าทางไม่ยินดียินร้ายของเด็กหนุ่มนั่นชวนหงุดหงิดนักจนต้องข่มใจตัวเองให้กลับมาฟาดฟันกับพวกเฒ่าเจ้าเลห์ทั้งหลายตรงหน้าแทน 

‘หากพวกท่านยังยืนกรานจะทำเช่นนั้นล่ะก็ ข้าจะไม่ไว้หน้าพวกท่านเช่นกัน‘ เขาว่าต่อ 

‘อ้อ.. แล้วท่านจะทำอะไรพวกเราล่ะ ท่านผู้นำรุ่นที่ 28‘ ยูยะถามเสียงสูงอย่างหยามหยัน ‘จะขู่ลาออกจากตำแหน่งผู้นำตระ ... ลอย่างคราวที่แล้วไหมเจ้าคะ‘ 

เบียคุยะมองสบสายตาจิกกัดคู่นั้นของผู้เป็นย่า ใบหน้าสลักยังเรียบนิ่ง 

‘ไม่มีประโยชน์อะไรที่ต้องทำแบบนั้น‘ 

‘หรือท่านจะใช้เซมบงซากุระอันลือชื่อของท่านเข่นฆ่าพวกเราเสียให้หมด ท่านจะได้ไม่มีก้างขวางคอ จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบดีล่ะเจ้าคะ‘ หญิงชรายังคงแค่นเสียงปรามาสเขาอยู่เนืองๆ 

‘ข้าไม่ใช่พวกชอบใช้กำลังและไร้เหตุผล‘ 

‘แล้วท่านจะทำอย่างไรล่ะเจ้าคะ เบียคุยะซามะ‘ เธอถามอย่างเป็นต่อ ราวกับเขาสิ้นไร้หนทางจะต่อกร แต่เธอคงคาดการณ์ผิดไป 

‘พวกท่านเสียสติกันรึ ถึงไม่รู้ว่าการลอบทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยพิทักษ์ถือเป็นอาชญากรรม‘ 

คำเอ่ยเรียบๆกลับเรียกเสียงฮือฮาดังขึ้นทันทีที่เขาพูดจบ เหล่าอาวุโสกว่าค่อนเริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก กว่าครึ่งหันไปซุบซิบปรึกษากันด้วยสีหน้าหวาดหวั่น 

เบียคุยะเพียงแค่กวาดตามองผ่านๆ ในใจนึกกระหยิ่มที่เห็นท่าทีร้อนรนของพวกอาวุโส ขณะลูเคียยังนั่งนิ่งแต่ภายในกลับรู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้ากับหายนะที่กล้ำกลายเข้ามาหยุดตรงแทบเท้า เธอหายใจเข้าออกยาวๆหวังจะช่วยสงบจิตใจแต่การต่อปากต่อคำอย่างไม่เกรงใจใครของเบียคุยะทำให้เธอแทบจะกรีดร้องและวิ่งออกจากที่นี่ไปให้พ้นหูพ้นตา แต่ในเมื่อสงครามเย็นตรงหน้ายังไม่จบเธอก็ไม่อาจลุกไปไหนได้ 

‘ท่านคิดจะขู่พวกเรา?‘ 

‘คนอย่างข้าน่ะรึจะขู่พวกท่าน ข้าไม่บังอาจเช่นนั้นหรอกท่านย่ายูยะ‘ ชายหนุ่มแสร้งถ่อมตน ‘ข้าแค่กำลังเสนอทางออกให้พวกท่านก็เท่านั้น‘ 

ยูยะกัดฟันขบกรามแน่นจนนูนขึ้นเป็นสัน มือผอมแห้งบีบเกร็งด้วยไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะพลิกเกมกลับมาเป็นผู้ที่กำหนดชะตาของเกมนี้ หญิงชราหายใจเข้าลึกจนตัวสั่นด้วยระงับอารมณ์ 

‘ท่านคิดว่าพวกเราเป็นใครเบียคุยะซามะ‘ ผู้เป็นย่ามองเขาด้วยท่าทีข่มขู่ ‘เด็กเมื่อวานซืนเช่นท่าน คิดว่าข้อหาเล็กๆนั้นจะทำอะไรพวกเราที่อยู่ในเซย์เรย์เทย์มาไม่รู้กี่ศตวรรษได้อย่างนั้นรึ!‘ 

‘ข้าหาเล็กๆอย่างนั้นรึขอรับ‘ เบียคุยะยิ้มเย็นชาอย่างถือไพ่เหนือกว่า ‘ก็อาจจะจริงอย่างท่านว่า แต่ท่านลืมไปหรือเปล่าว่าข้อหาเล็กๆในสายตาพวกท่านั้นถ้ารวมกันหลายข้อแล้วล่ะก็ แค่นั้นก็เพียงพอจะทำให้พวกท่านไปฉลองงานแต่งงานในคุกได้เช่นกัน ‘ 

‘เบียคุยะ!‘ 

‘วางยาสลบชนิดรุนแรงกับรองหัวหน้าหน่วยสิบสาม ขู่กรรโชกหัวหน้าหน่วยหกและหัวหน้าหน่วยสี่ เพียงเท่านี้พวกท่านคงได้ไปพักผ่อนกันสักเดือน ข้าก็อยากจะรู้นักว่าถึงตอนนั้นพวกท่านจะยังกังวลกับเรื่องเรื่องงานแต่งไร้สาระนี้อยู่อีกหรือเปล่า‘ 

‘เจ้า!!‘ ยูยะตวาดเกรี้ยว 

‘พอได้แล้วยูยะ!‘ เสียงปรามจากชายชราสูงวัยที่นั่งติดกับคุจิกิ ยูยะ เรียกให้หญิงชราจำใจนั่งลงสงบสติอารมณ์ด้วยท่าทางทีที่ยังกระฟัดกระเฟียดขนานใหญ่ 

‘ข้าเซย์ริว ในฐานะที่อาวุโสที่สุดในสภา ขอเป็นตัวแทนขอโทษท่านต่อเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เบียคุยะซามะ‘ เขาเอ่ย ท่าทางสุขุมอ่านยากนั้นมักทำให้เบียคุยะและคนอื่นเกรงใจอยู่เสมอ 

‘ข้าเข้าใจดีขอรับ ท่านปู่เซย์ริว‘ 

เซย์ริวพยักหน้าช้า ‘แต่ยังไงก็ตามข้าคงต้องขออธิบายเรื่องพวกนี้ให้ท่านฟังเสียก่อน..‘ 

‘..ท่านคงทราบดีอยู่แล้วว่าตอนนี้สถานการณ์ของเซย์เรย์เทย์ไม่ค่อยดีนัก หลังการจากกบฏของไอเซ็น ก็พอจะทำให้เราคาดเดาได้ไม่ยากว่าอาจจะมีคนอื่นหรือกลุ่มอื่นจ้องจะก่อสงครามกับเราอยู่ก็เป็นได้ สิ่งนั้นทำให้พวกเรากังวลกันถึงการอยู่รอดของตระ ... ลคุจิกิ.. ‘ 

‘..ในเมื่อท่านเองก็บ่ายเบี่ยงและปฏิเสธการแต่งงานใหม่มาตลอด ก็เริ่มทำให้เราถึงทางตัน เมื่อท่านไม่สามารถให้กำเนิดผู้สืบทอดตำแหน่งและความรับผิดชอบต่อตระ ... ลได้ เราจึงต้องหาหนทางอื่น..‘ 

‘ด้วยการแต่งงานของลูเคียอย่างนั้นรึขอรับ‘ เบียคุยะถาม 

‘..ถูกต้อง แม้นางจะไม่ได้มีสายเลือดของตระ ... ลคุจิกิอยู่เลยก็ตาม..‘ 

‘ท่านจะบอกข้าว่า ทำไปก็แค่เพราะต้องการผู้สืบตระ ... ลเท่านั้นใช่ไหม‘ 

เซย์ริวพยักหน้าช้า 

‘ถ้าเช่นนั้น ข้าจะให้สิ่งที่พวกท่านต้องการเอง.. ‘ 

พวกผู้อาวุโสต่างหันหน้ามองเขาเป็นตาเดียวกันราวกับไม่เชื่อหู ไม่เชื่อสิ่งที่เพิ่งได้ยินไปหมาดๆ 

เบียคุยะจึงยืนยันสิ่งนั้นอีกครั้ง 

‘..ข้าจะแต่งงานใหม่ และมีทายาทให้พวกท่าน ทายาทที่เป็นเลือดเนื้อสายตรงของตระ ... ล.. ‘ 

‘ท่านน่ะรึจะแต่งงานใหม่ กับใครกันล่ะ‘ ยูยะอดสอดขึ้นไม่ได้ ‘ในเมื่อท่านปฏิเสธมาตลอด แล้วนี่ท่านเกิดไปถูกใจใคร สาวบ้านไหนเข้าล่ะ เบียคุยะซามะ‘ 

‘ลูเคีย.. ‘ เขาประกาศกร้าวเสียงแข็ง 



‘ข้าจะแต่งกับลูเคีย และต้องเป็นนางเท่านั้น!‘ 

 


ตอนที่ 24 


‘ข้าจะแต่งกับลูเคีย และต้องเป็นนางเท่านั้น‘ 

เสียงเบียคุยะเอ่ยเรียบ ทว่าเฉียบขาด ทำเอาเหล่าอาวุโสหันมองจ้องเขาไม่กระพริบตา 

‘ฮ่ะ..ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า‘ เสียงหัวเราะแหลมสูงอย่างเย้ยหยันนั้นเป็นของใครไปไม่ได้ นอกเสียจากท่านย่ายูยะของเขา 

นางกวาดสายตาพิฆาตมองมายังเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ 

‘ปากกล้าเสียจริง!‘ เธอฟาดฝ่ามือลงโต๊ะน้ำชาตัวเล็กข้างกาย ‘ท่านรู้ตัวหรือเปล่าว่าพูดอะไรออกมา!!‘ 

‘ข้าไม่ได้เสียสติ ข้ารู้ตัวว่าพูดอะไรออกไป และข้าขอยืนยันคำเดิมที่ว่าจะแต่งงานกับลูเคีย‘ 

‘ขนาดไม่ได้ไร้สติยังกล้าพูดเรื่องบัดสีแบบนี้ได้อีกอย่างนั้นรึ!!‘ 

‘เรื่องบัดสีอะไร ท่านย่ายูยะ‘ 

‘เซย์เรย์เทย์กว้างใหญ่ หญิงสาวตระ ... ลขุนนางมีมากมาย สิ้นไร้ขนาดทำตัวเป็นสมภารกินไก่วัด จะเอาน้องบุญธรรมทำเมียเชียวรึ!!! มันจะมากไปหน่อยแล้วกระมัง!!‘ 

‘ข้ารู้แค่ว่าข้ารักนาง เรื่องอื่นข้าไม่สน‘ 

‘พูดจาไร้หัวคิดเหมือนห้าสิบกว่าปีก่อนไม่มีผิด!! เป็นถึงหัวหน้าหน่วยพิทักษ์คิดได้แค่นี้เองงั้นรึ!‘ 

เบียคุยะเพียงยิ้มเหยียดกลับให้ผู้เป็นย่า ‘ที่ข้าพูดไปเมื่อครู่ ข้าไม่ได้จะมาขออนุญาตพวกท่าน ข้าแค่แจ้งให้ทราบเท่านั้น‘ 

‘เบียคุยะ!‘ ฝ่ามือเ ... ่ยวย่นตบฟาดลงที่โต๊ะนั้นเป็นหนที่สอง ‘ท่านเห็นพวกเราเป็นหัวหลักหัวตอหรือไร ที่คิดจะทำอะไรก็ทำ!‘ 

‘ข้ารักนาง และข้าไม่สนว่าพวกท่านคิดกันยังไง อีกอย่างหนึ่ง ท่านปู่เซย์ริวก็เพิ่งจะบอกว่าตระ ... ลคุจิกิต้องการทายาทสายตรงจากข้าไม่ใช่หรือขอรับ.. ‘ เขาว่าแค่นั้นแล้วแสร้งทำหยุดจิบน้ำชา 

ท่าทีใจเย็นไม่สะทกสะท้านทำเอาอีกฝ่ายเดือดพล่าน ‘ท่านจะพูดอะไรก็พูดมาให้หมด!‘ 

‘ว่ากันตามตรง ก็ในเมื่อวิธีต่ำช้าอย่างวางยาลูเคียพวกท่านยังคิดทำกันได้ ข้าว่า การที่ข้าจะยกลูเคียขึ้นเป็นนายหญิงตระ ... ลคุจิกิเพื่อให้นางให้กำเนิดทายาทให้ข้านั้น หากเทียบกันแล้วเรื่องของข้าถือเป็นเรื่องเล็กน้อยและธรรมดากว่ามากทีเดียว‘ 

‘เจ้า!‘ หญิงชรากัดฟันกรอด ใบหน้าแดงจัด ไร้คำพูดใดจะเอ่ยห้ำหั่นกับผู้เป็นเจ้าตระ ... ล ร่างผอมบางนั้นพยายามสูดหายใจเข้าออกยาวๆ มือเ ... ่ยวย่นนั้นกำแน่นจนสั่น 

‘ไม่ว่ายังไงท่านก็จะแต่งงานกับนังเด็กนี่ให้ได้ใช่ไหม‘ 

เบียคุยะพยักหน้าช้า ‘ขอรับ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม‘ 

นัยน์ตาเด็ดเดี่ยวสื่อถึงความปรารถนาแรงกล้ามองกราดสบสายตาเหล่าอาวุโสอย่างไม่กลัวเกรงสิ่งใด 

ลานประชุมเงียบกริบจนได้ยินเสียงใบไม้แห้งสีเหลืองทองตกกระทบพื้นดิน 




..แปะ..แปะ..แปะ.. 

เสียงปรบมือช้าๆทำลายความเงียบอันน่าอึดอัดลงราบคาบ เบียคุยะเพียงปรายตามองไปยังต้นเสียง เจ้าของเสียงปรบมือที่หาญกล้าผู้นั้น 

ว่าที่เจ้าบ้านซึซึมุระผู้นั้น.. 

เด็กหนุ่มปรบมือไป แย้มยิ้มกว้างไปพลาง


‘ข้าบอกแล้วว่าแผนนี้ได้ผล‘

 

..

 

‘ข้าบอกแล้ว ว่าแผนนี้ได้ผล‘ 

เจ้าบ้านตระ ... ลคุจิกิถึงกับหูผึ่งทันทีที่ได้ยินคำเอ่ยสั้นๆนั้น สมองปราดเปรื่องคิดย้อนทบทวนไปยังเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชั่วพริบตา 

‘จ..เจ้าว่าอะไรนะ โคคุโตะ‘ 

เด็กหนุ่มหันมายิ้มหวานให้เขาเช่นเคย ‘ก็.. ข้ากำลังจะบอกท่านว่าทั้งหมดเป็นแผนของข้ากับสภา ที่อยากให้ท่านได้แต่งงานกับลูเคียโดโนะ ที่ดูท่าว่าจะได้ผลดีเสียด้วย‘ 

‘หมายความว่าเรื่องของข้ากับลูเคีย เป็นผลมาจากความจงใจของพวกเจ้างั้นรึ‘ ชายหนุ่มเอ่ยถาม ทั้งที่หัวใจเต้นแรงดุจกลองเพล 

‘ตั้งแต่เมื่อไหร่..?‘ 

..พวกเจ้าเริ่มแผนนี้กันตั้งแต่เมื่อไหร่?.. 

..เหตุการณ์พวกนั้นคือการจัดฉากอย่างนั้นรึ?.. 

เจ้าบ้านตระ ... ลคู่แข่งกลับฉีกยิ้มยียวน ‘แล้วท่านพี่เบียคุยะ คิดว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะขอรับ‘ 

‘การวางยานอนหลับของท่านย่ายูยะ.. ‘ จู่ๆนัยน์ตาสวยสีหมอกก็เปิดกว้างเมื่อนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมา เขากัดฟันกรอด คำรามลั่น 

‘ฮอลโลว์ตัวนั้น!!‘ 

‘โอ้ว..ไหวพริบและความทรงจำเยี่ยมยอดสมกับเป็นผู้นำตระ ... ลคุจิกิและหัวหน้าหน่วยหก‘ ไม่วายที่เด็กหนุ่มจะหันมายักคิ้วหลิ่วตาทำล้อเล่น ‘ถูกต้องแล้วล่ะครับ นั่นเป็นฉากแรกของเรื่องนี้..‘ 

เบียคุยะตัวชา สมองว่างเปล่า ไร้ความคิดและการตัดสินใจใด รู้สึกคล้ายเป็นลาโง่ที่ถูกต้อนไปตามทางที่คนพวกนั้นกำหนด 

โคคุโตะยิ้มขำและเริ่มอธิบายทุกอย่างให้เขาฟัง 

‘..เรื่องทั้งหมด เริ่มขึ้นในวันที่ลูเคียโดโนะรับตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วย..‘ 





Flashback


-- ตอนบ่ายของวันที่ลูเคียรับตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วย -- 

คุจิกิ เซย์ริว พาร่างชราของตนเดินเข้าไปยังเรือนรับรองหลังหนึ่งในอาณาเขตอันกว้างใหญ่ เขาหยุดยืนหายใจยาวอยู่หน้าประตู มือสั่นเทาข้างหนึ่งยกซองจดหมายซองหนึ่งในมือขึ้นมาดูราวกับเป็นของสำคัญยิ่ง เขาหันไปพยักหน้าให้ข้ารับใช้ที่เดินกางร่มมาให้ช้าๆ ข้ารับใช้โค้งคำนับและเดินจากไป ทิ้งชายชราไว้หน้าประตูสีแดงบานใหญ่บานนั้น 

มือเ ... ่ยวย่นอันบอกถึงอายุที่โรยรายื่นมือไปหมายจะผลักบานประตูให้เปิดออก 

‘ช้าก่อนขอรับท่านเซย์ริว!!!..‘ เสียงตะโกนร้องเรียกอย่างกระหืดกระหอบของชายหนุ่มอ่อนวัยดังเรียกเขาจากด้านหลัง ชายชราค่อยๆหันร่างไปพบกับผู้มาเยือน 

เรือนผมสีทองของร่างสูงสง่าในชุดยมทูต ทำให้เขาแย้มยิ้มออกมาเมื่อเด็กหนุ่มวิ่งมาหยุดตรงหน้าเขา 

‘ท..ทิวาสวัสดิ์ขอรับ ท่านเซย์ริว‘ ชายหนุ่มพยายามสูดหายใจที่ขาดช่วงด้วยวิ่งมาตลอดทางพร้อมกับโค้งคำนับชายชราต่างตระ ... ลด้วยความเคารพ

‘เช่นกัน นายน้อยโคคุโตะ‘ เซย์ริวเอ่ยตอบอย่างใจดี แม้อีกฝ่ายจะมาจากตระ ... ลคู่แข่ง แต่เด็กหนุ่มอารมณ์ดีคนนี้เขาก็เห็นมาตั้งแต่เกิด คุ้นเคยและรู้จักกันมานาน 

‘รีบร้อนขนาดนี้มีธุระอะไรงั้นรึ‘ 

โคคุโตะสูดลมหายใจเข้าลึกให้การหายใจกลับมาคงที่เป็นปกติ ก่อนจะเอ่ยตอบ ‘จดหมายนั่น พ่อบ้านตระ ... ลซึซึมุระนำมาให้ท่านใช่หรือไม่ขอรับ‘ 

เซย์ริวก้มมองจดหมายในมือ สลับกับใบหน้าสวยของอีกฝ่ายและตัดสินใจพยักหน้าตอบ 

‘ถูกต้องแล้ว จดหมายนี้มาจากตระ ... ลซึซึมุระ ทำไมรึ?‘ 

‘ท่านได้อ่านหรือยังขอรับ‘ 

เซย์ริวมองโคคุโตะอย่างชั่งใจ ‘อืม ข้าได้อ่านแล้ว‘ 

‘ถ้าเช่นนั้น ข้าขอเรียนท่านตามตรงว่า ข้าต้องการให้สิ่งที่อยู่ในจดหมายนั่นเป็นโมฆะ‘ 

‘หืม‘ ชายชรามองหน้าเด็กหนุ่มอย่างครุ่นคิด ‘ท่านแน่ใจแล้วรึที่พูดเช่นนั้น‘ 

‘ข้าแน่ใจขอรับ เรื่องแบบนั้น ข้าจะยอมให้มันเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด‘ 

เซย์ริวพยักหน้าช้า ‘แต่ข้าไม่มีอำนาจตัดสินใจเรื่องนี้หรอกนะ นายน้อยโคคุโตะ‘ 

‘เรื่องนั้นข้าทราบดีขอรับ ข้าถึงได้รีบมาที่นี่‘ 

‘ถ้าเช่นนั้นก็..‘ ชายชราผายมือออก เป็นการบอกให้เชื้อเชิญเด็กหนุ่มเข้าไปในเรือนรับรอง ‘เชิญนายน้อยร่วมประชุมสภาอาวุโสของตระ ... ลคุจิกิ‘ 

‘ขอบคุณขอรับท่านเซย์ริว‘ โคคุโตะหันมาคำนับให้ชายชราอีกครั้ง 

หนึ่งคุจิกิ หนึ่งซึซึมุระ สองชายต่างวัยเดินเคียงข้างกันเข้าไปยังเรือนรับรอง 

ภายในห้องกว้างโอ่โถงปรากฏคนกลุ่มหนึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้ว คนกลุ่มนั้นล้วนอยู่ในวัยชราทั้งชายและหญิง เซย์ริวกวาดสายตาเร็วๆไล่นับจำนวนคนที่นั่งอยู่ได้เจ็ดคน รวมเขาด้วยเป็นแปด ถือว่าครบองค์ประชุมพอดี 

หญิงชราที่นั่งฝั่งตรงข้ามเขาผุดลุกขึ้นอย่างร้อนรนเมื่อเห็นว่าเซย์ริวไม่ได้มาคนเดียว หากยังเกี่ยวเอานายน้อยตระ ... ลคู่แข่งมาด้วย 

‘นี่เป็นการประชุมของสภาอาวุโสตระ ... ลคุจิกิ คนนอกเช่นท่านไม่ได้รับเชิญ‘ คุจิกิ ยูยะเอ่ยไล่ผู้มาเยือนเสียงเย็นอย่างไม่พอใจ ไม่แยแสเสียด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายเป็นใคร 

‘ยูยะ อย่าเสียมารยาท‘ เซย์ริวเอ่ยปราม ‘วันนี้เขามาเป็นแขกของเรา และเรื่องที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาประชุมกันก็เกี่ยวข้องกับเขา เพราะฉะนั้น เขาจึงมีสิทธิ์ที่จะเข้าร่วมประชุมครั้งนี้‘ 
หญิงชรามองค้อนพี่ชายเล็กน้อย แต่ก็สงบปากสงบคำลง ยินยอมตามที่เขาว่า 

‘ทิวาสวัสดิ์ขอรับ ทุกท่าน‘ โคคุโตะก้มคำนับตามมารยาท ขณะเซย์ริวนั่งลงยังที่ประจำของตน โคคุโตะค่อยๆย่อกายนั่งลงข้างเขา 

‘ในเมื่อมากันพร้อมหน้าแล้ว ข้าจะเข้าเรื่องเลยก็แล้วกัน.. ‘ 

‘เมื่อตอนสายของวันนี้ พ่อบ้านซึซึมุระมาพบข้า ด้วยเรื่องๆหนึ่ง นั่นคือ มาแจ้งผลการประชุมสภาอาวุโสของตระ ... ลซึซึมุระที่ลงความเห็นกันว่า ต้องการให้นายน้อยโคคุโตะแต่งงานกับคุจิกิ ลูเคีย.. ‘ 

‘อะไรนะ!!‘ เสียงยูยะหวีดขึ้นมากลางเสียงฮือฮารอบห้อง 

‘เป็นเช่นนั้นจริงขอรับ ยูยะซามะ‘ โคคุโตะบอกเสียงนิ่งเป็นการเป็นงาน ไม่มีทีท่าล้อเล่นเช่นเคย 

‘ข่าวการรับตำแหน่งรองหัวหน้าหน่วยสิบสามของลูเคียโดโนะแพร่สะพัดไปทั่วเซย์เรย์เทย์ ตระ ... ลขุนนางน้อยใหญ่ต่างต้องการได้นางไปเป็นสะใภ้ ไม่เว้นแม้แต่ซึซึมุระ..‘ ชายหนุ่มเอ่ยจริงจัง ‘..คนพวกนั้นคาดหวังว่า ทายาทที่เกิดจากนางย่อมไม่ธรรมดา ไหนจะมาจากตระ ... ลคุจิกิที่ใครก็อยากสานสัมพันธ์ด้วย ซึซึมุระเองก็เห็นว่าการแต่งงานจะทำให้ทั้งสองตระ ... ลมีความมั่นคงมากขึ้น จึงได้คิดส่งคนมาทาบทามเสียแต่เนิ่นๆ‘ 

‘ถ้าเช่นนั้น..ท่านมาที่นี่เพื่อทาบทามงั้นสิ‘ ยูยะถามหยั่งเชิง 

‘ไม่ใช่ขอรับ ข้ามาเพื่อขอร้องให้พวกท่านตอบปฏิเสธซึซึมุระ‘ 

คำตอบนั้นสร้างความแปลกใจให้สภาไม่น้อย ต่างคนต่างหันมองโคคุโตะเลิกลั่กด้วยความไม่เข้าใจ 

‘คุจิกิไม่ดีตรงไหน ท่านถึงต้องการปฏิเสธ!‘ หญิงชราถามห้วน น้ำเสียงไม่พึงใจอย่างชัดเจน 

‘เพราะข้าไม่ได้รักลูเคียโดโนะ‘ ชายหนุ่มเอ่ยตอบเสียงเข้ม ‘ข้ามีคนที่ข้าหมายปองอยู่แล้ว และอีกอย่างหนึ่ง พวกท่านเองก็คงจะทราบถึงความสัมพันธ์ของท่านพี่เบียคุยะกับลูเคียโดโนะ..‘ 

‘สองคนนั้นก็แค่อยู่ร่วมชายคาเดียวกัน ปากหอยปากปูก็สักแต่ว่าพูดกันไป‘ ยูยะแย้งเรียบๆ 

‘ถ้าอย่างนั้นเรามาพนันกันไหมขอรับ ยูยะซามะ‘ 

หญิงชราหันขวับมองหน้าคนเอ่ยท้า ‘พนันอะไร‘ 

‘ข้าพนันว่าท่านพี่เบียคุยะมีใจให้ลูเคียโดโนะ และข้ามีวิธีพิสูจน์‘ เด็กหนุ่มว่า ใบหน้าเริ่มมีรอยยิ้มพรายเจ้าเลห์ 

ยูยะหรี่ตามองและแค่นยิ้ม ‘แล้วท่านได้อะไร ข้าได้อะไรจากการพนันนี้ล่ะ นายน้อยโคคุโตะ‘ 

โคคุโตะยิ้มกว้าง ‘หากข้าคาดถูกว่าท่านพี่เบียคุยะ มีใจรักใคร่อยู่กับลูเคียโดโนะ วิธีของข้าอาจทำให้ท่านพี่เบียคุยะยอมแต่งงานกับนาง ด้วยวิธีนี้พวกท่านก็จะไม่ต้องเสียลูเคียโดโนะให้ตระ ... ลใดเลย แถมยังคาดหวังได้ด้วยว่าทายาทจากคนทั้งคู่นั้นย่อมมีความพิเศษเหนือใครอย่างแน่นอน..‘ 

‘..แต่หากข้าคาดการณ์ผิดไป ข้าก็จะได้แต่งงานกับลูเคียโดโนะแทน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นท่านก็จะได้สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างคุจิกิกับซึซึมุระมาแทน..‘ 

ชายหนุ่มหยุดหายใจ ท่ามกลางการตกตะลึงของเหล่าอาวุโส ‘ซึ่งไม่ว่าจะมองมุมไหน พวกท่านก็ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ‘ 

‘เหลวไหล! จะให้เบียคุยะแต่งกับยัยเด็กนั่นรึ!? ฝันไปเถอะ! คราวก่อนก็ผู้หญิงข้างถนนจากลูคอน คราวนี้ก็คนในบ้านตัวเอง รู้ถึงไหนอายไปถึงนั่น!!‘ ยูยะเอ่ยขัดอย่างเกรี้ยวกราด 

‘หรือท่านไม่อยากได้ทายาทที่แข็งแกร่งเช่นท่านพี่เบียคุยะ? ยูยะซามะ‘ 

ยูยะหรี่นัยน์ตาเทาขุ่นมองชายหนุ่มที่จ้องเธอกลับอย่างไม่รู้ร้อน เธอสะบัดหน้าหนีคำพูดที่แทงใจดำนั้น 

‘ท่านเองก็ทราบดีว่าสถานการณ์ในเซย์เรย์เทย์ตอนนี้คาดหวังอะไรมากไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะมีศัตรูเก่งๆอย่างไอเซ็น โซซึเกะโผล่ขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ การเร่งให้ท่านพี่เบียคุยะมีทายาทให้พวกท่านโดยเร็วที่สุดก็เป็นเรื่องที่พวกท่านต้องการอยู่แล้วไม่ใช่รึขอรับ จะมัวมาเกี่ยงวิธีหรือชื่อเสียงหน้าตาเห็นทีจะชักช้าไม่ทันการณ์ ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา แม้แต่หน้าตาและชื่อเสียงก็จะหมดความหมายไปโดยปริยาย‘ โคคุโตะว่านิ่งๆ แต่ตรงประเด็นจนยูยะแย้งอะไรไม่ขึ้น เถียงอะไรไม่ออก 

‘ข้าเห็นด้วยกับนายน้อยโคคุโตะ‘ เซย์ริวเอ่ยขึ้นในที่สุด ‘การรอให้เบียคุยะเฟ้นหาผู้หญิงที่จะมาเป็นนายหญิงของตระ ... ลและให้กำเนิดทายาทให้เราด้วยตัวเอง ข้าเกรงว่าจะกินเวลานานเกินไป และอาจจะล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะอย่างที่เห็นกันอยู่ เบียคุยะไม่มีท่าทีจะสนใจใครเลยแม้แต่นิดเดียว ผู้หญิงคนเดียวที่เบียคุยะคุ้นเคยที่สุดก็มีเพียงยัยหนู อีกอย่างหนึ่ง ห้าสิบกว่าปีที่อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ข้าไม่เชื่อว่าเบียคุยะจะไม่เคยคิดอะไรเกินเลย ยิ่งนังหนูหน้าตาเหมือนกับผู้หญิงคนนั้นอย่างกับพิมพ์เดียวกันด้วยแล้ว..‘ 

‘..ท่านกิงเรย์ ในฐานะที่เบียคุยะเป็นหลายชายแท้ๆของท่าน ท่านคิดเห็นว่าอย่างไร‘ เซย์ริวหันไปถามกิงเรย์ 

ชายชราผู้เป็นปู่ของเบียคุยะพยักหน้าหงึกๆ ‘ข้าเห็นด้วยกับพวกท่าน แต่ก็อย่าลืมว่าเบียคุยะน่ะหัวดื้อและรั้นยิ่งกว่าใคร การจะบอกให้แต่งกับนังหนูเลยนั้นน่ะ ข้าเกรงว่าจะยิ่งทำให้เบียคุยะถอยหนีหรือเตลิดไปได้‘ 

‘ไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ ท่านกิงเรย์ อย่างที่บอกว่าข้ามีวิธี แต่ข้าทำคนเดียวไม่ได้และจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากพวกท่าน‘ 

เหล่าผู้อาวุโสพากันพยักหน้าด้วยความพอใจ เซย์ริวมองไปรอบห้องสังเกตสีหน้าท่าทางผู้ร่วมประชุมอย่างถ้วนถี่ 

‘มีใครไม่เห็นด้วย หรือจะคัดค้านอะไรไหม‘ เซย์ริวในฐานะผู้ที่อาวุโสที่สุดถามขึ้น เขาพยักหน้าเบาๆเมื่อไม่มีใครคัดค้าน 

‘ถ้าเช่นนั้นก็ตกลงตามนี้.. ‘ 

End of Flashback 


** 


‘..การที่ท่านรับภารกิจไปจัดการฮอลโลว์นั่น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ (ท่านหัวหน้าใหญ่สั่งด้วยตัวเองเชียวนะ-โคคุโตะ) และความสามารถของฮอลโลว์ตัวนั้นก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นกัน..‘ โคคุโตะเล่าไป ยิ้มไป ด้วยความปลาบปลื้มในผลงานของตัวเอง ขณะเบียคุยะพยายามกัดฟันข่มอารมณ์เดือดปุดในใจ 

‘..ด้วยความร่วมมือจากกองวิจัยและวิทยาการ คุโรซึจิไทโชว ได้ใช้โฮเคียวคุพัฒนาฮอลโลว์ตัวนี้มาเพื่อท่านโดยเฉพาะ ซึ่งมันก็ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดีเยี่ยม ทำให้คืนนั้นท่านกับลูเคียโดโนะได้..ได้..เอ่อ..อ่า..ง่า..นั่นแหละๆ..‘ โคคุโตะโบกไม้โบกมือพัลวัน ใบหน้าขึ้นสีพอกับเบียคุยะและลูเคียที่นั่งหน้าเจื่อนอยู่ข้างๆ เขาแอบยิ้มเล็กน้อยเมื่อเห็นลูเคียก้มหน้าจนแทบจะติดพื้นด้วยความอาย ขณะที่เบียคุยะแม้จะยังตีหน้าเรียบแต่หารู้ไม่ว่าใบหน้าตัวเองนั้นแดงจัดจนเขาแทบจะหลุดขำออกมา 

‘..ข้าคาดการณ์ไว้ว่าถึงตอนนี้ท่านอาจจะอยากแต่งงานเพื่อรับผิดชอบ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าต้องการพิสูจน์ ข้าจึงให้ยูยะซามะไปวางยาลูเคียโดโนะ (ต้องขอบคุณยูยะซามะที่ยอมเล่นละครตบตาพวกนี้ด้วยตัวเอง-โคคุโตะ) และแน่นอน ต้องปล่อยให้ท่านจมอยู่กับความต้องการที่จะได้ลูเคียโดโนะคืนมาซักระยะหนึ่ง (ทีแรกว่าจะซักแค่สองสามอาทิตย์ แต่นานวันเข้าข้ากับเหล่าอาวุโสชักจะสนุกก็เลยเลื่อนไปเรื่อยๆจนกลายเป็นสองเดือนกว่า-โคคุโตะ) ยิ่งหากท่านรักและมีใจให้นางอยู่ด้วยแล้ว ความรู้สึกนั้นก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้นและฝังลึกลงไปในจิตใจของท่านได้อย่างง่ายดาย.. ‘ 

‘..และในขั้นตอนสุดท้าย คือการยื่นข้อเสนอ การแลกเปลี่ยน มัดมือชกหรือที่ท่านเรียกว่าเป็นวิธีชั่วช้าสามานย์นั่นแหละ ข้าและเหล่าอาวุโสล้วนทราบดีถึงนิสัยมุทะลุ บ้าบิ่น เอาแต่ใจ ดื้อรั้น (หลอกด่าท่านนะเนี่ย-โคคุโตะ) ของท่านเป็นอย่างดี และแน่นอนไอ้นิสัยการเอาคืนและตอบแทนของท่านด้วย คนอย่างท่านจะตอบแทนด้วยของหรือสิ่งที่เท่าเทียมกันเสมอ ฉะนั้นข้าจึงมั่นใจได้ว่า หากข้อเสนอคือการแต่งงานของลูเคียโดโนะกับข้า ท่านย่อมแก้คืนด้วยการแต่งงานของท่านกับลูเคียโดโนะ อย่างแน่นอน.. ‘ 

‘..จนถึงตอนนี้ ดูท่าว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่ข้าคาดการณ์เอาไว้สินะ ท่านพี่เบียคุยะ‘ 

โคคุโตะยิ้มแป้นแล้นให้เจ้าบ้านคุจิกิที่นั่งตัวแข็งไม่รับรู้สิ่งใด เขาจึงหันไปหาเซย์ริวที่นั่งยิ้มน้อยๆทั้งที่ใจอยากยิ้มจนแก้มแทบปริจะแย่ 

‘เอาล่ะ ข้าว่าถึงเวลาเลิกประชุมเสียที‘ เซย์ริวที่ทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ค่อยๆยันร่างชราของตนลุกขึ้นยืน ‘ยูยะ กิงเรย์ ข้าว่าเราไปชมสวนฝั่งโน้นกันดีกว่า ข้าอยากไปดูน้ำตกตรงนั้นจะแย่แล้ว‘ 

‘เจ้าค่ะ ท่านพี่‘ ยูยะเพียงยิ้มกริ่มเมื่อปรายตามองหลานชาย แววตานั้นอ่อนโยนผิดไปจากเดิมราวกับเป็นคนละคน เธอลุกไปยืนเคียงข้างพี่ชายทั้งสองและพากันเดินออกไปเงียบๆ โดยมีผู้อาวุโสคนอื่นเดินตามไปติดๆ 

‘ว้า..ไปกันหมดแล้ว ข้าก็เห็นทีจะต้องขอลาเหมือนกัน‘ ว่าแล้วก็ลุกขึ้นยืน 

‘ลาก่อนท่านพี่เบียคุยะ ขอให้มีความสุขมากๆนะขอรับ‘ 

สายตาสีเทาคมตวัดวูบมองหน้าเด็กเจ้าเลห์ แต่ไม่ทันเสียแล้ว ชายหนุ่มเผ่นแผล็วออกไปจากสวนพริบตาอย่างรู้งาน 

เขาได้แต่หันหน้ามองหญิงสาวที่นั่งข้างๆ.. 

..เหลือกันแค่สองคน ตามลำพัง..

 

..

 

 

 

สงครามน้ำลายที่ดำเนินมาอย่างดุเดือดนั้นจบลงอย่างสงบ เรื่องราวทุกอย่างถูกเปิดเผยและไขข้อข้องใจออกมาจนหมดสิ้น 

ชัยชนะเป็นของเขา และความปราชัยเป็นของสภา.. 

แต่ถึงกระนั้น เธอก็ไม่อาจจะลุกขึ้นไชโยโห่ร้องได้ 

ลูเคียยังคงนั่งจิกมือลงที่ต้นขาของตัวเอง แผ่นหลังเหยียดตรง แขนบางเหยียดตึงด้วยความเกร็ง ใบหน้าแดงชาดก้มมองใบเมเปิ้ลสีสดที่ตกลงมาอยู่บนตัก นัยน์ตาสอดส่ายล่อกแล่กด้วยไม่รู้จะทำอย่างไรต่อดี จนกระทั่งคนข้างเคียงเริ่มขยับตัวเธอจึงค่อยๆชำเลืองมองเขาด้วยหางตา 

‘กลับกันเถอะ‘ เขาบอกเธอขณะลุกขึ้นยืนโดยไม่ชายตามองเธอสักนิด ร่างสูงนั้นก้าวเท้าไวออกไปจากลานประชุม 

ลูเคียหน้าตาตื่นรีบผุดลุกกระโจนร่างเล็กตามหลังเขาไปติดๆ 

แก้วตาสีม่วงทอดมองเพียงชายฮาโอริสีดำที่พลิ้วไหวไปมาข้างหน้าเธอ ไม่แยแสสวนสวรรค์อันงดงามที่กลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง แม้เพียงเสี้ยวนาที และเสียงลมหวีดหวิวผ่านใบไม้แห้งกรอบก็ไม่อาจทำให้เธอหยุดคิดถึงคำโต้เถียงอันร้อนแรงเมื่อครู่กับแผนการล้ำลึกพวกนั้นลงได้ 

แผ่นหลังข้างหน้าหยุดเคลื่อนที่ เธอหยุดเท้าตาม 

‘มาเดินข้างข้าสิ‘ 

เธอเลิกคิ้ว แปลกใจกับคำขอจากเขา 

‘ฐานะของเจ้าตอนนี้ ไม่ควรเดินตามหลังข้า‘ 

ลูเคียหลับตาปี๋ กลั้นใจเดินไปยืนข้างเขา แม้ตลอดมาเธอจะอยากเดินไปเคียงข้างเขา แต่พอถึงเวลานี้เข้าจริงๆ มันกลับเป็นเรื่องที่ทำใจได้ยากเอาเรื่องเหมือนกัน 

ไม่ใช่ไม่คุ้น.. แต่เพราะเขินอายต่างหาก 

จริงอยู่ที่เธอรักเขาหมดหัวใจ แต่การต้องเปลี่ยนสถานะนั้นเป็นอีกเรื่อง 

แค่การเป็นคุณหนูของบ้าน บางครั้งเธอยังรู้สึกอึดอัด.. แต่นี่ เธอกำลังจะกลายเป็นนายหญิงของตระ ... ลคุจิกิ ทรงอำนาจ ทรงอิทธิพลไม่ต่างจากเขา 

จากนี้ไปทุกอย่างจะเปลี่ยนไปอีกขั้น เธอจะทำตัวลอยชาย เล่นสนุกกับงานไปวันๆแบบเดิมก็คงจะไม่ได้.. ไหนจะงานบ้านงานเรือน ดูแลความเป็นอยู่ของทุกชีวิตในคฤหาสน์นั่นอีกเล่า 

..หรือข้าเลือกทางผิด??.. 

..ข้ารักท่านพี่.. 

..แต่ไม่พร้อมสำหรับหน้าที่เหล่านี้.. 

..ข้ายังไม่พร้อมจะรับผิดชอบเรื่องต่างๆเหล่านี้.. 

..คนอย่างข้า.. 

..ที่มาจากตระ ... ลต่ำต้อย ไร้ซึ่งหัวนอนปลายเท้า จะขึ้นเป็นนายหญิงของตระ ... ลน่ะรึ.. 

..อาจเอื้อมเสียเหลือเกิน!.. 

เธอเหยียดอย่างสมเพชตัวเอง 

‘เจ้าคิดอะไรอยู่‘ 

‘คะ? ‘ 

‘ข้าถามว่าเจ้าคิดอะไรอยู่‘ 

‘ป..เปล่านี่คะ‘ 

‘ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่ตอบคำถามข้า‘ 

‘คะ? คำถามหรือคะ?‘ 

เขาถอนใจแล้วตัดบท ‘ช่างเถอะ.. ‘ ขายาวก้าวผ่านประตูใหญ่โตของบ้านคุจิกิและตรงเข้าตัวเรือน 

แต่เธอยังหยุดที่ประตูนั้น.. เธอแหงนมองคานประตูสูงใหญ่ หลังคาสีน้ำเงินเข้มของคฤหาสน์ และแผ่นหลังของคนที่เธอรักหมดหัวใจ 

ทุกสิ่งที่เป็นคุจิกิปรากฏอยู่เบื้องหน้า ทั้งคน ทั้งสิ่งของ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเธอมาตลอดห้าสิบกว่าปี 

จากที่เคยอ้างว้างเดียวดาย แต่หลังจากปรับความเข้าใจกับเบียคุยะหลังการก่อกบฏของไอเซ็นในครั้งนั้น เธอก็รักที่นี่มากมายเสียเหลือเกิน.. 

..จะกังวลไปทำไม ยัยโง่.. 

..ขอเพียงยังได้อยู่ที่นี่ กับเขา.. ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ.. 

..เรื่องอื่นๆน่ะ ค่อยๆคิด ค่อยๆปรับตัวก็ได้นี่นะ.. 

ไหล่บางไหวขึ้นเบาๆ เธอยิ้มให้กำลังใจตัวเองและรีบเดินเข้าบ้าน แต่แล้วก็พบว่าเขายืนรอเธออยู่ทางแยกที่จะไปยังห้องนอนเล็กของเธอ 

‘นั่นเจ้าจะไปไหน‘ เขาถามร่างเล็กที่ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวและกำลังเดินเลี่ยงไปอีกทาง 

‘คะ?..เอ่อ‘ เธออึกอัก ก้มหน้าแดงจัดหลบตาเขา ‘ข้าจะกลับห้องน่ะค่ะ‘ 

‘ไม่ใช่ตอนนี้ลูเคีย เรายังมีเรื่องต้องคุยกันอีกมาก ตามข้ามา‘ เขาสั่ง ก่อนร่างสูงจะเดินพลิ้วเข้าไปในห้องของตัวเอง 

หัวใจดวงเล็กในอกเต้นถี่รัวขณะเธอเดินตามเขาเข้าไปอย่างไม่อาจปฏิเสธ คำว่า ‘มีเรื่องต้องคุยกัน‘ ชักทำให้เธอหวั่นใจ 

ร่างเล็กสะกดกลั้นความรู้สึกต่างๆที่ถาโถม สาวเท้ายาวไปยังร่างสูงที่ยืนรอเธอที่ริมระเบียงด้วยไม่อยากให้เขารอนาน ลูเคียหยุดยืนข้างกายเขา หัวใจนั้นเต้นแรงจนมือสั่นชา 

เขาก้มมองร่างเล็กและไม่รอช้าที่จะดึงคว้าร่างนั้นเข้าสู่อ้อมแขนอุ่น 

‘ตั้งแต่วันนี้ไป ย้ายมาอยู่ห้องนี้กับข้านะ‘ เขากระซิบ 

‘แต่ว่า.. ‘ 

‘เจ้าไม่อยากอยู่กับข้า?‘ 

‘ม..ไม่ใช่อย่างอย่างนั้นค่ะ‘ ลูเคียรีบท้วงหน้าตาตื่น พลางหันไปกอดร่างนั้นไว้ ‘เอ่อ..มันกะทันหันไปหน่อย ข้า..ข้าไม่ทันเตรียมตัว‘ 

‘ของพวกนั้นจะย้ายเมื่อไหร่ก็ได้ สิ่งสำคัญคือเจ้า ข้าอยากให้เจ้าอยู่ข้างๆข้า‘ 

‘ค่ะ‘ 

เขายืนกอดเธอเช่นนั้นเนิ่นนาน ความเงียบนั้นชวนให้อึดอัดจนแทบทนไม่ได้ 

..ไม่ได้การแล้ว ต้องชวนท่านพี่คุยซะหน่อย.. 

..แต่จะคุยเรื่องอะไรดีล่ะ.. 

..จริงๆก็มีเรื่องอยากจะถามท่านพี่เยอะแยะ.. 

..ไม่ก็ไม่กล้าเอาซะเลย.. 

..อยากจะถาม แต่ก็กลัว.. 

..กลัวจะถูกดุ.. 

..กลัวจะถูกโกรธ.. 

..แต่จะว่าไป.. ท่านพี่ไม่เคยโกรธข้าเลยนี่นา.. 

..ลองถามดูดีไหมนะ.. 

..ไม่ถาม ก็ไม่รู้.. 

..ทำหน้าด้านๆ แล้วถามดูตรงๆเลยจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ.. 

..แต่ถ้าคุยแล้วติดลม ยืนอย่างนี้ก็เมื่อยตายชักน่ะสิ.. 

..เพราะฉะนั้น ก่อนอื่นก็ต้อง--.. 

.. 

‘ท่านพี่คะ‘ 

‘หืม‘ 

‘ข้าเมื่อยแล้ว เรา เอ่อ.. ข้าหมายถึง ข้า.. ‘ พูดไม่ทันจบ เขาก็ประคองเธอลงนั่งโดยไม่คลายอ้อมกอด ซ้ำยังกอดเธอแน่นขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ 

‘ท่านพี่คะ เอ่อ..ข้า.. ‘ เธอชักไม่แน่ใจกับสิ่งที่กำลังจะถาม แต่แล้วก็กลั้นใจถามไปให้รู้แล้วรู้รอด 

‘ข้าอยากรู้ว่า.. ท่านจะแต่งงานกับข้าจริงๆเหรอคะ‘ 

‘ถามอะไรแบบนั้น‘ 

‘ข้า..ข้ายังไม่พร้อม.. ‘ 

‘เจ้ากลัวว่าจะรับผิดชอบเรื่องในบ้านไม่ไหว ทั้งภาระหน้าที่ในหน่วย ทั้งการปรับตัว และอีกหลายๆเรื่องใช่ไหม‘ เขาสาธยายความกังวลในใจเธอออกมาจนครบ ลูเคียเบิกตากว้าง แหงนหน้าสบตาอ่อนโยนของเขาอย่างประหลาดใจ 

เขากลับยิ้มละไม 

‘ข้ารู้ลูเคีย ว่าเจ้ากังวลเรื่องอะไร‘ แว่บหนึ่งเธอเห็นความเศร้าในนัยน์ตาสีเทานั้น 

‘เพราะเจ้าเหมือนฮิซานะ..‘ 

‘..ข้าไม่ได้หมายความว่าหน้าตาเหมือนกัน แต่ข้าหมายถึงความคิดของพวกเจ้านั้น คล้ายคลึงกันเหลือเกิน..‘ 

‘..ตอนนั้นนางก็ถามข้า อย่างที่เจ้ากำลังถาม.. ‘ 

‘..พวกเจ้ากลัวจะทำได้ไม่ดี กลัวจะทำให้ข้าผิดหวัง กลัวจะทำผิดพลาด กลัวความต่ำต้อยของตัวเอง กลัวว่าบ่าเล็กๆของพวกเจ้าจะแบกรับมันไม่ไหว.. ‘ 

‘..และข้าก็จะบอกเจ้า อย่างที่ข้าบอกกับฮิซานะ.. ‘ 

ใบหน้าสลักก้มลงแนบชิดแก้มนุ่มเนียนของเธอ กระซิบแผ่วผ่าว 

‘ข้าไม่ได้ต้องการผู้หญิงที่เก่งงานบ้านงานเรือน ข้าไม่ได้ต้องการผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ ข้าต้องการแค่เจ้า หัวใจของเจ้า กับร่างกายของเจ้าที่จะอยู่เคียงข้างข้า นับจากนี้ต่อไปจนวันสุดท้ายของชีวิต‘ 

‘..ขอเพียงมีเจ้าอยู่ข้างๆ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่สำคัญอีกแล้ว.. ‘ 


ริมฝีปากนุ่มค่อยจรดลงทับริมฝีปากบางของหญิงสาว นุ่มนวลและอ่อนหวาน 

..นั่นสิ.. 

..ท่านพี่ฮิซานะก็มาจากลูคอนเหมือนกับข้า.. 

..ในเมื่อนางทำได้ ข้าก็ต้องทำได้เหมือนกัน.. 

..เพื่อท่านพี่.. 

..ข้าจะพยายามอย่างที่สุด.. 

..ขอบคุณค่ะ ท่านพี่ ขอบคุณที่เข้าใจข้า.. 

..เพราะแบบนี้ ข้าถึงได้รักท่าน มอบหัวใจให้ท่านจนหมด.. 

ลูเคียใช้มือบางดันอกเขาเบาๆให้ละริมฝีปากออก แต่เขายังดึงดันที่จะเม้มเลียริมฝีปากของเธอ เธอรู้ดีว่าเขาเริ่มจะต้องการเธอจากสัมผัสที่เริ่มเร่าร้อนขึ้นทุกที แต่เธอยังมีเรื่องที่ค้างในใจ ใบหน้าหวานจึงผละออกจากเขา 

‘ท่านพี่คะ เล่าเรื่องท่านพี่ฮิซานะให้ข้าฟังหน่อยได้ไหมคะ‘ 

นัยน์ตาสีเทาหม่นลงเล็กน้อย ‘เจ้าอยากรู้เรื่องของนางไปทำไม‘ 

‘เอ่อ ข้าอยากรู้เรื่องของท่านกับนางค่ะ อย่างเช่นเจอกันที่ไหน‘ 

เขามีท่าทีไม่เต็มใจนัก ‘เจ้าอยากรู้จริงๆรึ‘ 

‘ค่ะ‘ เธอยิ้มกว้าง ตอบอย่างหนักแน่น 

‘อืม..ก็ได้..วันนั้นน่ะ ประมาณช่วงต้นฤดูร้อนเห็นจะได้.. ‘ 


..ท่านพี่เบียคุยะ.. 

..ขอโทษนะคะที่ต้องให้ท่านรื้อฟื้นเรื่องของท่านพี่ฮิซานะ.. 

..แต่ข้าอยากจะฟัง.. 

..ข้าอยากจะเรียนรู้ความรักในแบบของท่าน.. 

..ข้าอยากจะรู้จักท่านมากกว่านี้.. 

..ผ่านความรักที่ท่านมีให้ท่านพี่ฮิซานะ.. 

..ข้ารู้ว่าท่านยังรักนางเสมอ.. 

..และข้าอยากให้ท่านรู้ว่าข้าเทิดทูนความรักของท่านที่มีต่อนาง.. 

..ข้าไม่เสียใจ ที่หัวใจท่านยังคงมีนาง.. 

..และจะมีนางอยู่เสมอ.. 

..เพราะนั่นทำให้ข้ารู้ว่า รักของท่านนั้นมั่นคงมากเพียงใด.. 

..บริสุทธิ์มากเพียงใด.. 

..หนักแน่นดั่งหินผา.. 

..และไม่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา.. 

..หัวใจที่มั่นคงเช่นนี้แหละที่ข้าปรารถนา.. 

..เพราะส่วนลึกในใจข้านั้นหวัง.. 

..หวังว่าท่านจะรักข้าเช่นนั้นบ้าง.. 

..มั่นคงกับข้าเช่นนั้นบ้าง.. 

..ห่วงหาข้าเช่นนั้นบ้าง.. 

..และเพราะท่านพี่ฮิซานะเป็นคนสำคัญของข้าเช่นกัน.. 

..ข้าจึงไม่อาจทำให้นางเสียใจ.. 

..ไม่อาจทำให้ท่านเสียใจ.. 

.. 

..ท่านพี่ฮิซานะ.. 

..ท่านได้ยินหรือเปล่า.. 

..ท่านฟังอยู่หรือเปล่าคะ.. 

..ถ้อยคำอ่อนโยนยามที่เอ่ยถึงท่าน และความรู้สึกจากก้นบึ้งหัวใจของท่านพี่เบียคุยะนี้น่ะ.. 

..ข้าสัมผัสได้นะ.. 

..ถึงความรักที่เปี่ยมล้นออกมาจากหัวใจดวงนั้น.. 

..ทั้งความคิดถึงที่ยังไม่จางหาย.. 

..ความเศร้าโศกที่เคยไม่เลือนลาง.. 

..ความอาลัยที่ไม่เคยลบเลือน.. 

..ความอาวรณ์ที่ยังติดตรึงอยู่ภายใน.. 

..ความเหงาและความอ้างว้างที่ตามติดเป็นเงาตามตัว.. 

..ต่างหลั่งไหลออกมาพร้อมกับถ้อยคำเหล่านั้น.. 

..แต่ข้าจะรับมันไว้.. 

..ร่วมแบกรับมันไว้.. 

..สิ่งเหล่านี้ที่ท่านพี่เบียคุยะแบกรับมันไว้มาตลอด จากนี้ไปข้าจะช่วยแบ่งเบามันลง.. 

..ข้าสัญญา ท่านพี่ฮิซานะ.. 

..ข้าจะดูแล ข้าจะรัก ข้าจะเยียวยาหัวใจดวงนั้นด้วยชีวิตของข้า.. 

..ความรักที่ท่านไม่อาจตอบแทนท่านพี่เบียคุยะ ข้าจะตอบแทนแทนท่านเอง.. 

..ข้าสัญญา.. 

..ด้วยวิญญาณของข้า.. 



‘ลูเคีย‘ เขาเรียก หลังจากหยุดเล่าเรื่องของฮิซานะ 

ฟ้าด้านนอกเริ่มมืดสลัว อากาศเริ่มเย็น เสียงใบไม้แห้งเสียดสีกันไปมา 

‘คะ?‘ 

‘เจ้ายังมีเรื่องที่ยังไม่ได้บอกข้า‘ 

‘หืม..‘ ลูเคียทำหน้าประหลาดใจ พยายามนึกว่าเธอมีเรื่องอะไรที่ปิดบังเขาอยู่ 

‘เรื่องที่ข้ายังไม่ได้บอกท่านหรือคะ‘ 

‘อืม เรื่องที่เจ้าบอกเร็นจิ แต่ยังไม่ได้บอกข้า‘ เขากระซิบเสียงเย็น คล้ายออกคำสั่ง ‘ข้ารอเจ้าบอกอยู่นะ‘ 

‘ข..ข..ข้า.. ‘ 

เขาก้มหน้าลงจนแก้มนวลแนบชิดกัน 

‘ว่าไง‘ 

‘ข..ข้า.. ‘ 

‘ว่ามาสิ ข้ารออยู่นะ‘ 

‘ข้า.. ‘ ความเขินอายประเดประดังเข้ามาจนเธอจำใจเสมองออกไปด้านข้าง 


‘ข้ารักท่าน..‘ 

เธอเอ่ยออกมาในที่สุด 

เบียคุยะยิ้มกว้าง จับคางเธอหันมาสบตาให้ชัดเจน 

‘ข้าก็รักเจ้า..ลูเคีย‘ 









=== END === 



ตอนแถม part 1 

‘คุณหนูเจ้าคะ..คุณหนู ..‘ มือกร้านบางเขย่าร่างเล็กของผู้เป็นนายเบาๆ ‘ตื่นเถอะเจ้าค่ะ สายมากแล้วนะเจ้าคะ‘ 

‘อืม‘ ร่างเล็กบนเตียงกลับส่งเสียงครางต่ำพลางดึงผ้าห่มขึ้นปิดหน้า คล้ายไม่อยากรับรู้สิ่งใด 

‘คุณหนู..ข้าเตรียมน้ำอาบไว้ให้แล้ว ตื่นไปอาบน้ำอาบท่าแล้วก็ทานข้าวก่อนค่อยกลับมานอนเถอะเจ้าค่ะ‘ 

‘อีกเดี๋ยวเถอะนะ ข้าเพลียจะแย่แล้ว‘ เธอบ่นงึมงำแล้วพลิกตัวหันหลังให้สาวใช้พร้อมกับบดหน้าลงกับหมอนนุ่มเป็นการปฏิเสธคำร้องขอนั้น 

เมกุมินิ่วหน้าเมื่อเจ้านายสาวของเธอทำโอ้เอ้ไม่ยอมลุกจากที่นอน จึงตัดสินใจปล่อยไม้เด็ด 

‘ถ้าคุณหนูไม่ยอมลุก ข้าคงต้องไปเรียกเบียคุยะซามะมานะเจ้าคะ‘ 

ได้ผล.. ร่างเล็กค่อยๆดึงผ้าห่มที่ปิดหน้าอยู่ลง เมกุมิที่ชะโงกไปชำเลืองดูต้องแอบยิ้มออกมาเมื่อเห็นลูเคียปรือตาขึ้นอย่างเหนื่อยหน่าย 

‘บ..เบียคุยะ..เหรอ‘ ลูเคียพึมพำ แขนเล็กเหยียดยืดไปข้างหน้าจนสุดอย่างเกียจคร้านแล้วหดกลับมา 

เธอพลิกตัวหันกลับมามองหน้าเมกุมิอีกครั้ง 

‘ก็ได้..เจ้าไปเตรียมสำรับเถอะ ข้าอาบน้ำก่อน‘ เธอสั่งพลางหาววอด 

เมกุมิยิ้มแป้นรีบโค้งคำนับเธอและเดินออกจากห้อง 

พ้นเงาสาวใช้ ลูเคียค่อยๆยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง มือน้อยสองข้างยกปิดหน้าด้วยอาการมึนงง หลังจากนั่งอยู่ครู่หนึ่งจนมั่นใจว่าลุกไหวก็เดินเข้าห้องน้ำไป 

เธอถอดยูกาตะสีขาวออกใส่ในตะกร้าสำหรับผ้าใช้แล้ว เหลือเพียงร่างเปลือยเปล่า 

เงาสะท้อนของตัวเองจากกระจกเงาบานใหญ่ทำให้เธอขมวดคิ้ว สูดหายใจเข้าลึกและยืดตัวตรง บางอย่างในกระจกนั้นทำให้เธอใจคอไม่ค่อยดี บางอย่างในร่างกายเธอผิดปกติไปจากเดิม 

เธอบิดตัว ยืนหันข้างให้กระจก และเพ่งมันอยู่นาน 

ลูเคียกลืนน้ำลายแห้งผาก ยกมือขึ้นแตะหน้าท้องของตัวเองตรงที่ต่ำกว่าสะดือเล็กน้อย ส่วนที่มันยื่นนูนออกมาอย่างชัดเจน 

เกือบสองสัปดาห์แล้วที่เธอตื่นขึ้นมาจากยานอนหลับของพวกอาวุโส ทีแรกเธอก็คิดว่าการนอนอย่างยาวนานเกือบสองเดือนอาจจะทำให้เธออ้วนขึ้น มีไขมันมากระจุกตัวที่หน้าท้องก็เป็นได้ แต่ดูเหมือนว่า เธอจะทนหลอกตัวเองไม่ไหวอีกแล้ว 

ลูเคียเม้มปากแน่น หลับตาลงช้าๆ 

..ไม่จริง.. 

..เป็นไปไม่ได้.. 

..ถึงจะไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร.. 

..แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆนี่นา!.. 

..ต่อให้เป็นตระ ... ลขุนนางเองก็เถอะ.. 

..พวกนั้นพยายามมีทายาทกันแต่ละครั้ง ยังต้องใช้เวลาไม่รู้กี่ปี.. 

..แต่นี่.. 

..แค่ครั้งเดียว.. 

..ครั้งนั้น.. 

..คืนนั้น.. 

..แค่ครั้งเดียวเองนะ.. 

..เป็นไปไม่ได้.. 

..เป็นไปไม่ได้.. 

..เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!.. 

ถึงความคิดจะปฏิเสธเช่นนั้น แต่อีกใจหนึ่งก็รู้ว่าเธอกำลังโกหกตัวเอง หลอกตัวเอง 

ทั้งอาการคลื่นเ ... ยนอาเจียน อยากกินของที่เคยไม่ชอบ การรับรู้รสชาติผิดไปจากเดิม อาการอ่อนเพลียทั้งวัน และหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดล้วนชี้ไปยังสิ่งเดียวกัน.. 

การตั้งครรภ์.. 

หญิงสาวมองร่างตัวเองในกระจกอีกครั้งแล้วตัดสินใจแน่วแน่ 

..ไปหาอุโนะฮานะไทโชว.. 

..ไปตรวจให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไปว่าใช่หรือไม่ใช่!!.. 

ร่างเล็กหมุนตัว เดินปรี่เข้าห้องน้ำอย่างรวดเร็ว.. รีบทำ จะได้รีบไปหน่วยสี่ 


*** 

ที่ทำการหน่วยสี่ยังคงเงียบสงบเช่นเคยเพราะไม่มีใครกล้าอาจหาญลองดีส่งเสียงอึกทึกในบริเวณของอุโนะฮานะไทโชว ลูเคียเดินก้มหน้าก้มตาเข้าไปยังห้องรับรองที่ยมทูตหน่วยสี่คนหนึ่งพาเธอไปรอพบอุโนะฮานะไทโชว 

เธอนั่งใจลอยมองแก้วน้ำตรงหน้า มือเล็กมีเหงื่อซึมจนแฉะ ความคิดฟุ้งซ่านมากมายกำลังรุมเร้าเธออย่างหนัก 

..ถ้าเกิดใช่ขึ้นมา.. 

..ข้าจะทำยังไงดีล่ะ.. 

..จะบอกท่านพี่ยังไง.. 

..จะโดนไล่ออกจากบ้านโทษฐานทำตัวไม่ดี ทำลายชื่อเสียงวงศ์ตระ ... ลหรือเปล่า.. 

..จะทำงานต่อได้ไหมนะ.. 

..หรือว่า จะไม่บอก.. 

..แล้วหนีไปให้ไกลดีล่ะ.. 

..ถ้าท่านพี่รู้เข้า.. 

..ท่านพี่จะโกรธไหมนะ.. 

.. 

‘คุจิกิซัง‘ เสียงอ่อนโยนอันเป็นเอกลักษณ์ของหัวหน้าหน่วยสี่ เรียกเธอขึ้นจากภวังค์ 

ลูเคียรีบลุกขึ้นคำนับหญิงสาวท่าทางใจดีคนนั้นอย่างรวดเร็ว ‘สวัสดีค่ะ อุโนะฮานะไทโชว‘ 

อุโนะฮานะไทโชวเดินมานั่งลงบนโซฟาฝั่งตรงข้ามเธอ พร้อมกับวางแฟ้มหนาลงบนโต๊ะ 

‘ค่ะ นั่งก่อนเถอะค่ะ‘ 

ลูเคียพยักหน้าเบาๆ และตัดสินใจพูดขึ้นก่อน 

‘เอ่อ ข้าอยากทราบผลการตรวจร่างกายอย่างละเอียดที่ท่านได้ตรวจข้าวันก่อนน่ะค่ะ‘ 

‘หืม‘ หญิงสาวแก่วัยกว่ามีท่าทางประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ยังยิ้มกว้างให้เธอ ‘เดิมทีเรานัดกันไว้วันมะรืนนี้ไม่ใช่หรือคะ‘ 

ลูเคียพยักหน้าอีกครั้ง ‘ข้าทราบค่ะ แต่ข้า..เอ่อ..ใจร้อนน่ะค่ะ‘ 

เธอโกหกไปเพราะความอยากรู้ และคิดว่าแค่มาขอฟังผลก่อน คงไม่น่าจะเป็นอะไร 

อุโนะฮานะยังคงยิ้มหวานให้เธอ ‘อันที่จริงผลการตรวจออกมาหมดแล้วล่ะค่ะ แต่เนื่องจากว่าผลการตรวจบางตัวจำเป็นต้องได้รับการยืนยันเพราะเกี่ยวพันกันหลายฝ่าย จึงจำเป็นต้องทำโดยรอบคอบและรัดกุมอย่างที่สุดค่ะ‘ 

ลูเคียทำหน้าแปลกใจ คำว่าเกี่ยวพันกันหลายฝ่ายที่อุโนะฮานะพูดถึงทำเอาเธอใจหายเล็กน้อย 

‘เอ่อ..อุโนะฮานะไทโชวคะ‘ ลูเคียทำท่า.. ‘ไม่ทราบว่า..เอ่อ.. ‘ 

‘มีอะไรก็ถามมาได้เลยค่ะ คุจิกิซัง‘ 

‘เอ่อ..การตรวจวันนั้น..เอ่อ..มีการตรวจการตั้งครรภ์หรือเปล่าคะ‘ 

‘ค่ะ มีค่ะ‘ 

ร่างเล็กแข็งทื่อทันทีที่ได้ยิน 

‘แล้ว..ผล..ล่ะคะ อุโนะฮานะไทโชว‘ 




‘ผลการตรวจการตั้งครรภ์เป็นบวกค่ะ‘ 


‘เฮ่ย ลูเคีย!!‘ ร่างสูงผมสีแดงตะโกนเรียกโล้งเล้งมาแต่ไกล พร้อมกับวิ่งทึกๆตรงรี่มาหาหญิงสาวที่เดินใจลอยออกจากหน่วยสี่ 

แต่หญิงสาวเจ้าของชื่อกลับนิ่งเฉย นัยน์ตามองเหม่อไม่ใส่ใจสิ่งรอบตัว 

เร็นจิวิ่งมาถึงก็ชลอฝีเท้าลงเดินข้างๆ ก้มหน้าไปใกล้เพื่อเรียกเธออีกครั้ง 



‘คุจิกิซังคะ ถ้ายังไง ขอข้าตรวจร่างกายเจ้าอีกหน่อยจะได้หรือเปล่า‘ อุโนะฮานะไทโชวเอ่ยถามความสมัครของหญิงสาว 



‘ลูเคีย เป็นอะไรไปน่ะ‘ เขาถาม ชักเป็นห่วงขึ้นมารำไร 



‘ค่ะ‘ ลูเคียผงกศีรษะรับ แม้จะเขินอายและหวาดกลัวว่าอุโนะฮานะไทโชวจะถามถึงพ่อเด็กในครรภ์ แต่สุขภาพของเธอและเด็กสำคัญกว่า 

ลูเคียเดินไปนั่งบนเตียงสูงริมห้อง และเปิดหน้าท้องให้หัวหน้าหน่วยสี่ได้ตรวจ 



เธอยังนิ่ง เท้าเล็กยังพาร่างไร้สตินั้นเดินไปเรื่อยๆ 



มืออุ่นของหญิงสาวสูงวัยคลำท้องน้อยเธอไปมาอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยอย่างมีเลสนัย 

‘ครรภ์สามเดือน ปกติไม่ใหญ่ขนาดนี้หรอกนะคะ‘ 




เร็นจินิ่วหน้า ตะโกนใส่เธอ ‘ลูเคีย!!‘ 


ว่าแล้วตบหลังหญิงสาวดังป๊าบ 


แรงกระแทกทำเอาหญิงสาวที่ใจลอยเซเสียหลักไปข้างหน้าทำท่าจะล้มคะมำ อารามตกใจทำให้ร่างเล็กตอบสนองกลับโดยอัตโนมัติ อย่างน้อยเธอก็เป็นยมทูตที่ผ่านการฝึกมาไม่น้อย เธอกลับตัวเกร็งเท้ายันพื้น หันมาเผชิญหน้าคนที่ผลักเธอ แล้วร่ายวิถีมารโจมตีกลับ 


‘วิถีทำลายที่สามสิบสามฉักกะโฮ!‘ 


เร็นจิเบิ่งตากว้างกระโดดหนีแทบไม่ทัน 


‘เฮ้ย!!! ลูเคีย!!‘ 


หญิงสาวที่เพิ่งได้สติเบิกตากว้างเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ใช่ใครที่ไหนก็รีบลดมือลง และวิ่งไปหาเขา 


‘เร็นจิ!‘ 


‘เออ! ก็ข้าน่ะสิ! ถ้าหลบไม่ทันจะเป็นไงเนี่ย!‘ เขาสาวเท้าเข้ามาใกล้ สีหน้าซีดเผือกของหญิงสาวชวนใจคอไม่ดี เขายกหลังมือหนาแตะหน้าผากมนของเจ้าหล่อน 


‘เพิ่งจะฟื้นได้แค่สองอาทิตย์ มาเดินเทิ่งๆแบบนี้มันไม่ดีกับสุขภาพนะ ดูสิหน้าซีดอย่างกับไก่ต้มแล้ว หัวหน้ารู้เข้าเจ้าจะเดือดร้อนเอานะ‘ 


ลูเคียทำหน้าเจื่อน เหงื่อแตกเต็มหน้า มีพิรุธจนเร็นจิชักเอะใจ 


‘มีอะไรลูเคีย‘ เขาถามขณะหันมองทางที่หญิงสาวเพิ่งเดินจากมา 


‘เจ้ามาทำอะไรที่หน่วยสี่ ไม่สบายเหรอ?‘ 


ใบหน้าสวยเริ่มกระอักกระอ่วน คล้ายไม่รู้จะเริ่มอธิบายจากตรงไหน 


‘ลูเคีย เกิดอะไรขึ้น หัวหน้าทำอะไรเจ้า พวกคุจิกิทำอะไรเจ้าอีก!‘ 


‘เร็นจิ..ข้า..‘ 


ชายหนุ่มมองเธอหน้าเครียด ท่าทางเอาเรื่อง 


‘พวกมันอีกแล้ว.. ‘ เขากัดฟันกรืดกรอด ‘..เจ้ารออยู่นี่ ข้าจะไปจัดการพวกมันเอง‘ 


‘เดี๋ยว!! ไม่ใช่นะเร็นจิ!!‘ เธอคว้าแขนแกร่งแทบไม่ทัน 


เขาหันมา ทำหน้าสงสัย 


‘ข..ข้าไม่ได้เป็นอะไร ข้า..แค่..เอ่อ..‘ 


เร็นจิขมวดคิ้วตั้งอกตั้งใจรอฟัง 


มือเล็กที่เกาะเกี่ยวแขนแกร่งเริ่มสั่น 


‘ข้าท้อง..‘ 


คำสั้นๆ แต่ทำเอาประสาทรับรู้ของเร็นจิช้าลงไปถนัดตา 






‘อะไรนะ!!!!‘ 


เร็นจิช็อกตาตั้ง ปากค้างห้อยหุบไม่ลง 


‘ข้าบอกว่า..‘ หญิงสาวก้มหน้างุด มือเล็กกำแน่น ‘ข้า..ท้อง‘ 


ชายหนุ่มพยายามหุบปากอย่างยากลำบาก เขาพยักหน้าช้าๆ 


‘กับใคร? ‘ เขาถามเรียบๆ เสียงนิ่งผิดปกติจนน่ากลัว 


ลูเคียส่ายหน้า ไม่กล้าเอ่ยชื่อนั้น ยิ่งเร็นจิทำท่าเหมือนจะโมโหแบบนี้ด้วยแล้ว ยิ่งไม่พูดเด็ดขาด 


‘ลูเคีย เจ้าเป็นคนนะ ไม่ใช่ปลากัดที่แค่มองหน้ากันแล้วก็ท้องได้น่ะ‘ เขามองหน้าเธออย่างเค้นถาม ถ้าวันนี้ไม่ได้คำตอบ เขาไม่รามือแน่ 


‘ใครเป็นพ่อเด็ก?‘ เขาซักต่อ 


ลูเคียหลบสายตา เม้มปากแน่นเป็นสัญญาณว่าจะไม่บอกเขาแน่ 


‘ใครรังแกเจ้า ตอบข้ามานะลูเคีย‘ 


‘ข้าไม่บอกเจ้าหรอก!‘ เธอตะโกนใส่หน้าเขากลับ ยืนกอดอกหันหน้าหนีไปอีกทาง 


เร็นจิตะลึง เขาพยักหน้าเบาๆข่มโทสะที่พุ่งพรวดๆ หันหลังให้เธอเตรียมจะเดินจากไป 


‘นั่นเจ้าจะไปไหนน่ะ เร็นจิ‘ 


‘ไปเอาเลือดหัวคนที่มันบังอาจขืนใจเจ้า!‘ 


‘ไม่ได้นะเร็นจิ!‘ ลูเคียรีบกระชากร่างสูงนั้นกลับมาหน้าตาตื่น 


‘ท่านพี่ไม่ได้ขืนใจข้า!‘ 


หลุดปากพูดได้แค่นั้นก็รีบเอามืออุดปากแทบไม่ทัน ยิ่งเห็นใบหน้าถ ... ทึงเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มกรุ้มกริ่มบนใบหน้าคมเข้มของชายหนุ่มก็แสดงว่าเธอหลงกลเขาเข้าแล้ว เธอก็ได้แต่ย่นหน้าเบือนหน้าหนีเขา จนใจจะพูดอะไร 







‘เล่ามาให้หมด อย่าได้หมกเม็ดเลยนะยัยบ้า‘ 




*** 

= ตอนพิเศษ 3 = 




ในห้องส่วนตัวของร้านน้ำชาร้านหนึ่ง.. 

เร็นจิเคาะนิ้วลงบนโต๊ะดังตึกตัก มืออีกข้างเท้าคาง นัยน์ตาหรี่มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างระอาเอือม 

กว่าจะเค้นให้เพื่อนสาวตัวดีเล่าออกมาได้ทั้งหมด ก็กินเวลาไปร่วมชั่วโมงเศษเพราะเจ้าตัวเอาแต่อิดออดนั่งบิดไปบิดมา จงใจเล่าข้ามบ้างอะไรบ้าง กว่าจะงัดให้เรื่องราวหลุดออกมาจากปากได้ทั้งหมด ทำเอาเหนื่อยไม่ใช่เล่น 

เขาถอนใจฟู่ ยกน้ำชาขึ้นซดโฮกใหญ่หวังเติมพลัง 

‘ลูเคียนะลูเคีย ข้านึกว่าเรื่องคอขาดบาดตายอะไรเสียอีก ก็แค่เจ้าท้องเองน่า‘ 

‘นี่แหละเรื่องคอขาดบาดตายล่ะ!‘ หญิงสาวว่าพลางตบโต๊ะเสียงดัง ‘ถ้าสภารู้เข้าล่ะก็--‘ 

‘แล้วยังไงล่ะ?‘ เขาถามเรียบๆ ‘พวกตาแก่ยายแก่นั่นก็ยอมให้เจ้าแต่งงานกับหัวหน้าแล้วไม่ใช่เหรอ พวกนั้นเองก็อยากได้ทายาทกันตัวสั่นแล้วเหมือนกันนี่นา ลองให้พวกนั้นรู้สิ ข้าว่าจากกำหนดการณ์จะให้แต่งปีหน้า เจ้าได้แต่งปลายเดือนนี้แน่ๆ‘ 

‘โธ่ว้อยย! เจ้านี่มันโง่จริงหรือแกล้งโง่ล่ะเนี่ย!‘ เธอนิ่วหน้าตวาดแว้ดใส่ ‘ข้าท้องก่อนแต่งนะ ได้ยินหรือเปล่า ท้อง-ก่อน-แต่ง น่ะ!!‘ 

‘ก็แล้วยังไงเล่า! ก็ท้องไปแล้วไม่ใช่เร๊อะ พวกนั้นคงไม่ใจไม้ไส้ระกำให้ไปเอาเด็กออกหรอกน่า!‘ 

‘นี่มันตระ ... ลขุนนางนะ! มันผิดธรรมเนียมน่ะ เจ้าเข้าใจหรือเปล่า!‘ 

‘ไม่เข้าใจว้อยย!!‘ เขาทุบโต๊ะ หน้าตาขึงขัง ชี้นิ้วไปที่ประตู ‘เจ้ารีบกลับบ้านไปเดี๋ยวนี้เลยนะ! ไปบอกหัวหน้าซะเรื่องเด็กในท้อง ยังไงๆก็ลูกตัวเองทั้งคน คนแบบนั้นไม่ยอมให้เจ้ากับลูกเป็นอะไรแน่!‘ 

‘ท่านพี่จะเอาอะไรเถียงกับสภากันเล่า!‘ 

‘นั่นไม่ใช่ปัญหาของเจ้าซักหน่อย! ปล่อยให้เป็นปัญหาของหัวหน้าไปสิ!!‘ เร็นจิเถียงจนหน้าดำหน้าแดง รู้สึกเหมือนจะหมดลมจนต้องหยุดหายใจเข้าออกยาวๆ 
‘เจ้านี่น้า.. เชื่อใจหัวหน้าเค้าบ้างเถอะ เค้ารักเจ้ามากนะ รู้ตัวบ้างหรือเปล่า‘ 

ราวกับคำพูดนั้นแทงใจดำ ลูเคียได้แต่เบ้หน้าด้วยไร้คำพูดจะเถียง แก้มแดงเรื่อเมื่อนึกถึงหน้าเบียคุยะ 

เร็นจิเห็นแล้วก็เอามือเกาหัวแกรกๆ ทำเฉไฉมองไปทางอื่น 

‘แล้วก็นะ..ถ้าหัวหน้าไม่ยอมช่วย ไม่ยอมทำอะไรล่ะก็..ข้านี่แหละจะช่วยเจ้าเอง‘ 

ลูเคียเบิกตากว้าง เงยหน้ามองเร็นจิทันที ‘เจ้าจะทำอะไร?‘ 

‘ถ้าปัญหามันเยอะนัก ข้าจะเป็นพ่อเด็กให้เองก็ได้.. หัวเราะอะไรฟระ! ยัยบ้านี่!!!‘ 

‘ฮ่าฮ่าฮ่า..เจ้าเนี่ยนะจะเป็นพ่อให้ลูกข้าน่ะ ฮ่ะฮ่ะฮ่ะ!!‘ ลูเคียหัวเราะลั่นจนตัวงอ ตบโต๊ะป๊าบๆ หัวเราะแทบหยุดไม่ได้จนน้ำตาเกาะพราวที่หางตา 

เร็นจิบุ้ยปาก ทำเสียงเข้ม ‘ข้าพูดจริงนะ.. ‘ 

ลูเคียหยุดหัวเราะเมื่อเห็นท่าทางจริงจังไม่ล้อเล่นของเพื่อนสนิท เธอยกแขนนั่งเท้าคางจ้องเขาไม่วางตา ตั้งอกตั้งใจว่าเขาจะพูดอะไรต่อ 

เร็นจิมองสบตาหญิงสาว รู้สึกใบหน้าร้อนวูบวาบจนต้องเบือนหน้าหลบสายตา 

‘ถ้าทางนั้นจะไล่เจ้าออกจากตระ ... ลล่ะก็.. มาอยู่กับข้าก็แล้วกัน.. แค่เจ้ากับเด็กอีกคน เลี้ยงไม่ยากหรอก--‘ 

‘สองคน.. ‘ 

เร็นจิหันขวับมองหญิงสาว นัยน์ตาเบิกโพลง ถามย้ำให้แน่ใจอีกครั้ง ‘อะไรนะ!‘ 

ลูเคียแย้มยิ้มบาง พูดช้าๆชัดๆให้เขาฟังอีกที 

‘ข้าบอกว่า สอง-คน.. เด็กสองคน‘ 

เร็นจิอ้าปากค้างแทบไม่เชื่อหูตัวเอง 

ลูเคียลูบครรภ์ตัวเอง แล้วส่งยิ้มให้เร็นจิ ‘อุโนะฮานะไทโชวบอกว่าเป็นแฝดน่ะ‘ 

ชายหนุ่มทำหน้าเลิ่กลั่กตกใจไปชั่วครู่ พยายามหุบปากที่ค้างเกร็ง 

‘ฝ..แฝด!? ‘ 

‘ใช่.. ไงล่ะ?..ยังอยากรับเลี้ยงข้ากับลูกอยู่หรือเปล่า‘ เธอหรี่ตามอง ถามอย่างจริงจัง 

‘สงสัยต้องคิดดูใหม่‘ 

‘หา!? ไหนเมื่อกี๊ยืนยันหนักแน่นนักล่ะ‘ 

‘หึ.. เรื่องนั้นไว้พูดกันทีหลัง ที่สำคัญตอนนี้.. ‘ เร็นจิลุกพรวด ชี้มือไปที่ประตูอีกรอบ 



‘กลับบ้านไปบอกหัวหน้าซะเร็วๆเลย!!!‘ 

.. 

.. 


..เจ้าบ้านั่น.. 

..น่ารำคาญชะมัด.. 

..แต่ถ้าเกิดถูกไล่ออกจากบ้านขึ้นมาจริงๆ.. 

..จะทำยังไงดีล่ะ?.. 

‘ลูเคียซามะ.. ‘ เสียงสาวใช้กระวีกระวาดเข้ามาเอ่ยทักทันทีที่เธอก้าวเท้าเข้าบ้าน 

‘อืม มีอะไรหรือเปล่า‘ 

‘ยูยะซามะมารอพบที่ห้องรับแขกเจ้าค่ะ‘ 

‘อะไรนะ!‘ 

..ให้ตายเถอะ.. 

..ท่านย่ายูยะมาทำอะไรอีกล่ะเนี่ย.. 

..ไม่ใช่ว่ารู้เรื่องแล้วหรอกนะ?.. 

..ตาย.. 

..ท่านพี่ก็ไม่อยู่.. 

..ตายแน่ๆ.. 

หญิงสาวใจเต้นตึกตัก พยายามมองโลกในแง่ดีว่าท่านย่าจอมโหดของเธออาจจะยังไม่รู้เรื่องอะไรก็ได้ 

..พยายามทำตัวปกติดูเชิงไปก่อนก็แล้วกัน.. 

ลูเคียเดินไปถามโถงทางเดิน เปิดประตูห้องรับแขกออกและเข้าไปนั่งคำนับญาติผู้ใหญ่ที่ไม่อยากเจอ 

‘ทิวาสวัสดิ์เจ้าค่ะ ยูยะซามะ‘ 

‘อืม‘ หญิงชราสูงศักดิ์เพียงปรายตามองเมื่อเธอเอ่ยทัก ‘ได้ข่าวว่าเจ้าไปหน่วยสี่มา จริงหรือเปล่า‘ 

คำถามตรงประเด็นไม่มีอ้อมค้อม ทำเอาลูเคียใจหายวาบ ครั้นจะโกหกก็เห็นจะไม่ดี 

‘เจ้าค่ะ‘ 

‘ผลการตรวจร่างกายล่ะ‘ 

‘ร..เรื่องนั้น‘ 

‘ใช้เวลาตรวจตั้งสองอาทิตย์ น่าจะได้ผลมาแล้วมิใช่รึ‘ นัยน์ตาสีเทาอันเป็นเอกลักษณ์ของคนตระ ... ลคุจิกิตวัดอย่างเค้นถาม 

‘ค่ะ อุโนะฮานะไทโชวบอกผลการตรวจร่างกายมาหมดแล้วเจ้าค่ะ‘ 

‘เอามาให้ข้า‘ น้ำเสียงออกคำสั่งเฉียบขาด พร้อมกับยื่นมือผอมแห้งมาตรงหน้าเธอ 

‘คะ?‘ ลูเคียเบิกตากว้าง ไม่คิดว่าจะถูกรุกเร้าขนาดนี้ ‘ต..แต่ว่า‘ 

‘ไม่มีแต่อะไรทั้งนั้น หุบปากและเอาผลมาให้ข้าได้แล้ว‘ 

‘จ..เจ้าค่ะ นี่เจ้าค่ะ‘ ลูเคียมือสั่นขณะส่งแผ่นกระดาษที่ได้จากหน่วยสี่ให้หญิงชราเมื่อเห็นว่าปิดบังต่อไปไม่ไหว 

เพราะมีชนักปักหลังที่หนักหนาสากรรจ์ เพียงยูยะคลี่กระดาษแผ่นนั้นออกอ่าน ลูเคียก็ต้องรีบก้มตัวกดศีรษะลงแนบพื้นด้วยหวั่นในอาญา 

‘ขออภัยเจ้าค่ะ!‘ 

ยูยะซึ่งทีแรกไม่ใส่ใจกับท่าทีนั้นและปล่อยให้ลูเคียก้มตัวสั่นงันงกแนบพื้นอย่างเฉยเมย แต่เมื่ออ่านผลการตรวจจนจบก็ต้องรีบหันมาตวาดแว้ดอย่างเคืองจัด 

‘นังตัวดี! เจ้าทำอะไรน่ะ! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้นะ!!‘ 

‘ข..ขออภัยเจ้าค่ะ!‘ 

‘เจ้าพูดเรื่องอะไร?‘ 

‘ข้า..ข้าไม่ได้ตั้งใจจะให้เรื่องเป็นแบบนี้นะเจ้าคะ ข้า.. เอ่อ.. จะขับไล่ข้าออกจากตระ ... ลก็ได้เจ้าค่ะ แต่อย่าทำลายเด็ก--‘ 

‘เจ้าพล่ามเพ้อเจ้ออะไรของเจ้ากันฮะ! ข้าบอกให้ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!! หรือต้องให้ข้าจิกหัวเจ้าขึ้นมากันฮะ นังเด็กโง่!‘ 

ลูเคียเงยหน้าขึ้นมา ตัวยังสั่นเบาๆแต่ไม่กล้าปริปากเถียงอีก 

‘จะเป็นแม่คนอยู่แล้ว ใครสั่งใครสอนให้ก้มหัวคำนับแบบนั้นกันฮึ!? ให้ตายเถอะ.. รู้ตัวบ้างไหมว่าเด็กในท้องเจ้าน่ะเป็นทายาทคุจิกิเชียวนะ! ทำอะไรก็คิดซะบ้างเถอะ! ก้มหัวปลกๆแบบนั้นเด็กก็แย่กันพอดีสิ!‘ 

‘ข..ขออภัยเจ้าค่ะ‘ 

‘ซายะ‘ หญิงชราหันไปเรียกสาวใช้ของนาง มือก็สะบัดโบกพัดไม่หยุดเพื่อระงับโทสะที่เห็นลูเคียทำเรื่องโง่ๆ 

‘เจ้าคะ‘ 

‘เอากล่องพวกนั้นมา‘ 

‘นี่เจ้าค่ะ‘ 

ยูยะรับกล่องไม้ขนาดต่างๆกันสี่กล่องมาจากสาวใช้ และยื่นส่งให้เธอ ลูเคียทำหน้างงแต่ก็รับมาวางไว้ข้างตัว 

‘นี่เป็นสมุนไพรบำรุงครรภ์ กินให้ต่อเนื่องอย่าได้ขาด เข้าใจหรือเปล่า?‘ ยูยะกำชับหนักแน่น น้ำเสียงอ่อนลงกว่าเมื่อครู่มากนัก 

‘ทำไมเจ้าคะ ไม่โกรธข้าหรือเจ้าคะ‘ 

‘ข้าจะโกรธเจ้าทำไม?‘ 

‘ก็..ข้ากับท่านพี่ยังไม่ได้เข้าพิธี แต่ข้ากลับ..‘ 

‘ยัยเด็กโง่.. เจ้าคิดว่าฮอล์โลว์ดัดแปลงนั่นแค่ทำให้เบียคุยะขาดสติหรือไง พวกข้าลงทุนไปตั้งเยอะ ไม่หวังผลกระโหลกกะลาแค่นั้นหรอกนะ‘ 

‘หมายความว่า..พวกท่าน..‘ 

‘ก็ใช่สิ พวกข้าลุ้นกันจนแทบจะนั่งไม่ติดอยู่แล้วว่าเจ้าจะท้องหรือไม่ท้อง‘ 

‘อ่อ..เจ้าค่ะ‘ ลูเคียใจชื้นขึ้นมาหน่อย อย่างน้อยพวกอาวุโสก็ยอมรับเรื่องนี้ 

‘แล้วนี่แพ้ท้องมากไหม?‘ ยูยะเริ่มขยับเข้ามาใกล้ ก้มลงไปเพ่งมองท้องเธอ ‘มีอาการเยอะหรือเปล่า?‘ 

‘ก็ไม่เยอะค่ะ คลื่นเ ... ยนอาเจียนธรรมดา แค่วันละครั้งสองครั้ง แต่รู้สึกเพลียๆน่ะเจ้าค่ะ‘ 

‘งั้นก็ดี ทำตัวเองให้แข็งแรง เด็กจะได้แข็งแรงไปด้วยรู้หรือเปล่า‘ คำพูดคำจาอ่อนโยนกว่าเคย ท่าทางเป็นห่วงชัดเจน 

‘เจ้าค่ะ‘ 

‘เบียคุยะรู้หรือยัง‘ 

‘ย..ยังเลยเจ้าค่ะ‘ 

‘งั้นก็รีบๆบอกได้แล้ว‘ รอยยิ้มบางจากหญิงชราที่เธอไม่คิดว่าจะยิ้มเป็น ยิ้มให้เธออย่างใจดีก่อนจะหันมองสวนด้านนอกและพึมพำกับตนเองอย่างมีความสุข 

‘นานแล้วสินะ ที่บ้านนี้ไม่มีเด็กๆมาวิ่งเล่นน่ะ.. ‘ 


.. 


แสงไฟสีเหลืองทองสว่างจ้าทั่วห้องหนังสือท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัดโดยรอบ 

ลูเคียยืนกลั้นใจระงับความตื่นเต้น เปิดประตูและปั้นหน้าเรียบเฉยก้าวเข้าไปพร้อมกับถาดชุดน้ำชา 

‘งานยุ่งหรือคะท่านพี่‘ เธอเอ่ยทัก พยายามทำเสียงให้ฟังดูนิ่งที่สุด มือเล็กวางถ้วยชาและรินชาร้อนหอมกรุ่นให้เขา 

เบียคุยะหยิบถ้วยชาขึ้นจิบเล็กน้อย ยังไม่วางเอกสารในมือลง 

ลูเคียเสริ์ฟชาเสร็จก็ทำใจดีสู้เสือเดินมานั่งลงข้างเขา หวังว่าตัวเองจะหาโอกาสเหมาะๆบอกเขาเรื่องเด็กในครรภ์ได้ในไม่ช้า 

‘นิดหน่อยน่ะ.. ‘ เบียคุยะตอบ ใบหน้ายังก้มอ่านเอกสารในมือ ‘จริงสิ อุคิทาเกะฝากคำสั่งนี่มาให้เจ้า‘ 

เขายื่นเอกสารใบนั้นส่งต่อให้ลูเคียที่นั่งอยู่ข้างๆ ลูเคียรับไปและรีบอ่านในทันที 

‘ให้ข้าเป็นหัวหน้าชุดของตัวแทนจากหน่วยสิบสามเข้าร่วมการฝึกปฏิบัติการพิเศษกับหน่วยหกเป็นเวลาสองสัปดาห์.. ตั้งแต่วันพรุ่งนี้‘ ลูเคียอ่านตามเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หัวใจหล่นร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม ลำตัวชาดิกไม่อาจขยับ สมองตื้อตัน มีเพียงมือเล็กที่ยกขึ้นวางบนท้องตนแผ่วเบา 

สิ่งที่เตรียมมาบอกเขาจุกตีบที่ลำคอไม่อาจเอ่ย 

‘อืม ข้าส่งเร็นจิไปเป็นหัวหน้าชุดของหน่วยหก.. ‘ เขาหยุดนิดหนึ่งคล้ายมันเป็นเรื่องที่เขาไม่คาดคิด ‘ข้าเองก็ไม่คิดว่าอุคิทาเกะจะส่งเจ้าไป ไม่อย่างนั้น..ข้าคงไปเอง‘ 

ชายหนุ่มหันมองลูเคียที่เงียบเสียงไปหลังอ่านคำสั่งนั้นจบ ใบหน้าซีดของลูเคียทำให้เขาเป็นห่วงขึ้นมา 

‘เป็นอะไรหรือเปล่า‘ เขาถามอย่างเป็นห่วง ยกหลังมือแตะหน้าผากเธอดูว่าเธอมีไข้หรือเปล่า 

‘เอ่อ เปล่าค่ะ ข้าไม่เป็นไร‘ 

‘ถ้าเจ้าไม่ไหว ข้าจะไปบอก--‘ 

‘ไหวค่ะ!‘ ลูเคียรีบท้วงขึ้นมา ‘ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว เอาแต่นอนมาสองเดือนกว่า ออกไปยืดเส้นยืดสายเสียหน่อยจะดีกว่าน่ะค่ะ‘ 

บอกไปแบบนั้นแล้วฝืนยิ้มออกมา ทั้งที่ใจกังวลไม่หยุดหย่อน 

จากที่คิดว่าพรุ่งนี้คงเป็นแค่การทำงานวันแรกในหน่วย แค่งานดูแลหน่วยทั่วๆไป ดูแลความเรียบร้อย จัดการเอกสารที่คั่งค้าง หรืองานปกติธรรมดา กลับกลายเป็นงานภาคสนามโดยไม่คาดคิด 

รู้ทั้งรู้ว่าเสี่ยงกับสภาพร่างกายแบบนี้ แต่ในเมื่อคำสั่งออกมาแล้ว เธอก็ไม่อยากให้ใครต้องเสียหน้า และที่สำคัญมันกระทันหันเกินไปสำหรับการจะเปลี่ยนตัวแทนที่เลือกขึ้นมา 

แต่สำคัญกว่านั้น.. 

เธอไม่ต้องการให้เขาผิดหวังในตัวเธอ.. 

ภาคสนามแค่สองสัปดาห์ ซึ่งปกติแล้วก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไร เหมือนเป็นการฝึกนอกสถานที่เท่านั้น แต่ต่างออกไปตรงที่เป็นการฝึกร่วมกับหน่วยอื่น (ซึ่งครั้งนี้เป็นหน่วยหก) เท่านั้น 

มือน้อยลูบท้องตัวเอง ภาวนาให้ทุกอย่างผ่านไปได้ด้วยดี 

..อย่างน้อยเจ้านั่นกับโคคุโตะก็ไปด้วย.. 

..คงพอพึ่งพาได้บ้างล่ะนะ.. 

..ไม่สิ!.. 

..ไม่ๆ.. 

..ข้าเองก็มีฝีมือไม่ใช่หรือไงกัน.. 

..ตัวเองเป็นหัวหน้าชุดเชียวนะ ไปหวังพึ่งคนจากหน่วยอื่นได้ยังไงกัน!.. 

..ไม่ได้ๆ.. 

..แค่ระวังไม่ให้กระทบกระเทือนมากไปก็น่าจะไหวอยู่นี่นา.. 

..ถ้าบอกท่านพี่ตอนนี้ล่ะก็ ต้องไม่ยอมให้ข้าไปแน่.. 

..แล้วข้าเองก็ไม่อยากให้ใครมาหาว่าเป็นรองหัวหน้าที่ไม่ได้เรื่อง รับตำแหน่งไม่ทันไร ก็เอาแต่นอนอยู่บ้าน.. 

..แค่สองสัปดาห์เองน่า.. 

..ข้าต้องทำได้สิ.. 

‘ลูเคีย.. ‘ 

‘คะ‘ 

‘เจ้ามาหาข้า.. มีเรื่องอะไรหรือเปล่า‘ 

‘ไม่มีหรอกค่ะ แค่ยกน้ำชามาให้เท่านั้นน่ะค่ะ‘ 

‘งั้นรึ‘ 

‘ค่ะ.. ‘ ลูเคียยิ้มหวาน แสร้งทำเหมือนไม่มีอะไรสำคัญ ‘ถ้าอย่างนั้น ข้าไม่กวนท่านพี่แล้วค่ะ ว่าจะไปเก็บของเดินทางพรุ่งนี้เสียหน่อย‘ 

ลูเคียทำท่าจะลุก แต่ข้อมือแกร่งกลับรั้งเธอไว้ 

เขาจุมพิตเธอที่หน้าผากแผ่วเบาอ่อนโยน 

‘เดี๋ยวข้าตามไป‘ เขาบอกด้วยรอยยิ้มบางบนใบหน้า 

‘ค่ะ ท่านพี่‘ 

ตอนพิเศษ = 4 = 





‘ริคิจิ‘ 

เสียงห้าวเข้มเอ่ยขานรายชื่อตามที่ปรากฏในแผ่นกระดาษที่ถืออยู่ ใบหน้าเคร่งขรึมดุดัน ทั้งยังรอยสักแปลกตามักชวนให้คนอื่นรู้สึกว่าเขาน่าเกรงขามนัก แต่คนในหน่วยกลับรู้สึกต่างออกไป ภายใต้ร่างสูงทะมึนนั้นใครๆในหน่วยหกต่างก็รู้กันดีว่ารองหัวหน้าหน่วยของตนนั้นจัดว่าเป็นคนใจดีคนหนึ่งทีเดียว 

‘ครับ!‘ เสียงเด็กหนุ่มผู้อ่อนวัยตอบรับแข็งขันด้วยท่าทีองอาจ แม้ร่างกายจะดูเล็กจ้อยไปถนัดเมื่อเทียบกับเขา แต่น้ำเสียงเอาจริงเอาจังก็บอกได้ว่าเด็กหนุ่มมีความกระตือรือร้นไม่น้อย 

‘ชิโรกาเนะ‘ เขาเอ่ยชื่อลูกน้องคนต่อไปที่จะร่วมเดินทางไปฝึกภาคสนามด้วยกัน 

‘มาค่ะ!!‘ เสียงหวานใสตอบรับ 

เร็นจิพยักหน้า จิ้มนิ้วลงที่รายชื่อลำดับถัดไป ‘ฮิบาริ‘ 

‘หวัดดีเร็นจิ‘ 

‘มาครับ!‘ 

‘เออ หวัดดีลูเคีย.. ‘ เขาตอบร่างเล็กที่เอ่ยทักเขาและเดินผ่านไปพร้อมกับใครอีกหลายคนที่เขาไม่ทันได้ใส่ใจ เขายังจดจ่อกับรายชื่อตรงหน้า ‘ซาซากิ..‘ 

‘ครับ!‘ 

ดวงตาสีเข้มเปิดกว้าง เพราะความรู้สึกช้า เลยเพิ่งจะนึกออกว่าเมื่อครู่ใครเอ่ยทักตนและตนเองทักตอบใคร เร็นจิก็แทบจะเหวี่ยงกระดาษในมือทิ้งแล้ววิ่งพรวดไปคว้าต้นแขนเล็กของเพื่อนสาวในชั่วพริบตา 

‘เฮ้ย!!!‘ 

‘หือ?‘ ลูเคียหันมองเร็นจิอย่างงงๆ 

‘เจ้ามาทำอะไรที่นี่น่ะ!‘ 

เร็นจิกวาดสายตามองร่างเล็กในชุดยมทูตที่ไม่ได้เห็นมานาน เธอสะพายสัมภาระขนาดย่อมไว้ราวกับกำลังจะออกเดินทาง ยิ่งทำให้เขาครุ่นคิดมากขึ้นอีก 

‘แต่งตัวแบบนี้.. เจ้าจะไปไหน?‘ 

หญิงสาวหรี่ตาลงแล้วยิ้มกวนประสาท ‘ถามมาได้ ก็ไปฝึกภาคสนามร่วมกับหน่วยหกของเจ้าไง‘ 

‘อะไรนะ!‘ 

‘นี่เร็นจิ ข้าว่าพักนี้เจ้าจะหูตึงขึ้นเยอะนะ ว่างๆก็ไปให้อุโนะฮานะไทโชวตรวจซักหน่อยสิ‘ เธอว่ากระเซ้า จงใจแหย่ 

คิ้วสีเข้มด้วยรอยสักดึงรั้งจนแทบจะติดกัน ยิ่งเห็นท่าทีสบายอารมณ์เสียเหลือเกินของเธอ เขาก็เริ่มรู้สึกเหมือนประสาทจะกินขึ้นมารำไร 

ร่างสูงที่เริ่มจะเหลืออดโน้มตัวก้มไปโวยวายใส่หน้าเธอ ‘จะบ้ารึไง เจ้าท้องอยู่นะ!‘ 

‘อย่าเสียงดังสิ!‘ เธอตะโกนกลับ มือเรียวทาบลงที่ปาก ทำเสียงชู่วๆ พลางมองซ้ายมองขวาเลิ่กลั่กดูว่ามีใครได้ยินคำพูดของเร็นจิหรือเปล่า แต่ดูท่าทางจะไม่มีใครได้ยิน เพราะต่างคนต่างก็กำลังจับกลุ่มเตรียมตัวออกเดินทางกัน 

เร็นจิยิ่งเครียดหนัก แต่ก็ลดเสียงลงถาม ‘อย่าบอกนะว่าเจ้ายังไม่ได้บอกคุจิกิไทโชวน่ะ‘ 

‘ยัง‘ ลูเคียทำหน้าเหนื่อยใจนิดๆเหมือนเรื่องที่กำลังคุยกันอยู่นั้นไม่ได้สลักสำคัญอะไร ‘เมื่อคืนก็ว่าจะบอกอยู่ แต่ท่านพี่บอกว่ามีคำสั่งให้ข้ามาฝึกภาคสนามร่วมเสียก่อน ข้าก็เลยยังไม่ได้บอก‘ 

‘นี่เจ้า-!!‘ เขาตวาด ชี้นิ้วใส่หน้าเธอ ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาต่อว่า 

‘เอาน่า แค่สองสัปดาห์เอง กลับมาค่อยบอกก็ยังไม่สาย‘ 

‘ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เจ้าบอกหรือไม่บอกแล้วเฟร้ย! ถ้าเจ้าเป็นอะไรขึ้นมา ต่อให้ข้ามีอีกยี่สิบหัวก็ไม่พอให้คุจิกิ เบียคุยะกุดเล่นหรอกนะ!!‘ 

‘โฮ่.. ท่านรองอาบาราอิไม่มีปัญญาคุ้มครองข้าขนาดนั้นเลยหรือเจ้าคะ?‘ ว่าแล้วก็ยักคิ้วให้เขาสองสามที 

เห็นหญิงสาวแหย่ไม่เลิก ไม่สำเหนียกตัวเองเลยซักนิดว่าตัวเองกำลังท้องอยู่ เร็นจิก็รู้สึกเหมือนหัวจะระเบิด เส้นประสาทที่ขมับเต้นตุบๆ 

‘โคคุโตะ!!‘ เขาหันไปเรียกเด็กหนุ่มผมทองที่ยืนสำรวจความเรียบร้อยอยู่ไม่ไกล 

เจ้าบ้านซึซึมุระได้ยินก็วิ่งปุเลงๆมายังเขากับลูเคียทันที 

‘สวัสดีครับ ท่านรองอาบาราอิ‘ 

‘เออ‘ เขาตอบ ‘เจ้ารู้หรือเปล่าว่ายัยนี่ท้องน่ะ?‘ 

‘หือ?!‘ โคคุโตะเบิกตากว้างอย่างคาดไม่ถึงเมื่อได้ยินคำถามแบบสายฟ้าแลบ ขณะที่ลูเคียถลึงตามองเร็นจิอย่างเคืองๆ เด็กหนุ่มหันมองหน้าลูเคียราวกับจะเค้นถาม 

‘จริงหรือครับ ลูเคียโดโนะ?‘ 

ลูเคียสะบัดหน้าหนีไม่ตอบอะไร เท่ากับยืนยันว่าสิ่งที่เร็นจิพูดนั้นเป็นความจริง 

โคคุโตะถอนใจเบาๆ ‘แบบนี้กลับไปบ้านจะดีกว่านะครับ ลูเคียโดโนะ ท่านเป็นอะไรขึ้นมาข้ากับท่านรองคงโดนท่านพี่เบียคุยะเอาตายแน่เลย‘ 

หญิงสาวค้อนขวับหน้ามุ่ย ‘พวกเจ้านี่เป็นคู่แฝดกันรึไงเนี่ย พูดเหมือนกันเชียว‘ 

‘หือ.. แสดงว่าท่านรองอาบาราอิคิดเหมือนกันกับข้าน่ะสิ‘ 

‘คำสั่งก็ออกมาแล้ว เปลี่ยนใจไม่ไปก็ไม่ทันแล้วล่ะน่า พวกเจ้าก็ไปกับข้า ก็ช่วยกันดูแลข้าสิ‘ เจ้าหล่อนยิ้มแป้นไม่สะทกสะท้าน 

โคคุโตะถอนใจ ส่ายหน้ารัวไปมาอย่างไม่เห็นด้วย ‘ข้าว่าไม่ดีมั้ง‘ 

‘ไม่รู้ล่ะ ขืนพวกเจ้ายืนรั้งข้าอยู่นี่ วันนี้ก็ไม่ได้เดินทางกันพอดี‘ ว่าแล้วหันหลังเดินดุ่ยหนีสองหนุ่มไปหากลุ่มของหน่วยสิบสามทันที 

เร็นจิเอามือกุมหัวอย่างหนักใจ ‘เราควรจะทำยังไงกับยัยบ้านี่ดีล่ะ?‘ 

‘ไปบอกท่านพี่เบียคุยะกันเลยดีไหมครับ‘ 

เร็นจิทำหน้าคิดหนักกับข้อเสนอของโคคุโตะ ‘คงต้องอย่างนั้นแล้วล่ะ ทีแรกข้าก็ไม่อยากเป็นคนบอกเพราะคิดว่าให้ยัยนั่นบอกเองคงจะดีกว่า.. แต่ดูท่าแล้ว..‘ 

‘ข้าไปเองครับ..‘ โคคุโตะเสนอตัว 

รองหัวหน้าหน่วยหกกลับมองอย่างไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่ ใต้หน้าตายิ้มแย้มแบบนี้ เจ้าหนุ่มนี่ก็เจ้าเล่ห์ตัวร้ายเหมือนกัน จากที่ได้ยินจากปากลูเคียว่าเรื่องของเธอกับเบียคุยะทั้งหมดเป็นฝีมือของเด็กนี่คนเดียวเลยนี่นะ 

แต่ยังไม่ทันที่เร็นจิจะตอบอะไร ก็มีเสียงโหวกเหวกโวยวายตรงมายังกลุ่มที่กำลังจะออกเดินทาง 

โคคุโตะเอียงคอมองร่างเล็กของหญิงสาวที่วิ่งมาอย่างไม่คิดชีวิตจนฝุ่นตลบอบอวน 

‘หยุดก๊อนนนนนนนนนน!!!!!‘ 

‘เอ๋.. เสียงนั่น.. คิโยเนะซัง?!?‘ 

‘หยู้ดดดดดดดดดดดดดดดดดด!!!!‘ 

เสียงดังแบบนั้น ทำเอาคณะเดินทางทั้งจากหน่วยหกและหน่วยสิบสามหยุดการกระทำและพร้อมใจหันมอง 

แล้วร่างเล็กกระโดกกระเดกคล้ายผู้ชายก็มายืนหอบแฮ่กอยู่หน้าลูเคีย 

‘ท..ไท..โชว..‘ คิโยเนะว่าไปก็หอบไป ใบหน้าแดงก่่ำถึงใบหู เหงื่อแตกพลั่กโทรมกาย 

‘อุ..คิ..ทาเกะ..ไท..โชว..สั่ง..ยกเลิก..ภารกิจ..ของ..คุจิกิ ลู..เคีย..และให้กลับไป..รายงาน..ตัวที่..หน่วย..เดี๋ยวนี้!!‘ 

ลูเคียอ้าปากค้าง 

คิโยเนะยื่นแผ่นกระดาษคำสั่งนั้นให้ลูเคียรับไปด้วยมือสั่นเทาเพราะความเหนื่อยที่วิ่งมาไกลโข มืออีกข้างลูบอกตัวเองพลางสูดหายใจครั้งแล้วครั้งเล่าไม่ให้ตัวเองขาดใจตายเสียก่อน 

เร็นจิกับโคคุโตะที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ได้ยินเต็มสองหูก็ทวนคำพูดของคิโยเนะไปมา 

‘ข้าหูฝาดไปหรือเปล่า โคคุโตะ นั่นคำสั่งปลดกลางอากาศไม่ใช่หรือไงนั่น‘ 

‘หูไม่ฝาดหรอกครับ คำสั่งยกเลิกภารกิจของลูเคียโดโนะจริงแท้แน่นอน‘ เด็กหนุ่มว่าแล้วหันไปยิ้มให้เร็นจิ 

แล้วทั้งสองก็พากันกอดคอหัวเราะพร้อมกันดังลั่น 

ลูเคียสะบัดหน้ามองเพื่อนตัวดีที่ดีใจจนออกนอกหน้าอย่างเคืองๆ 

‘แล้วใครจะเป็นหัวหน้าชุดแทนข้า?‘ ลูเคียถามคิโยเนะ 

‘ข้าเองนี่แหละ!!‘ 

‘ข้าด้วย!!!!‘ เสียงเซ็นทาโร่สอดเข้ามาอีกคน พร้อมกับพุ่งร่างถลาเข้ามาจนเกือบชนเธอ ‘คิโยเนะ เจ้าแย่งบทข้าอีกแล้วนะ!!‘ 

‘ช่วยไม่ได้ เจ้าอยากมัวช้าโอ้เอ้อยู่ทำไมล่ะ!‘ 

‘ข้าไม่ได้โอ้เอ้นะ ข้าเตรียมยาให้หัวหน้าอยู่ต่างหากเล่า!‘ 

ลูเคียเห็นท่าไม่ดี บรรยากาศชักจะวุ่นวายขึ้นทุกทีก็ได้แต่ยกมือกุมหน้าผาก 

เร็นจิเดินปรี่มาอย่างไว ตบไหล่เล็กเบาๆ ‘ไปเลย รีบไปรายงานตัวด่วนเลย ฮ่าฮ่าฮ่า.. อุ่ก‘ 

โดนศอกเล็กถองเข้าที่ท้องเข้าให้อย่างหงุดหงิด เร็นจิก็เลยต้องหยุดหัวเราะไปนิดหนึ่ง 

‘กลับก็ได้!!‘ 

เธอว่าอย่างเสียอารมณ์แล้วเดินจากไป ทิ้งเสียงหัวเราะราวกับสะใจเสียเต็มประดาไว้ด้านหลัง.. 



*** 


ลูเคียเดินกระแทกส้นเท้าลงพื้นไปตามทางที่มุ่งสู่ห้องนอน 

เมกุมิวิ่งปราดเข้ามาหาหน้าตื่น ‘มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ‘ 

‘มีแต่คนน่าหงุดหงิดทั้งนั้น!‘ หญิงสาวว่าปากตุ่ยด้วยไม่สบอารมณ์รุนแรง 

Flashback 

‘คุจิกิ!! มานั่งตรงนี้เดี๋ยวนี้เลยนะ!!‘ 

คำสั่งเฉียบขาดดุจัดที่หาฟังได้ยากนักจากหัวหน้าหน่วยสิบสามดังขึ้นทันทีที่หญิงสาวก้าวเท้าเข้าสู่ห้องทำงานของหัวหน้าหน่วย ทำให้เธอจำใจเดินลงมานั่งลงบนเบาะนั่งที่เขาชี้ไว้ตรงหน้า 

‘นี่ถ้าอุโนฮานะไทโชวไม่มาบอกข้า เจ้าจะบอกข้าหรือเปล่า!?‘ 

ลูเคียก้มหน้าลง มือกำฮากามะแน่น ไม่ปริปากเอ่ยคำใด 

ขณะที่อุคิทาเกะรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นกาต้มน้ำที่กำลังเดือดยังคงต่อว่าเธอไม่หยุด 

‘ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ออกเดินทางไปทั้งแบบนี้ได้ยังไงกัน! ใช่เรื่องไหมนั่น!!‘ 

‘ข..ขอโทษค่ะ‘ ลูเคียเอ่ยเสียงอ่อย ไม่เคยคิดว่าจะทำให้หัวหน้าตัวเองโมโหได้ขนาดนี้ 

‘เบียคุยะก็ยังไม่รู้สินะ ไม่งั้นคงไม่ปล่อยให้เจ้าไปแบบนี้แน่ เจ้าคิดอะไรอยู่กันฮะ?! คุจิกิ!‘ 

‘ขอโทษค่ะ‘ 

‘คนที่เจ้าต้องขอโทษไม่ใช่ข้า แต่เป็นเบียคุยะ!‘ 

ลูเคียนิ่วหน้า กลืนน้ำลายเบาๆ 

‘ข้าออกคำสั่งไปแล้วว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ห้ามเจ้าลงฝึกภาคสนามเด็ดขาด! เข้าใจหรือเปล่า คุจิกิ!‘ 

ลูเคียเงยหน้าขึ้นมองชายสูงวัยผมขาวเบื้องหน้าทันควัน 

‘ไม่ต้องมองข้าแบบนั้นเลยนะ คุจิกิ!‘ 

ลูเคียก้มหัวลงไปใหม่.. ไม่มองก็ไม่มอง 

เธอได้ยินเสียงอุคิทาเกะถอนใจยาว 

‘จะเป็นแม่คนแล้วนะเจ้าน่ะ คิดหน้าคิดหลังเสียบ้างสิ..‘ น้ำเสียงผู้อาวุโสเริ่มอ่อนลง 

ลูเคียก้มหน้านิ่ง ไม่ตอบอะไรอีกครั้ง 

อุคิทาเกะพยายามหายใจช้าๆ ข่มอารมณ์เดือดปุดในใจตนเอง.. เพราะห่วงเธอมาก ถึงได้โมโหเธอขนาดนี้.. และเขาชักจะคิดว่าหากปล่อยให้เธอลอยชายตัดสินใจเอาเอง เขากลัวว่าอะไรๆจะสายเกินแกง 

‘เจ้าจะบอกเบียคุยะเองหรือจะให้ข้าบอก..‘ เขาตัดสินใจบีบให้เธอเลือก 

ลูเคียเบิกตากว้างเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ‘ข..ข้าจะบอกเองค่ะ‘ 

ผู้เป็นหัวหน้ากลับมองคล้ายไม่อยากเชื่อนัก 

‘ถ้าอย่างนั้นข้าจะให้เวลาเจ้าแค่พรุ่งนี้ ถ้าพรุ่งนี้เบียคุยะยังไม่รู้ ข้าจะเป็นคนบอกเขาเอง‘ 

ลูเคียกลืนน้ำลาย.. รู้สึกหลังชนฝา.. 

ไร้ที่ทางจะหนีโดยสิ้นเชิง 

End of flashback 



ลูเคียนั่งกระสับกระส่ายในห้องนอนเก่าของตัวเอง 

..จะให้บอกยังไงดีล่ะ?.. 

..พูดง่ายแต่ทำยากชะมัด.. 

หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึกจนสุด 

นั่งหลังตรง 

ปั้นหน้ายิ้มแย้ม ฉีกยิ้มกว้าง.. 

‘ท่านพี่คะ ข้าท้อง..‘ 

... 

... 

พูดแล้วก็ส่ายหัวไปมา 

..ไม่ดีๆ.. 

..ทำหน้านิ่งกว่านี้หน่อยดีกว่า.. 

..เอาใหม่ๆ.. 

คราวนี้แสร้งทำหน้าตายแบบที่เบียคุยะมักจะทำอยู่เสมอ 

... 

‘ท่านพี่คะ.. ข้าท้อง..‘ 

... 

..พรืดดดดด.. 

..ไม่ไหวๆ.. 

..หรือต้องทำหน้าเศร้า?.. 

..ไม่ดีอีก.. 

..หรือว่า? 

‘ลูเคีย‘ 

เฮือก! 

นัยน์ตาสีม่วงกลอกไปมาเร็วจี๋ 

..เวรแล้ว.. 

‘เจ้าไม่ได้ไปภาคสนามหรอกรึ?‘ 

เสียงทุ้มที่ตั้งคำถามทันทีที่เจอหน้านั้นดังใกล้เข้ามา 

ลูเคียรู้สึกถึงเหงื่อเม็ดเล็กแตกขึ้นเต็มหน้าผาก 

‘เอ่อ.. ข้า..‘ 

‘สีหน้าเจ้าไม่ค่อยดีมาตั้งแต่เมื่อคืนแล้วนะ‘ 

ร่างสูงหยุดลงที่หน้าเธอและย่อกายลงนั่ง 

เธอเงยหน้ามองเขาด้วยแววตาสั่นระริก ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ 

เห็นแบบนั้น เบียคุยะก็กังวลขึ้นมาในพริบตา 

หญิงสาวส่ายหน้าเร็วๆ ‘ข้า..ไม่เป็นไร..ค่ะ‘ 

..บอกไปสิว่าแค่เจ้าท้องน่ะ!.. 

คำพูดกับสีหน้าท่าทางที่ขัดแย้ง ยิ่งทำให้เบียคุยะใจหาย ไม่รอช้าจะดึงร่างนั้นเข้ามากอดอย่างปลอบโยน แม้จะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาม 

‘ใครทำอะไรเจ้า..ลูเคีย‘ 

ศีรษะเล็กในอ้อมอกสั่นไปมา 

..แค่คำเดียวเอง..พูดไปสิ ยัยบ้า.. 

‘เจ้า--‘ 

‘ข้าท้อง..‘ 



โลกพลันหยุดหมุน เวลาหยุดเดิน 


ทุกสรรพสิ่งหยุดลง ณ ห้วงเวลานั้น... 






***

 

ตอนพิเศษ 5.1 = 



‘เจ้า--‘ 

‘ข้าท้อง..‘ 

เบียคุยะรู้สึกว่าโลกหยุดหมุนไปในเสี้ยววินาทีนั้น นัยน์ตาสีเทาจ้องไปยังอากาศธาตุที่อยู่รอบตัวอย่างไร้สติ มองไม่เห็นสิ่งใด ไม่รับรู้สิ่งใด 

สมองคิดวกวนทบทวนคำที่เธอเพิ่งพูดออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ยอมหยุด 

ลูเคียกลอกตามองซ้ายขวาเลิ่กลั่กเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งไปนาน 

‘ท..ท่านพี่..คะ‘ เธอเรียกด้วยเสียงหวาดๆ ไม่แน่ใจว่าจะทำตัวยังไงดี 

เขาลุกขึ้นยืน ทำราวกับว่าไม่ได้ยินเสียงเรียกของเธอ 

ร่างสูงเดินไปเปิดประตู 

‘เซเกะ‘ 

เขาเอ่ยเรียกพ่อบ้านคนสนิทที่โผล่ร่างมาพบผู้เป็นนายในชั่วอึดใจ 

‘ขอรับ เบียคุยะซามะ‘ ร่างชราโค้งคำนับรอฟังคำบัญชาจากเขา 

‘พรุ่งนี้ให้คนไปทำความสะอาดห้องข้างๆห้องนอนใหญ่ให้หมด ไม่สิ..‘ เขาหยุดไปนิดคล้ายกับเปลี่ยนใจ ‘เรียกคนมาปรับปรุงห้องนั้นใหม่ทั้งหมด ข้าจะทำเป็นห้องเด็ก‘ 

‘ขอรับ‘ 

‘แล้วก็ไปหาแม่นมไว้ด้วย คัดมาสักห้าหกคนก่อน พวกมือใหม่ท้องแรกไม่เอา เด็กเกินไปก็ไม่เอา ถ้าได้แล้วส่งมาพบข้า ข้าอยากสัมภาษณ์พวกนางเอง‘ 

‘ขอรับ‘ 

‘เรื่องของใช้..ผ้าอ้อม..ข้าต้องการให้เป็นกิมปาคุคาซาฮานะ ปักลายวากาเมะไทชิกับจั๊ปปี้ เอาสักร้อยผืนก่อน อืม หรือว่าสักสองร้อยเลยดี‘ 

‘ผ้าอ้อมซักได้ขอรับ เตรียมไว้ซักร้อยผืนก่อนก็ได้ขอรับ ส่วนหนึ่งก็แบ่งมาเป็นผ้าเช็ดตัวหรือผ้ารองนอนได้ขอรับ‘ 

‘อืม.. อย่างนั้นรึ‘ 

‘ขอรับ‘ 

‘ท่านพี่คะ-‘ ลูเคียเอ่ยทักขึ้นขัดจังหวะ 

‘ยังก่อนลูเคีย‘ มือเรียวสะบัดวูบทำท่าปรามเธอไว้แล้วหันไปคุยกับพ่อบ้านของตนต่อ ‘ที่นอนล่ะ เอานุ่มๆเลยดีหรือเปล่า‘ 

‘ไม่ดีขอรับ นุ่มมากไปไม่ดีเพราะอาจจะทำให้พลิกตัวลำบากขอรับ‘ 

‘งั้นรึ งั้นสั่งทำให้ไม่นิ่มไม่แข็งเกินไปก็แล้วกัน‘ 

‘ขอรับ‘ 

‘เอ่อ..ท่านพี่คะ..‘ ลูเคียทำท่าขัดขึ้นอีก 

‘ข้าบอกว่ายังก่อน ลูเคีย‘ เขาตอบกลับเช่นเดิม ‘แล้วพวกเสื้อผ้า ถุงมือ ถุงเท้า ล่ะ อืม.. เตรียมหมวกไว้ด้วยก็น่าจะดี พวกนี้ลองให้ช่างตัดมาให้ดูเป็นตัวอย่างหลายๆแบบก่อนก็แล้วกัน ข้าไม่อยากให้ลายมันซ้ำๆมากไป‘ 

‘ขอรับ‘ 

‘ท่านพี่คะ!‘ ลูเคียลุกพรวดอย่างอดรนทนไม่ไหวที่อีกฝ่ายไม่ฟังเธอเลย เธอเดินปรี่ไปที่ประตูโดยไม่สนใจสายตาขุ่นของเบียคุยะ 

‘ขอเวลาข้ากับท่านพี่สักหน่อยนะคะ ปู่เซเกะ‘ 

‘ขอรับ ท่านหญิง‘ 

เธอว่าพลางยิ้มหวาน แล้วเลื่อนประตูปิดลง 

‘ลูเคีย-‘ 

‘ท่านพี่คะ ข้าเพิ่งท้องได้สามเดือนนะคะ โบราณเค้าว่าเตรียมไว้ก่อนจะเป็นลางไม่ดีเอาได้‘ 

‘ข้าไม่อยากให้มันฉุกละหุก เตรียมอะไรได้ก็เตรียมไว้ก่อน ห้องหับก็ไม่ใช่จะเตรียมวันเดียวเสร็จ กว่าจะได้แบบถูกใจเรา ข้าว่าอาจจะต้องเปลี่ยนอีกหลายที‘ 

ดวงตาสีม่วงเปิดกว้าง ยิ่งฟังเธอก็ยิ่งหัวเราะ จนเบียคุยะทำหน้าสงสัย 

‘อยู่กับท่านมาเกือบห้าสิบปี ข้าไม่รู้มาก่อนว่าท่านพี่จะพูดประโยคยาวๆแบบนี้ได้ด้วย‘ เธอว่าแล้วหัวเราะคิกคัก 

เบียคุยะหรี่ตามองเธอแฝงแววเจ้าเลห์ ดึงร่างเธอชิดอก ‘แล้วดีหรือเปล่าล่ะ‘ 

‘ท่านพี่!‘ 

‘หรือเจ้าไม่อยากให้ข้าพูด แต่ทำอย่างอื่นแทน‘ 

‘อ้ะ..ไม่ใช่ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น!‘ 

‘แล้วยังไง‘ 

‘ก็..ท่านชอบพูดอะไรกำกวม สั้นๆ แล้วก็ชอบตัดบท ไม่ค่อยอธิบายอะไร..‘ เธอทุบอกเขาเบาๆ หน้าตาแดงจัด ‘ข้าหมายความแบบนี้ต่างหาก!‘ 

เขานิ่งไป เพราะรู้ว่าเธอพูดถูก ตลอดห้าสิบปีที่เขาไม่เคยบอกอะไรเธอ ทั้งยังพูดด้วยแบบแทบนับคำได้ ไม่แปลกเลยที่จะทำให้เธอรู้สึกแบบนั้น 

ห้าสิบปีที่เขาสร้างความเจ็บปวดให้เธอโดยไม่รู้ตัว ทั้งปิดบัง ทั้งทำตัวเมินเฉย ไม่ใส่ใจ ทุกสิ่งที่เคยทำต่างทำร้ายทั้งตัวเขาและเธอ 
แต่เขาไม่อยากให้มันเป็นแบบเดิมอีกแล้ว.. 

ลูเคียนิ่วหน้า เมื่อเห็นสีหน้าเขาสลดลง 

‘ข้า..ข้าไม่โกรธท่านหรอกนะคะ อย่าโทษตัวเองเลยค่ะ..‘ มือเล็กแตะลงที่โครงหน้าเรียวอย่างปลอบใจ ‘มองหน้าข้า..‘ 

‘เรื่องมันผ่านไปแล้ว ให้มันผ่านไปเถอะค่ะ..นะคะ‘ เธอยิ้มหวาน เพราะรักเขามากมาย ไม่ว่าอดีตจะเป็นยังไง เธอกับเขาก็ผ่านตรงจุดนั้นมาแล้ว ไร้ประโยชน์ที่จะพูดถึงมันอีกต่อไป 

‘เจ้าไม่โกรธข้าแน่นะ‘ ดวงตาสีเทาที่มองเธอนั้นเศร้านักจนลูเคียใจสั่น 

แขนเรียวยกขึ้นคล้องคอคนสูงกว่า โน้มใบหน้านั้นลงมาชิด 

‘ค่ะ‘ 

เขาก้มจูบเธออย่างอ่อนหวาน ทั้งรัก ทั้งต้องการเธอ แต่แล้วก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ 

‘แล้ว..เพราะเหตุนี้เจ้าก็เลยไม่ได้ไปฝึกร่วมกับหน่วยหกงั้นสินะ‘ 

ลูเคียพยักหน้า ‘ค่ะ‘ 

‘อืม..‘ 

‘คะ? ทำไมหรือคะ‘ 

‘ข้ากำลังแปลกใจว่าถ้าวันนี้เจ้าไม่ได้ไป แสดงว่ามีคำสั่งงดภารกิจเจ้ากะทันหันจากอุคิทาเกะไทโชว..ใช่ไหม?‘ 

ลูเคียเริ่มสังหรณ์ใจขึ้นมาวาบๆ แต่ก็ได้แต่ตอบไปตามตรง ‘ค่ะ‘ 

‘ถ้าอุคิทาเกะไทโชวรู้ว่าเจ้าท้อง ก็แสดงว่าไม่ได้รู้มาจากเจ้า เพราะเมื่อเช้าเจ้าเตรียมตัวออกเดินทางไปแล้ว ข้าคิดว่าคงรู้จากอุโนะฮานะไทโชวมากกว่า‘ เขาเริ่มปรายตาเย็นเฉียบมองเธอ 

ลูเคียกลืนน้ำลาย รุ้สึกว่าลางสังหรณ์แย่ๆกำลังจะเป็นจริงขึ้นมาทุกขณะ 

‘แล้วถ้าอุโนะฮานะไทโชวตัดสินใจบอกเรื่องนี้กับอุคิทาเกะไทโชวแล้วล่ะก็ แสดงว่านางต้องบอกเจ้าแล้วว่าเจ้าท้อง เพราะมิฉะนั้นนางจะบอกใครไม่ได้จนกว่าเจ้าตัวจะรับทราบเรื่องนี้ก่อน‘ นัยน์ตาสีเทานั้นมองจี้เธออย่างขุ่นเคือง 

ลูเคียรีบหลบสายตาด้วยรู้ว่าทำผิดต่อเขาไว้ 

‘ซึ่งแปลว่า..เจ้ารู้อยู่ก่อนแล้ว..ใช่ไหม?‘ 

เขากัดฟันแน่น ‘ตั้งแต่เมื่อไหร่‘ 

ลูเคียจนมุม ได้แต่ตอบอึกอัก 

‘เมื่อวานนี้..ค่ะ‘ 

‘แต่เจ้ากลับไม่ทักท้วงข้าเรื่องไปฝีกภาคสนามร่วม..‘ น้ำเสียงเฉยชาแต่เคลือบไว้ด้วยความน้อยใจอย่างที่สุด 

‘ข..ข้า..‘ 

‘เจ้าคิดอะไรอยู่..ลูเคีย..‘ 

‘เอ่อ..ข้า..‘ 

‘เจ้าตั้งใจจะปิดข้าไปอีกสองอาทิตย์ แล้วไปทำภารกิจเสี่ยงอันตรายแบบนั้น.. เจ้าคิดอะไรอยู่!‘ 

‘ข้าขอโทษค่ะ‘ ลูเคียก้มหน้างุด ถูกจับได้แบบนี้ถึงกับพูดไม่ออก 

เบียคุยะกลับไม่ต่อว่าเธอต่อ เขาปล่อยเธอจากอ้อมกอดแล้วเดินออกไปจากห้องด้วยความอารมณ์เสียอย่างมากจนลูเคียไม่กล้าจะรั้งไว้ 


ตอนที่ 5.2 


ลูเคียหันมองนาฬิกาขณะนั่งรอในห้องทานข้าว สลับกับมองสำรับกับข้าวตรงหน้าทั้งสองชุด หนึ่งสำหรับเธอ หนึ่งสำหรับเขาผู้เป็นเจ้าบ้าน 

..ใกล้จะหนึ่งทุ่มแล้ว ท่านพี่ยังไม่กลับอีก.. 

จานหัวปลากะพงต้มซีอิ๊วเย็นชืดมานานแล้ว แต่ยังไร้เงาคนที่จะมากินมัน 

อุตสาห์เข้าครัวเตรียมมื้อเย็นด้วยตัวเอง หวังว่าช่วยจะทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมาได้บ้าง และ..เพื่อเป็นการไถ่โทษ 

..แต่จนแล้วจนรอด.. รอจนฟ้ามืด.. เขาก็ยังไม่กลับ 

เสียงท้องเริ่มครวญบอกว่าตัวเธอเองก็ควรจะได้ทานอะไรลงท้องไปบ้าง ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเธอ แต่เพื่ออีกสองชีวิตในครรภ์ หากเพียงแต่จิตใจมันห่อเ ... ่ยวเกินกว่าจะกินลง แม้แต่น้ำ ยังทำได้แค่จิบบ้างเล็กน้อยแก้กระหาย 

เธอเม้มกัดริมฝีปากล่าง รู้สึกถึงน้ำใสที่เอ่อคลอเบ้าตาและหยดลงช้าๆผ่านแก้มเนียนที่เขาชอบสัมผัสเป็นหนักหนา ได้แต่กลั้นใจหยิบชามข้าวมาไว้ในมือ ใช้ตะเกียบตักข้าวเปล่ากินทั้งอย่างนั้นโดยไม่ต้องกับเลยสักนิด 

รสข้าวฝืดคอจนขมปี๋ รสน้ำตายิ่งเฝื่อนนัก.. ยิ่งไม่รู้ว่าเขาหายไปไหน หัวใจยิ่งรู้สึกเบาโหวง 

ฝืนใจกลืนข้าวลงไปทีละคำทั้งน้ำตา ละเลียดอยู่นาน หวังว่าเขาจะเดินเข้ามาในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง ยิ้มให้เธอ และนั่งลงทานข้าวด้วยกันเหมือนอย่างเคย 

แต่ก็เป็นเพียงความหวังลมๆแล้งๆ 


..ข้าขอโทษ.. 


.... 



..สี่ทุ่มสี่สิบนาที.. 

ที่นอนอีกฝั่งยังว่างเปล่า ลูเคียซุกหน้าลงกับหมอนเปียกชื้นเพราะน้ำตาล้นเอ่อไม่ขาดสาย 

ทั้งง่วง ทั้งเพลีย ดวงตาหนักแทบจะปิด แต่ไม่อาจจะหลับตาลงได้ ความกระวนกระวายคั่งค้างแน่นในอก ภาวนาให้เขากลับมาเสียที 
แต่เสียงร่ำร้องภาวนานั้นคงไปไม่ถึงคนรับ.. 

เขายังไม่กลับ.. 

จนเธอพล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว.. 


.. 


ฟูกนุ่มยุบตัวลงตามน้ำหนักตัวที่ทิ้งลง ร่างสูงเอนกายนอนหันหลังให้หญิงสาวที่นอนอยู่ก่อนแล้ว ไม่หันไปเหลียวมองแม้แต่นิด 
เสียงขยับตัวดึงผ้าห่มคลุมร่างแม้จะเบานัก แต่อีกฝ่ายที่ไม่ได้หลับสนิทก็พอจะรู้สึกตัวในทันทีถึงการเคลื่อนไหวนั้น 

เธอพลิกตัวหันมาหาเขาในทันที แต่มีเพียงแผ่นหลังของเขาที่เผชิญหน้ากับเธอ อยากจะเอ่ยทัก เรียกขานนามของเขาอย่างที่เคย 
แต่ปากกลับสั่นจนพูดไม่ออก น้ำตาที่เพิ่งแห้ง เริ่มจะพร่างพรูลงมาอีกครั้ง 

เธอขยับตัวไปจนชิดแผ่นหลังกว้าง จนหยดน้ำตาเปียกซึมลงที่เสื้อนอนสีขาวเป็นวง แขนเล็กพาดกอดเอวเขาทั้งที่สั่น 

แต่เบียคุยะกลับหยิบมือนั้นยกออกจากตัวแทบจะทันที ร่างสูงที่รู้สึกไม่ชอบมาพากลลุกพรวดหันขวับกลับมามองเธอ 

‘ลูเคีย..‘ 

แค่เขาเรียก น้ำตาก็ยิ่งไหลบ่าอย่างควบคุมไม่ได้ 

เบียคุยะใจหายวาบเมื่อเห็นเธอเริ่มร้องไห้เสียยกใหญ่ เขายกมือเช็ดน้ำตาให้เธออย่างร้อนรน 

‘เป็นอะไร.. ร้องไห้ทำไม‘ 

เธอไม่ตอบเพราะคอมันตีบตันนัก 

เบียคุยะรีบดึงเธอมากอด ‘เจ้าเป็นอะไร เกิดอะไรขึ้น‘ 

‘ข้า..ข้า..ฮึก..‘ แค่พูดคำสั้นๆยังลำบากเพราะน้ำตาท่วมคอ ‘ข้า..ขอโทษ‘ 

เธอปล่อยโฮอย่างสุดกลั้นกับอกเขา 

เบียคุยะกระชับอ้อมกอด มืออุ่นลูบหัวลูบหลังร่างเล็กในอ้อมอกไม่หยุด ขณะตนเองพ่นลมถอนใจเบาๆทางปากเมื่อรู้ว่าเธอกังวลเรื่องนี้จนถึงกับร้องห่มร้องไห้ขนาดหนัก 

จริงอยู่ที่เขาโกรธเธอ โกรธมากเสียด้วย ถึงได้เดินออกจากบ้านไปตอนนั้น ทั้งโกรธทั้งเสียใจที่เธอไม่บอกเขาแต่แรกจนกลายเป็นว่าเขาที่เป็นพ่อเด็กกลับได้รู้เรื่องนี้เป็นคนสุดท้าย.. มันน่าน้อยใจจริงๆ 

แม้แต่ตอนทิ้งตัวลงนอน เขาก็ยังไม่อยากจะหันไปมองหน้าเธอ ไม่อยากคุยด้วย แต่พอเห็นท่าทางไม่ค่อยดีของเธอก็อดใจหายไม่ได้ น้ำตาที่ร่วงรินแบบนั้น ทำให้เขาโกรธต่อไม่ลง 

‘เรื่องที่เจ้าไม่บอกข้าเรื่องลูกน่ะรึ‘ 

ลูเคียพยักหน้ารัวๆ แก้มเปื้อนด้วยน้ำตา 

เบียคุยะกลับยิ้มบางอย่างรักใคร่ เขาประคองใบหน้าสวยไว้ในอุ้งมือ ‘อย่าร้อง ไม่เป็นไรแล้ว..‘ มือหนาเชยใบหน้านั้นขึ้นสบตาสีเทาที่เคยเย็นชา 

เธอเองก็อยากจะหยุดร้องแล้วคุยกับเขาให้รู้เรื่อง แต่ทำยากได้ยากเสียจริง หัวใจมันสั่น ร่างกายมันเบาหวิวจนแทบคุมไม่ได้ 

ทั้งที่พยักหน้าตอบแต่น้ำตาก็ไม่หยุดไหลเสียที 

‘ข้าไม่โกรธแล้ว..นะ‘ เขาก้มจูบแก้มเธอ ‘อย่าร้อง..‘ 

หญิงสาวยกหลังมือปาดน้ำตาเร็วๆ พยายามกลั้นใจให้ตัวเองหยุดสะอึกสะอื้น 

‘ท่าน..ท่านพี่ไป..ฮึก..ไหนมา..คะ..ฮึก..‘ เธอถามไปสะอึกสะอื้นไป เสียงแหบพ ... ั้นทำให้เขารู้ว่าเธอร้องไห้มาทั้งคืน 

เขาเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ ‘เจ้ารอข้าอยู่เหรอ‘ เขาไม่ตอบคำถามเธอ และยังถามกลับ 

ลูเคียพยักหน้าอีกครั้ง 

‘เจ้าไม่ห่วงตัวเองก็ห่วงลูกบ้างสิ นอนดึกได้ยังไงกัน‘ 

ลูเคียเบะปาก ย่นคิ้วชิดกัน ‘ก็ท่านพี่ยังไม่กลับ..ข้า..ข้า.. ‘ ยกมือปาดน้ำตาอีกครั้ง 

‘ข้าไปหาอุโนะไทโชวมา‘ เบียคุยะบอก 

‘หือ‘ เธอเงยมองหน้าเขา กระพริบตาถี่ 

เขายิ้มตอบเธอ จรดปลายจมูกลงที่หน้าผากมน มืออุ่นหนาเลื่อนลงจากหลังสู่หน้าท้องของคนรัก 

‘ข้าไปคุยเรื่องเจ้ากับลูกมาน่ะ‘ สอดมือลงใต้เสื้อ สัมผัสหน้าท้องที่ยื่นนูนนั้นชัดเจนจนเขาสงสัยว่าทำไมก่อนหน้าที่เขาถึงไม่สังเกตเห็น 

สัมผัสนั้นชวนให้รู้สึกดีอย่างประหลาด เมื่อคิดว่าใต้ผิวบางนั้นมีสิ่งมีชีวิตเล็กๆที่เป็นเลือดเนื้อของเขากับเธอกำลังเติบโตขึ้น 

สองชีวิต..ที่อยู่ในครรภ์ของเธอ 

จากนี้ไปจะไม่ใช่แค่เธอ ที่เขาต้องดูแล แต่มีอีกถึงสองชีวิตที่จะอยู่ร่วมกับเขาและเธอ 

‘อุโนะฮานะไทโชวบอกข้าแล้วว่าเป็นแฝด แล้วก็แนะนำอะไรมาอีกเยอะแยะ‘ 

‘อย่างนั้นหรือคะ‘ 

‘อือ.. แล้วก็แวะไปหาท่านย่ายูยะมา‘ 

ลูเคียพยักหน้าหงึกๆ 

‘ท่านย่าก็บ่นไปเรื่อยตามประสา ก่อนข้าจะกลับก็กำชับว่าให้เจ้ากินสมุนไพรที่ให้ไว้ด้วย..‘ เขาแอบมองเธอด้วยหางตา แม้แต่ท่านย่ายูยะก็รู้เรื่องนี้ก่อนเขาเสียอีก พอดีกับที่ลูเคียเงยหน้าขึ้นมา ราวกับรู้ว่ามีความผิดติดหลัง เธอเบี่ยงหน้าหลบแล้วถามเฉไฉ 

‘แล้วอุโนะฮานะไทโชวว่าอะไรบ้างคะ?‘ 

‘ก็หลายอย่าง..อย่างเช่น..เรื่องอารมณ์ของเจ้า..‘ 

‘อารมณ์ของข้าหรือคะ?‘ 

‘บอกว่าเจ้าจะอารมณ์แปรปรวน แล้วก็อาจจะซึมเศร้าได้เป็นบางที รวมทั้งคิดมาก.. ฟุ้งซ่าน..‘ 

ลูเคียได้ยินแล้วก้มหน้าหนี รู้สึกว่าคำพูดนั้นทิ่มแทงตัวเองเข้าอย่างจัง ที่ร้องไห้หนักขนาดนี้อาจเป็นผลจากอารมณ์แปรปรวนนี่สินะ 

เบียคุยะยิ้มน้อยๆ พูดต่อ ‘..อ่อนไหว หดหู่ หงุดหงิด เอาแน่เอานอนไม่ได้.. ‘ 

‘ขนาดนั้นเลยหรือคะ!?‘ 

‘เห็นว่าจะเป็นช่วงสามสี่เดือนแรกน่ะ‘ 

หญิงสาวค่อยแอบโล่งใจ อย่างน้อยก็ระยะหนึ่งเท่านั้น 

เบียคุยะเห็นลูเคียหยุดนิ่งไปเพราะเริ่มจะคิดอะไรเรื่อยเปื่อย เขาก้มลงงับต้นคอเธอจนลูเคียสะดุ้งหนี 

‘ท่านพี่!‘ 

เบียคุยะไม่ตอบ แต่เลื่อนมือลงต่ำไปอีก จากหน้าท้องสู่จุดบอบบาง ลูเคียเบี่ยงตัวหนี เขากลับทำเสียงชู่วเบาๆปรามให้เธออยู่นิ่งๆ 

‘เจ้าทำให้ข้าโกรธ จำได้หรือเปล่า‘ เขากระซิบ แกนกายแข็งเริ่มเบียดสะโพกเธอ ‘แค่ขอโทษไม่พอหรอกนะ..‘ 

‘แต่..ข้ากำลัง--‘ 

‘อุโนะฮานะไทโชวไม่ได้แนะนำแค่เรื่องอารมณ์.. ‘ เบียคุยะพูดแทรก ‘แต่ยังแนะนำเรื่อง..‘ มือยังลากกดย้ำสัมผัสเพื่อปลุกเร้าอารมณ์เธอ ‘..ท่าที่ปลอดภัย‘ 

แทนคำอธิบายใด เบียคุยะก้มจูบเธอร้อนแรง แขนแกร่งประคองร่างเล็กให้เคลื่อนไหวไปตามที่เขาต้องการ 

เพราะความผิดที่ทำไว้ทำให้เธอไม่อาจปฏิเสธ จำใจปล่อยกายให้ความต้องการที่ถูกรุกเร้าเข้าครอบงำและเริ่มระรานอีกฝ่ายให้สมใจปรารถนา 


.. 



ย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่ยี่สิบสี่ของการตั้งครรภ์.. 

ลูเคียรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองแทบจะลุกเดินไม่ไหว ท้องใหญ่อุ้ยอ้ายจนอึดอัด นอนก็ไม่สบาย นั่งก็ปวดหลัง เดินก็ปวดขา จนบางทีก็รู้สึกท้อแท้และเหนื่อยหน่ายที่ต้องรออีกเกือบสี่เดือนจึงจะพ้นสภาวะน่าอึดอัดเช่นนี้ และไม่รู้ว่าท้องจะโตขึ้นอีกแค่ไหน แต่ถึงอย่างนั้นเธอกับเขาก็มีความสุขกับการรอคอยการลืมตาดูโลกของเด็กๆ 

เบียคุยะเองก็เห่อมากไม่น้อย ห้องเด็กถูกเตรียมไว้อย่างดี ของใช้ก็พร้อมเกือบหมด ไม่ว่าใครจะทักท้วงเรื่องลางร้ายอะไรเขาก็ไม่สนใจจะฟังทั้งนั้น 

มือบางยกลูบท้องที่ใหญ่โตแล้วหัวเราะคิกคักจนเบียคุยะที่นั่งอ่านหนังสืออยู่ข้างๆหันมองอย่างสงสัย 

ลูเคียหันมาเห็นเข้าก็รีบขอโทษยกใหญ่ 

‘ข้าเสียงดังไปหน่อย ขอโทษค่ะ‘ 

‘ทำอะไรน่ะ‘ เบียคุยะวางพู่กัน ขยับกายเข้าใกล้เธอ 

‘เล่นกับเด็กๆอยู่น่ะค่ะ‘ 

เบียคุยะกลับเอียงคอมองคล้ายคำตอบนั้นไม่ได้สร้างความกระจ่างเลยแม้แต่น้อย 

ลูเคียยิ้ม คว้ามืออุ่นของเขาแปะลงที่ท้องตน 

เขาระบายยิ้มน้อยๆเมื่อเด็กในครรภ์ถีบที่มือเขาแรงเหมือนทุกครั้งที่สัมผัสและลูบครรภ์เธอราวกับกำลังทักทายเขาอยู่ 

‘เวลาที่เค้าซนมากๆ แล้วทำแบบนี้นะคะ..‘ ลูเคียจับมือของเขาเคาะลงที่ท้องเบาๆ เพียงเสี้ยวนาทีถัดมาก็รู้สึกถึงแรงแตะจากภายในตรงที่เคาะลงไป ‘เค้าจะเตะกลับมาน่ะค่ะ‘ 

เธอเลื่อนมือเขาไปอีกที่ ทำแบบเดิม เด็กน้อยในครรภ์ก็เตะกลับมาเหมือนเดิม 

‘เหมือนเล่นไล่จับกันน่ะค่ะ ถ้าย้ายที่ เขาก็จะตามไปเตะเหมือนกันค่ะ‘ 

ฟังลูเคียอธิบาย เบียคุยะก็ยิ้มอุ่น ‘เจ็บหรือเปล่า‘ 

‘ก็ทนได้น่ะค่ะ บางทีก็แค่ขยับเบาๆ เหมือนกำลังหลับอยู่แค่เตะกลับมาพอให้ข้ารู้ว่าเขายังสบายดี แต่บางทีก็เตะแรงจนข้าจุกเชียวล่ะค่ะ‘ 

‘ทั้งคู่เลยเหรอ‘ 

‘ไม่หรอกค่ะ ตัวแสบฝั่งนี้จะเตะแรงกว่า‘ เธอขยับมือเขาไปทางซ้าย ‘ข้าว่าต้องผู้ชายคนนึงผู้หญิงคนนึงแน่เลยค่ะ‘ 

‘อีกสี่เดือนก็คงได้รู้กัน‘เขาลูบท้องเธอไปมาอย่างหลงใหล รู้สึกว่าสัมผัสนั้นช่างประหลาด 

‘ค่ะ..อื้อ‘ เธอทำหน้านิ่วเล็กน้อย 

‘ลูเคีย..‘ 

‘วันนี้รู้สึกเด็กๆจะคึกคักมากน่ะค่ะ ดิ้นแรงกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว ไม่หลับกันเลย‘ 

‘เคยเป็นแบบนี้มาก่อนหรือเปล่า‘ เขาชักจะกังวลขึ้นมา 

ยิ่งลูเคียส่ายหน้ากลับมา เขายิ่งรู้สึกไม่ค่อยวางใจ 

‘ไปตามอุโนะฮานะไทโชวดีไหม‘ 

‘อย่าเลยค่ะ เกรงใจ อาจจะแค่ซนกันฉยๆน่ะค่ะ‘ แต่แล้วเธอก็นิ่วหน้าอีกครั้งราวกับเจ็บมากขึ้น ‘แต่ก็รู้สึกว่าดิ้นกันถี่ขึ้นเหมือนกันค่ะ‘ 

‘ไม่เป็นไรแน่นะ‘ 

‘ค่ะ‘ 

เบียคุยะเห็นเธอมั่นใจแบบนั้นก็หันไปนั่งอ่านหนังสือต่อ 

เพราะห่วงเธอ เขาจึงหอบงานเอกสารเก็บกลับมาทำช่วงวันหยุดจะได้ไม่ต้องเข้าไปที่ทำการหน่วย ยิ่งอากาศเย็นจัดกลางฤดูหนาว ยิ่งทำให้เขาไม่อยากจากเธอไปไหน 

เวลาเดินต่อไป เบียคุยะก้มหน้าก้มตาทำงานเอกสารที่ค้างอยู่จนผ่านไปเกือบเย็น อยู่ๆลูเคียก็กระตุกแขนเสื้อเขาอย่างแรง 

เขารีบหันไปประคองร่างเล็กที่กำลังเหงื่อแตกผลั่ก 

‘ลูเคีย!‘ 

‘ท่านพี่คะ..‘ เธอพยายามสูดหายใจเข้าลึกๆ ระงับความเจ็บ ดวงตาเบิกกว้างอย่างตระหนก ‘น..น้ำเดินค่ะ..‘ 

‘อะไรนะ! นี่เพิ่งจะยี่สิบสี่สัปดาห์เองนะ!‘ เขาตกใจไม่แพ้กัน เพราะกว่าจะครบกำหนดคลอดก็อีกสิบหกสัปดาห์จึงจะครบสี่สิบสัปดาห์ อุโนะฮานะไทโชวเคยบอกไว้ว่าหรืออย่างน้อยต้องมีอายุครรภ์สามสิบเจ็ดสัปดาห์เป็นอย่างน้อยเด็กจึงจะมีโอกาสรอดชีวิต.. แต่นี่.. 

เขาก้มลงมองที่นั่งเธอ ต้นขาเธอเปียกชุ่มด้วยน้ำจำนวนมากที่ทะลักออกมาเป็นสัญญาณว่าจะมีการคลอดในไม่ช้า 

ลูเคียพยักหน้าเร็ว เธอเองก็รู้ว่าอายุครรภ์ขนาดนี้ย่อมเสี่ยงอย่างมากที่จะเสียเด็กไป แต่เธอก็ทำอะไรไม่ได้ หอบหายใจอยู่ราวสองนาที ก็ดูเหมือนอาการเจ็บจะคลายตัวลง 

‘เป็นยังไงบ้าง‘ 

‘เหมือนเจ็บเตือนน่ะค่ะ เจ็บเป็นช่วงๆมาได้ซักพักแล้ว‘ 

‘ข้าให้คนไปตามอุโนะฮานะไทโชวดีกว่า‘ 

‘ค่ะ‘ คราวนี้เธอเห็นด้วย เมื่ออาการมันหนักขึ้นทุกทีจนเธอรับมือไม่ไหว 

..อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แม้จะหวาดกลัว แต่ไม่มีทางเลือกอื่นใด 



** 


เบียคุยะนั่งกระสับกระส่ายด้วยความกังวลจนแทบนั่งไม่ติด เร็นจิเองก็ทำได้แค่เหลือบตามองและขยับตัวหนีหัวหน้าของตนที่ดูราวกับว่าจะปล่อยบังไคออกมาได้ทุกเมื่อ 

ร่างสูงผมสีแดงนั่งงอตัว รู้สึกอากาศในห้องร้อนอบอ้าวนักทั้งที่อากาศด้านนอกเย็นจับขั้วหัวใจ ยิ่งเห็นใบหน้าที่เคยนิ่งเฉยเป็นนิจขมวดคิ้วเข้าหากันทุกขณะของเบียคุยะ เขาก็ยิ่งรู้สึกร้อนใจตามจนแทบคลั่ง 

‘อุโนะฮานะไทโชวหายไปไหนกันนะ‘ เร็นจิบ่นพึมพำ ก่อนจะต้องรีบหุบปากของตนลงอย่างเร็วเมื่อนัยน์ตาสีเทาดุจัดตวัดมองเขาเป็นการบอกว่าเขาควรจะอยู่เงียบๆโดยไม่พูดอะไรเลยจะดีที่สุด 

เร็นจิคอตก บีบมือตัวเองแน่น 

เมื่อตอนเย็นขณะที่เขานอนเอกเขนกนั่งพักจิบชาในห้องพักของตนหลังออกไปฝึกมาทั้งวัน ฮานะทาโร่ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาบอกว่าอาการลูเคียไม่ค่อยดีนัก ทำท่าเหมือนกับจะคลอดก่อนกำหนด เขาเลยต้องรีบแจ้นมาที่นี่ในพริบตา 

มาถึงก็เห็นอุโนะฮานะไทโชวกับเบียคุยะนั่งคุยกันสีหน้าเครียด พอเห็นร่างเขาโผล่เข้าไป อุโนะฮานะไทโชวก็ยิ้มหวานให้เขาและเอ่ยคำปลอบใจที่ไม่น่าเชื่อถือเลยสักนิดว่า ‘คุจิกิซังจะไม่เป็นไรค่ะ‘ แล้วร่างของหัวหน้าหน่วยสี่ก็ผุดลุก เดินออกไปจากห้อง จากคฤหาสน์ 

เขาสงสัยนักว่าลูเคียเองก็ไม่สู้ดี อุโนะฮานะไทโชวยังจะออกไปไหนอีก ที่แปลกไปกว่านั้นคือเบียคุยะเองก็ดูยินยอม พยายามนั่งรออย่างอดทน ซึ่งตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าความอดทนของคุจิกิไทโชวกำลังสั้นลงทุกขณะ 

..กลับมาซักทีเถอะครับ อุโนะฮานะไทโชว.. 

เขาภาวนาอยู่ในใจ 

ทันใดประตูก็เปิดออกพร้อมกับรอยยิ้มหวานเป็นเอกลักษณ์ของอุโนะฮานะไทโชวที่กลับมาแล้วในที่สุด 

บรรยากาศในห้องค่อยกระเตื้องขึ้น เมื่อเบียคุยะเห็นว่าเขาคนที่รอคอยกลับมาแล้ว ท่าทีดูสงบลงบ้างเล็กน้อย.. เล็กน้อยเท่านั้น.. เร็นจิตั้งข้อสังเกตไว้เงียบๆ 

อุโนะฮานะไทโชวเดินมานั่งลงข้างเบียคุยะ และเอ่ยขึ้นในสิ่งที่พวกเขากำลังรอคอย 

‘ข้าไปคุยกับคุโรซึจิไทโชวมาค่ะ‘ เธอเฉลยถึงต้นเหตุการหายตัวไปในช่วงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มเช่นนี้ 

เร็นจิถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก.. คุโรซึจิโชว?? คุโรซึจิ มายูริเกี่ยวอะไรด้วยล่ะนี่?! 

‘หลังจากข้าได้ตรวจร่างกายของคุจิกิซัง ข้าก็คิดว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับฮอลโลว์ที่เป็นสาเหตุของเรื่องนี้ทั้งหมด‘ อุโนะฮานะค่อยๆอธิบายถึงที่มาที่ไป 

เร็นจิย่นคิ้ว.. ฮอลโลว์? ฮอลโลว์อะไร? 

‘อ๋อ!.. ฮอลโลว์ที่ทำให้หัวหน้ากับลูเคีย--!‘ เร็นจิโพล่งขึ้นอย่างนึกขึ้นได้ แต่ไม่ทันพูดได้จบสายตาคมของเบียคุยะก็แทงเขาเข้าทั้งตัวเป็นการสั่งให้เขาหุบปากเสียเดี๋ยวนี้ เขาเลยหดหัวลง พูดเสียงอ่อย ‘ขอโทษครับ.. เชิญอุโนะฮานะไทโชวว่าต่อเลยครับ‘ 

หัวหน่วยสี่ส่งยิ้มขำๆให้เขาราวกับให้กำลังใจ ก่อนจะพูดต่อ ‘และคุโรซึจิไทโชวก็ได้ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ว่า ฮอลโลว์ที่เขาได้สร้างขึ้นมาตามคำขอร้องของสภาอาวุโสของตระ ... ลคุจิกินั้นต้องมีคุณสมบัติคือ ลดความยับยั้งชั่งใจของคุจิกิไทโชวและ..‘ เธอเว้นหยุดหายใจราวกับจงใจแกล้งให้เบียคุยะร้อนใจเล่น ‘เพิ่มปริมาณและความแข็งแรงของเชื้ออสุจิ..‘ 

ถึงตอนนี้เร็นจิก็อ้าปากค้างกว้างจนดูเหมือนว่าแทบจะกลืนวัวลงไปได้ทั้งตัว ขณะที่เบียคุยะขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม 

‘เพราะเหตุนี้จึงทำให้คุจิกิซังตั้งครรภ์ได้ง่ายนัก และคาดว่ามันยังส่งผลกระทบอีกอย่างหนึ่งคือ ทำให้ตัวอ่อนในครรภ์เจริญเติบโตเร็วกว่าปกติ..‘ 

ยิ่งฟังเร็นจิก็ยิ่งอึ้ง ไม่คิดว่ามันจะวุ่นวายซับซ้อนถึงเพียงนี้ เขาแอบมองเบียคุยะอีกหนก็เห็นเบียคุยะกำลังพยายามข่มใจอย่างที่สุด 

อุโนะฮานะไทโชวยังคงยิ้มหวานให้เบียคุยะ ‘วางใจเถอะค่ะคุจิกิไทโชว ถึงจะเป็นการคลอดก่อนกำหนด แต่ว่าทารกในครรภ์ทั้งสองคนนั้นสมบูรณ์และแข็งแรงเหมือนเด็กปกติทั่วไปแล้วล่ะค่ะ‘ 

เบียคุยะพยักหน้ารับรู้แต่ในแววตานั้นยังวิตกกังวลอยู่ 

หัวหน้าหน่วยสี่ลุกขึ้นยืน ‘ข้าตรวจร่างกายคุจิกิซังแล้ว คาดว่าน่าจะคลอดคนแรกอีกไม่นานนี้แล้วค่ะ.. ถ้ายังไง ข้าขอตัวไปดูนางก่อนนะคะ‘ เธอก้มหัวให้เบียคุยะเล็กน้อยตามมารยาทและเดินออกจากห้อง 

ทิ้งให้เร็นจิรองรับอารมณ์ที่ยังเดือดกรุ่นของเบียคุยะไปจนกว่าเด็กคนแรกจะถือกำเนิด 


..***

 

เร็นจิยกถ้วยชาอุ่นขึ้นจรดริมฝีปากหนาถ่ายเทชารสหวานนุ่มลิ้นลงสู่ลำคอ ค่ำคืนช่างยาวนาน นานเสียจนเขาจำไม่ได้ว่าชาในมือนี้เป็นถ้วยที่เท่าไร 

เวลาผ่านมาจนตอนนี้เกือบตีหนึ่ง ห้องฝั่งตรงข้ามที่เป็นห้องคลอดของเธอยังคงไร้สุ้มเสียงที่เขาและเบียคุยะรอคอย มีเพียงเสียงเท้าวิ่งวุ่นเข้าๆออกๆของสาวใช้ให้ได้ยิน 

เขาแอบมองเบียคุยะที่นั่งหลับตา ถึงจะดูเหมือนว่ากำลังหลับแต่เร็นจิรู้ดีว่าอีกฝ่ายนั้นเพียงแค่ปิดตัวเองออกจากการสนทนากับเขา และกำลังรอคอยสิ่งนั้นอย่างใจจดใจจ่อ ไม่ต้องเอ่ยอะไรเขาก็รู้ว่าเบียคุยะกำลังตื่นเต้นแค่ไหนภายใต้หน้ากากเย็นชา 

ในเมื่อเขาเองที่เป็นเพียงเพื่อนของเธอยังตื่นเต้นได้ขนาดนี้.. 

อยู่ๆเสียงฝีเท้าด้านนอกก็ชุลมุนขึ้นมากกว่าเดิมจนแทบเรียกได้ว่าเกิดความโกลาหลย่อมๆก็เป็นได้ 

เบียคุยะหยัดกายลุกขึ้นไปเปิดประตูทันที 

พอดีกับอิซาเนะเดินออกมาจากห้องตรงข้ามพอดี พร้อมกับรอยยิ้มกว้างอย่างยินดีและเสียงไห้โยเยของทารกน้อยในอ้อมแขน 

เบียคุยะยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นจนอิซาเนะเดินปรี่เข้ามาใกล้ ยื่นส่งทารกน้อยในห่อผ้าอุ่นให้เขา 

‘เด็กผู้หญิงค่ะ คุจิกิไทโชว‘ 

เร็นจิลุกพรวดตามไปยืนเคียงข้างเบียคุยะอย่างเร็ว 

ขณะที่เบียคุยะยืนนิ่งคล้ายทำตัวไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยยื่นแขนไปรับลูกสาวคนแรกอย่างเก้ๆกังๆ 

‘อุ้มแบบนี้นะคะ‘ อิซาเนะค่อยๆประคองทารกน้อยวางลงในอ้อมแขนของผู้เป็นพ่อ ‘แล้วก็ประคองศีรษะไว้แบบนี้ค่ะ‘ เธอสาธิตและช่วยปรับท่าทางการอุ้มของเขาให้ถูกต้องปลอดภัยสำหรับทารก เมื่อเห็นว่าเขาอุ้มได้ และเข้าที่เข้าทางดีแล้ว อิซาเนะก็ค่อยดึงมือกลับ 

เร็นจิชะโงกไปหาทารกน้อยแล้วเบิกตากว้าง ทารกน้อยผิวขาวดั่งหิมะ ผมสั้นชี้ฟูสีดำเช่นเดียวกับพ่อและแม่ ‘โห ผิวข๊าวขาว‘ เร็นจิอุทานอย่างตื่นเต้น 

เบียคุยะยังนิ่งคล้ายไม่ได้ยิน เขาจ้องมองทารกในอ้อมแขนตนอยู่นาน แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ 

ทารกน้อยช่างตัวเล็กนักเมื่อเทียบกับอ้อมแขนอุ่นอันใหญ่โตของเขา อุ้มเพียงมือเดียวก็เพียงพอ เขาละมือข้างหนึ่งช้าๆไว้คอยประคอง 

เสียงร้องโยเยลั่นไปทั่วคฤหาสน์บอกว่าเธอนั้นแข็งแรงเพียงใด 

แขนสั้นป้อมโบกไปมาในอากาศ ทำให้เร็นจิเกิดนึกครึ้ม แหย่นิ้วของเขาเข้าไปหามือเล็กจ้อยนั้น 

-- เพียะ -- 

มันถูกตีอย่างแรงและปัดออกอย่างเร็วด้วยมือของผู้เป็นพ่อจนเร็นจิถึงกับสะบัดมือร่าๆ 

เห็นเงียบๆแบบนี้.. ไม่ทันไรก็หวงลูกสาวเสียแล้ว.. เร็นจิบ่นในใจ 

เบียคุยะไม่หันมองเร็นจิแม้แต่นิด ในสายตาเขามีแต่เด็กน้อยในอ้อมแขน 

แขนยื่นนิ้วให้เธอจับ ซึ่งเธอก็คว้าหมับและดึงนิ้วนั้นเข้าปากในทันที 

ปากเล็กนั้นดูดปลายนิ้วเขาแรงด้วยนึกว่าจะมีน้ำนมให้เธอ แต่พอเธอรู้ว่านั่นไม่ใช่เธอก็เหวี่ยงนิ้วเขาออกมาและกรีดร้องลั่น 

อิซาเนะกับเร็นจิมองหน้ากันและพากันกลั้นหัวเราะอย่างสุดชีวิต 

จนเบียคุยะหันมาส่งสายตาดุปรามการกระทำนั้น แล้วหันไปโอ๋เด็กน้อยในอ้อมกอด 

อิซาเนะยิ้มและเอ่ยบอกกับเขา ‘คุจิกิไทโชวคะ คุจิกิซังให้ท่านเป็นคนตั้งชื่อของเธอค่ะ‘ 

‘ฟูยุ ฟูยุจัง..‘ เขาตอบแทบจะในทันทีราวกับไม่ต้องเสียเวลาคิดอีกแล้ว 

ตลอดเวลาแห่งการนั่งรอคอยตั้งแต่เย็น เขาก็สรรหาชื่อนับร้อยที่จะตั้งให้เธอกับฝาแฝดอีกคน.. แต่ไม่ว่าจะคิดชื่อเสียเลิศหรูปานใด เขากลับรู้สึกถูกใจกับชื่อง่ายๆอย่างฟูยุ 

เร็นจิทำตาโต ‘เกิดหน้าหนาวนี่นะ‘ ว่าแล้วพยักหน้าหงึกๆกับตัวเอง ไม่วายชะโงกหน้าเข้าไปใกล้ทารกน้อยอีกหน ‘ว่างาย.. ฟูยุจางง‘ 

เบียคุยะตวัดหางตามองคล้ายไม่สบอารมณ์ เบี่ยงตัวหนีเร็นจิ จนเร็นจิหน้าเจื่อนอย่างเห็นได้ชัด 

แล้วอิซาเนะก็ยื่นมือมาขอฟูยุไปจากเขา ‘ถ้ายังไง พาไปให้แม่นมก่อนดีกว่าค่ะ‘ 

เบียคุยะพยักหน้า ส่งให้อิซาเนะไปแต่โดยดี 

‘แล้วลูเคียล่ะ เป็นยังไงบ้าง‘ 

‘คุจิกิซังเข้มแข็งมากค่ะคุจิกิไทโชว ไม่ต้องห่วงนะคะ‘ อิซานะยิ้มหวานและเดินไปอีกทางตามสาวใช้ไป 

เบียคุยะถอนใจอย่างโล่งอก เดินกลับมานั่งที่เดิมโดยมีเร็นจิตามไปติดๆ 

‘มองอะไร‘ เบียคุยะสะบัดหน้าหันมาถามเมื่อรู้สึกได้ว่าลูกน้องตนจ้องเขาไม่ละ 

‘ข้าเห็นท่านยิ้มไม่หุบเลย--‘ 

‘เงียบซะ‘ 

‘ครับ!!‘ 

เร็นจิเดินคอตกไปนั่งมุมห้อง แล้วก็แอบหัวเราะกับตัวเองเบาๆที่เห็นหัวหน้าของเขายิ้มจนหน้าบานอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน 



.. 



..ยินดีด้วยนะครับหัวหน้า.. 



..ยินดีด้วยนะ ลูเคีย.. 



****** 



เบียคุยะมองรองหัวหน้าของตนแล้วทำเมินไม่ใส่ใจ.. แน่ละ.. ช่วงเวลามีความสุขขนาดนี้ จะไปโมโหเจ้านั่นให้อารมณ์เสียไปทำไมกัน?! 

เขาบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกับการที่ได้เห็นร่างเล็กจิ๋วนั้นเป็นครั้งแรก 

รู้แต่ว่าตอนที่อิซาเนะบอกเขาว่าเป็นเด็กผู้หญิง ชั่วขณะหนึ่งเขาผิดหวัง.. ที่ไม่ใช่เด็กผู้ชายอย่างที่คาดหวังไว้ 

แต่พอได้อุ้มร่างนั้น สัมผัสร่างนั้น เขากลับรู้สึกว่าเขากำลังหลงใหลเด็กผู้หญิงคนนี้ 

เธอช่าง..บอบบาง.. 

แล้วเขาก็ไม่ใส่ใจอีกเลยว่าเธอจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย 

เขารู้แต่ว่าเขาอยากจะปกป้อง อยากจะดูแลเธอ 

เฝ้าดูเธอเติบโต 

และถ่ายทอดทุกสิ่งที่เป็นของเขาให้เธอ.. 

กำลังตกอยู่ในห้วงคิด คิดถึงร่างเล็กของฟูยุไม่ยอมคลาย เสียงกรีดร้องอีกเสียงก็ดังขึ้นจากห้องตรงข้าม 

เบียคุยะลุกพรวดขึ้นจนแทบจะชนกับเร็นจิที่ลุกขึ้นพร้อมกัน 

เร็นจิรีบถอยกรูดเมื่อเห็นสายตาเย็นๆมองกลับมาทำนองว่า ‘อย่าสอด‘ 

คราวนี้เขาไม่รอให้ใครออกจากห้องนั้น ชิงตัดหน้าเปิดประตูพรวดพราดเข้าไปหาลูเคียที่นอนหอบอยู่บนฟูกขนาดใหญ่ทันที 

ลูเคียหันมองเขาพร้อมกับรอยยิ้มกว้างทั้งที่เหงื่อโทรมกาย ผมเผ้าหลุดลุ่ย 

ทารกอีกคนอยู่ในอ้อมแขนของเธอ 

ร้องไห้โยเยไม่หยุดเช่นเดียวกับพี่สาว 

‘ผู้ชายค่ะ..ท่านพี่‘ เธอบอกเขา แม้เสียงจะแหบพร่าอย่างระโหยโรยแรงก็ตามที หากปกปิดความปีติตื้นตันไว้ไม่อยู่ 

เบียคุยะย่อกายลงข้างเธอ สองแขนโอบรอบเอวเธอไว้ 

หอมแก้มเธอเบาๆ 

มือข้างหนึ่งยื่นไปคว้ามือเล็กของลูกชายที่เขาปรารถนานักหนา 

‘ขอบใจนะ ลูเคีย..‘ 

เธอยิ้มหน้าบาน รู้สึกราวกับหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งเมื่อเห็นทารกทั้งสองปลอดภัยและแข็งแรงดี 

‘รู้สึกจะตัวเล็กกว่าคนพี่หน่อยนึงน่ะค่ะ‘ เธอหันมาบอกเขา 

‘งั้นรึ‘ 

‘ค่ะ.. แล้วสาวน้อยของเราชื่ออะไรคะ‘ 

‘ฟูยุ..‘ 

‘หือ..‘ ลูเคียทำหน้าแปลกใจและหัวเราะเบาๆ ‘ข้าคิดว่าท่านพี่จะตั้งชื่อยากๆเสียอีก‘ 

‘เจ้าอยากจะเปลี่ยนไหม‘ เขาถาม 

เธอส่ายหน้า ‘ไม่ล่ะค่ะ ชื่อที่ท่านเลือก ชื่อไหนก็เพราะทั้งนั้นนั่นแหละค่ะ‘ 

เบียคุยะยิ้มบางตอบเธอ ‘แล้วเจ้าตัวเล็กนี่ล่ะ‘ 

‘ยูกิ.. เป็นไงคะ.. มีหน้าหนาวแล้ว.. ก็มีหิมะด้วยเลย‘ เธอว่าติดตลก 

เขาพยักหน้าเห็นด้วย ‘ได้สิ ตามใจเจ้าอยู่แล้ว‘ 

‘คุจิกิไทโชวคะ..‘อุโนะฮานะเอ่ยเรียกอย่างอ่อนโยน ‘ให้คุจิกิซังพักผ่อนก่อนเถอะค่ะ‘ 

เบียคุยะพยักหน้าอีกครั้ง ลูเคียเองก็เห็นด้วยจึงยื่นส่งยูกิน้อยให้อุโนะฮานะรับไปดูแลต่อ 

เขาประคองลูเคียนอนลงช้าๆ จุมพิตเธอที่หน้าผาก 

ลูเคียยกมือลูบโครงหน้าเขากลับ 

‘ขอบคุณค่ะ ท่านพี่‘ 

‘อืม พักผ่อนซะ พรุ่งนี้เรายังมีเรื่องต้องทำกับเจ้าตัวเล็กอีกมาก‘ เขาหยิบผ้าขนหนูซับเหงื่อบนหน้าผากเธอ 

ลูเคียยิ้มตอบ ค่อยๆหลับตาลงอย่างอ่อนเพลีย 

เบียคุยะก้มกระซิบเธออีกครั้ง 

‘ขอบคุณที่ทำให้ข้ามีวันนี้.. ข้ารักเจ้า.. ลูเคีย‘ 



********** 


ห้าเดือนถัดมา.. สิบเจ็ดเดือนหลังจบศึกฤดูหนาว.. 

ร่างสูงผมสีส้มยืนอย่างสง่าผ่าเผยกลางห้องโถงใหญ่ท่ามกลางยมทูตระดับหัวหน้าหน่วยที่ยืนขนาบทั้งสองฝั่ง เบื้องหน้าคือชายชราเครายาวสีขาว ผู้เป็นถึงหัวหน้าใหญ่แห่งสิบสามหน่วยพิทักษ์ 

‘..ศพของกินโจที่พวกคุณให้เร็นจิเอากลับมาน่ะ ผมอยากจะเอากลับไปฝังที่โลกมนุษย์..‘ เขายืดอกบอกต่อผู้เฒ่าตรงหน้าอย่างไร้ความหวาดกลัว.. 

ไม่มีสิ่งใดต้องหวาดหวั่น ในเมื่อเขาไม่ได้ทำอะไรผิด 

เขาครุ่นคิดมาดีแล้ว.. คิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว.. 

..กับการกระทำนี้ที่จะไม่เสียใจในภายหลัง.. 

ท่ามกลางการตกตะลึงของเหล่าบรรดาหัวหน้าหน่วยทั้งหลาย.. เขายังคงยืนกรานในความคิดของตนอย่างมุ่งมั่น 

‘เจ้านั่นน่ะเล่นงานครอบครัวเพื่อนพ้องของเจ้าจนย่ำแย่ ยังจะยกโทษให้คนพรรค์นี้ได้อีกรึ‘ ฮิราโกะที่เพิ่งมาถึงคาดคั้นถามเขาสีหน้าซีเรียส 

และเขาก็ตอบออกไปด้วยเสียงหนักแน่น ‘ทั้งครอบครัวทั้งเพื่อนก็คืนสภาพเดิมแล้ว ผมก็ยังมีชีวิตอยู่ แล้วหมอนั่นน่ะก็เป็นเพียงแค่ตัวแทนยมทูตธรรมดาคนนึง..‘ 

ท่านผู้เฒ่าเบื้องหน้าหรี่ตามองเขา ‘คำพูดคำนี้ข้าจะถือว่าเจ้าได้ครุ่นคิดมาโดยรอบคอบแล้วนะ..‘ 

เขาจ้องกลับไม่แม้แต่จะหลบสายตา 

ท่านผู้เฒ่าเอ่ยสืบต่อไป ‘ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะให้ในสิ่งที่เจ้าต้องการ..‘ 

เขาค้อมหัวลงต่ำ ‘ขอบคุณครับ!‘ 

‘คุโรซึจิไทโชว‘ หัวหน้าใหญ่หันไปเรียกหัวหน้าหน่วยสิบสองผู้ใส่หน้ากากและทาสีเป็นลวดลายประหลาดตายิ่งกว่าเดิม ‘จัดการเตรียมศพเพื่อให้คุโรซากินำกลับไปที่โลกมนุษย์ด้วย‘ เอ่ยสั่งเสียงดังฟังชัดและหันกลับมามองเขาอีกครั้ง 

‘คุโรซากิ อิจิโกะ..ขั้นตอนการเตรียมการอาจจะใช้เวลาสักพัก‘ 

‘ครับ ผมเข้าใจครับ‘ 

... 

และด้วยเหตุนี้เองทำให้เขาต้องมานั่งติดแหง่กกับไอ้หัวสัปปะรดสีแดงข้างหลังที่ทำการหน่วยหก.. 

ทั้งที่ใจอยากจะไปทักทายเพื่อนฝูงที่หน่วยอื่นในระหว่างรอ แต่เพียงแค่ย่างเท้าออกจากห้องประชุมหน่วยหนึ่ง เขาก็โดนเคมปาจิไล่ท้าตีท้าต่อยอย่างเคย แน่นอนว่าเขาต้องวิ่งหนีสุดชีวิต.. จะให้ฟาดฟันกับปิศาจอย่างนั้นอีกทีน่ะเหรอ ไม่มีวันซะหรอก!! 

วิ่งวนไปมาทั่วเซย์เรย์เทย์ สุดท้ายก็หลบมาอยู่ที่หน่วยหก โดยมีรองหัวหน้าหน่วย อาบาราอิ เร็นจิ มานั่งคุยเป็นเพื่อน 

จากนั่งจนเริ่มจะเลื้อยลงไปนอนกับม้านั่งเวลาก็แล้ว เวลาก็ยังผ่านไปได้แค่ครึ่งชั่วโมง 

‘เฮ้ยจะนอนแล้วหรือไงฟระ!‘ เร็นจิโวยวาย 

‘เออ เมื่อยนี่หว่าจะให้รอถึงเมื่อไหร่กันเนี่ย‘ เขาบ่น 

เร็นจิกลับแค่นยิ้มและหัวเราะหึๆ ‘ศพอยู่กับคุโรซึจิไทโชวคงจะใช้เวลาไม่น้อยแหละน่า อ้อยเข้าปากช้างไปแล้วอยู่ๆเจ้าก็จะมาดึงออกไป ข้าว่าต่อให้ได้คืนวันพรุ่งนี้ข้าก็ยังไม่แปลกใจเลย‘ ว่าแล้วตบบ่าเขาเบาๆ 

เขาพ่มลมออกจากปาก.. ท่าจะจริงอย่างเร็นจิว่า 

‘ยัยนั่นเป็นไงมั่งล่ะ‘ 

‘อยากรู้..ก็ไปหาสิ..‘ อีกฝ่ายตอบเขาเรียบๆพลางหันมายักคิ้วให้ทีหนึ่ง 

‘เข้าท่าแฮะ..ไปเยี่ยมยัยนั่นซักหน่อยดีกว่า‘ ว่าแล้วลุกขึ้นบิดขี้เกียจ เดินออกไปทางประตูใหญ่ของที่ทำการหน่วยโดยมีเร็นจิเดินตามมาข้างๆ 

พ้นจากประตูหน่วยหกก็เตรียมจะเลี้ยวซ้ายแต่มือหนาของไอ้หมอนั่นดันรั้งคอเสื้อไว้จนเกือบหงายหลัง 

‘ทำอะไรฟระ!‘ เขาหันไปโวย 

‘จะไปไหนล่ะ‘ เร็นจิถามกลับยียวน 

‘ก็ไปหายัยนั่นไง อยู่หน่วยสิบสามไม่ใช่เร๊อะ ชั้นจำได้ว่าเลี้ยวซ้ายนี่หว่า‘ 

เร็นจิหัวเราะแล้วบอก ‘นี่มันใกล้จะเที่ยงแล้ว ตอนนี้ไม่อยู่ที่หน่วยหรอกน่า เชื่อข้าเหอะ‘ 

‘ไม่อยู่ที่หน่วย? แล้วอยู่ไหนล่ะ?‘ เขาเกาหัวแกรก ‘อยู่ที่บ้านรึไง นี่มันเพิ่งจะเที่ยงเองไม่ใช่เหรอ?‘ 

‘เออ‘ เร็นจิว่ายิ้มๆ ฟังดูมีเลสนัยพิกล 


*** 


แล้วเขาก็มาหยุดยืนหน้าประตูบ้านบานมโหฬารสูงเสียดฟ้าที่เคยมาเยือนตั้งแต่ครั้งที่เขาบุกมาช่วยลูเคียเมื่อสองปีก่อน 

คิดแล้วอดยิ้มบางๆไม่ได้.. สองปี เวลาช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน 

จากที่เบียคุยะเคยเย็นชาและเมินเฉยใส่ลูเคีย ก็กลับกลายเป็นคนละคนหลังจากที่บอกเรื่องราวในอดีตให้เธอได้ฟัง (และลูเคียก็มาเล่าให้เขากับเร็นจิฟังอีกที) เพียงแค่นึกเขาก็รู้สึกยินดีไปกับเธอ ยิ่งช่วงหลังที่ได้เจอคนทั้งคู่เขาก็พอจะดูออกว่าสองคนนี้มีใจให้กัน ในแบบที่ไม่ใช่แค่พี่น้อง แม้ท่าทางของเบียคุยะยังคงเรียบเฉยและพูดน้อยแบบแทบนับคำได้ แต่แววตาที่มองลูเคียนั้นมันลึกซึ้งอย่างประหลาด 

ตัวลูเคียเองก็เช่นกัน.. 

ยัยนั่นอาจจะไม่รู้ตัว แต่เขากับเร็นจิน่ะรู้ดีเลยเชียวล่ะ ไอ้ท่าทางเขินอายเวลาพูดถึงเบียคุยะกับท่าทีสงบเสงี่ยมเรียบร้อยต่อหน้าเบียคุยะนั่น ใครดูไม่ออกก็แปลกแล้ว 

แต่เขาไม่แปลกใจหรอกนะ เรื่องนี้น่ะ.. ถึงจะเป็นพี่น้องกันก็เถอะ แต่ทั้งคู่ก็ไม่ใช่พี่น้องกันแท้ๆสักหน่อยนี่นา 

‘ท่านรองอาบาราอิ‘ ชายชราใส่แว่นสวมชุดยมทูตสีดำ ผ้าพันคอสีขาวเดินมาค้อมตัวทักทายไอ้บ้าข้างๆเขา ‘ท่านคุโรซากิ‘ 

เขาเบิกตาเล็กน้อย ไม่คิดว่าพ่อบ้านตระ ... ลคุจิกิจะจำเขาได้ เจอกันแค่ครั้งสองครั้งและยังนานมาแล้วเกือบสองปี.. แต่ก็อย่างว่า พ่อบ้านตระ ... ลใหญ่ย่อมมีความสามารถจดจำผู้จำผู้คนได้ดีกว่าผู้อื่นอยู่แล้วนี่นะ 

‘ข้ากับอิจิโกะมาหาลูเคียน่ะ‘ เร็นจิบอก 

‘ขอรับท่านรอง ถ้าเช่นนั้นเชิญด้านในก่อนขอรับ‘ อีกฝ่ายค้อมตัวต่ำอีกครั้งและเชิญพวกเขาเข้าไปด้านใน 

เสียงหวีดร้องเล็กๆดังขึ้นเบาจนเกือบไม่ได้ยิน.. แต่ดังพอที่จะทำให้รู้สึกแปลกๆ 

เขาชะงักมือที่กำลังถอดรองเท้าสาน 

‘เร็นจิ..นาย.. ได้ยินเสียงอะไรไม๊..‘ 

เร็นจิหันมองเขาเหมือนไม่แปลกใจเลย ‘เสียง ‘เจ้าพวกนั้น‘ น่ะ‘ 

ตอบก็เหมือนไม่ได้ตอบ! 

‘‘เจ้าพวกนั้น‘? ใคร?‘ 

- พลั่ก - 

ไอ้หมายักษ์ข้างๆกลับตบหลังเขาอย่างแรงจนหัวคะมำไปข้างหน้า 

..อะไรของมันวะ?!.. 

..ไม่ตอบแล้วยังตบหลังตูอีก.. 

‘หุบปากแล้วถอดรองเท้าซักที! พ่อบ้านเค้ารออยู่เห็นไหม!‘ 

เหลียวมองพ่อบ้านตามคำบอกของเร็นจิ ก็เห็นชายชรายืนรออยู่ก็รู้สึกเกรงใจขึ้นมา รีบก้มหัวเป็นเชิงขอโทษปลกๆแล้วถอดรองเท้าเดินเข้าตัวเรือน 

พ่อบ้านพาพวกเขาไปห้องรับแขก สาวใช้รีบกุลีกุจอนำน้ำชากับขนมนมเนยมาให้ 

‘รอสักครู่นะขอรับ ข้าจะไปเรียนนายท่านกับท่านหญิงให้‘ ค้อมตัวต่ำอีกครั้งและไปทำหน้าที่ของตน 

‘ท่านหญิง? เฮ้ย เร็นจิ ชั้นมาคราวก่อนพ่อบ้านยังเรียกยัยนั่นว่าคุณหนูอยู่เลยไม่ใช่เรอะ?‘ เขาหันไปถามอย่างสงสัย ‘เป็นท่านหญิงตั้งแต่เมื่อไหร่ล่ะเนี่ย?‘ 

เร็นจิทำหน้าเหมือนรำคาญขี้เกียจจะตอบ ‘ก็ตั้งแต่แต่งงานกับหัวหน้าน่ะสิ เจ้าโง่‘ 

‘ห๊า!!‘ 

‘เมื่อ.. ‘ เร็นจิยกนิ้วขึ้นมานับ ‘แปดเก้าเดือนก่อนน่ะ‘ 

‘อย่ามาโกหกกันนะเฟ้ย! ไอ้บ้า!‘ เขาแทบไม่เชื่อหู 

เร็นจิมองเขาตาเขียว ‘ไม่ได้โกหกเฟ้ย! ข้าจะโกหกเจ้าทำไมล่ะ?‘ 

เขาเบ้หน้า.. อะไรกันวะ แต่งงานไม่บอกกันซักคำ 

..เจอหน้าต้องว่าซักหน่อยแล้ว!.. 

เร็นจิมองเขาด้วยหางตาเหมือนรู้ทัน ‘ก็แกเสียพลังวิญญาณไปไม่ใช่เร๊อะ?! จะให้ไปบอกยังไงล่ะ!‘ 

‘เออว่ะ..‘ เขาตอบเสียงอ่อยอย่างนึกขึ้นได้ ‘โทษที‘ 

ห้องรับแขกโอ่อ่าด้านหนึ่งเปิดออกไปยังสวนร่มรื่นเขามองไปมาอดตะลึงในความหรูหรากว้างใหญ่ไม่ได้ 

‘มาบ่อยรึไงนายน่ะ‘ เขาถามเร็นจิขณะชะเง้อคอมองดูไปรอบๆ 

‘ช่วงนี้ก็บ่อยอยู่‘ เร็นจิตอบขณะหยิบขนมเข้าปากเคี้ยวกร้วมๆ 

เขาพยักหน้า เสียงประตูฟุสุมะเปิดออกผาง เงาของร่างเล็กในชุดยมทูตโผล่เข้ามาทันใด 

‘อิจิโกะ!!‘ 

‘ไง‘ เขายกมือทักทายเจ้าหล่อนที่รีบแล่นมานั่งตรงข้ามกับเขา ‘แผลที่แขนเป็นไงมั่ง‘ 

ลูเคียยิ้มให้เขา ถลกเสื้อแล้วชูแขนให้ดู ‘หายแล้ว อิโนะอุเอะรักษาให้ดีจนไม่เหลือรอยอะไรไว้เลยล่ะ‘ 

‘ก็ดีแล้วนี่นา‘ เขาว่าฉีกยิ้มบาง ลืมเรื่องที่จะถามเกี่ยวกับเบียคุยะไปเสียสนิท 

‘เห็นท่านพี่บอกว่าเจ้ามาทวงศพกินโจวนี่ ยังไม่ได้อีกเหรอ‘ เธอถาม 

‘เออ สงสัยจะอีกนาน ก็เลยแวะมาเยี่ยมเธอน่ะ‘ 

‘งั้นเหรอ..ขอบใจนะอิจิโกะ‘ 

แล้วเสียงหวีดร้องก็ดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้ชัดเจนกว่าครั้งแรกมากมายนัก.. ทั้งยังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ 

‘เฮ้อ..‘ เสียงลูเคียถอนใจหันมองไปยังต้นเสียงแล้วลุกขึ้นยืน ‘อีกแล้วเหรอเนี่ย เพิ่งจะสงบไปแท้ๆ‘ 

ถึงจะบ่นไปอย่างนั้นแต่เขากลับเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าเธอกว้างขึ้นอีก 

ยังไม่ทันที่เขาจะได้ถามอะไรเอ่ยอะไร เธอก็เดินไปที่ประตูพร้อมกับร่างสูงของเบียคุยะปรากฏขึ้นอย่างประจวบเหมาะ 

‘เฮ้ยยยยย!!!‘ 

เขาร้องลั่น ดวงตาเบิกกว้างตกใจอย่างสุดขีด.. 

ลำพังแค่เบียคุยะคงไม่ทำให้เขาตกใจขนาดนี้หรอก.. แต่เด็กผู้ชายที่เบียคุยะอุ้มอยู่ต่างหากที่ทำให้เขาตกใจ 

เด็กน้อยคนนั้นกำลังร้องไห้จ้าลั่นบ้าน 

เบียคุยะส่งเด็กน้อยให้ลูเคีย ‘โดนฟูยุหยิกแก้มเอาน่ะ ปลอบเท่าไหร่ก็ไม่หยุด‘ 

..ย..อย่าบอกนะว่า..!! 

เขาเห็นดวงตาสีเทาตวัดมองเขาชั่วแว่บและมองเลยผ่านไปอย่างไม่สนใจ 

เบียคุยะส่งเด็กคนนั้นให้ลูเคียส่วนตัวเองหันไปด้านหลัง.. รับเด็กผู้หญิงอีกคนจากสาวใช้มาอุ้มไว้แทน 

..ด..เด็ก..ทารก!!.. 

..สองคน!?.. 

เขายังคงตกตะลึง 

‘ไหนแม่ดูสิคับ‘ ลูเคียเดินอุ้มเด็กชายกลับมานั่งตรงหน้าเขาอีกครั้งเธอก้มดูรอยแดงที่แก้มซ้ายของเด็กน้อยแล้วหัวเราะ 

..แม่?!.. 

ก้อนบางอย่างจุกที่คอ.. ขนาดจะพูดยังไร้เสียงจะเปล่งออกมา 

‘โอ๊ะ..นิดเดียวเอง.. เป็นลูกผู้ชายต้องเข้มแข็งกว่านี้สิคับ.. ไม่ร้องนะคนเก่ง..‘ เธอว่า 

เด็กน้อยเกาะเธอแน่นซุกหน้าลงบนอกเธอเสียงร้องค่อยๆเบาลงในทันที 

เบียคุยะที่อุ้มเด็กผู้หญิงอีกคนไว้เดินมานั่งข้างลูเคีย 

‘ล..ลูเคีย..‘ 

ลูเคียหันมองอิจิโกะแล้วทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขานั่งอยู่ 

‘อ้อ.. จริงสิอิจิโกะ.. นี่ยูกิ‘ เธอยิ้มและบอกชื่อของเด็กน้อยในอ้อมกอดแล้วหันไปชี้ที่เด็กผู้หญิงอีกคนที่เบียคุยะอุ้มอยู่ ‘นั่นฟูยุ‘ 

‘ล..ลูกของเธอ..กับ..‘ เขาชำเลืองมองเบียคุยะที่นั่งทำเป็นเมินเขาอยู่ ‘เบียคุยะ?..เหรอ..?‘ 

ถามไปแบบนั้นแต่แค่ดูสีตาของเด็กผู้หญิงที่เกาะพู่สีทองตรงปกเสื้อคลุมหัวหน้าหน่วยไว้แน่นก็พอจะรู้ได้ไม่ยากว่าใครเป็นพ่อ.. สีเทาหมอกเหมือนกันไม่มีผิด! 

‘อื้อ‘ เธอตอบแก้มแดงเรื่อเหมือนตอนที่อยู่ฮูเอโกมุนโด 

..แต่งงาน!?.. 

..มีลูก!?.. 

เขารู้สึกเหมือนอยากจะกรีดร้องด้วยไม่เชื่อสายตา ‘แฝด?‘ เขาถาม 

เธอพยักหน้ารับอีกครั้ง 

‘ยูกิคับ..‘ อุ้มลูกชายหันหน้ามาทางเขาและยื่นร่างเล็กมาตรงหน้า ‘หวัดดีอาอิจิโกะสิคับ‘ 

-- แปะ -- 

ฝ่าเท้าเล็กแปะลงบนใบหน้าเขาอย่างแรงเป็นการทักทาย 

‘อูวว..‘ ยูกิส่งเสียงร้องเบาๆ เท้าเล็กนุ่มที่แตะใบหน้าเขาเริ่มขยับถี่ แตะที่หน้าเขารัวๆและหัวเราะเอิ๊กอ๊ากออกมาอย่างชอบอกชอบใจ 

ลูเคียรีบดึงลูกออกจากหน้าอิจิโกะกลับมานั่งตักตัวเอง ‘ไม่ได้นะคับยูกิ! ทำอย่างนั้นกับอาอิจิโกะไม่ได้นะคับ!‘ 

ยูกิยังคงหัวเราะถูกใจ เท้าเล็กสั้นถีบพื้นแรงดีดตัวขึ้นลง จนลูเคียต้องออกแรงจับมากขึ้นเพราะกลัวยูกิจะหลุดมือ 

..เจ้าหนูนี่ซนใช่ย่อยนะนี่.. 

เขายิ้มกว้าง ยื่นมือไปหาเธอ ‘ขออุ้มหน่อยได้ไหม‘ 

ลูเคียกลับถาม ‘แน่ใจ?‘ 

‘เออ แน่ใจน่า‘ 

เธอส่งยูกิให้เขา ยูกิในมือเขากระทืบเท้าแรงพลางหัวเราะไม่หยุด 

‘ว่าไงยูกิ‘ 

‘อูว‘ ยูกิพึมพำทักทายเป็นภาษาทารก มองหน้าเขาแล้วจิ้มนิ้วเล็กๆเข้าที่ปลายจมูกเขา 

เขามองเด็กน้อยทั้งสองคนสลับกันไปมา ชวนให้นึกถึงน้องสาวทั้งสองของตัวเองสมัยที่ยังเป็นทารกเช่นนี้ 

ดึงนิ้วเล็กออกจากหน้า และสะบัดพรมนิ้วเรียวลงที่พุงนุ่มของยูกิ ‘นี่แน่ะๆ เมื่อกี๊แกล้งอาเหรอคับ‘ 

ยูกิหวีดร้อง แต่ยังคงหัวเราะแม้จะถูกเขาจั๊กจี้เข้าที่พุง มือนุ่มนิ่มนั้นแปะตีมือเขาระรัว 

เขาหัวเราะไปกับเด็กน้อย 

‘ตาสีม่วง?‘ เขาเงยหน้ามองลูเคีย ‘เหมือนเธอเลยนะ‘ 

..ลูกชายเหมือนแม่.. 

..ลูกสาวเหมือนพ่อสินะ.. 

ดวงตาสีน้ำตาลพลันเห็นลายปักสีชมพูที่มุมเสื้อ จึงหลุดหัวเราะก๊ากออกมา ‘จั๊ปปี้?‘ 

ลูเคียย่นคิ้ว ‘ทำไม มีปัญหาอะไรห๊ะ!‘ 

‘ปล๊าวววว ไม่มี๊‘ เขาปฏิเสธเสียงสูง แอบเหลือบมองไปยังหลานสาว แต่แล้วก็ต้องพยายามกลั้นหัวเราะสุดชีวิตเมื่อเห็นลายปักที่มุมเสื้อเป็นลายสีเขียว..รูปธิดาสาหร่าย.. 

..ลูกพ่อจริงๆพับผ่า!!.. 

เร็นจิมองอิจิโกะที่เล่นสนุกอยู่กับยูกิอยู่พักหนึ่ง ก็ล้วงลูกบอลสีชมพูลูกเล็กๆที่มีขนปุกปุยออกมาจากอกเสื้อ ‘ฟูยุจัง ลุงซื้อของเล่นมาฝากด้วย‘ 

ร่างสูงใหญ่อย่างกับยักษ์ขยับไปหาลูกสาวคนโตของบ้านคุจิกิ ยื่นส่งลูกบอลนั้นให้ 

ฟูยุปล่อยมือจากพู่สีทองที่เธอชอบจับ ยื่นมือสั้นป้อมมาคว้าไปแล้วเหวี่ยงแปะใส่หน้าเบียคุยะเบาๆ เธอยิ้มแป้นราวกับจะอวดเขาว่าเธอได้ของเล่นใหม่ 

‘ชอบล่ะสิ‘ เบียคุยะถามเธออย่างอ่อนโยน แม้จะรู้ว่าเธอคงฟังเขาไม่รู้เรื่องและยังพูดตอบไม่ได้ก็ตาม 

เสียงกรุ๊งกริ๊งดังออกมาจากในลูกบอล เธอมองอย่างสงสัย มือเล็กเขย่าลูกบอลที่มีขนปุกปุยไปมา เธอหัวเราะเอิ๊ก ยิ่งมีเสียงกรุ๊งกริ๊งดังมากเท่าไหร่เธอก็หัวเราะร่วนมากเท่านั้น 

‘ขอบใจ เร็นจิ‘ เบียคุยะบอกตอบลูกน้องตน 

เร็นจิหัวเราะแหะๆ ‘ไม่เป็นไรครับ เห็นฟูยุจังชอบข้าก็ดีใจ‘ 

เด็กหญิงเขย่าลูกบอลนั้นแรงจนหลุดมือหลายครั้ง เบียคุยะต้องเก็บมาส่งให้อยู่ตลอด แต่ดูเหมือนเบียคุยะเองจะมีความสุขมากกว่าจะรำคาญใจ 

ฟูยุที่ดูจะสนุกกับลูกบอลกรุ๊งกริ๊ง เริ่มสนุกยิ่งขึ้นเมื่อเธอปาลูกบอลไปไกลแล้วมีคนคอยเก็บให้ เธอปาแรงกว่าเดิมจนไกลระยะที่แขนเบียคุยะจะเอื้อมถึง ร้อนถึงเร็นจิต้องคอยวิ่งตามไล่เก็บไล่ตะครุบลูกบอลเล็กกลับมาส่งให้ ครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่มีท่าทีเบื่อหน่ายเลยแม้แต่น้อย (เหมือนหมาที่คอยวิ่งไปคาบไม้ที่เจ้าของเหวี่ยงออกไปกลับมาให้ยังไงยังงั้น..เบียคุยะคิดในใจ) 

เล่นกันไปซักพัก พ่อบ้านก็โผล่หน้าเข้ามาในห้องรับแขก ‘นายท่าน.. ได้เวลาทานข้าวของนายน้อยกับคุณหนูแล้วขอรับ‘ 

เบียคุยะพยักหน้าหงึก ‘อืม เดี๋ยวข้าไป‘ 

‘หัวหน้าครับ ข้าช่วยนะ‘ เร็นจิรีบเสนอตัวเข้าช่วย 

เบียคุยะปรายตามองเร็นจิ ‘อุ้มยูกิตามมาก็แล้วกัน..‘ 

อิจิโกะอุ้มยูกิส่งให้เร็นจิ ‘ไปกินข้าวก่อนนะยูกิคุง เดี๋ยวค่อยมาเล่นกับอาต่อนะ‘ 

เบียคุยะหันบอกลูเคียก่อนออกจากห้อง ‘ข้าพาลูกไปกินข้าว เจ้านั่งคุยกับคุโรซากิไปก่อน‘ 

ลูเคียยิ้มอ่อน ‘ค่ะ ท่านพี่‘ เธอหันไปหาเร็นจิ ‘ฝากด้วยนะเร็นจิ‘ 

เร็นจิอุ้มยูกิหันมองตอบ ‘เออ ของกล้วยๆ..‘ มือใหญ่นั้นจับมือเล็กโบกมือให้ลูเคีย ‘ยูกิไปหม่ำข้าวบดเดี๋ยวมานะคับท่านแม่‘ 

ท่าทีล้อเลียนของเร็นจิทำให้ทุกคนหัวเราะรื่นกันถ้วนหน้า 

เร็นจิเดินออกไปจากห้อง อิจิโกะส่งยิ้มตามหลังประตูที่ปิดลง 

‘ดีใจด้วยนะ ลูเคีย‘ 

‘หือ..‘ 

‘ท่าทางจะไปได้สวยนี่นา ครอบครัวเธอน่ะ‘ 

หญิงสาวยิ้มรับ พลางคิดว่าหลังจากผ่านเรื่องราวมากมาย ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็ราบรื่นและสงบสุขอย่างที่เธอและเบียคุยะปรารถนา 

อิจิโกะทำเสียงเข้ม โน้มตัวไปหาเธอ ‘ถามจริงๆนะ หมอนั่นบังคับเธอหรือเปล่าน่ะ?‘ 

ลูเคียหน้าแดง หวีดเสียงใส่เขา ‘ไอ้บ้า!‘ แล้วลดเสียงลงเล็กน้อย ‘ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก..‘ 

เขาหัวเราะหึๆ ‘งั้นก็เบาใจหน่อย.. เห็นเธอมีความสุขแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ‘ 

‘ขอบใจนะ อิจิโกะ‘ 

เขาเลิกคิ้ว 

เธอเบือนหน้ามองไปนอกสวน ‘ถ้าไม่มีเจ้า ป่านนี้ข้ากับท่านพี่คงไม่เป็นอย่างทุกวันนี้หรอก‘ 

‘อย่าพูดอย่างนั้นน่า‘ 

‘ข้าพูดจริง..‘ ดวงตาสีม่วงมองสบตาเขา ‘ตระ ... ลคุจิกิเป็นหนี้บุญคุณเจ้า‘ 

‘อย่าบ้าไปหน่อยเลย ลูเคีย‘ เขาแย้งขึ้นบ้าง ‘ถ้าไม่มีเธอในตอนนั้น ชั้นก็ไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้เหมือนกัน.. เพราะฉะนั้น อย่าคิดมาก..‘ 

เขาส่งยิ้มจริงใจให้เธอ เช่นเดียวกับที่เธอส่งยิ้มแบบเดียวกันกลับมาให้ 

ทั้งเขาและเธอต่างเคยมีปมในใจที่ไม่อาจก้าวข้าม แต่เพราะการได้มาพบกันอย่างไม่คาดฝันกลับทำให้ปมในใจรวมทั้งสิ่งที่ติดค้างในอดีตคลี่คลายลงจนสามารถก้าวมาถึงวันนี้ได้ 

ต่างคนต่างดีใจและยินดีที่เห็นอีกฝ่ายก้าวพ้นสิ่งเหล่านั้นและสามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้เสียที 

‘เออนี่.. ‘ เกริ่นไปแล้วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอาจเป็นเรื่องไม่ควรถาม แต่ความอยากรู้ก็มีมากกว่าจนต้องถามออกไป ‘เด็กๆน่ะ กี่เดือนแล้ว‘ 

‘ห้าเดือน‘ 

‘ง..งั้นเหรอ‘ เขาพยักหน้า 

..แปลว่ามีเจ้าพวกนั้นก่อนจะแต่งงานสินะ.. 

ลูเคียถอนใจเล็กๆ ‘อย่างที่เจ้าคิดนั่นแหละอิจิโกะ‘ เธอย้อนนึกถึงเรื่องหนึ่งปีที่ผ่านมา รู้สึกราวกับว่ามันเพิ่งจะเกิดขึ้นเพียงแค่ไม่กี่สัปดาห์ ‘ช่วงนั้นเกิดเรื่องตั้งเยอะแน่ะ‘ 

‘งั้นเหรอ.. เล่าให้ฟังบ้างสิ‘ 

‘เรื่องมันยาวนะ‘ เธอว่ายิ้มๆ 

‘เออ..วันนี้ชั้นมีเวลาทั้งวัน เล่ามาซะ‘ 

‘เอาภาพประกอบด้วยไหม‘ เธอแสร้งถาม ด้วยรู้ว่าอิจิโกะชอบแซวเธอเรื่องภาพประกอบ 

คิ้วเรียวเขาพลันกระตุกอย่างหน่ายๆ ‘ไม่ต้องเฟ้ย! ภาพอุบาทว์พวกนั้น เก็บไว้วาดให้ยูกิเหอะ!‘ 

‘ชิ..‘ เธอแกล้งสบถอย่างเสียความรู้สึก 

‘ไม่ต้องมาทำเสียงชิชะเลยหล่อน เล่ามาได้แล้ว อย่าโอ้เอ้‘ 


** 


เวลาผ่านไปราวสี่สิบนาทีเร็นจิก็เดินกลับเข้ามาในห้องรับแขก ประจวบเหมาะกับที่ลูเคียเล่าเรื่องนั้นให้อิจิโกะฟังได้จบพอดี 

‘ไง เด็กๆหลับกันหมดแล้วล่ะสิ‘ ลูเคียหันไปทัก 

‘ยูกิน่ะหลับไปแล้ว ส่วนฟูยุจัง ไทโชวกำลังกล่อมอยู่‘ เร็นจิตอบยิ้มๆ ‘ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าผู้ชายคนนั้นก็มีด้านที่อ่อนโยนเหมือนกัน‘ 

‘พูดอะไรของเจ้ากันน่ะ ท่านพี่ไม่ได้หยาบกระด้างอย่างพวกเจ้าเสียหน่อย‘ เธอว่ากลับ เสียงฉุนเล็กน้อย 

‘เฮ่ย! หล่อนน่ะ อย่าเอาชั้นไปเทียบกับไอ้หัวสัปปะรดนี่สิ!‘ เขาโวยสวนขึ้นมา 

‘ทำไมจะไม่ได้ พวกเจ้ามันก็บ้าๆห่ามๆพอกันนั่นแหละ‘ 

‘ไม่ต้องชมข้าขนาดนั้นก็ได้‘ เร็นจิแสร้งทำเป็นยืดอก 

‘ไอ้บ้า! ข้าไม่ได้ชม‘ 

‘ข้าก็ประชดเฟร้ย!!‘ 

‘จริงสิ พวกเจ้ากินข้าวกลางวันกันหรือยังล่ะ?‘ 

‘เออ ลืมไปเลยแฮะ กินแต่ขนมกินเล่นพวกนี้เพลินจนลืมแล้ว‘ จนเธอพูดขึ้นมานี่แหละ เขาถึงนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้กินข้าวกลางวัน 

เร็นจิก็เออออตาม เพราะยังไม่ได้กินเหมือนกัน 

‘ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวข้าให้เด็กยกสำรับมาให้ พวกเจ้าก็คุยกันไปก่อนนะ ข้าไปดูฟูยุกับท่านพี่หน่อย เดี๋ยวมา‘ 

‘เออ ตามสบายเหอะ ไม่ต้องรีบ‘ เขาบอกหล่อน ยกน้ำชาหอมหวานขึ้นจิบอย่างไม่ใส่ใจนัก 

‘อย่าทะเลาะกันล่ะ‘ เธอแซวติดตลกก่อนจะเปิดประตูออกไป 


** 


‘ท่านพี่.. ‘ ลูเคียเดินเข้าไปในห้องนอนเด็กที่อยู่ข้างห้องนอนใหญ่ ในห้องมีเพียงเบียคุยะนั่งข้างเบาะเล็กสี่เหลี่ยมสองเบาะที่วางติดกัน สาวใช้และแม่นมต่างปลีกตัวออกไปเพื่อให้เจ้าบ้านได้อยู่ตามลำพังกับเด็กน้อยทั้งสอง 

‘ได้ยินเร็นจิบอกว่ายูกิหลับไปแล้ว‘ มองไปยังลูกชายคนเล็ก ก็เห็นเด็กชายนอนหลับตาพริ้มแสดงว่าหลับไปเรียบร้อยแล้ว 

‘อื้อ ยูกิน่ะหลับง่าย แต่ฟูยุนี่สิ เพิ่งจะหลับ‘ 

ลูเคียหย่อนตัวลงนั่งคั่นกลางระหว่างสองพ่อลูก เธอเห็นเขานั่งนิ่งแทบไม่กระดิกตัว มองไปยังฟูยุก็ได้คำตอบ มือเล็กเท่าฝาหอยนั้นจับนิ้วชี้ของเบียคุยะแน่นไม่ยอมปล่อย เธอหัวเราะเบาๆ 

‘ข้าบอกแล้วว่าท่านพี่น่ะทำให้ฟูยุเคยตัว ถ้าไม่ได้จับนิ้วท่านจนหลับก็จะไม่ยอมหลับยอมนอน แล้วเป็นไงคะ ไม่กล้าดึงนิ้วออกล่ะสิ‘ 

‘อืม จะดึงออกทีไรก็เริ่มร้องทุกที‘ เขาว่าเสียงนิ่งพลางขยับนิ้วเบาๆดูว่าจะดึงออกมาได้หรือยัง แต่ก็ไม่กล้าขยับมาก 

ลูเคียเห็นเข้าก็ยิ้มกว้าง ‘ยังไม่ทันไร ท่านก็ตามใจฟูยุไปซะทุกเรื่องแล้ว‘ 

‘ข้าไม่อยากขัดใจลูก‘ เขาเถียง ‘ลูกยังเล็ก ไว้โตอีกหน่อยค่อยเข้มงวด‘ 

ได้ยินเขาดึงดันแบบนั้น เธอก็ได้แต่ยิ้มๆไม่อยากขัดคอ บางครั้งเธอก็ประหลาดใจที่เห็นเขาทั้งรักทั้งหลงฟูยุ แรกเริ่มนั้นเธอเคยคิดว่าเขาคงไม่ค่อยปลื้มนักที่ได้ลูกสาวเป็นคนโต เพราะลูกคนแรกมักจะเป็นผู้รับสืบทอดตำแหน่งเจ้าบ้านคุจิกิ แต่กลับกลายเป็นว่าเขานั้นเอ็นดูฟูยุมากกว่ายูกิเสียอีก 

เธอดึงผ้าห่มบางขึ้นคลุมร่างเล็ก แตะตัวลูกสาวเบาๆเมื่อเห็นว่าหลับสนิทดีแล้วก็ค่อยช่วยแกะนิ้วของเบียคุยะออกจากการจับกุม 

พอเคลื่อนไหวได้สะดวกดังใจ วงแขนแกร่งก็ย้อนกลับมารัดเอวเล็กของภรรยาแทน 

ลูเคียเอนตัวลงพิงบ่ากว้างแต่โดยดี 

‘กล่อมลูกหลับแล้ว ต่อไปก็ตาเจ้าบ้าง ลูเคีย‘ เขากระซิบ มือซุกซนเริ่มเปะป่ายไปทั่วร่างเธอ 

เธอขัดขืน ‘นี่ยังกลางวันอยู่เลยนะคะท่านพี่!‘ 

‘แล้วยังไง?‘ 

‘ก็..ก็.. ‘ เธออึกอัก ไม่รู้จะอ้างเหตุผลอะไร ‘จ..เจ้าพวกนั้นก็อยู่นะคะ‘ 

‘ห้องรับแขกอยู่ตั้งไกล‘ 

‘แขกมาบ้านก็ต้องไปต้อนรับสิคะ‘ 

‘เจ้าพวกนั้นไม่ใช่คนอื่นคนไกลสักหน่อย ปล่อยให้รอไปนั่นแหละ‘ 

‘เดี๋ยวลูกตื่นหรอกค่ะ‘ 

‘งั้นก็ย้ายไปห้องเรา‘ 

‘ท่านพี่.. ‘ 

‘น่า..นะ..‘ เขาทำเสียงออดอ้อนแบบไม่เคยเป็นมาก่อน พยายามหายใจรินรดต้นคอเธออย่างยั่วยวน จนเธอเกือบจะเคลิ้มตาม 

‘ท่านพี่ต้องกลับไปที่หน่วยไม่ใช่หรือคะ‘ เธอยังหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยง 

‘ไม่มีเรื่องเร่งด่วนอะไร เข้าไปบ่ายหน่อยใครจะกล้าว่า‘ เขาวาดมือประคองคลึงอกตูมที่ใหญ่ขึ้นจนเต็มไม้เต็มมือหลังจากเธอตั้งครรภ์ 

ลูเคียหายใจแรงเอียงตัวหลบ ‘แต่ว่า..‘ 

‘ลูเคีย‘ น้ำเสียงนั้นเริ่มดุจนเธอไม่กล้าเอ่ยต่อหรือขยับหนีอีก แต่ถ้อยคำถัดมาก็แผ่วหวานลง ‘เรามีน้องให้ฟูยุกับยูกิอีกซักคนสองคนดีไหม‘ 

หญิงสาวเปิดตากว้าง รีบส่ายหน้าอย่างเร็ว จนเขาเกือบจะหลุดหัวเราะออกมากับท่าทีของเธอ 

เห็นสีหน้าทำตัวไม่ถูกของเธอ เขาก็ชักจะอยากแกล้งเธอขึ้นมาอีก ‘ข้าว่าดีออกนะ มีเด็กๆวิ่งกันให้เต็มบ้าน‘ 

ลูเคียส่ายหน้าไม่เห็นด้วย ‘ฮื้อ.. ข้าว่าไม่ดีนะ‘ 

‘มีอีกซักสองสามคนข้าว่ากำลังเหมาะ‘ เขาแกล้งพูดต่อเรื่อยๆเหมือนไม่ได้ยินคำแย้งของเธอ ‘ท่านปู่ท่านย่าจะได้ไม่มาแย่งกันเห่อหลาน‘ 

‘..เดี๋ยวนี้พวกตระ ... ลชั้นสูงเค้านิยมมีทายาทกันหลายๆคนทั้งนั้น อย่างเคียวราคุ โอมาเอดะ..‘ 

ลูเคียยิ่งส่ายหน้าหนักขึ้นกว่าเดิม จนเขาหัวเราะ 

‘ไม่เอาก็ไม่เอา..‘ เบียคุยะซุกจมูกลงไล้แก้มนวล ‘ไม่เห็นต้องทำท่าตกอกตกใจขนาดนั้นเลย‘ 

หญิงสาวหันมาทำตาเขียวเมื่อรู้ว่าโดนแกล้งเข้าให้แล้ว เธอยื่นมือบีบจมูกโด่งของเขา ‘ชอบแกล้งข้าดีนักนะคะ ท่านเนี่ย‘ 

‘เจ้าน่าแกล้งนี่นา‘ ว่าแล้วขโมยหอมแก้มเธอฟอดใหญ่ กระซิบแผ่วผ่าว ‘ยิ่งเวลาเจ้าทำหน้าแปลกๆเพราะแยกไม่ออกว่าข้าพูดจริงหรือพูดเล่นด้วยแล้ว เจ้าน่ารักมากเลยรู้หรือเปล่า‘ 

‘ใครจะไปดูออกล่ะคะว่าท่านพูดจริงหรือพูดเล่น เห็นทำหน้าตายอยู่ตลอด‘ เธอตอบ เอียงหน้าซุกลงที่ต้นคอเขาจนได้กลิ่นกายอ่อนๆที่เธอชอบ 

‘เรื่องนั้นมันช่วยไม่ได้ มันติดเป็นนิสัยไปแล้ว‘ 

‘ข้ารู้ค่ะ‘ เธอพึมพำ ‘ไม่เป็นไรหรอกนะคะ‘ 

เขาผงกศีรษะ แค่เพียงเธอเข้าใจเขา.. เท่านี้ก็พอ 

เบียคุยะกอดเธออยู่อีกพักใหญ่ ‘ข้าจะกลับไปที่หน่วยเสียหน่อย ดูท่าเจ้าเร็นจิจะอยู่ที่นี่อีกนาน‘ เขาผละออกจากเธอและเหยียดร่างลุกขึ้นยืน 

เธอลุกตามเขา ‘ค่ะ‘ 

‘ข้าจะแวะไปบอกอุคิทาเกะให้ว่าบ่ายนี้เจ้าจะไม่เข้าไป‘ 

‘ขอบคุณค่ะ‘ ใบหน้าสวยระบายยิ้มขณะหยิบเสื้อคลุมหัวหน้าหน่วยมาช่วยสวมให้เขา 

‘ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้ทำให้เจ้าเปล่าๆหรอกนะ‘ เขาทำหน้านิ่งก่อนจะก้มจุมพิตเธออ่อนหวาน 

มือเล็กกลับทุบอกเขา ‘ท่านพี่!‘ 

เบียคุยะเปรยยิ้มอ่อน ยกมือเล็กขึ้นหอม 

‘แล้วข้าจะรีบกลับ‘ 


** 


ลูเคียกลับมาห้องรับแขกอีกครั้งก็พบว่าเขากับเร็นจิทานข้าวกลางวันกันเสร็จแล้ว เธอเดินกลับมานั่งคุยหยอกล้อกับพวกเขาอย่างสนุกสนาน 

‘ไทโชวล่ะ?‘ เร็นจิถามเธอ 

‘กลับไปที่หน่วยแล้ว‘ เธอตอบห้วนขณะก้มหน้าก้มตาปักเสื้อให้ฟูยุ 

‘งั้นข้าก็สบายสิเนี่ย วันนี้ได้อู้งานเอกสารทั้งบ่ายเลย‘ เร็นจิว่าอย่างดีใจที่ได้ทิ้งงานเอกสารของตัวเองไว้ให้เบียคุยะทำแทน ‘ต้องขอบใจเจ้านะเนี่ย อิจิโกะ‘ 

‘อย่าเอาชั้นเข้าไปเป็นข้ออ้างเด่ะ!‘ เขาโวย 

‘เอาน่า..‘ ชายหนุ่มร่างใหญ่ตบหลังเขาปั่กๆ แล้วเอ่ยต่อ ‘เออนี่ บ่ายนี้ยังไงก็ว่างอยู่แล้ว ไปหาที่ฝึกกันหน่อยไหม อิจิโกะ‘ 

‘ดีเหมือนกัน ดีกว่านั่งๆนอนๆอยู่เฉยๆ‘ เขาเตรียมลุกขึ้นยืน ‘ไปยืดเส้นยืดสายหน่อย‘ 

‘ข้ากำลังหาคนมาลองบังไคท่าใหม่ของข้าอยู่พอดี‘ เร็นจิฉีกยิ้มอย่างมีเลสนัย 

‘เฮ้ย! อย่าเอาชั้นไปเป็นหนูทดลองสิวะ!‘ 

ลูเคียรีบเก็บของในมืออย่างเร็วใส่ตะกร้าสานอย่างเร็ว 

‘ข้าไปด้วย!‘ ว่าแล้วก็ผุดลุกอย่างเร็วเตรียมจะวิ่งแจ้นออกไป ‘ข้าไปเอาโซเดโนะชิรายูกิแป๊บนึง!‘ 

หายไปชั่วอึดใจเจ้าหล่อนก็กลับมาพร้อมดาบฟันวิญญาณของตัวเอง 

‘ข้าพร้อมแล้ว ไปสวนหลังบ้านกัน‘ เธอว่า 

แล้วทั้งสามคนก็ใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายไปกับการฝึกด้วยกันที่ด้านหลังคฤหาสน์ จนกระทั่งราวๆสี่โมงเย็น ร่างสูงของเบียคุยะก็โผล่เข้ามาขัดจังหวะ 

‘คุโรซากิ อิจิโกะ‘ เบียคุยะเรียกนามเขาเสียงห้วนอย่างเคย 

พวกเขาลดดาบลง รอฟังว่าเบียคุยะจะพูดอะไร 

‘คนของกองวิจัยเอาศพของคูกะ กินโจวมาให้แล้ว ตอนนี้รออยู่ข้างหน้า‘ 

เขาคลายบังไคของตัวเอง ดาบเรียวกลับคืนสู่สภาพเป็นดาบอันใหญ่เช่นเดิม ‘ขอบใจนะ เบียคุยะ‘ 

..ได้เวลากลับบ้านแล้วสินะ.. 

เบียคุยะเดินนำพวกเขาไปด้านหน้าคฤหาสน์ ระหว่างทางเจอเข้ากับพวกแม่นมที่อุ้มฟูยุกับยูกิออกมาเดินเล่นรับลมที่สวนพอดี เบียคุยะรับฟูยุมาอุ้มไว้ ลูเคียเองก็รับยูกิมาเช่นกัน 

มาถึงลานหน้าคฤหาสน์ ก็เห็นคนของกองวิจัยสี่ห้าคนยืนรอบโลงศพสี่เหลี่ยมที่พื้น 

ยมทูตคนหนึ่งพูดขึ้น ‘คุโรซึจิไทโชวให้พวกเราช่วยนำโลงไปส่งให้ที่โลกมนุษย์ครับ‘ 

เขาเกาหัวแกรกๆด้วยความเกรงใจ รีบก้มหัวคำนับอีกฝ่าย ‘รบกวนด้วยนะครับ‘ 

ยมทูตคนนั้นคำนับตอบ ขณะที่ยมทูตอีกคนเดินไปข้างๆ แทงดาบฟันวิญญาณแหวกอากาศและหมุนดาบไปครึ่งรอบ พลันปรากฏประตูมิติขึ้นตรงหน้า.. เส้นทางที่จะพาเขากลับโลกมนุษย์ 

เขาหันหลังไปหากลุ่มเพื่อนด้านหลัง 

‘ไปก่อนนะ ลูเคีย เร็นจิ เบียคุยะ‘ 

ภาพของพวกนั้นทำให้เขาอดยิ้มไม่ได้ มันช่างดูอบอุ่นและมีความสุขนัก โดยเฉพาะครอบครัวคุจิกิที่ยืนกันพร้อมหน้าพร้อมตา 

‘อื้อ ไว้เจอกันใหม่‘ ลูเคียตอบเขา ใบหน้าเปื้อนยิ้ม 

เบียคุยะยกมือฟูยุโบกไปมา ลูเคียเห็นเข้าก็ยกมือยูกิขึ้นโบกบ้าง ‘บ๊ายบายคับ อาอิจิโกะ ไว้มาเล่นกับยูกิใหม่นะคับ‘ 

‘อาไปแล้วนะ ฟูยุจัง ยูกิคุง‘ เขาโบกมือแรงเพื่อร่ำลาเด็กน้อยทั้งสอง 

เขาหมุนเท้าหันหลังให้ เดินตรงเข้าไปยังประตูเซ็นไกมง ย่างเท้าผ่านประตู และเริ่มออกวิ่ง 

..ยินดีด้วยนะลูเคีย.. 

..ในที่สุดเธอก็ได้มีครอบครัวที่น่ารักและสมบูรณ์พร้อมอย่างที่เธอฝันไว้เสียที.. 







..มีความสุขมากๆล่ะ.. 





== END == 



       นิ ย า ย . ค อ ม
อยากจะอ่านนิยายออนไลน์ดีดี สักเรื่อง คิดถึงเราสิคะ www.niyay.com







Kuchiki_R
Status [ Offline ]
ผู้แต่ง : Kuchiki_R
email : kuchiki_b@hotmail.com
Cool: 0 | Level: 1 | Class: | Point: 131
100 point

ให้ Cool นิยายเรื่องนี้  

เกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้

หมวดนิยาย:
แฟนฟิกชั่น

ตอนล่าสุด:

สถานะ:
จบบริบูรณ์

วันที่โพสต์:
28 ม.ค. 2556

Update ล่าสุด:
--/--/--

คนเข้าชม:
514 ครั้ง

Story cool:
0

Favorites:
0

แชร์นิยายให้เพื่อนอ่าน




นิยายตอนอื่นของนิยายเรื่องนี้

ตอนที่
ชื่อตอน
update
อ่าน


ผลงานอื่นๆ ของผู้แต่ง


  My Special Day [ByakuyaxRukia]
โดย Kuchiki_R
[update 2013-01-30 23:44:18]

  ai no kuzari [Bleach Fanfic : ByakuyaxRukia]
โดย Kuchiki_R
[update 2013-01-29 11:46:47]

  BitterSweet [Bleach Fanfic : ByakuyaxRukia]
โดย Kuchiki_R
[update 2013-02-11 23:34:14]

  Rosy Betrayal [Bleach Fanfic : ByakuyaxRukia]
โดย Kuchiki_R
[update 2013-01-29 11:21:32]

  Something Important [Bleach Fanfic : ByakuyaxRukia]
โดย Kuchiki_R
[update 2013-01-29 11:07:52]

ผลงานอื่นๆในหมวดนี้


  4 days only tears
โดย fpimagine212
[update 2014-07-29 21:33:43]

  .......
โดย Charisma Cho
[update 2014-07-26 13:11:37]

  แรงหึง vkook nc
โดย bbbb44
[update 2014-07-23 22:29:38]

  (FANFIC) หัวขโมยแห่งบารามอส-กลับสู่เอดินเบิร์ก
โดย ไอแอมบี
[update 2014-07-15 10:01:21]

  (Fiction BTOB)ภารกิจร้าย ให้หัวใจได้ลงล็อค
โดย PAPA_mild
[update 2014-07-12 15:15:50]




แสดงความคิดเห็นกันหน่อยจ้า

name
กรุณา Login ด้วยค่ะ
โปรดอ่านกฏกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

- โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบ ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบัน อันเป็นที่เคารพ

- ทุกความเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเวบไซท์ และ ไม่สามารถ นำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้

- ทีมงาน niyay.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า



หาก Comment ล่าสุดไม่แสดง ให้กดปุ่ม Ctrl ค้างไว้แล้วกดปุ่ม F5 ที่คีย์บอร์ดนะจ๊ะ




จากจำนวนทั้งหมด หน้า | กระโดดไปหน้าที่

ข้อความทีท่านได้อ่านจาก เวบเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และ เผยแพร่โดยอัตโนมัติ ผู้ดูแลเวบไซด์แห่งนี้ ไม่ได้เห็นด้วย และไม่ขอรับผิดชอบต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นผู้อ่านทุกท่าน โปรดใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตนเอง และ ถ้าหากท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมาย และ ศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@NiYay.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

View My Stats Flag Counter

ข้อความทีท่านได้อ่านจาก เว็บเพจนี้ เกิดขึ้นจากการเขียนโดยสาธารณชน และ เผยแพร่โดยอัตโนมัติ
ผู้ดูแลเว็บไซต์แห่งนี้ ไม่ได้เห็นด้วย และไม่ขอรับผิดชอบ ต่อข้อความใดๆทั้งสิ้น ดังนั้นผู้อ่านทุกท่าน โปรดใช้วิจารณญาณ ในการกลั่นกรองด้วยตนเอง และ ถ้าหากท่านพบเห็นข้อความใดๆ ที่ ขัดต่อกฎหมาย และ ศีลธรรม กรุณาแจ้งมาที่ webmaster@NiYay.com เพื่อทีมงานจะได้ ดำเนินการในทันที ขอขอบพระคุณ

สงวนลิขสิทธิ์ © 2014 NIYAY.COM
ติดต่อลงโฆษณา
ศูนย์ข้อมูลเว็บไซต์
เกี่ยวกับ NIYAY.COM

แผนผังเว็บไซต์
Help&FAQ
นโยบายการใช้งานเว็บไซต์
ติดต่อทีมงาน
แจ้งปัญหาการใช้งาน
แนะนำเรา
ร่วมงานกับเรา